หนีเที่ยวไปแอ่วเหนือ “ทุ่งหญ้าสะวันนา” ดอยแม่โถ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

หน้าฝนจะมีอะไรดีไปกว่าการหนีขึ้นดอย

ไปเจอสีเขียวๆของธรรมชาติละเนอะ

ทริปนี้เป็นการหนีเที่ยวเชียงใหม่ในรอบหลายปีของเรา

เราชอบสีเขียวตอนเชียงใหม่น่าฝน

มันยิ่งทำให้สดชื่นและหลงรักเชียงใหม่ยิ่งกว่าเดิมซะอีก

ทริปนี้เราพาคนที่อยากหนีเที่ยวไปเจอสีเขียวบนดอยแต่มีเวลาน้อย

เพราะทริปนี้จะเป็น 1 Day Trip หนีเที่ยวทุ่งหญ้าสะวันนา ดอยแม่โถ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

วิธีการเดินทาง

แค่เราปักหมุดใน google maps “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงดอยแม่โถ” แล้วก็ขับรถตามไปเลยจ้า จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. เมื่อใกล้ๆถึงเราจะได้เจอทางขึ้นดอยที่สองข้างทางคือไร่กะหล่ำปลี และไม่ต้องกลัวว่าจะหลงนะคะ เพราะว่าตั้งแต่เข้ามาจากถนนสายหลัก เราจะได้เจอรถสวนทางไปมาเยอะพอสมควรเลยล่ะ

เมื่อมาถึงเราจะได้เจอกับเต็นท์สีฟ้า ที่จะมีชาวบ้านคอยให้บริการรถเช่าขึ้นดอยอยู่ค่ะ เพราะว่าด้านบนดอยเป็นทางที่ไม่สามารถเอารถเก๋ง หรือรถที่ไม่ได้ยกสูงขึ้นไปได้ ทำให้เราจะต้องใช้บริการของเหล่าพี่ๆชาวบ้านกันนะคะ แต่ถ้าใครเอากระบะมา หรือเอามอไซค์มาก็ขึ้นได้ค่ะ แค่ขับอย่างระมัดระวังกันหน่อยเนอะ

ค่าบริการ

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าจุดหมายที่เราอยากไปนั้นคือที่ไหน เพราะถ้าเราไม่รู้แล้วบอกไปมั่วๆๆ อาจจะทำให้ลำบากได้จ้าาา ซึ่งจุดหมายที่เราว่าก็จะมีอยู่ 2 แห่งคือ ทุ่งหญ้าสะวันนา และ ดอยแม่โถ 360 องศา

ทุ่งหญ้าคือ โซนที่เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวๆ มีเนินเทเลทับบี้ เป็นโซนที่ใครๆๆก็ใส่ชุดสวยๆๆมาถ่ายรูปนั้น จุดหมายนี้ค่าบริการรถไปกลับ ราคา 500 บาท

ดอยแม่โถ 360 องศา คือจุดชมวิวดอยแม่โถ เมื่อไปถึงแล้วเราจะต้องเดินเท้าต่อ (เรายังไม่เคยไป) ระยะจะไกลออกไปกว่าทุ่งหญ้า ไม่เหมาะสำหรับคนที่แต่งตัวไม่พร้อมสำหรับเดินเท้ามานะคะ จุดหมายนี้ราคา 1000 บาท

รอบนี้เรามีจุดหมายที่ทุ่งหญ้าสะวันนากันค่ะ

เราไม่ได้ถ่ายช่วงข้างทางมามากนัก เพราะมัวแต่เอามือไปจับลูกกรงรถเพื่อไม่ให้ตัวเองไหลไปกองรวมกันอยู่ที่ท้ายรถ แต่รับรองว่าเมื่อเห็นทางแล้ว พวกเราจะยินดีจ่ายเงิน 500 บาทออกไปทันที

ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เราก็มาถึงทุ่งหญ้าสะวันนาแล้วววววววว

ใครอยากเจอหมอกแนะนำให้มาเช้าๆเลยนะคะ ส่วนเรานั้นมาตอนเที่ยงเลยจ้าาา แดดมันก็จะแรงๆหน่อย

เมื่อมาถึงก็จัดแจงเดินหามุมถ่ายรูปกันตามชอบเลยจ้า พี่คนขับรถจะรอเราอยู่แล้วๆนั้น และเราสามารถใช้เวลานานแค่ไหนก็ได้ด้วยนะ

วิวที่เราเห็นตรงหน้ามันคุ้มค่ามากกกกกกก คุ้มค่าเกินราคา 500 บาท เกินการขับรถมาไกลถึง 3 ชม.

