The Cliff Lipe | Girls Trip หลีเป๊ะ

เดือนกุมภาพันธ์ ใครๆก็คงจะหาทริปไปเที่ยวกับคนรัก แต่การเดินทางครั้งนี้บันทึกนักหนีเที่ยวขอเอาใจคนไม่มีคู่ เราขอนำเสนอทริปชิคๆกับเพื่อนสาว แบบ 3 วัน 2 คืน การเดินทางครั้งนี้เราหนีฝุ่นจากเมืองหลวง ลงมาสูดอากาศบริสุทธิ์กันที่ทะเลของจังหวัดสตูล และจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่โรงแรม The Cliff Lipe โรงแรมสุดแสนจะชิลลลล บนเกาะหลีเป๊ะ

The Cliff Lipe

The Cliff Lipe โรงแรมที่ตั้งอยู่บนหน้าผาฝั่งหาด Sunset ของเกาะหลีเป๊ะ โดยคอนเซ็ปของห้องพัก Style Modern Tropical ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนเราได้พักผ่อนที่บ้านเพื่อนสนิท โดยห้องจะมีทั้งหมด 15 ห้อง ซึ่งแบ่งเป็น 7 type

โรงแรมแห่งนี้อยู่ในจุดที่สวยมากๆ เพราะตั้งอยู่บนหน้าผา ทำให้เราสามารถมองเห็นท้องทะเลที่สวยงามของเกาะหลีเป๊ะได้แบบเต็มตาโดยไม่มีอะไรมาบดบัง และที่สำคัญยังตั้งอยู่บนหาด Sunset ซึ่งถือว่ามัน สงบและมีความเป็นส่วนตัวมากๆ โรงแรมแห่งนี้เป็นปลายทางที่ให้เราได้พักผ่อน ปล่อยใจไปกับทะเล และผ่อนคลายกับที่พักแสนสบายแห่งนี้

การเดินทาง

การเดินทางมาเกาะหลีเป๊ะนั้นอาจจะซับซ้อนอยู่บ้าง แต่รับรองว่าควรค่าแก่การมาแน่นอนค่ะ โดยการเดินทางครั้งนี้เราให้ทางโรงแรมเป็นคนจัดการจองรถและจองเรือให้ทั้งหมด เพื่อความสะดวกของตัวเราเองค่ะ

การเดินทางเราเริ่มจากสนามบินหาดใหญ่ : หากใครที่มาจากกรุงเทพ ให้นั่งเครื่อง หรือมายังไงก็ได้ค่ะ เพื่อมาให้ถึงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

การเดินทาง(สนามบิน)หาดใหญ่ – ท่าเรือปากบารา : เมื่อเราพาตัวเองมาถึงหาดใหญ่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะมีรถตู้รับส่งเราจากหาดใหญ่ไปยังท่าเรือปากบารา จังหวัดสตูล ซึ่งคือท่าเรือที่เราจะลงเรือเพื่อต่อไปยังเกาะหลีเป๊ะ

ท่าเรือปากบารา – เกาะหลีเป๊ะ : การเดินทางจากท่าเรือปากบารา เพื่อไปยังหลีเป๊ะนั้น เราสามารถนั่งเรือสปีดโบ๊ท โดยเราสามารถจองล่วงหน้า หรือจะมาหาซื้อตั๋วที่บริเวณท่าเรือก็ได้ค่ะ แต่เราแนะนำว่าให้จองมาดีกว่า

โดยตารางการเดินเรือจะมีดังนี้

ท่าเรือปากบารา – เกาะหลีเป๊ะ

เกาะหลีเป๊ะ – ท่าเรือปากบารา

ส่วนเรานั้นเลือกเดินทางไปยังเกาะหลีเป๊ะด้วยเรือรอบ 09.30 น. เพราะจะได้ไปถึงโรงแรมได้เร็วและใช้เวลาบนเกาะได้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งเรือรอบ 09.30 น. จะแวะทั้งหมด 2 จุดก็คือ อุทยานแห่งชาติตะรุเตา และ เกาะไข่

เกาะหลีเป๊ะ

เกาะหลีเป๊ะ เป็นเกาะกลางทะเลอยู่ในเขตจังหวัดสตูล จุดเด่นของทางเกาะหลีเป๊ะ คือ ความเป็นธรรมชาติของปะการังรายล้อมรอบเกาะ มีเวิ้งอ่าวที่สวยงาม หาดทรายละเอียดนิ่มนวลขาวเหมือนแป้ง เกาะหลีเป๊ะ มีชายหาดที่สำคัญ ๆ อยู่ 4 หาด ได้แก่

หาดพัทยา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะหลีเป๊ะ เป็นเกาะที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปมากที่สุด (หาดที่เราจะขึ้น-ลงเรือ)

หาดซันไรท์ อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะหลีเป๊ะ ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านชาวเล

หาดคาร์มา อยู่ทางตอนเหนือ ซึ่งหันหน้าเข้าหาเกาะอาดัง

หาดซันเซ็ท อยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งหันหน้าเข้ารับแสงของพระอาทิตย์ ตามชื่อของหาด

(ขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia )

Location

The Cliff Lipe ตั้งอยู่ในฝั่งหาด Sunset ภายในเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งถือว่าเป็นทำเลที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบความสงบ อยากได้ความเป็นส่วนตัว

Lobby

ใครมาพักที่ The Cliff Lipe แบบเรา แนะนำว่าให้แจ้งเวลาการเดินทางกับทางโรงแรมให้เรียบร้อย เพราะทางโรงแรมจะส่งคนมาคอยรับเราที่ท่าเรือ จากนั้นเดินทางต่อมาที่โรงแรม ใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 10 นาทีเราก็จะมาถึง The Cliff Lipe

เมื่อมาถึงเราจะได้เจอกับ Lobby ซึ่งจะเป็นตัวอาคารเปิดโล่ง เราใช้เวลาไม่นานในการเช็คอิน ระหว่างนั้นก็มี welcome drink เป็นน้ำกระเจี๊ยบ พร้อมผ้าเย็น ชดชื่นมากทีเดียวค่ะ

ริเวณภายในโรงแรม

ทางโรงแรมวางโครงสร้างร่วมกับธรรมชาติ ทำให้ภายในโรงแรมจะรายล้อมไปด้วยสีเขียวจากต้นไม้น้อยใหญ่ และด้วยทำเลที่อยู่บนหน้าผา ทำให้เราสามารถมองเห็นทะเลได้ตลอด ที่พักอยู่ที่ The Cliff Lipe

ห้องพัก The Cliff Lipe

The Cliff Lipe ให้บริการห้องพัก 15 ห้อง โดยแบ่งเป็น 7 room type

  1. Bungalow Garden View
  2. Grand Deluxe Garden View
  3. Jacuzzi Suite Ocean View
  4. Jacuzzi Panorama Ocean View
  5. Pool Villa Ocean View
  6. 2BR Pool Villa Family Ocean View
  7. 2BR Jacuzzi Suite Family Ocean View

ซึ่งครั้งนี้พิเศษมากๆ เพราะเราไปเก็บรูปและบรรยากาศแต่ละห้องมาฝากเกือบจะครบทุกห้องเลย เอาไว้สำหรับการประกอบการตัดสินใจเลือกห้องพักกันค่า

Bungalow Garden View

ห้องพักแบบบังกะโล ห้องพักขนาด 40 ตารางเมตร ที่มีความส่วนตัวค่อนข้างสูงทีเดียวค่ะ แต่ละห้องจะแยกออกมาเป็นบังกะโลแต่ละหลัง บริเวณหน้าบ้านจะมีมุมให้นั่งพักผ่อน ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และสิ่งที่เราชอบที่สุดคือโซนห้องน้ำ ที่ออกแบบมาให้เป็นแบบ outdoor

Grand Deluxe Garden View

ห้องพักแบบแกรนด์ ดีลักซ์ การ์เด้น วิว ห้องพักขนาด 40 ตารางเมตร เป็นห้องพักสำหรับบุคคลที่ชอบให้มีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างอยู่ภายในห้อง บริเวณหน้าห้องจะมีมุมให้นั่งพักผ่อน โซนห้องน้ำ ที่ออกแบบมาให้เป็นแบบ indoor ที่กว้างมากก

Jacuzzi Panorama Ocean View

จากุซซี่ พาโนราม่า โอเชียน วิว ห้องพักขนาด 60 ตารางเมตร เป็นห้องที่ทางโรงแรมเคลมว่า “วิวสวยที่สุด” ภายในห้องประกอบไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน เตียงขนาดใหญ่หันออกไปยังทะเล บริเวณระเบียงหน้าห้องกว้างมากกก โดยจะประกอบไปด้วยมุมพักผ่อน และอ่างจากุซซี่ขนาดใหญ่ (ลงได้ 2 คนพร้อมกัน) และที่สำคัญเป็นห้องที่เห็นวิวทะเลสวยมากกกกกกก

2BR Jacuzzi Suite Family Ocean View

จากุซซี่ สูท แฟมิลี่ โอเชียน วิว แบบ 2 ห้องนอน เป็นห้องพักขนาด 140 ตารางเมตร ภายในห้องเป็นแบบ 2 ชั้น และมี 2 ห้องนอนขนาดใหญ่มากกกก ความพิเศษคือขนาดห้องที่กว้างมากบริเวณระเบียงหน้าห้องชั้นบน อ่างจากุซซี่ขนาดใหญ่ (ลงได้ 2 คนพร้อมกัน) และมุมพักผ่อน ชั้นล่างก็มีระเบียงให้เราได้พักผ่อนหย่อนใจเช่นกัน

ห้องที่บันทึกนักหนีเที่ยวพัก

ทริปนี้ลิเดียมีเวลา 3 วัน 2 คืน เราเลยได้ทดลองพักห้องของโรงแรม The Cliff Lipe ถึง 2 ห้องด้วยกัน

Jacuzzi Suite Ocean View

คืนแรกเราพักห้องแบบ จากุซซี่ สูท โอเชียน วิว เข้ามาในห้องต้องร้องว้าวววว

วิวสวยมากกกกกกกกกกกกกกก

ห้องแบบ จากุซซี่ สูท โอเชียน วิว ภายในเป็นห้องแบบ 2 ชั้น ซึ่งชั้นบนคือส่วนของห้องนอน มีเตียงขนาดใหญ่ที่หันออกสู่ทะเล ทำให้ไม่ว่าเวลาไหน เราสามารถนอนดูวิวสวยๆของทะเลได้ตลอด

ภายในห้องพักประกอบไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ที่นี่ไม่มี TV นะคะ เพราะทาง The Cliff Lipe ตั้งใจ ให้ผู้ที่มาพักได้ใช้เวลาในการพักผ่อน และออกมาทำกิจกรรมนอกห้องพัก ให้เราได้อยู่กับทะเลได้เต็มที่ที่สุด

มาดูส่วนของห้องน้ำ ซึ่งด้านหลังเตียงนอน ก็คืออ่างล่างหน้าที่แยกเป็น 2 อ่าง โซนห้องน้ำออกแบบมาในรูปแบบของ outdoor และชั้นล่างก็คืออ่างจากุซซี่

ชั้นล่างของห้องพักแบบ Jacuzzi Suite Ocean View ถือว่าคือไฮไลท์ของห้องนี้เลยค่ะ เพราะมันคืออ่างจากุซซี่ขนาดใหญ่ ที่ให้เราได้แช่น้ำไป ดูวิวทะเลไปปปป

คือดีงามมากกกกกกกกกกกกกกกก

ต้องมีหลายๆคนขมวดคิ้วแน่ๆ ว่าทริปมากับเพื่อน แล้วลิเดียจะไปพักจากุซซี่ทำไมมมม ??