ด้วยวิวที่เราเห็นมันสุดลูกหูลูกตามากๆๆ พื้นของทุ่งหญ้าก็กว้างมากด้วย ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์มุมของทุ่งหญ้าสะวันนา ดอยแม่โถ ได้ตามความชอบของเราเลยล่ะ ใครชอบมุมไหน อยากถ่ายตรงไหน ก็จัดไปเลยจ้าาา

ระหว่างที่เรากำลังถ่ายรูปเล่นกันอยู่ คุณลุงที่ขับรถพาเราขึ้นมาบนนี้ เอาดอกไม้ที่ลุงใส่ท้ายรถมาด้วย มาแจกถ่ายให้กับเรา พร้อมบอกว่าเรามาด้วยกันแบ่งกันเอาไปถ่ายรูปเถอะ

โอ้ยยยย ลุงน่ารักกกกกกกกกกกกกกกกก

ยังไม่พอแค่นั้น เพราะลุงบอกพวกเราว่า เดี๋ยวลุงพาไปมุมที่ใครๆๆเขามาแล้วจะไปถ่ายรูปกันเผื่อเราชอบนะ

มันคือเนินเทเลทับบี้นั่นเองงง แต่เราว่าตรงนั้นหญ้ามันสูงไปหน่อยเลยเดินยาก

แต่เพื่อไม่ให้ลุงเสียน้ำใจค่ะ พวกเราก็ยังคงโพสกันต่อไปปปป

ลงมาจากดอยแล้วหิวววว

ตรงจุดที่เราจะมาขึ้นรถเหมาเพื่อไปบนดอย จะมีร้านอาหารตามสั่งอยู่นะคะ รสชาติอร่อยเลยล่ะ ราคาไม่แพงด้วย และจุดนี้มีห้องน้ำบริการฟรีนะคะ สะอาดมากเลยล่ะ

สุดท้ายใครกำลังจะหนีเที่ยวมาเชียงใหม่ แต่มีเวลาไม่เยอะ แต่ก็ยังอยากขึ้นดอย อยากเจอสีเขียว อยากถ่ายรูปวิวสวยๆเอาไว้อัพไอจีเพื่อเพิ่มสกิล เราแนะนำว่าต้องมา “ทุ่งหญ้าสะวันนา ดอยแม่โถ” รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

Malisa Villa Suites | พูลวิลล่าสวย ที่ควรค่าแก่การหนีเที่ยวไปพักผ่อน | กระตะ ภูเก็ต

ภูเก็ตจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็น “ไข่มุกแห่งอันดามัน”

ภูเก็ตจังหวัดที่ตัวเราเองนั้นหลงรัก และตอบได้เต็มปากว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เราชอบเดินทางไปมากที่สุด เพราะไม่ใช่แค่ทะเลที่สวยงามระดับโลก แต่เพราะภูเก็ตมีทุกอย่าง ตั้งแต่ธรรมชาติที่โคตรสวย อาหารอร่อยมากกกก และที่สำคัญเกาะแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยโรงแรมสวยที่มีมากพอให้เราสามารถเลือกได้ตามความชอบและตามราคาเงินในกระเป๋า

ดังนั้นไม่แปลกหรอกค่ะที่ใครๆรวมถึงตัวเราหลงรักภูเก็ต

บันทึกนักหนีเที่ยว

เกริ่นถึงจังหวัดภูเก็ตมาขนาดนี้ แต่ป่าวเลยค่ะ ทริปนี้เราไม่ได้พาทุกคนไปตะลอนให้ทั่วเมืองภูเก็ต แต่ทริปนี้เราตัดสินใจมาภูเก็ตเพราะเราไปเจอรูปที่พัก พูลวิลล่าแห่งหนึ่งบนเกาะภูเก็ตที่สวยมาก มันน่าแปลกที่พูลวิลล่านั้น ไม่ได้ติดทะเล (แต่ไม่ไกลจากทะเลนะ เดินประมาณ 10นาทีเอง) แต่เรากลับหมายมั่นปั้นทริป จองตั๋วเครื่องบินพร้อมปักหมุดปลายทางไว้ที่ Malisa Villa Suites

Malisa Villa Suites

โรงแรมมีห้องพักหมดเป็นพูลวิลล่า และมีเพียงแค่ 41 วิลล่าเท่านั้น ตัวโรงแรมตั้งอยู่ใกล้หาดกระตะ ใช้วลาเดินเท้าประมาณ 10 นาที ที่ตั้งของโรงแรมคือว่าเหมาะแก่การมาพักผ่อน มีความเป็นส่วนตัวสูง และวิลล่าแต่ละหลังก็มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อให้แขกทุกคนที่เข้าพักได้พักผ่อนในวันหยุดสุดพิเศษได้เต็มที่ที่สุด

อยากจะเล่าว่าเรามาช่วงเดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งช่วงนี้ถือว่าภูเก็ตค่อนข้างเงียบ เพราะชาวต่างชาติไม่มี แต่เราถือว่าเป็นข้อดีสำหรับคนไทยเรานะคะ เพราะจะได้เข้าถึงโรงแรมสวยๆดีๆ ในราคาที่จับต้องได้ และไม่ต้องกลัวว่าพนักงานจะดูแลเราดีมั้ยเราเป็นคนไทย หายห่วงเพราะที่นี่พนักงานน่ารักตั้งแต่เรารอเช็คอินเลยล่ะ

เมื่อเรามาถึงเข้ามาปุ๊บก็มาเช็คอินเลย

STARLIGHT POOL VILLA

ทริปนี้เราเลือกพักวิลล่า STARLIGHT POOL VILLA

เปิดประตูเข้ามาในวิลล่า คือกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เมื่อเราเปิดประตูวิลล่าเข้ามาแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเราเข้ามาในบ้านพักส่วนตัว ขนาด 150 ตร.ม. ตัววิลล่าจะแบ่งออกเป็น 3 โซน (เราเป็นคนแบ่งเองแหละ) โดยโซนแรกจะเป็นส่วนของ Open-air ส่วนนี้จะประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำ ความน้ำในสระสีฟ้าาาานั้น น่าเล่นมากกกกกกกกกกก ไม่อยากกถ่ายรูปแล้ว อยากจะกระโดดลงไปเลยแกรรรร

เราชอบความที่มีต้นไม้หนึ่งต้นบริเวณริมสระ เพราะว่าช่วยเรื่องร่มเงาสำหรับคนที่อยากจะเล่นน้ำ ว่ายน้ำ ตอนกลางวันได้ดีเลยล่ะ และอีกอย่างคือถ่ายรูปสวยเลยนะ

โซน Open-air ยังมีมุมรับแขก เป็นมุมโซฟาขนาดใหญ่ ให้เราได้นอนเล่น นั่งเล่น ตามใจชอบ และแน่นอนว่ามุมนี้มองเห็นวิวสระด้วย

ยังไม่หมดนะ เพราะในวิลล่าเรามีครัวด้วยยยย เป็นครัวที่สามารถปรุงอาหารได้จริง แล้วยังมีโต๊ะทานข้าวขนาดใหญ่ คือออออออ พูดง่ายๆว่าเข้าที่นี่ก็เหมือนมีบ้านพักส่วนตัวจริงๆๆ ชอบบบบบบ

โซนที่สองของวิลล่า ก็คือห้องนอน ตัวห้องนอนมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เราสามารถเปิดออกไปยังสระว่ายน้ำได้ คือมันยิ่งเพิ่มเสน่ห์ของห้องเข้าไปอีกกกกกก

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกก

เตียงนอนอีกฝั่งก็มีกระจกบานใหญ่เช่นกันซึ่งสามารถสไลด์เก็บแล้วเราจะได้เจอกับสวนเล็กๆในห้อง

เราว่าเสน่ห์ของวิลล่าแห่งนี้นอกจากความสวยที่เถียงไม่ได้แล้ว ก็คือความกว้างและโปร่งสบายของห้องนอน มันทำให้แขกผู้พักเช่นเรารู้สึกว่าไม่อยากออกไปไหนเลย