แหม๋ (อ่านแล้วลากเสียงด้วยค่ะ) แล้วใครว่าจากุซซี่ต้องพักกับแฟนเท่านั้นละคะ เพราะว่าทริปเพื่อนสาวแบบลิเดียเนี่ยย ได้แช่น้ำไป มีไวน์ในมือคนละแก้ว แถมยังมีวิวทะเลสวยมากๆอยู่ตรงหน้ามาแกล้มอีก มันยิ่งทำให้เรื่องเม้าท์ของเราสนุกมากยิ่งขึ้นเชียวค่ะ

ใครที่มาพักห้องจากุซซี่ของทางโรงแรม The Cliff Lipe ลิเดียแนะนำว่าให้สั่ง Romantic Jacuzzi Set มาด้วย  ราคาอยู่ที่ 990 บาท พร้อม Sparkling Wine 1 ขวด เท่านี้เราก็มีช่วงเวลาที่มีความสุขพร้อมอัพรูปอวดชาวโซเชียลแล้วละค่ะ

ห้องแบบจากุซซี่นอกจากจะมีอ่างจากุซซี่ขนาดใหญ่เป็นไฮไลท์แล้ว ส่วนที่เราชอบมากอีกอย่าง คือตัวระเบียงที่กว้างมากกกของทั้งชั้นบนและชั้นล่างเลยค่ะ เป็นโซนที่เราออกมานั่งเล่นชิลๆ ทั้งตอนเย็นและตอนเช้า ยิ่งมีวิวสวยๆจากทะเลที่มาเสิร์ฟกันถึงห้องแบบนี้ ยิ่งรักเข้าไปใหญ่เลยค่ะ

ตอนเช้าตื่นแล้วแนะนำให้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ระเบียงของห้องแบบลิเดียกันค่ะ

หรือจะออกมานั่งเล่นที่ระเบียงตอนบ่ายๆก็ได้นะคะ (เสียดายวันแรกที่ลงเกาะไม่มีแดด แต่ความชิลมีตลอดดด)

Pool Villa Ocean View

คืนที่ 2 ในโรงแรม The Cliff Lipe เราขอย้ายห้องมาพักที่ห้องแบบ พลู วิลล่า โอเชียน วิว

พลู วิลล่า โอเชียน วิว ห้องขนาด 130 ตารางเมตร ห้องพักขนาดใหญ่ที่มีสระว่ายน้ำอินฟินิตี้วิวแบบส่วนตัว !!

ภายในห้องแบ่งออกเป็น 3 โซน (วิธีการแบ่งก็มาจากลิเดียเองค่ะ) โดยโซนแรกคือส่วนของห้องนอน แน่นอนค่ะ ว่าภายในก็มีทุกสิ่งที่คอยอำนวยความสะดวกเราครบครัน เตียงขนาดใหญ่หันออกทะเล ทำให้เราได้นอนดูวิวได้ทั้งวัน

โซนที่สองคือส่วนของห้องน้ำ โดยห้องแบบพลู วิลล่า ทางโรงแรมออกแบบให้ห้องน้ำเป็นแบบ outdoor ซึ่งเราว่าทางโรงแรมต้องการให้เราได้อยู่กับธรรมชาติและได้เห็นทะเลตลอดเวลาเมื่อพักที่ The Cliff Lipe

และสิ่งที่เราชอบมากกกกกสำหรับโซนห้องน้ำคือ มี bathtub ด้วยค่ะ และจุดที่ bathtub อยู่คือจุดที่เราสามารถแช่น้ำไปมองวิวทะเลไปได้ด้วย

ฟินสุดดดดดดดดดดดดด

มาถึงโซนที่สาม ถือเป็นไฮไลท์ของห้องแบบพลู วิลล่า นั่นก็คือสระว่ายน้ำ ซึ่งที่ The Cliff Lipe สระว่ายน้ำจะเป็นแบบอินฟินิตี้พลู แถมยังมีระเบียงห้องที่กว้างมากกก ให้เราได้พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วยยย

ใครชอบการที่จะได้ว่ายน้ำในสระ พร้อมกับได้ดูวิวทะเล ต้องเลือกพักแบบพลู วิลล่า แบบเราา

ฟินนนนนนนนนนนนนนนนนน

Sunset Beach

The Cliff Lipe ตั้งอยู่บนหาดซันเซ็ท ซึ่งจุดนี้เราถือว่าเป็นทำเลทองมากๆๆ เพราะมันคือหลีเป๊ะ ส่วนสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง และที่สำคัญโรงแรมยังมีหาดส่วนตัว และน้ำทะเลหน้าโรงแรมคือโคตรใสเลยยย

ส่วนใครมากับเพื่อนสาวแบบเรา แนะนำใส่ชุดสวยๆมาถ่ายรูปริมทะเลกันค้าาา

ใครที่อยากจะพายเรือคายัค น้ำดำตื้น หรือแม้แต่ว่ายน้ำเล่น มาพักที่ The Cliff Lipe คือเราสามารถทำทุกอย่างโดยที่เราไม่ต้องออกไปไหนเล้ยยยย

ใครจะพายคายัค หรือ น้ำดำตื้น อุปกรณ์ทางโรงแรมมีให้ยืมฟรีนะจ้ะ

หรือถ้าใครไม่อยากเล่นน้ำทะเล แต่อยากนั่งชิลริมทะเลแทน ทางโรงแรมก็มี Beach Bar นะคะ ให้เราได้สั่งเครื่องดื่ม แล้วนั่งเล่นได้ตลอดทั้งวันเลยยย

หรือใครใช้บริการ Beach Picnic ทางโรงแรมจะจัดที่นั่งให้ชิลๆ พร้อมเครื่องดื่ม คนละแก้ว

ทางโรงแรมมีบริการ Massage 2 รูปแบบคือ Thai Massage และ Oil Massage ทั้งที่ห้องพักส่วนตัวของลูกค้า และ บริเวณชายหาด แต่ช่วงนี้มีโปรโมชั่น แจกฟรี 15 นาทีให้ชิลกันที่หาดได้ฟรี

เราใช้บริการมาแล้วววว ฟินนนนนน

The Season

The Season ร้านอาหารของโรงแรม The Cliff Lipe ถือว่าเป็นร้านอาหารที่ให้บริการแบบ All Day เพราะห้องอาหารแห่งนี้คือบริเวณที่เราจะมาทานอาหารเช้า และเราก็สามารถฝากท้องไว้ที่ห้องอาหารแห่งนี้ได้ทุกมื้อเช่นกันค่ะ

ตัวห้องอาหารจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 – 21.00 น.

และทำเลที่ห้องอาหารอยู่คือสวยมากกกก จุดนี้เราเห็นทะเลชัดมากกกกก ไม่ว่าจะทานอาหารมื้อไหน เราก็มีทะเลอยู่เป็นเพื่อนตลอดเลยยยย

ส่วนรสชาติอาหารคือ อร่อยมากกกก เข้มข้นแบบอาหารทางใต้ จริงๆก็ไม่ต้องบรรยายให้มันมาก เพราะถ้าไม่อร่อยเราคงไม่ฝากท้องไว้ที่นี่ทุกมื้อหรอกกกกค้าาา

มาดูเมนูอาหารที่เราได้ลองทานกันบ้างค่ะ

  • แกงตอแมะห์ แป้งตอติญ่า
  • ปลาอินทรีย์ทอดน้ำปู
  • หมูย่างน้ำจิ้มแจ่ว
  • ต้มยำกุ้ง
  • กุ้งผัดกะปิ
  • กุ้งผัดกะปิ : อร่อยยยจนต้องซ้ำ
  • ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
  • ปูผัดผงกะหรี่
  • ลาบหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์
  • กุ้งผัดซอสมะขาม

และใครที่ชอบดื่มกาแฟแบบลิเดีย จะบอกว่ากาแฟที่ The Cliff Lipe ดีงามมากกกกกก

Private Dinner

ใครที่มาพักที่ The Cliff Lipe แล้วอยากให้ทริปนั้นเป็นทริปที่สุดแสนจะประทับใจ เราแนะนำว่า ให้มาทานมื้อค่ำแบบ Private Dinner ที่ทางโรงแรมจะจัดให้เราแบบโคตรดีเลยยย

ใครเลือกบริการ Private Dinner ทางโรงแรมได้จัดโซนพิเศษไว้ให้ เรียกว่า Zone Clifforlove ส่วนนี้จะเป็นโซนที่มีความเป็นส่วนตัวมากกก

มันคือมุมที่เราจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกที่สวยมากกก

และเราก็ยังยืนยันว่าการมากับเพื่อน ก็สามารถที่จะสั่ง Private Dinner ได้ เพราะช่วงเวลาที่น่าประทับใจ มันไม่จำเป็นว่าเราจะต้องอยู่กับแฟนเท่านั้น

ช่วงเวลาดีๆของเรากับเพื่อนรักก็เป็นช่วงที่น่าจดจำนะคะ

ซึ่งเมนูในเซ็ทโรแมนติก ดินเนอร์ จะเป็นคอร์สนะคะ ซึ่งรสชาติอร่อยมากกก

  • สลัดแตงโม
  • ซุปเห็ด
  • ปลากระพงย่าง
  • แพนเค้ก+ไอศครีมวนิลา

Breakfast

ช่วงเวลาที่เราชอบที่สุดคือการที่ได้ลุ้นว่าอาหารของโรงแรมที่พักในทริปนั้น จะเป็นแบบไหน และรสชาติอร่อยมั้ยยยย

อาหารเช้าเริ่ม 7.30-10.00 น. โดยmain course มีให้เลือก 4 แบบ แล้วยังมีเมนูที่เราสามารถเลือกได้ คือ กาแฟ ติ๋มซำ ข้าวต้ม และข้าวยำ

และที่สุดของอาหารเช้าที่ The Cliff Lipe คือวิวที่ห้องอาหารเช้าที่สวยมากกกกกกกก มันโคตรจะทำให้มื้อเช้าของเราโคตรอร่อยเลยยย

ยังค่ะ ยังไม่พอ เพราะหากใครที่ไม่อยากลงมาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารเช้า แต่อยากทานในห้องนอนที่สุดแสนจะชิลของเราาา ก็สามารถสั่ง Premium Set Breakfast ที่จะเสิร์ฟถึงในห้อง โดยไม่ต้องเลือกอะไรเลย มีให้ทุกอย่าง เพิ่มเติมในส่วนของขนมไทยท้องถิ่น 2 เซ็ต แต่ส่วนนี้จะมีค่าบริการเพิ่มเซ็ตละ 400 บาทนะคะ

ซึ่งเราก็สั่งมาทานในห้องในเช้าวันสุดท้ายของการพักที่ The Cliff Lipe เช่นกัน

เป็นเซ็ทอาหารที่ให้มาเยอะมากกกกกก มีทั้งอาหารแบบตะวันตก และมีอาหารท้องถิ่นด้วยเช่นกันน

Bar

มาทะเลแล้วได้จิบไวน์ หรือ ค็อกเทลดีๆสักหน่อย มันจะทำให้ทริปทะเลกับเพื่อนสาวของเรา สนุกขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

และความน่ารักของทางโรงแรม คือเราสามารถสั่งค็อกเทล หรือเครื่องดื่มอื่น มาเสิร์ฟที่ห้องได้นะคะ

และทางเราขอยืนยันว่าค็อกเทลที่ The Cliff Lipe คือดีมากกกแกรรร

บทสรุป

The Cliff Lipe สำหรับลิเดียนั้นคือประทับใจมากกกกกกกกก คือลิเดียพึ่งเคยมาหลีเป๊ะเป็นครั้งแรก มันคือครั้งแรกแบบประทับใจมากก ตัวโรงแรมควรค่าแก่การมาพักผ่อนที่สุด ด้วยที่ตั้งที่อยู่ในหาดซันเซ็ท ทำให้บริเวณโรงแรมคือส่วนที่สงบมากกกก มีความเป็นส่วนตัวสูงมากกก เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโรงแรมทั้งวัน ใครอยากจะพายคายัค ว่ายน้ำ หรือ ดำน้ำตื้น ก็สามารถทำได้ทุกกิจกรรม ยังครบครันไปด้วยบริการที่ช่วยให้เราสะดวกสบายเมื่อเข้าพัก ไม่ว่าเราจะอยากสั่งอาหาร หรือ ค็อกเทล ก็สามารถเสิร์ฟได้ที่ห้องทุกเวลา และที่สุดของที่สุดคือเราสามารถเห็นวิวทะเลได้ทุกที่ๆอยู่ในโรงแรม พนักงานในโรงแรมก็พร้อมที่จะบริการเราด้วยหัวใจ มันทำให้ทริปวันหยุดของเรามีความสุขมากจริงๆนะคะ

หากใครสักคนที่มองหาโรงแรมริมทะเลสำหรับพักผ่อน ไม่ว่าทริปนั้นเราจะเดินทางไปกับใคร แต่หากอยากจะเดินทางเพื่อไปพักผ่อน เติมกำลังใจ เราว่า The Cliff Lipe เหมาะมากที่จะเป็นจุดหมายปลายทางนั้น

ใครที่กำลังมองหาโรงแรมที่ช่วยเติมเต็มให้วันหยุดของเราเป็นช่วงเวลาที่ประทับใจ เราแนะนำว่าคุณควรมาพัก The Cliff Lipe

THE CLIFF LIPE SUNSET BEACH RESORT


69 M.7 Koh lipe, T. Koh Sarai, Satun 91000

Tel.: +66 (0)74-740118 | Fax.: +66 (0)74-740117

Mobile: +66 85-898 8899

FB : https://www.facebook.com/Theclifflipe/

Line : @theclifflipe

IG : theclifflipe

web : http://www.theclifflipe.com/

Email: Theclifflipe@gmail.com

Singapore 2 Day 1 Night ไม่มีวันลา ก็เที่ยวได้

Singapore ประเทศเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากไทย

Singapore ประเทศมหัศจรรย์ที่รวบทุกความต้องการของนักท่องเที่ยวเอาไว้

ทริปนี้เราจองตั๋วไปสิงคโปร์ผ่านแอพลิเคชั่นของ Traveloka และตอนนี้เช็คอินออนไลน์ผ่านทางแอพลิเคชั่นของ Traveloka ได้แล้วนะ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าเว็บสายการบินให้วุ่นวาย เราสามารถเช้คอินออนไลน์ผ่าน แอพลิเคชั่นของ Traveloka หรือหน้าเว็บได้เลย เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ > https://www.traveloka.com/th-th/checkin  ใครที่เดินทางจำนวนวันไม่เยอะแบบเรา สัมภาระก็มีไม่มาไม่ต้องโหลดกระเป๋า ก็แค่รอบอร์ดดิ้งไทม์ได้เล ช่วยให้เราได้มีเวลาเหลือไว้ได้เดินเล่น สบายยยย

Ticket

สำหรับใครที่อยากจะจองตั๋วไปพม่าแบบเราสามารถจิ้มไปที่ : https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Singapore.SINA/1 

วิธีการเช็คอินออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่น Traveloka

  1. เข้าหน้าการจองเพื่อเปิดตั๋วอิเล็กทรอนิกส์
  2. กดเช็คอินออนไลน์
  3. กรอกรายละเอียดในการเช็คอินออนไลน์
  4. เช็คอินออนไลน์สำเร็จ
  5. รับบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง

แค่ 5 นาที เราก็มีเวลาเหลืออีกเยอะเลย ช่วยให้การเดินทางของเราง่ายกว่าที่คิด หรือสามารถศึกษาวิธีการเช็คอินออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่นของ Traveloka ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ได้ : https://www.traveloka.com/th-th/checkin 

ทริปนี้เราเอาใจคนไม่มีวันลา แต่อยากเดินทางไปต่างประเทศ

สิงคโปร์เลยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะ 2 วัน 1 คืน ในสิงคโปร์มีกิจกรรมให้เราได้ทำเยอะมาก เดินทางง่ายด้วยนะ

Visa

คนไทยสามารถเดินทางไปสิงคโปร์โดยที่เราไม่ต้องขอวีซ่า เพราะสิงคโปร์อนุญาตให้คนไทยสามารถอยู่ในประเทศได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยที่เราไม่ต้องยื่นเรื่องขอวีซ่า

Hotel

เราเดินทางไปสิงคโปร์มาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะเลือกไปพักที่เดิม เพราะขี้เกียจหาที่พักใหม่ 5555 มันคุ้นเคยกับโลเคชั่นแถวนั้นแล้ว เดินทางง่าย มีของกิน เหตุผลเราคือเท่านี้เอง

เราพักที่ V Hotel Lavender ราคาคืนละ 2500 บาท

ห้องขนาดไม่ใหญ่ตามสไตล์เมืองที่ค่าครองชีพสูง แต่รวมๆถือว่าโอเคมากสำหรับเรา

เหตุผลสำคัญที่เรายังคงพักที่ V Hotel Lavender ซ้ำๆๆก็เพราะทำเล

ใกล้ๆที่พักมีศูนย์อาหาร มีแมคโดนัล มีร้าน Toast Box ที่ขายอาหารเช้าแบบสิงคโปร์ด้วยนะ แต่ไม่มีร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชม. และความเดินทางง่ายดายลงสถานีรถไฟฟ้า Lavender ออกมาจากสถานีจะมีป้ายโรงแรม ไม่หลงแน่นอนจ้า


Internet & Pocket WiFi

จริงๆมีซิมหลายเครือข่ายให้เราเลือกซื้อไปจากไทย หรือจะไปซื้อที่สิงคโปร์ก็ได้

แต่ส่วนตัวเราเป็นคนไม่ชอบถอดซิมโทรศัพท์ เลยหา Pocket Wifi ไปจากไทยเลย ทริปนี้เราใช้ Smile WiFi หนีเที่ยวกับเราตอนไปอินเดียมาแล้ว

ทริปนี้ Smile WiFi ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะเน็ตแรงดีมาก แถมแบตก็อึดถึกทน ยังๆไม่พอ เพราะว่าเขามีพาวเวอร์แบงค์เล็กๆมาให้เราได้ใช้ด้วยนะ

สรุปรวมๆคือดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

และเราจอง Pocket Wifi ผ่าน https://www.traveloka.com/th-th/activities/singapore/product/singapore-pocket-wi-fi-rental-thailand-pick-up-by-smile-wi-fi-2002100184932?source=5

วันละ 180 บาท รับและส่งคืนได้ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง


การเดินทางจากสนามบินและภายในประเทศสิงคโปร์

ปกติเวลาที่เราเดินทางไปสิงคโปร์เรามักจะใช้บริการขนส่งมวลชนอยู่ 2 อย่างคือ Taxi และ MRT

ซึ่งเราชอบ MRT ของสิงคโปร์นะ เพราะราคาค่าโดยสารเข้าออกสนามบินไม่แพง ไม่เหมือนหลายๆประเทศที่ค่าเข้าออกสนามบินจะแพงหน่อย แต่ที่สิงคโปร์ถ้าจำไม่ผิด เที่ยวละไม่เกิน 3 ดอล (ประมาณ 75 บาท)

วิธีการเดินทางก็เหมือนกับรถไฟฟ้าทั่วๆไปค่ะ (แต่รอบนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปวิธีการซื้อตั๋วและการใช้แบบละเอียดมานะ )

และเพื่อความสะดวกเราแนะนำว่าควรซื้อบัตร EZ Link จากนั้นก็เติมเงินเข้าไป จะได้ไม่ต้องซื้อตั๋วทุกครั้งที่เดินทาง จะไปไหนก็แตะๆๆบัตรเอาค่ะ ง่ายดี (รอบหน้าจะมาเขียนรีวิวแบบละเอียดให้นะ)

เวลา 2 วัน 1 คืน ทำอะไรดี ??

Day 1

1. Singapore Cable Car Skypass นั่งกระเช้าไปเกาะเซนโตซ่า

การนั่งกระเช้าลอยฟ้า เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเดินทางไปยังเกาะเซนโตซ่า อันนี้ใครมาครั้งแรกแนะนำว่าควรมาลองเลยค่ะ

แนะนำว่าให้ซื้อบัตรผ่านไปล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องต่อแถวซื้อให้เสียเวลา ส่วนเราซื้อบัตรผ่าน https://www.klook.com/th/activity/130-faber-peak-cable-car-singapore/?krt=s30&krid=4b0f7e8d-8646-417e-623f-0c286c315a7a

ราคา (เที่ยวละ) 551 บาท

นั่งชมวิวชิลๆๆ ไม่นานก็ถึงเกาะเซนโตซ่า

ส่วนใครมาสิงคโปร์และเกาะเซนโตซ่าหลายครั้งแล้ว ไม่อยากนั่งกระเช้าแล้วก็ใช้วิธีเดินทางด้วย Sentosa Express Monorail

ค่าเดินทางไป-กลับ : 4 ดอล (ประมาณ 100 บาท)  จ่ายครั้งเดียวจากสถานี Sentosa จะไปลงที่สถานีไหนก็ได้ ใครมีบัตร EZ-Link แล้ว สามารถใช้บัตรนี้ในการขึ้นรถไฟได้เลย


2.ยกทั้งวันให้เกาะเซนโตซ่า

ศูนย์รวมความบันเทิงกว่าครึ่งอยู่บนเกาะเซนโตซ่า ดังนั้นถึงจะมีเวลาน้อย เราว่าก็สามารถยกเวลาที่มี 1 วันให้เกาะเซนโตซ่าได้แบบไม่เสียดายเลย

  • Universal Studio Singapore

ใครที่ชอบสวนสนุกควรจัดมากๆๆ แต่ถ้าจัด Universal แล้วก็ควรยกเวลาให้ไปเลยทั้งวัน (แต่รอบนี้เราไม่ได้ไป เอาเป็นรอบหน้าจะเอารีวิวฉบับเต็มมาฝากนะคะ)

ค่าใช้จ่าย : (ประมาณ) 1600 บาท สามารถจองผ่าน klook https://www.klook.com/th/activity/117-universal-studios-singapore/?krt=r20&krid=1eb420fb-c5dd-4df3-7ec1-ea5aded7e43b