โซนที่สาม (แน่นอนว่าเป็นการแบ่งของเราเอง) คือ ห้องน้ำ คือพื้นที่กว้างมากกก สามารถเปิดหน้าต่างออกไปยังสวนได้ด้วยนะ

โซนเปียกและแห้งแยกกันชัดเจน มีตู้เสื้อผ้าอยู่มุมห้อง อ่างจากุชซี่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง และมุมอ่างล้างหน้าที่สวยมากกกกก ยิ่งโทนห้องเป็นสีขาวอีกด้วยยยยย กรี๊ดดดดดดดดด (บ่อยมากกกก)

เพิ่มความเป็นเจ้าหญิงในตัวคุณเมื่อใช้ห้องน้ำที่ Malisa Villa Suites

Floating Lunch Garden

ส่วนบ่ายๆเย็นๆ เราใช้บริการ Floating Lunch Garden สำหรับใครที่เล่นน้ำแล้วหิวแบบเรา แนะนำว่าให้สั่งเลย เป็นเซ็ตอาหารที่หน้าตาสวย และจัดมากอย่างจัดเต็มเลยล่ะ

การพักพูลวิลล่า แล้วที่ไหนมีบริการ Floating ใครที่อยากมีรูปสวยๆไว้อวดในไอจี เราแนะนำว่าสั่งเลย เพราะมันถ่ายรูปสวยมากเลยนะแกรรรรร

ส่วนที่ Malisa Villa Suites ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะอาหารอร่อย แล้วให้มาถือว่าจัดเต็มเลยล่ะ คุ้มนะแกรรร

ใครมาพักที่นี่ เราอยากจะบอกว่าไม่ต้องออกไปไหนหรอกกกก เพราะในวิลล่ามันสวยมาก ยิ่งเวลาใกล้ค่ำยิ่งสวยเข้าไปอีกกกกก

Breakfast

อาหารเช้าของที่นี่ (ช่วงที่เราไปพักคือช่วงหลัง Covid-19) เราจะได้เลือกสิ่งที่อยากทานตั้งแต่ตอนที่มาเช็คอิน สามารถเลือกได้ว่าจะทานที่ห้องอาหาร หรือว่าจะให้มาเสิร์ฟที่ห้องก็ได้

มันมีความพิเศษกว่านั้นคือออออ เราสามารถเลือกให้เชฟมาปรุงให้เราในห้องได้เลยจ้าาาา (อันนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มนะ 500 บาท)

แน่นอนว่าเราขอเลือกความพิเศษให้กับวันพักผ่อนของเราหน่อย เราขอให้เชฟมาปรุงให้ร้อนๆที่ห้องเลยจ้าาาา

โอ้ยยยวันหยุดของช้านนนนดีงามที่สุด

กินมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วก็ต้องหาเรื่องเดินย่อยหน่อยนึง เลยขอให้ทางโรงแรมช่วยเปิดห้อง Type อื่นให้ดูหน่อย เผื่อว่าจะได้เป็นตัวเลือกให้คนที่อยากหนีเที่ยวแบบเรา

MOONLIGHT POOL VILLA

จริงๆตัววิลล่านี้ขนาด 150 ตร.ม. เท่ากับตัววิลล่าที่เราพักเลย แต่ความต่างคือห้องนี้สระใหญ่กว่าา แบบใหญ่สะใจมากกกกก โซน Open-air จะกว้างกว่า เน้นการใช้ชีวิตในโซนนี้มากกว่า

ภายในห้องนอนและห้องน้ำจะมีขนาดเล็กกว่าวิลล่าที่เราพัก แต่ความสะดวกสบายทุกอย่างยังเหมือนเดิม

คราวนี้มันต้องแล้วแต่ความชอบของแต่ละคนแล้วล่ะ ว่าอยากจะพัก MOONLIGHT POOL VILLA หรือ STARLIGHT POOL VILLA

สำรวจวิลล่าอื่นเรียบร้อยแล้วก็กลับมาเล่นน้ำต่อในวิลล่าของตัวเองงง

การเลือกพักพูลวิลล่า คือการที่เราเลือกให้ตัวเองได้พักผ่อนภายในวิลล่าสวยๆ ได้เล่นน้ำมันทั้งวัน จะมีอะไรสุขใจไปกว่านี้อีกนะ

NANTA RESTAURANT

บ่ายๆเราเดินเล่นออกมายังห้องอาหารของโรงแรม สั่งอาหารทานเล่นมามาเรียกน้ำย่อยสักหน่อย

Malisa signature welcome set เป็นเมนูที่อร่อยยยยยย ต้องยอมรับว่าเชฟที่นี่ทำอาหารอร่อยมากเลยล่ะ ใครมาพักที่นี่แนะนำว่าให้ลองอาหารจากโรงแรมนะดีงามทุกเมนูเลยอ่ะ

เราไม่แน่ใจว่าเราจะบอกเล่าความรู้สึกที่มีต่อที่นี่ยังไง พูลวิลล่า ที่ออกแบบมาได้สวยมาก สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ให้เราได้ว่ายน้ำได้จริง ตัววิลล่ามีพื้นที่ให้เราได้ใช้ชีวิตมากกว่าการแค่แวะมาพัก อาหารอร่อย พนักงานน่ารัก และที่สำคัญมุมถ่ายรูปเพียบบบบบบ

เราว่าที่นี่เหมาะแก่การเป็นปลายทางที่ใครสักคนอยากหนีเที่ยวพาตัวเองและคนที่คุณรักมาพักผ่อน แล้วคุณจะหลงที่นี่ไม่ต่างจากเรา “Malisa Villa Suites”

Malisa Villa Suites

Address : 40 / 36 Kata Road, Kata Beach, Muang, Phuket 83100 Thailand.

Tel : +(66) 76 284761, +(66) 94 4801040

Facebookhttps://web.facebook.com/malisavillasuites

IG : https://www.instagram.com/malisavillasuites/

web: www.malisavillas.com

HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL

พัทยา จุดหมายปลายทางที่เดินทางสะดวก ไปกี่ครั้งก็ยังไม่เบื่อ

ทริปนี้เรามีเวลา 2 วัน 1 คืน เราเลือกพัทยาเป็นปลายทาง และเมื่อเวลาที่มีไม่มาก เราจึงขอเลือกเอาตัวเองไปอยู่ใจกลางเมืองพัทยากันไปเลย ทริปนี้เราพักที่ HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL โรงแรมในเครือ IHG ที่มีห้องพักราคาสบายกระเป๋า และที่สำคัญทำเลถือว่าเลิศมาก เพราะอยู่ในโซนเดินทางสะดวก ที่จอดรถเพียบ แถมยังมีสระว่ายน้ำและฟิตเนสอีกด้วยนะ


Holiday Inn Express Pattaya Central

โรงแรมในเครือ IHG ตั้งอยู่ใจกลางพัทยา เป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับลูกค้าที่ชอบความสะดวกสบาย แต่จ่ายในราคาสบายกระเป๋า และที่สำคัญโรงแรมยังเหมาะกับทุกกลุ่มลูกค้าอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น คู่รัก เพื่อน หรือ ครอบครัว ตอบโจทย์ทั้งหมด

เครดิตรูป : https://www.ihg.com/holidayinnexpress/hotels/th/th/reservation

มาตรการ Covid-19

หลายคนน่าจะกังวลว่าถ้าเราเดินทางไปยังเมืองท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติเยอะ เราจะปลอดภัยมั้ย อยากจะบอกว่าทาง Holiday Inn Express Pattaya Central เห็นความสำคัญของเรื่องนี้สุดๆๆ โดยมาตรการ Covid – 19เริ่มตั้งแต่เข้ามายังในโรงแรมเลย

เราจะต้องสแกนไทยชนะ หากใครไม่สะดวกก็สามารถลงชื่อในแบบฟอร์มได้นะ

มีเจลแอลกอฮอล์ให้ล้างมือ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกจุด

มีกระบวนการวัดไข้แล้วแปะสติ๊กเกอร์ให้สำหรับแขกที่ผ่านการคัดกรองแล้ว

ทางโรงแรมใส่ใจเรื่องความสะอาดมากๆๆเลยนะ แม้แต่ปากกาที่เราใช้ในการกรอกแบบฟอร์ม เมื่อถูกใช้แล้วจะต้องใส่กล่องแยกเพื่อนำไปทำการฆ่าเชื้อโรค