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Waterfront

  •  S.E.A. Aquarium

S.E.A. Aquarium หนึ่งในอควาเรี่ยมที่ควรค่าแก่การไปเยือน ภายในมีโซนต่างๆเยอะมาก มีปลาแปลกๆเยอะมากเช่นกัน ใครมีลูกน้อย เราแนะนำว่าควรพาน้องๆไปเพราะเราขนาดโตแล้ว ยังตื่นเต้นเลย ดังนั้นเด็กๆต้องชอบมากแน่ๆ

ถ้าใครเที่ยวแบบซึมซับไปเรื่อยๆต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 – 3 ชม. เลยนะ แต่ฟินและคุ้มค่าแน่นอน

ค่าใช้จ่าย : (ประมาณ) 750 บาท เราจองผ่าน klook https://www.klook.com/th/activity/119-sea-aquarium-singapore/?krt=s30&krid=2add4ba6-6b49-4f96-723f-eb586feff6ce

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Waterfront

  • Skyline Luge

Luge (ลูจ) เป็นเครื่องเล่นที่มีต้นกำเนิดมาจากนิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ก็เป็นที่เดียวในเอเชีย ที่นำลูจมาให้ขับบนเส้นทางที่ยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร ความพิเศษของที่นี่คือการเอา สกายไลน์และ ลูจ มารวมกัน วิธีการเล่นไม่ยากค่ะ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่สอนก่อนที่เราจะเล่นจริง และความพิเศษคือเราสามารถนั่งกระเช้าเพื่อขึ้นไปยังจุดปล่อยตัวด้านบนของเส้นทางลูจ ซึ่งเราจะได้ชมความสวยงามของ เกาะเซ็นโตซ่า และ ทะเลจีนใต้ เอาจริงวิวสวยมากกกกกกกกกกกก

เราถ่ายรูปมาน้อย แต่เอาไว้จะเอาวิดีโอมาแปะไว้ให้นะคะ

แต่แนะนำมากกกกกกกกกกกก ว่าควรมาเล่นให้ได้ มันสนุกกกกกกกกกกกกกก

ค่าใช้จ่าย : (ประมาณ) 350 บาท/ 2 รอบ สามารถจองผ่าน klook https://www.klook.com/th/activity/132-skyline-luge-singapore/?krt=s30&krid=2add4ba6-6b49-4f96-723f-eb586feff6ce

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Beach (ทางเข้าจะอยู่ใกล้ๆๆกับ Wings of Time)

  • Sentosa Merlion

ไหนๆก็มาเกาะเซ็นโตซ่าแล้ว ก็แวะมาถ่ายรูปกับ Merlion ตัวใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์สักหน่อย จะได้เก็บแต้มว่ามาถึงแล้ว

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Imbiah 

จริงๆแล้วเกาะเซ็นโตซ่ามีกิจกรรมอีกเยอะมาาาาากกก ให้เราได้ใช้เวลาบนเกาะแห่งนี้ แต่รีวิวนี้เราขอยกตัวอย่างแค่ 1 วัน บนเกาะแล้วกันเนอะ เอาไว้รอบหน้าจะพาไปเที่ยวเกาะเซ็นโตซ่าแบบละเอียดกว่านี้นะคะ


3. Wonder Full-Light & Water at Marina Bay Sands

ถ้าจะจบโปรแกรมเที่ยววันแรกในสิงคโปร์ให้สวยงาม ก็ต้องมาดูโชว์แสง สี เสียง ที่มารีน่าเบย์แซน ถึงจะบอกว่าวันนี้หมดไปกับเที่ยวสิงคโปร์แบบคุ้มค่าที่สุด

เวลาในการแสดง Wonder Full – Light & Water Spectacular

  • วันอาทิตย์ – พฤหัสบดี : 20:00 น., 21:30 น.
  • วันศุกร์, เสาร์ : 20:00 น., 21:30 น., 23:00 น.

ใช้เวลาการแสดง 15 นาที ชมได้ฟรี ทั้งสองการแสดงมีขึ้นในเวลาเดียวกัน ในแต่ละรอบ แต่การชมแต่ละการแสดงจะอยู่คนละตำแหน่งกัน ต้องเลือกดูอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนเราชอบโชว์น้ำพุมากกว่า

วิธีการเดินทาง :

  • ชมการแสดงไฟจากตึก Marina Bay Sands

ดูจากฝั่ง Merlion : นั่ง MRT ลงที่สถานี City Hall จากนั้นให้เดินผ่านทางเดินใต้ดิน CityLink Mall จะเจอโรงละคร Esplanade แล้วให้เดินข้ามสะพานมายังฝั่ง Merlion

  • ชมการแสดงน้ำพุ ที่ตึก Marina Bay Sands

นั่ง MRT ไปลงที่สถานี Bayfront ทางออกมายังตึก Marina Bay Sands จากนั้นหาทางออกมายังร้าน Louis Vuitton ริมแม่น้ำ


Day 2

4. ทานอาหารเช้าแบบสิงคโปร์ Kaya Toast

Kaya Toast (กายาโทสต์) เป็นอาหารประเภทขนม ที่แพร่หลายในมาเลเซียและสิงคโปร์ มันคือขนมปังปิ้งทาสังขยาที่ทำจากใบเตย เป็นที่นิยมของชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า พร้อมกับไข่ไก่ที่ต้มกึ่งสุกกึ่งดิบและเหยาะด้วยซีอิ๊วขาวเล็กน้อย ทานพร้อมกับ ชา นม หรือกาแฟ

ซึ่งจริงๆร้าน Toast แบบนี้ก็มีอยู่ทั่วเกาะสิงคโปร์ ส่วนเรานั้นเพื่อความสะดวก ก็ขอจัดร้าน Box Toast ที่มีสาขาหน้าโรงแรมแล้วกัน (สาขานี้คนเยอะตลอดเวลาเลยนะ)

อร่อยนะชอบบบ ไปทุกครั้งก็ต้องกินมันทุกครั้ง


5. Arab Street

ย่านอาหรับสตรีทเป็นอีกหนึ่งย่านของสิงคโปร์ที่ถ่ายรูปสนุกมาก เป็นย่านที่มีสีสันไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน

ย่านอาหรับสตรีทมีสินค้าจำพวกเสื้อผ้าและพรมจากเปอร์เซีย คือให้อารมณ์เหมือนอยู่อาหรับมากกว่าสิงคโปร์อีกกก

และย่านนี้เคยเป็นดินแดนที่มอบให้กับ Sultan เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมทำให้ย่านนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนเป็นย่านการค้าสำคัญ

วิธีการเดินทาง : Arab Stree จะอยู่ใกล้ๆกับ Haji Lane โดยให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bugis ทางออก B

% Arabica Coffee

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เรามาเดินเล่นย่านอาหรับสตรีทก็เพราะ เมื่อไม่นานมานี้เองมีแบรนด์กาแฟสัญชาติญี่ปุ่นที่กำลังโด่งดังและขยายสาขาไปหลายๆประเทศในตอนนี้ พึ่งจะมาเปิดสาขาแรกของสิงคโปร์อยู่ในย่านอาหรับสตรีทนี่แหละ

คือเราเคยไปลองกินกาแฟของ Arabica Coffee สาขาที่เซี่ยงไฮ้มาแล้ว รสชาติถือว่าดีมากทีเดียว ตอนเซี่ยงไฮ้ คนเยอะมาก ใช้รอกาแฟรวมๆเกือบ 3 ชั่วโมง คราวนี้มาสิงคโปร์ทั้งทีก็เลยตามมาจัด

Arabica Coffee สิงคโปร์ใช้เวลารอไม่นาน รวมๆน่าจะประมาณ 30 นาที เพราะคนน้อยกว่าสาขาในประเทศจีน ส่วนราคานั้นขึ้นอยู่กับค่าครองชีพในประเทศนั้น และรสชาติยังคงอร่อยเหมือนเดิม ใครชอบคาเฟ่และกาแฟแบบเราแนะนำว่าไม่ควรพลาด

เปิด-ปิด : 8.00-20.00 น.

วิธีการเดินทาง : Arab Stree จะอยู่ใกล้ๆกับ Haji Lane โดยให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bugis ทางออก B ปักหมุดที่ 56 Arab St. หรือพิมพ์ว่า Arabica Coffee เดินมาเรื่อยๆเลยจ้า


6. Garden by The Bay

สวนสาธารณะขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศสิงคโปร์ คือที่บอกว่ามันเป็นสวนสาธารณะเพราะมีทั้งส่วนที่เปิดให้เข้าฟรี และต้องจ่ายตังค์เพื่อเข้าชม

ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดของสิงคโปร์เลยนะ และสวนแห่งนี้เราถือว่าเป็นสวนที่บ่งบอกความเป็นสิงคโปร์ได้ดีมากกก เพราะที่นี่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีต่างๆของสิงคโปร์ได้ดีมากกกกก

สวนแห่งนี้มีพื้นที่ซึ่งเกิดจากการถมทะเล โดยพื้นที่ทั้งหมดรวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 600 กว่าไร่ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 โซน คือ Bay Center Garden, Bay East Garden และ Bay South Garden ซึ่งโซนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักจะรวมกันอยู่ที่ฝั่ง South Garden โดยภายในสวนจะฟรีเกือบหมด ยกเว้น Super Tree และ Dome เรือนกระจก 2 แห่งที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

จริงๆตอนกลางคืนวิวที่สวนจะสวยมากกก แต่ในเมื่อมีเวลาน้อย กลางวันก็สวยเช่นกันนะคะ

ค่าใช้จ่าย :

ส่วนของการเข้าชม Flower dome  & Cloud Forest  ราคา 512 บาท สามารถซื้อได้ที่ : https://www.klook.com/th/activity/127-gardens-by-the-bay-singapore/?krt=r20&krid=ef685543-cb56-47dd-61e0-f9c51aef0af9

ส่วนราคาของ OCBC Skyway (ทางเดินลอยฟ้าระหว่าง Supertree Grove ) 125 บาท (ประมาณ) สามารถซื้อได้ที่ก่อนทางขึ้นเลยค่ะ

วิธีการเดินทาง : ให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bayfront ทางออก B จะมีป้ายเขียนว่า Gardens by the Bay เดินตามมาได้เลยจ้า


7.Shopping

สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่รวมเอาแบรนด์แฟชั่นระดับโลกเอาไว้เยอะมากกกก แต่ราคานั้นอาจจะสูงตามค่าครองชีพของในประเทศ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้สนเรื่องราคา อยากได้ลอคเลคชั่นใหม่ๆ เราว่าควรค่าแก่การช้อปปิ้งมากกก

แต่หากให้แนะนำแบรนด์แฟชั่นที่ราคาถูกกว่าไทย คงหนีไม่พ้นแบรนด์ Charle & Keith แบรนด์กระเป๋า เครื่องประดับสัญชาติสิงคโปร์ที่ราคาจับต้องได้ ดีไซน์สวยงาม และภายในประเทศสิงคโปร์ คอลเลคชั่นในแต่ละสาขาก็ไม่เหมือนกันด้วยนะคะ ใครชอบแบรนด์นี้อยู่แล้วต้องจัด

ส่วนแหล่งช้อปปิ้งแนะนำ ก็คือย่าน Orchard Rd. ถนนที่รวมห้างสรรพสินค้าแบรนด์หรูจากทั่วโลก ถ้ามีเวลาเดินทั้งวันก็คงไม่หมดแน่นอนค่ะย่านนี้ แต่ถ้าใครเวลาน้อย เราแนะนำว่าไปช้อปปิ้งที่ห้าง The Shoppes at Marina Bay Sands ที่นี่ได้รับขนานนามว่า  “The Largest Luxury Shopping Mall” ดังนั้นที่นี่จึงเหมาะมากสำหรับคนที่มีเวลาน้อยแต่อยากช้อปปิ้ง

วิธีการเดินทาง :

Orchard : นั่ง MRT มาลงที่สถานี Orchard

The Shoppes at Marina Bay Sands : นั่งรถไฟ MRT ไปลงที่สถานี Bayfront


8. Marina Bay

อ่าวมาริน่า เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่สำคัญของสิงคโปร์ เป็นแหล่งรวมสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกความเป็นสิงคโปค์ได้ดีมากกกกกกกก

และวิวตอนเย็นก่อนค่ำคือสวยมากกกกกกกกกกก เป็นสถานที่ที่ปิดทริปสิงคโปร์ได้ดีมากก

ส่วนเราชอบมุมจากสะพานจูบิลลี่ Jubilee Bridge เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยมากกก

วิธีการเดินทาง : นั่งรถ MRT มาลงที่สถานี Clark Quay  แล้วเดินเรียบแม่น้ำสิงคโปร์มาตามถนน Boat Quay ย่านนี้จะถ่ายรูปออกมาสวยเลยทีเดียวค่ะ จากนั้นให้เดินมาเรื่อยๆ จะมาถึงโรงแรม Fullerton แล้วข้ามฝั่งไปยัง Merlion Park


TARA VILLA | Pool Villa กาญจนบุรี

ทริปแรกของปี 2020 ของเรานั้นเราเดินทางมาจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดที่ใช้เวลาขับรถจากกรุงเทพแค่ 2 ชั่วโมง การเดินทางครั้วนี้เรามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่โรงแรมใหม่ล่าสุด ริมแม่น้ำแคว TARA VILLA

TARA VILLA

ธารา วิลล่า  โรงแรมหรูตั้งอยู่ริมแม่น้ำแคว ซึ่งพึ่งจะเปิดให้บริการเมื่อประมาณช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมานี่เอง โดยห้องพักของโรงแรมแห่งนี้จะเป็นพูลวิลล่าทั้งหมด !! ซึ่งให้ความเป็นส่วนตัวสูงมาก ที่สำคัญทำเลที่ตัวโรงแรมตั้งอยู่ เราสามารถชมพระอาทิตย์ตกจากห้องพักในได้ทุกห้องเลยนะ ราคาที่พักเริ่มต้นจะอยู่ที่ 6800 บาทเท่านั้นเอง

Location

ธารา วิลล่า  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควใหญ่  รอบล้อมไปด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและสามารถเห็นพระอาทิตย์ตกได้จากห้องพัก  โดยตัวโรงแรมตั้งอยู่ในอำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่เดียวกกันกับ DIN CAFE อีกด้วยนะคะ

Lobby

เมื่อเข้ามาภายในโรงแรมแล้ว สิ่งแรกที่เราจะได้เจอก็คืออาคารล็อบบี้ โดยจะมีห้องรับรองให้ผู้เข้าพักของโรงแรมสามารถนั่งผักผ่อนได้ตลอดทั้งวันเลยด้วยนะคะ โดยอาคารเป็นการที่ใช้กระใสบานใหญ่เป็นผนัง เพื่อให้เราได้มองเห็นธรรมชาติภายในโรงแรมได้เต็มตา

ภายในห้องรับรองจะมีน้ำดื่ม ขนมคอยให้บริการฟรีตลอดทั้งวัน หิวเมื่อไหร่เราสามารถเดินมานั่งตากแอร์ ทาขนมเล่นที่นี่ได้ตลอดเลยนะคะ

เรานั่งรอเช็คอินเพียงไม่นาน ก็มี welcome drink อร่อยๆ มาพร้อมกับผ้าเย็น สดชื่นมากกกก

บริเวณภายในโรงแรม

ภายในโรงแรมมีบรรยากาศโปร่งสบายมากทีเดียวค่ะ เพราะธรรมชาติการต้นไม้ และพื้นหญ้าที่ทางโรงแรมปลูกไว้ทั่วตลอดทั้งโรงแรม ด้วยตัวอาคารของทางโรงแรมทั้งหมดของออกเป็นและตกแต่งสไตล์ Loft ทำให้ที่นี่เหมาะมากแก่การมาพักผ่อน

และแม้ว่าห้องพักทุกห้องจะมีสระว่ายน้ำส่วนตัว ทางโรงแรมก็มีสระว่ายน้ำส่วนกลางด้วยนะ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ตั้งของ DIN CAFE ซึ่งเราสามารถไปนั่งเล่นได้นะคะ บรรยากาศดีมากทีเดียว

Pool Villa

โรงแรมธารา วิลล่า ริเวอร์แคว รีสอร์ส ห้องพักทั้งหมดจะเป็นแบบพลูวิลล่า คือมีสระน้ำส่วนตัวทุกห้องนั้นเอง โดยราคาที่พักเริ่มต้นจะอยู่ที่ 6800 บาท ประเภทห้องพัก จะเป็น  One Bedroom pool Villa  หากใครมาเป็นครอบครัวก็สามารถสอบถามห้องพักแบบ Family Pool Villa ได้จากทางโรงแรมโดยตรงเลยนะคะ

พิเศษมากๆๆ หากเราสำรองห้องพักโดยตรงกับทางโรงแรม จะได้รับชุด Afternoon tea เป็นชาหอมๆ และเบเกอรี่อร่อยๆจาก DIN CAFE

ห้องแต่ละห้องจะเป็นแบ่งสัดส่วน เพื่อความเป็นส่วนตัวของแขกแต่ละคน โดยห้องที่เราเข้าพักเป็นห้องหมายเลข 7

เมื่อเข้ามาในวิลล่า จะเหมือนเราอยู่ในบ้านหลังนึงเลยล่ะ เราจะได้เจอสระว่ายน้ำที่มีวิวเป็นแม่น้ำแควใหญ่ บรรยากาศดีมากเลยค่ะ

มาดูตัววิลล่าที่เราจะพักในคืนนี้กันแบบชัดๆอีกครั้ง

ระเบียงหน้าวิลล่าให้มีเก้าอี้ริมสระ ให้เรานอนเล่นพักกายสบายใจด้วยนะ

ภายในห้องตกแต่งสไตล์ Loft มีเตียงขนาดใหญ่ โดยที่ปลายเตียงยังมีโซฟาให้เราได้นั่งเล่นดูทีวีอีกด้วยนะคะ ส่วนด้านข้างก็จะมีตู้ที่เป็นอุปกรณ์ต่างๆไว้ให้เราได้ใช้ตั้งแต่ จานชาม ช้อนซ้อม แก้วแบบต่างๆ รวมถึงมินิบาร์ที่ชาและกาแฟไวห้ แล้วยังมีน้ำดื่มให้ถึง 4 ขวดเลยนะ

ตั้งมาก็จะเป็นโซนแต่งตัวและตู้เสื้อผ้า ที่ออกแบบได้เหมือนบ้านจริงๆเลยค่ะ

ส่วนของห้องน้ำคือกว้างมากกกกกกกกกกกและสวยมากทีเดียวค่ะ โดยแบ่งเป็นโซนเปียกและแห้งแบบชัดเจน และที่สำคัญมี bathtub ที่มีขนาดใหญ่ทีเดียวค่ะ ยังไม่พอนะ เพราะตัวห้องน้ำยังออกแบบให้แสงจากธรรมชาติเข้ามาได้ด้วยนะ จุดนี้สวยมากเลยค่ะ

สิ่งที่เราชอบมากอีกอย่างคืออเมนิตี้ในห้องน้ำ ดีงามมากกกก

ภายในห้องใหญ่มากทีเดียว สำหรับการพักสองคน เราสามารถนั่งเล่น นอนเล่น ใช้ชีวิตในวันพักผ่อนเราได้เต็มที่จริงๆเมื่ออยู่ ธารา วิลล่า

Afternoon Tea

เราเช็คอินเข้าวิลล่าได้ไม่ได้ ทางโรงแรมก็มี afternoon Tea มาเสิร์ฟให้ถึงห้องเลยล่ะคะ จะมีอะไรมีความสุขไปกว่าการได้เล่นน้ำไปด้วย ทานขนมไปด้วยยย

ตอนนี้ใครที่จองห้องพักกับทางโรงแรมโดยตรง ทางโรงแรมจะมีเซ็ตนี้มอบให้ฟรีๆด้วยนะ

น่ารักเนอะ

DIN CAFE

เราเล่นน้ำกันจนตัวเริ่มจะเปื่อยแล้ว ก็เริ่มหิวขึ้นมา จริงๆเราสามารถโทรสั่งอาหารจากห้องอาหารของโรงแรม ซึ่งคือบริเวณเดียวกับ DIN CAFE แล้วให้ทางโรงแรมมาเสิร์ฟให้ที่ห้องได้เลยนะคะ เพราะมีเมนูอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว แต่เราแนะนำว่าให้เดินมาทางที่ตัวอาคารของ DIN CAFE เองเลยดีกว่า จะได้ซึมซับอีกหนึ่งบรรยากาศของโรงแรม

มาถึงคาเฟ่แล้ว ไอมนุษย์บ้าคาเฟ่แบบเราจะไม่สั่งกาแฟ หรือขนม ก็คงไม่ใช่บันทึกนักหนีเที่ยวหรอก 5555555

เมนูที่เราสั่งมาทั้งหมดดังนี้

  • Cafe Latte : กาแฟรสชาติที่ตามหา มันคือรสชาติละมุนลิ้น หอมมากด้วย ใครอยากรู้ว่าเราหมายถึงอะไรแนะนำว่าให้สั่งเลยค่ะ
  • Coco Potion : อันนี้แนะนำมาก อร่อยและหอมควันเทียนด้วย
  • Yusu Blossom : อันนี้สดชื่นมากกก เหมาะมากในวันอากาศร้อนๆ
  • The Legend of River Kwai : เป็นเค้กที่หน้าตาครีเอทมาก ตัวบราวนี่อร่อยย ใครชอบช็อกโกแลตแนะนำเลย
  • Pink Blossom Garden : เค้กและต้นสายไหม เป็นเมนูที่หน้าตาชวนถ่ายรูปมากเลยทีเดียว ตัวเค้กอร่อยเลยค่ะ

Dinner

เย็นนี้เราเลือกที่จะทานอาหารที่ DIN CAFE บรรยากาศดีมากเลยนะคะ แนะนำให้นั่งทานโซนเอ้าท์ดอร์แบบเรา ตอนเย็นบรรยากาศกำลังสบายมากทีเดียว

ส่วนรสชาติอาหาร DIN CAFE ดีมากเลยนะ อร่อยทุกอย่าง เราแนะนำว่าใครมาพักที่นี่ต้องสั่งอาหารกับโรงแรมเลยค่ะ ไม่มีผิดหวังแน่นอน (เราจำชื่อเมนูไม่ได้ แต่อร่อยมากทุกอย่างเลยนะ)