เรานั่งเล่นอยู่บริเวณล็อบบี้นาน ทำให้เห็นว่าทุกครั้งที่มีแขกมาใช้บริการพื้นที่ส่วนรวม หลังจากนั้นจะมีพี่พนักงานมาทำความสะอาด เพื่อให้เราทุกคนปลอดภัยไร้เชื้อโรค

ชอบบบบบบบความใส่ใจจจจจ

ภายในโรงแรม

 Holiday Inn Express Pattaya Central เป็นน้องเล็กของ IHG สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรมที่จัดไว้คือว่าดีงามมาก ไม่ว่ามุมโซฟานั่งเล่น คอมพิวเตอร์ที่เอาไว้ให้แขกที่พักสามารถใช้บริการได้ฟรี

Fitness 

ฟิตเนสแห่งนี้เป็นฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ใหม่มากกกก ถึงแม้จำนวนเครื่องออกกำลังกายจะไม่ได้เยอะมาก แต่รับรองว่าถูกใจสายออกกำลังกายแน่นอน

 Swimming Pools

แม้ว่าจะเป็นโรงแรมที่ขนาดไม่ใหญ่ แต่ด้านบน rooftop ก็มีสระว่ายน้ำส่วนกลางไว้บริการแขกที่เข้าพักนะคะ ถือว่าคุ้มมาก จ่ายเงินในราคาสบายกระเป๋าแต่สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรมครบครัน

Room

ส่วนของห้องพักจะมีแบบเดียว แต่เราสามารถเลือกได้ระหว่างเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ ส่วนเรามาเป็นทริปเพื่อนซี้ เลยขอเป็นห้องแบบเตียงคู่ ส่วนภายในห้องกว้างแบบโอเคเลยนะ มีโต๊ะสำหรับทำงาน มีทีวี ตู้เสื้อผ้า คือสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเลยค่ะ

เราชอบความใส่ใจที่มีให้เลือกหมอนด้วยนะ เพราะแต่ละคนชอบหมอนไม่เหมือนกัน และการได้หนุนหมอนที่เราชอบก็จะทำให้เราหลับสนิทยิ่งขึ้น

ส่วนของห้องน้ำ ขนาดไม่เล็ก มีฝักบัว เรนชาวเวอร์ กระจกแบบ I glass ด้วยนะ

DINING 

ในส่วนห้องอาหารของทางโรงแรมจะให้บริการแค่บริการอาหารเช้าเท่านั้น แต่ไม่ต้องห่วงค่ะว่าจะลำบาก เพราะว่าพัทยามีของอร่อยเยอะมากกกกกกกกกก ส่วนตัวเรานั้นขี้เกียจจะขับรถออกไปเอง เพราะอยากกินของอร่อยหลากหลายเกิน เลยใช้วิธีสั่ง Grab หรือ Food panda ดีกว่าค่ะ

และใครที่กลัวว่าเราจะสั่งอาหารมาทานในโรงแรมจะเป็นอะไรมั้ย โรงแรมจะว่ารึป่าว ต้องแอบๆๆซ่อนๆๆเอาเข้ามามั้ย บอกเลยหายห่วงงงงงง เพราะที่นี่นอกจากไม่ต้องหลบไม่ต้องซ่อนเอาอาหารมาทาน แถมเรายังสามารถขอจานกระดาษ ช้อนส้อมได้จากพนักงานเลยจ้า

น่ารักที่สุดดดดดดดดดดดดด

Breakfast 

อาหารเช้าของโรงแรม แม้มันจะไม่ได้อลังการ แต่ถือว่าครบทุกความต้องการเลยค่ะ และปริมาณที่ให้มากใครทานหมดคืออิ่มเลยล่ะ และอีกอย่างช่วงที่ลิเดียเดินทางเป็นช่วง New Normal จะเป็นแบบ A La Carte ใครอยากทานอะไรก็สามารถติ๊กเลือกในเมนูได้เลย

หากใครรีบต้องเดินทางต่อ มีธุระ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้ทานอาหารเช้านะคะ เพราะทางโรงแรมจะมีบริการแก้วกระดาษ และถุงกระดาษ ให้เราเอาอาหารออกไปทานด้านนอกได้เลย นี่ถือว่าเป็นจุดเด่นของ Holiday Inn Express เลยล่ะ