อิ่มแล้วเราเดินลงมานั่งเล่น นอนเล่นที่สระว่ายน้ำส่วนกลาง บรรยากาศดีมากเลยนะคะ ใครมากับแฟน โรแมนติกมากกกกกกกกกกกก จุดนี้สามารถเห็นพระอาทิตย์ตกได้ด้วยนะ ไม่ใช่แค่จุดของห้อพักเท่านั้นนะ

เราชอบบรรยากาศมากกกกกกกกกกกกกกกกกก ดีที่สุด

Good night Drink

ธารา วิลล่า นอกจากจะบรรยากาศควรค่าแก่การมาพักผ่อนมากกกกแล้ว ก็ยังมีการบริการของโรงแรมนี่แหละที่เราอยากบอกว่ามันคือที่สุดของการพักผ่อนเลย

ก่อนนอนช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม – 2 ทุ่มครึ่ง จะมี Good night Drink มาเสิร์ฟที่ห้องด้วย เป็นช็อกโกแลตร้อนรสชาติอร่อยๆๆ รับรองหลับฝันดีแน่นอน

ยังๆๆ ความน่ารักของโรงแรมนี้ยังไม่จบค่ะ เพราะจริงๆแล้วในส่วนของมินิบาร์ในห้องจะมีคุ้กกี้ และเบเกอรี่ชิ้นเล็กๆไว้ในห้องด้วยนะคะ

น่ารักเนอะ

คืนนี้ก่อนนอน เราขอแช่น้ำอุ่นกับฟองนิ่มๆให้สบายใจก่อนนอน

ความสุขง่ายๆที่เราให้ตัวเองได้ มันง่ายแค่นี้เองค่ะ

Breakfast 

ธารา วิลล่า เป็นโรงแรมที่มีอยากให้แขกที่เข้าพักมีความเป็นส่วนตัวสูง ให้เราได้ใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดเมื่อเข้าพัก ทางโรงแรมจึงมีบริการเสิร์ฟอาหารเช้าที่วิลล่าของเราเลย โดยที่มีชุดอาหารเช้าให้สั่งมากถึง 6 แบบ เริ่มตั้งแต่อเมริกัน ไปจนถึงแบบไทยๆเลยนะ

เราสั่งชุดสเต็กปลามาค่ะ เมื่อมีอาหารมาเสิร์ฟบอกเลยว่าประหลาดใจมาก เพราะเป็นเซ็ตอาหารเช้าที่อลังการมากกกกกกกกกก คือให้ขนาดนี้ทานเป็นเซ็ตก็ได้นะคะ

ส่วนรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกก

การสั่งอาหารเช้ามาทานที่วิลล่า ข้อดีก็คือเราสามารถเล่นน้ำไปด้วย ทานอาหารเช้าไปด้วย

ฟินนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

ส่วนใครที่อยากมาทานอาหารที่ห้องอาหาร ( DIN CAFE ) อาหารเช้าของทางโรงแรมเป็นแบบ บุฟเฟ่ต์นะคะ เดี๋ยวเราพาไปดูไลน์อาหารกัน

ในส่วนของสลัด เบเกอรี่ ขนมปัง เอาเป็นว่าอะไรที่ไม่ใช่จานหลัง ทางโรงแรมจะจัดเอาไว้เป็นแบบบุฟเฟต์นะคะ ส่วนอาหารจานหลักนั้นเราสามารถสั่งได้จากเมนู ซึ่งถ้ามาทานที่ห้องอาหารของโรงแรม อาหารจานหลักนั้นเราสามารถสั่งได้ไม่อั้น

แยมของที่ DIN CAFE คืออร่อยมากกกกกกกกกกก อยากจะขนกลับบ้านให้หมด

เราสั่งอาหารจานหลักไปคนละ 1 เซ็ต รอไม่ทานอาหารก็มาวางอยู่ที่โต๊ะรออยู่แล้ว อาหารแต่ละเซ็ตคือจัดเต็มมาก ถือว่าโรงแรมธารา วิลล่า ริเวอร์แคว รีสอร์ส ได้ใจคนทานอาหารเช้าแบบเราที่สุด

การได้ทานอาหารเช้าคู่กับวิวแม่น้ำแควใหญ่ตอนเช้าแบบนี้ ทำให้อาหารเช้าของเราที่รสชาติดีงามอยู่แล้ว อร่อยเข้าไปอีกกกก ดีงามมากกกกกกกกกกกก

บทสรุป

ธารา วิลล่า สำหรับลิเดียนั้นคือ ประทับใจมากกกกกกกกก โรงแรมควรค่าแก่การมาพักผ่อนที่สุด ด้วยขนาดโรงแรมที่ไม่ใหญ่มากนัก โดยออกแบบมาเน้นในส่วนของห้องพักให้เราได้สามารถพักผ่อนได้ตลอดทั้งวัน แต่ครบครันไปด้วยบริการที่ช่วยให้เราสะดวกสบายเมื่อเข้าพัก ไม่ว่าจะอยากจะกาแฟจากคาเฟ่ ขนม หรือเมนูมื้อต่างๆ ก็มีบริการมาเสิร์ฟให้ถึงห้องพัก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และยังมีบรรยากาศดีๆจากริวแม่น้ำแควใหญ่เป็นตัวที่ทำให้ทริปนี้เราออกมาดีที่สุด

หากใครสักคนที่มองหาสถานที่สำหรับพักผ่อน เติมแรงให้ชีวิตที่เคยความยุ่งยากมากมายในแต่ละวัน เราว่า ธารา วิลล่า เหมาะมากที่จะเป็นจุดหมายปลายทาวงนั้น เพราะใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพแค่ 2ชั่วโมงเอง มีเวลาแค่ 2วัน 1คืนก็มาได้แล้ว

ใครอยากรู้ว่าโรงแรมนี้ดีงามแบบที่เราบอกไว้มั้ย ถ้ามีเวลาว่างหรืออยากผ่อนคลายสัก 2 วัน 1 คืน เราแนะนำว่าควรมาลองพักที่นี่ให้ได้เลยนะคะ


TARA VILLA

8/88 หมู่ที่ 8 ถ.แม่น้ำแคว ตำบลแก่งเสี้ยน, 71000 กาญจนบุรี

Contact

FB : https://www.facebook.com/taravillariverkwairesort/

IG @taravilla_riverkwai

โทรสอบถามเพิ่มเติม : 034512888 , 0652616198

The Attic | ห้องใต้หลังคา – กาญจนบุรี

เราไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราออกเดินทางตามหาคาเฟ่

แล้วก็ไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความสุขเล็กๆของเราเกิดขึ้นเมื่อเราได้นั่งคาเฟ่

การเดินทางครั้งล่าสุด เราออกเดินทางไปยังจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพเพียงแค่ขับรถ 2 ชั่วโมง การเดินทางครั้งนี้เรามาเพื่อพักและผ่อนคลาย จุดหมายปลาทางแรกของเราคือการออกตามหากาแฟดีๆ เค้กอร่อยๆ และที่สำคัญคาเฟ่ต้องให้แรงบันดาลใจอะไรเราได้

ฟังแล้วน่าจะขมวดคิ้วแล้วรู้สึกว่า “นังนี่มันจะเยอะไปไหน” แต่คุณสมบัติทั้งหมดที่เราบอกไป คือคาเฟ่ที่ดีที่ทำให้หัวใจเต้นแรงนะคะ

เราตามหาจนเจอคาเฟ่คุณสมบัติครบตามที่เราต้องการ คาเฟ่แห่งนี้ชื่อว่า “The Attic” ที่มีชื่อแปลว่า “ห้องใต้หลังคา” คาเฟ่รูปทรงหลังคาสีเขียวที่ทอดตัวยาว มองจากถนนไม่สามารถรู้เลยว่าภายในคาเฟ่แห่งนี้เป็นยังไง

เราขับรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถหน้าคาเฟ่แห่งนี้ ก็ต้องว้าวอีกครั้งกับรูปตรงอาคารทางเข้าของคาเฟ่ ที่ออกแบบเป็นสามเหลี่ยมเหมือนบ้านตอนเด็กๆเรามักชอบวาดรูปบ้านแบบนี้ พร้อมกับใช้สีขาวสะอาด ซึ่งยิ่งดึงดูดมนุษย์หลงไหลคาเฟ่แบบเราเข้าไปอีกกกก

เข้ามาภายในต้องร้องว้าวเลยค่ะ เพราะตัวคาเฟ่แห่งนี้ตกแต่งแบบคุมโทนด้วยสีขาว-สีเขียว แบบเป็นสไตล์ Nordic (Scandinavian Style) เป็นสไตล์การแต่งร้านแถบประเทศสแกนดิเนเวีย

ภายในออกแบบอาคารมาเพื่อให้แสงธรรมชาติเข้าถึงได้มากที่สุด เพราะคาเฟ่แห่งนี้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วยคอนเซ็ป eco friendly เน้นแสงธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า

บ้าาาาาา ร้านสวยแล้วยังรักษ์โลกอีกกก

ก่อนที่เราจะพาไปสำรวจกันต่อ เรามาแวะสั่งออเดอร์ที่เคาเตอร์กันก่อน ซึ่งการตกแต่งที่เคาเตอร์ก็ยังคุมโทนสีเขียว-สีขาวเหมือนเดิม สวยมากทีเดียวค่ะ

ภายในร้านจะมีการจัดส่วนทั้งเป็นอินดอร์ และเอาท์ดอร์ แต่ไม่ว่าจะนั่งโซนไหน ที่นี่แสงสวยทุกโซนเลยจริงๆๆค่ะ โดยโซนอินดอร์จะมีเก้าอี้ 2 แบบให้เรานั่ง ส่วนแรกจะเป็นเหมือนห้องใต้หลังคาจริงๆ มี bean bag ให้กึ่งนั่งกึ่งนอน อันนี้เราชอบมากกก 5555555 และเก้าอี้แบบธรรมดาให้สามารถเลือกนั่งได้

หรือใครอยากรับลมธรรมชาติก็สามารถมานั่งเล่นโซนเอ้าท์ดอร์ได้เช่นกัน ชิวมากทีเดียว

อย่าลืมมาถ่ายรูปตรงมุมห้องใต้หลังคาด้วยนะ เพราะไม่งั้นจะถือว่าเรามาไม่ถึง The Attic นะคะ

หากอยากได้อารมณ์ที่เหมือนได้นั่งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและมีภูเขาใหญ่อยู่เบื้องหน้า แนะนำว่าให้มานั่งชิลแบบที่เรากำลังทำอยู่ จิบกาแฟอร่อยที่อยู่ในมือไปด้วย

ความสุขเล็กๆของเรามันง่ายแค่นี้เอง

เราสั่งเครื่องดื่มและเค้กเอาไว้เยอะมากทีเดียว เพราะไม่ว่าอะไรก็ดูน่ากินไปหมดเลย 55555

คาเฟ่แห่งนี้ใช้เมล็ดคั่วกลาง Medium Roasted Coffee ที่มีรสชาติโดดเด่น รสนุ่ม ไม่ขม ดื่มง่าย ใครที่อยากลองทานกาแฟแบบเราบ้างก็แนะนำว่าที่นี่ดื่มง่ายจริงๆ อร่อยมากทีเดียวค่ะ  

Caramel Macchiato Ice ใครชอบคาราเมลมัคคิอาโต้อยู่แล้วแนะนำ เพราะกาแฟคือดีงามมากค่ะ

Matcha Espresso Ice มันคือชาเขียวที่ผสมกับกาแฟ ใครที่อยากดื่มกาแฟ แต่ยังรู้สึกว่าอยากได้ความหวานของชาเขียว เราแนะนำว่าตัวนี้เลย ดีงามมม

Citrus Americano Ice ใครเคยกินกาแฟที่ผสมส้ม แนะนำว่าให้ลองตัวนี้เพราะ Citrus จะให้กลิ่นหอมกว่าส้ม อร่อยยยย ชอบมากกก

Dark Chocolate Ice เมนูนี้เราเลิฟมากกก อร่อยยยสาวกช็อกโกแลต ควรสั่ง เพราะมันคือดาร์กช็อกโกแลตที่เราคู่ควร !!