ทสรุป

HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL โรงแรมที่เหมาะสำหรับใครที่ต้องการความสะดวกสบายในการเข้าพัก และการเดินทางต่อ เอาไว้สำหรับให้เราได้ไปตะลอนเที่ยวมาทั้งวัน แล้ว กลับเข้าโรงแรมที่พร้อมต้อนรับเราเสมอ เป็นที่พักที่สะดวก ปลอดภัย สะอาด และที่สำคัญสบายกระเป๋าสำหรับนักท่องเที่ยวทุกระดับ

หากถามเราว่าเราชอบอะไรที่ HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL  เราคงตอบได้แค่ว่า เราชอบความสะดวก ความสบายที่โรงแรมมอบให้ ห้องพักที่มีทุกสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่เยอะ และไม่น้อยเกินไป โรงแรมมีฟิตเนส สระว่ายน้ำส่วนกลาง ยังไม่พอเรายังสามารถสั่งอาหารจากข้างนอกมาทานกันแบบเปิดเผย พนักงานที่พร้อมจะให้บริการทุกเมื่อ และที่สุดคืออาหารเช้าที่อร่อย และมีพร้อมสำหรับคนที่จะเดินทางต่ออีกด้วย เราว่าเท่านี้มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้รู้ว่าเราชอบอะไรที่นี่

หากใครสักคนที่กำลังจะมาเที่ยวพัทยา จุดหมายปลายทางของเราคือการตะลอนเที่ยวให้ทั่วเมือง แล้วกำลังมองหาโรงแรมที่พักดีๆๆ ราคาสบายกระเป๋า เราว่าคุณมองข้าม HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL ไปไม่ได้แล้วล่ะ

HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL 

Address :293/16 Moo 10, Nongprue, Banglamung, Chonburi 20150, Thailand

Tel :+66 (3) 326 5999

Facebookhttps://www.facebook.com/holidayinnexpresspattayacentral

Aram Coffee&Crepes | คาเฟ่น่านั่งใกล้หาดกระตะ จ.ภูเก็ต

ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่เราชอบมากกกกกก

เพราะภูเก็ตมีทุกอย่างที่เราต้องการ ไม่ว่าอาหารโลคอลแบบอร่อย ร้านอาหารพรีเมี่ยม โรงแรมหรู และที่สำคัญทะเลภูเก็ตสวยมากกกก

แต่รีวิวฉบับนี้เราขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับคาเฟ่นั่งสบาย กาแฟดีงาม อยู่ใกล้หาดกระตะ

“Aram Coffee&Crepes”

Aram Coffee&Crepes

คาเฟ่สีขาวมินิมอล ที่แอบซ่อนตัวอยู่จากถนนใหญ่ แต่ใกล้หาดกระตะ จังหวัดภูเก็ต ภายในคาเฟ่ตกแต่งด้วยโทนสีขาว – น้ำตาล ภายในร้านยังมีสวนหินแบบฉบับญี่ปุ่นที่มาพร้อมกระจกบานใหญ่ ซึ่งบรรยากาศโดยรวมจะเน้นความสบายตา และเรียบง่าย

ภายในร้านมีโซนที่นั่งให้เลือกนั่งเยอะ

(วันที่เราไปแขกในร้านกระจายกันอยู่ตามมุมต่างๆ เลยไม่ได้ถ่ายรูปมุมกว้างมาฝากนะคะ)

เราชอบสไตล์การตกแต่งโดยการนำเอาสวนหินแบบญี่ปุ่นที่ถูกจัดอย่างสวยงามกระจายอยู่ตามมุมต่างๆในร้าน

เราชอบตรงเคาน์เตอร์บาร์ที่ตั้งอยู่กลางร้าน ทำให้เราสามารถมองบาริสต้าชงกาแฟ หรือทำเครปได้เพลินๆเลยนะ

ด้วยการตกแต่งร้านใช้กระจกใสบานใหญ่ ทำให้มีแสงธรรมชาติเข้ามาตลอดทั้งวันบวกกับไฟสีส้ม ทำให้โทนสีของร้านยิ่งสบายตา และแสงในร้านถ่ายรูปสวยมากเลยล่ะ