Ama Soda เป็นเมนูที่สดชื่นมากกก เปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยย แนะนำ ชอบบบบ

Koi Matcha Ice ใครชอบชาเขียวอยากแนะนำมากก ไม่หวานจนเกินไป อร่อยกำลังดี

The Attic ยังใช้แก้ว Bio cup ที่ย่อยสลายด้วยธรรมชาติ 100% เรียกได้ว่าสวยแล้วยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยนะ

เอาใจไปเลยจ้าาาาา

ส่วนเค้กที่คาเฟ่แห่งนี้มีเค้กให้เราเลือกค่อนข้างเยอะมากทีเดียวค่ะ โดยแต่ละวันทางร้านทำออกมาไม่ได้เยอะมากนะคะ เพราะเขาจะทำทุกวันเพื่อความสดใหม่

Thai Tea Cake เค้กชาไทยที่รสชาติไม่หวานจนเกินไป อร่อยยยมากก

Strawberry Cheese Cake เป็นชีสเค้กที่สตอเบอรี่มาแบบเน้นๆๆ ราดซอส รับรองว่าฟิน แนะนำมากกกกกกกกกกก

Banana Muffin แนะนำว่าทานตอนร้อนๆ ทานคู่กับกาแฟ ฟินที่สุดดดด

Pudding พุดดิ้งง อร่อยยยยมากกกกกก แต่ละวันที่ร้านทำมาไม่เยอะ เพราะทำสดใหม่ทุกวัน หมดแล้วหมดเลยจ้า มาช้าอดนะจ๊ะ ต้องสั่งเลยจริงๆๆ

Blueberry Cheese Cake ใครชอบชีสเค้ก แนะนำว่าควรลองงง อร่อยยย

Redvelvet Cake อันนี้อร่อยย เนื้อเค้กนุ่ม หวานกำลังดี

เราชอบคาเฟ่แห่งนี้ ชอบการคุมโทน การใช้แสงจากธรรมชาติ เป็นคาเฟ่ที่มองนานก็ยังสบายตา ยังไม่เบื่อ สำหรับบุคคลที่หลงไหลในคาเฟ่แบบเรา เราว่า The Attic เป็นหนึ่งคาเฟ่ในดวงใจเลย ที่นี่ให้อารมณ์เหมือนเราได้นั่งอยู่ในตัวอาคารแต่ความรู้สึกเดียวกันก็เหมือนตัวเองกำลัง อยู่ในทุ่งหญ้าที่มีภูเขาใหญ่อยู่เบื้องหน้า

The Attic ไม่ทำให้ผิดหวังด้านรสชาติของเครื่องดื่ม โดยเฉพาะกาแฟถือว่าดีมากกก เค้กอร่อยทุกอย่าง มนุษย์ชอบกินเค้กแบบเราแทบกรี๊ดดดด

ใครผ่านมากาญจนบุรี เราแนะนำว่าต้องแวะมา The Attic ให้ได้เลยค่ะ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมเราถึงให้คาเฟ่แห่งนี้เป็นคาเฟ่ในดวงใจ

The Attic

Address : 83/1 ม.1 ท่าล้อ, อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี 71000 (ติดโชว์รูมโตโยต้ากาญจนบุรี)

Tel : 062 560 8003

Time : เปิดให้บริการทุก เวลา 07:00 –18:00 น.

Facebook : https://www.facebook.com/theattickan/

IG : @theattickan

Line : @theattickan

5 Cafe น่าเช็คอิน กาญจนบุรี

จริงๆเราเคยทำรีวิว 5 cafe น่าเช็คอิน กาญจนบุรี ไว้แล้วนะ

แต่ปีนี้เรามีโอกาสได้เดินทางไปกาญจน์อีกครั้ง เลยขออัพเดท 5 cafe น่าเช็คอิน กันอีกครั้ง

ทริปนี้ทำให้ได้รู้ว่ากาญจน์คาเฟ่สวยเยอะมากกกกกกกกก

กาญจน์กาแฟดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

The Attic

คาเฟ่สายมินิมอลที่แสงสวยมากกก

ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่โคตรขึ้นกล้องเลย

The Attic คาเฟ่ที่แปลตามชื่อคือห้องใต้หลังคา คาเฟ่แห่งนี้โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่มองเห็นมาแต่ไกล ด้วยรูปทรงของอาคารเป็นหลังคาสีเขียวที่ดูแปลกตา มองจากภายนอกเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าภายในเป็นยังไง คาเฟ่แห่งนี้เป็นสไตล์ Nordic (Scandinavian Style) เป็นสไตล์การแต่งร้านแถบประเทศสแกนดิเนเวีย โดยจะเน้นคุมโทน และออกแบบอาคารมาเพื่อให้แสงธรรมชาติเข้าถึงได้มากที่สุด ภายในร้านจะมีการจัดส่วนทั้งเป็นอินดอร์ และเอาท์ดอร์ แต่ไม่ว่าจะนั่งโซนไหน ที่นี่แสงสวยทุกโซนเลยจริงๆๆค่ะ

เราชอบคาเฟ่แห่งนี้ ชอบการคุมโทน และเน้นให้แสงจากธรรมชาติเข้ามาในร้าน เป็นคาเฟ่ที่มองนานแค่ไหนก็สบายตา ที่นี่ให้อารมณ์เหมือนเราได้นั่งอยู่ในตัวอาคารแต่ความรู้สึกเดียวกันก็เหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่ในทุ่งหญ้าที่มีภูเขาใหญ่อยู่เบื้องหน้า เพราะด้วยตัวอาคารด้านในที่เป็นกระจกใสขนาดใหญ่ ทำให้เราได้เห็นธรรมชาติด้านนอกได้เต็มตา

ทางร้านยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย concept eco friendly ด้วยเช่นกัน เน้นแสงธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า และยังใช้แก้ว Boi cup ที่ย่อยสลายด้วยธรรมชาติ 100% เรียกได้ว่าสวยแล้วยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วย เราว่าที่นี่เหมาะกับการที่จะมานั่งทานกาแฟ เค้ก แล้วนั่งทำงาน หรือใช้ไอเดียได้ทั้งวัน จะนั่งหรือจะเอนหลังจนเกือบจะนอนก็แล้วแต่ความชอบได้เลย และสำคัญที่สุดกาแฟที่นี่เค้าดีจริง ที่ร้านใช้เมล็ดคั่วกลาง Medium Roasted Coffee ที่มีรสชาติโดดเด่น รสนุ่ม ไม่ขม ดื่มง่าย ห้ามพลาดเด็ดขาด -ส่วนของเค้กอร่อยทุกอย่างงง อยากจะบอกว่าใครมากาญจนบุรีควรมาเช็คอินคาเฟ่แห่งนี้ให้ได้เลยค่ะ

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : ทางร้านมีเครื่องดื่ม กาแฟ และ เบเกอรี่

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Americano Ice : รสชาติดีงาม Nutty ออกเปรี้ยว Berry ตอนปลายนิดๆ ได้รสชาติของกาแฟอย่างแท้จริง สายกาแฟต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
  • Matcha Espresso Ice : มันคือชาเขียวที่ผสมกับกาแฟ อร่อยมากกกชอบชาเขียวแต่ได้ความเข้มของกาแฟ
  • Caramel Macchiato Ice : ใครชอบคาราเมลมัคคิอาโต้ อยู่แล้วแนะนำ เพราะกาแฟคือดีงามมากค่ะ
  • Citrus Americano Ice : ใครเคยกินกาแฟที่ผสมส้ม แนะนำว่าให้ลองตัวนี้เพราะ Citrus จะให้กลิ่นหอมกว่าส้ม อร่อยยยย
  • Koi Matcha Ice : ใครชอบชาเขียวอยากแนะนำมากก ไม่หวานจนเกินไป อร่อยกำลังดี
  • Ama Soda : เป็นเมนูที่สดชื่นมากกก เปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยย แนะนำ
  • Dark Chocolate Ice : เมนูนี้เราเลิฟมากกก อร่อยยยสาวกช็อกโกแลต ควรสั่ง
  • Thai Tea Cake : เค้กชาไทยที่รสชาติไม่หวานจนเกินไป อร่อยยยมากก
  • Banana Muffin : แนะนำว่าทานตอนร้อนๆ ฟินที่สุดดดด
  • Redvelvet Cake : อันนี้อร่อยย เนื้อเค้กนุ่ม หวานกำลังดี
  • Strawberry Cheese Cake : เป็นชีสเค้กที่สตอเบอรี่มาแบบเน้นๆๆ ราดซอส รับรองว่าฟิน แนะนำมากกกกกกกกกกก
  • Blueberry Cheese Cake : ใครชอบชีสเค้ก แนะนำว่าควรลองงง อร่อยยย
  • Pudding : พุดดิ้งง อร่อยยยยมากกกกกก แต่ละวันที่ร้านทำมาไม่เยอะ เพราะทำสดใหม่ทุกวัน หมดแล้วหมดเลยจ้า มาช้าอดนะจ๊ะ ต้องสั่งเลยจริงๆๆ

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ// สายของหวาน // สายขนม// สายคาเฟ่ // สายถ่ายรูป // สายชิล // สายมินิมอล // สายฮิปเตอร์

คะแนน : 10/10

Address : 83/1 ม.1 ท่าล้อ, อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี 71000 (ติดโชว์รูมโตโยต้ากาญจนบุรี)

Tel : 062 560 8003

Time : เปิดให้บริการทุก เวลา 07:00 –18:00 น.

Facebook : https://www.facebook.com/theattickan/

IG : @theattickan

Line : @theattickan


Day’s Cafe

คาเฟ่เล็กๆที่โคตรจะอบอุ่น

คาเฟ่แห่งนี้ทำให้เราสบายใจทุกครั้งที่กลับไป

Day’s Cafe คาเฟ่สีขาวรูปทรงสี่เหลี่ยมอยู่ริมถนน มีหน้าต่างเป็นกระจกบานใหญ่ที่เป็นจุดเด่น ชวนให้เราอยากลองเข้าไปสัมผัส ภายในเป็นตัวคาเฟ่ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็ไม่ได้เล็กจนคับแคบ มี โต๊ะ-เก้าอี้ให้เราเลือกนั่งอยู่หลายมุม บรรยากาศภายในอบอุ่นเป็นกันเอง คาเฟ่แห่งนี้เน้นการตกแต่งร้านแบบเรียบง่าย สไตล์ Loft ที่มีสีเขียวจากต้นไม้เข้ามาช่วยให้ร้านดูสบายตา ด้านหลังร้านจะมีสวนกระบองเพชรขนาดย่อม พอให้คนรักกระบอกเพชรได้กรี๊ดกร๊าดอยู่บ้าง

ครั้งนี้คือครั้งที่สอง ที่เราได้มายัง Day’s Cafe บรรยากาศภายในร้านยังอบอุ่นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีสีเขียวของต้นไม้มากขึ้น ที่นี่เครื่องดื่ม เค้ก อร่อยมากทีเดียวค่ะ เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่เราสามารถนั่งได้ยาวๆเลย

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม + อาหาร  : ทางร้านมีเครื่องดื่ม กาแฟ เบเกอรี่ และอาหารจานเดียว

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Black honey lemon : ใครอยากกินกาแฟสดชื่น เราแนะนำเลยยยยยย
  • mixed honey soda : อันนี้เราชอบมากกก สดชื่นนนนน
  • Newyork Cheese Cake : เป็นชีสเค้กที่เนื้ออร่อยมากก ตัดกับซอสบลูเบอรี่ ลงตัวที่สุด
  • บราวนี่กล้วยตาก : ใครชอบบราวนี่ที่มีความเป็นไทยผสม แนะนำมากกก

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ// สายของหวาน // สายขนม// สายคาเฟ่ // สายถ่ายรูป // สายชิล // สายมินิมอล // สายฮิปเตอร์

คะแนน : 10/10

Address : Day’s cafe ตำบล แก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี
เทศบาลเมืองกาญจนบุรี 71000

Tel : 081 389 9980

Time :   เปิดบริการ : เวลา 7.00-17.00 น. ปิดทุกวันพฤหัสบดี

Facebook  https://www.facebook.com/Dayscafe323/

IG : @day.s.cafe


DIN CAFE

คาเฟ่ที่ให้บรรยากาศหรูแบบ Loft

คาเฟ่ริมแม่น้ำแคว

DIN CAFE คาเฟ่ใหม่อีกแห่งหนึ่งของกาญจนบุรี ตัวคาเฟ่โดดเด่นด้วยอาคารแบบ Loft แถมยังมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกันกับโรงแรม TARA VILLA ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน คาเฟ่แห่งนี้จัดเป็นคาเฟ่ขนาดใหญ่ ภายในตกแต่งแบบ Loft คงความน้อยแต่มากเอาไว้ มีโซนเอ้าท์ดอร์ให้เราได้มานั่งมองแม่น้ำแควอีกด้วย และที่สำคัญสุดที่ตัวคาเฟ่คืออีกจุดที่มองพระอาทิตย์ตกดินสวยแห่งหนึ่งของกาญจนบุรีเลยนะ

คาเฟ่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่มีความโปร่ง นั่งสบาย มีเมนูเครื่องดื่มค่อนข้างหลากหลาย เมนูขนมที่ครีเอทมาก และมีอาหารสำหรับคนที่อยากทานจริงจังอีกด้วย แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดในคาเฟ่แห่งนี้คือกาแฟ เราไม่แน่ใจว่าที่ร้านใช้กาแฟอะไร แต่มันคือรสชาติที่เรามักจะได้ทานเวลาที่ไปทานกาแฟที่ต่างประเทศ มันหอม ละมุน มากๆๆ ใครมาที่นี่แนะนำว่าให้สั่งลาเต้ร้อนดูนะ แล้วจะเข้าใจรสชาติที่เราพูดถึง

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม + อาหาร : ทางร้านมีครบ

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Cafe Latte : กาแฟรสชาติที่ตามหา มันคือรสชาติละมุนลิ้น หอมมากด้วย ใครอยากรู้ว่าเราหมายถึงอะไรแนะนำว่าให้สั่งเลยค่ะ
  • Coco Potion : อันนี้แนะนำมาก อร่อยและหอมควันเทียนด้วย
  • Yusu Blossom : อันนี้สดชื่นมากกก เหมาะมากในวันอากาศร้อนๆ
  • The Legend of River Kwai : เป็นเค้กที่หน้าตาครีเอทมาก ตัวบราวนี่อร่อยย ใครชอบช็อกโกแลตแนะนำเลย
  • Pink Blossom Garden : เค้กและต้นสายไหม เป็นเมนูที่หน้าตาชวนถ่ายรูปมากเลยทีเดียว ตัวเค้กอร่อยเลยค่ะ

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ// สายของหวาน // สายขนม// สายคาเฟ่ // สายถ่ายรูป // สายชิล // สายมินิมอล // สายลอฟต์

คะแนน : 10/10

Address : แม่น้ำแคว ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี กาญจนบุรี 71000

Tel : 034 512 888

Time :   เปิดให้บริการทุก เวลา 10:30 – 22:00 น.

Facebook https://www.facebook.com/dincafekanchanaburi/


Rainforest Café

คาเฟ่ในป่าฝน

คาเฟ่แห่งนี้ร่มรื่นมากก

Rainforest Café คาเฟ่ในป่าฝน เมื่อเราเข้ามาในคาเฟ่แห่งนี้จะเหมือนเราหลุดมาอีกโลกเลยทีเดียว เพราะคาเฟ่แห่งนี้ชุ่มฉ่ำไปด้วยความสดชื่นของต้นไม้ตามชื่อของคาเฟ่ ตัวอาคารใช้กระจกบานใหญ่ เพื่อให้เราได้เห็นสีเขียวของธรรมชาติด้านนอกเช่นกัน โซนที่นั่งของที่ร้านจะมีทั้งอินดอร์ และเอ้าท์ดอร์ โดยส่วนของเอ้าท์ดอร์ก็จะแอบอิงไปกับธรรมชาติรอบๆร้าน

เมื่อก้าวขาเข้ามาในคาเฟ่แห่งนี้ สร้างความประหลาดใจให้เรามากทีเดียว เพราะภายในนั้นอากาศดี สีเขียวจากต้นไม้ต่างๆสร้างความสดใสให้ผู้มาเยือนแบบเรามากทีเดียว ตัวอาคารก็ตกแต่งด้วยคอนเซ็ปที่ให้เราอยู่กับธรรมชาติ เป็นคาเฟ่ที่เหมาะแก่การมาพักสายตาจากความวุ่นวายต่างดีมากทีเดียวค่ะ

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม + อาหาร : ทางร้านมีครบ

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Orange Americano : กาแฟส้ม สดชื่นๆ
  • ชาไทยบราวชูก้า : บุกอร่อย + เครื่องดื่มที่รสชาติหวานกำลังดี อร่อยยยย
  • Rainforest waffles : วาฟเฟิลหอมๆ กับไอศกรีมอร่อยๆ แนะนำเลยค่ะ

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ// สายของหวาน // สายอาหาร // สายขนม// สายคาเฟ่ // สายถ่ายรูป // สายชิล // สายมินิมอล // สายธรรมชาติ

คะแนน : 9/10

Address : 366 ตำบล ท่ามะขาม เมือง กาญจนบุรี 71000

Tel : 064 990 5050

Time :   เปิดให้บริการทุก เวลา  09:00 – 19:00 น.

Facebook : https://www.facebook.com/rainforestcafekanchanaburi/


The Village Farm To Cafe’

คาเฟ่ขนาดใหญ่ที่มีมุมถ่ายรูปเยอะมากกก

คาเฟ่แห่งนี้ควรค่าแก่การมาเช็คอินด้วยเช่นกัน

The Village Farm To Cafe’ คาเฟ่ขนาดใหญ่ที่มีอาคารทรงคล้ายโกดังในฟาร์ม ภายในเป็นเพดานสูง ทำให้บรรยากาศภายในโล่ง โปร่งสบาย บวกกับการใช้กระจกเพื่อให้แสงจากธรรมชาติเข้ามาภายในตัวอาคาร ที่นี่ให้ความรู้สึกสบายๆ เพลินตาเพราะด้วยต้นไม้ที่อยู่รอบร้าน ยังไม่พอนะคะ เพราะภายในร้านก็ตกแต่งด้วยสีเขียวของต้นไม้ขนาดเล็กก ที่ช่วยให้ร้านดูเย็นขึ้น โซนที่นั่งมีทั้งแบบอินดอร์ และเอ้าท์ดอร์ หรือใครอยากปั่นจักรยานไปยังฟาร์มเมล่อนของที่ร้านก็ได้นะ

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่เราได้มาคาเฟ่แห่งนี้ เรายังคงชอบการออกแบบของร้านที่เน้นการใช้กระจกเป็นหลัก ทำให้โปร่งสบาย รู้สึกไม่อึดอัด ภายในยังเป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่นั่งสบาย รสชาติเครื่องดื่ม อาหาร และเบเกอรี่ ยังอร่อยมากเหมือนเดิม และที่สำคัญคือเมล่อนสดอร่อยมากกกก

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม+อาหาร  : ทางร้านมีครบ

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • อัญชัญมะนาว : น้ำมะนาวทานคู่กับน้ำแข็งอัญชัญ สดชื่นมากกกก
  • Melon light : เป็นเมนูเพื่อสุขภาพ เมล่อนโยเกิร์ตสมู๊ตตี้ ด้านล่างเป็นพุดดิ้งเมล็ดเชียผสมนมแอลมอน ด้านบนตกแต่งด้วยธัญพืช ใครรักสุขภาพแนะนำเลยค้าา
  • ซี่โครงบาบีคิวเท็กซัส : ซี่โครงสูตรเฉพาะของทางร้าน ใช้กรรมวิธีซูวี ให้สุกจากภายในสู่ภายนอก ซูวี 36 ชม. ทานคู่กับผักสลัดและผลไม้ มี4ซอส ราสเบอรี่ มัสตาสมายอง บาบีคิว บาซามิก สั่งเลยแกรรร !!
  • พาร์ม่าแฮมเมล่อน: พาร์ม่าแฮมผลิตจากเมืองพาร์ม่านำเข้าจากประเทศอิตาลี เมล่อนพันธ์ุคิโมจิ ที่ปลูกเองจากฟาร์มของที่ร้าน อันนี้คือเนื้อเมล่อนหวานมาก แฮมอร่อยย
  • ซุปฟักทอง : ซุปฟักทองเข้มข้น รสชาติหวานมันกลมกล่อม ผลผลิตจากที่ร้านเลย เมนูนี้อร่อยมากเลยค่ะ
  • เต่าปังลุยสวน : ขนมปังเมล่อน กระดองด้านบนคือ คุ๊กกี้ช๊อคโกแลต สอดไส้ด้วยครีมเมล่อนลาวา ทานกับ ไอศครีมเมล่อนซอฟเสริ์ฟ และ เมล่อนสดจากฟาร์ม ดีงามมมม
  • Double fromage cheese cake : เป็นชีสเค้กที่มีทั้งเค้กเมล่อน และ มูสมานคาโปเน่ เสิร์ฟคู่กับไอศครีมเมล่อนโยเกิร์ต ผลไม้และเมล่อนสด อร่อยมากกกก

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ// สายอาหาร // สายของหวาน // สายขนม// สายคาเฟ่ // สายถ่ายรูป // สายชิล

คะแนน : 9/10

Address : 88/8 ม.4 ต.หนองบัว อ.เมือง กาญจนบุรี
เทศบาลเมืองกาญจนบุรี 71190

Tel : 034 540 599

Time :   เปิดให้บ