มาดูตัวเมนูกันบ้าง

  1. Rose latte  เมนู Signature : เป็นกาแฟอาราบิก้ามาพร้อมกับไซรัปกุหลาบ  ด้านบนจะโรยผง กลีบกุหลาบบนฟองนุ่มมมมม
  2. Ice chocolate : เป็นช็อตโกแลตเข้มข้นนนนนน ดีงามมมมม
  3. ครัวซองที่มาพร้อมไอศกรีม เอาจริงเราจำชื่อเมนูนี้ไม่ได้ แต่ทางร้านบอกว่าเป็นเมนูใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้ รสชาติอร่อยมากกกก ครัวซองกรอบนอกนุ่มในที่ทานคู่กับไอศกรีม คือดีงามมม

ใครมาเที่ยวภูเก็ตแล้วกำลังหาคาเฟ่น่านั่ง บรรยากาศสบายๆ กาแฟดีงาม เครื่องดื่มอร่อย ขนมเลิศ เราแนะนำว่าให้มาทำความรู้จัก Aram Coffee&Crepes แล้วคุณจะหลงรักที่นี่แบบเดียวกับเรา

Aram Coffee&Crepes

Address : ถนน กะตะ ตำบล กะรน อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83100

Tel : 089 645 2222

Time :   เปิดบริการ : เวลา 8.00-18.30 น. ปิดทุกวันจันทร์

Facebook  : https://www.facebook.com/aramcoffeeandcrepes

IG : @aram.coffee.kata

The FloatHouse River Kwai | หนีความวุ่นวาย มานอนแพ สูดอากาศบริสุทธิ์ กาญจนบุรี

บางครั้งฝนมักจะทำให้เราเปียกปอน

แต่ในบางครั้งฝนก็นำพาความชุมฉ่ำมาหาเรา

เช่นเดียวกับการเดินทางในครั้งนี้ เราออกเดินทางตามหาปลายทางที่แสนจะสงบ ให้เราได้อยู่กับธรรมชาติ และเป็นปลายทางที่สุขใจยามที่ฝนตก

ทริปนี้เรามีปลายทางอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ The FloatHouse River Kwai

The FloatHouse River Kwai

เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว มาในแนวคิด  “ที่พักเเบบวิลล่าลอยน้ำสุดหรู” วิลล่าลอยน้ำที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ที่ผสมผสานระหว่างความหรูหรา ศิลปะ และธรรมชาติได้อย่างลงตัว เป็นวิลล่าลอยเหนือผืนน้ำใสของแมน้ำแควน้อย วิลล่าแต่ละหลังโดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวสูงเพราะ ด้วยห้องพักเพียง 30 ห้อง โดยทุกห้องจัดอยู่ระดับวิลล่าทั้งหมด เหมาะกับช่วงเวลาที่เราอยากหนีความวุ่นวายของโลกภายนอกมาพักผ่อน

วิลล่าทุกหลังเห็นวิวทิวทัศน์เเบบพาโนรามาของเเม่น้ำเเคว ป่าเขาเขียวขจีเเละหน้าผาหินที่รายล้อม

Location

เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว รีสอร์ทที่ลอยอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบและโรแมนติกของแม่น้ำแควน้อย เป็นโลเคชั่นที่ให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติตลอดการเข้าพักที่นี่

การเดินทาง

เราปักหมุด GPS “ท่าเรือพุตะเคียน” บริเวณท่าเรือมีที่จอดรถให้ฟรี วิธีการเดินทางไปที่พักของเรานั้นก็คือการนั่งเรือรับ-ส่ง โดยเมื่อมาถึงท่าเรือก็ให้แจ้งชื่อที่พักของเราให้พี่คนขับเรือทราบ โดยเรือจะให้บริการถึง 6 โมงเย็นเท่านั้น ดังนั้นใครมาพักที่นี่ควรเผื่อเวลาการเดินทางให้ดีนะคะ

GPS ที่ท่าเรือรีโซเทล: 14.281035, 99.000796

เรานั่งเรือเข้ามาในหุบเขาประหนึ่งกำลังจะออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งใหม่ นั่งเรือมาประมาณ 10 นาที เราก็มาถึงที่พักของเราในทริปนี้ เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว

Lobby

เมื่อเรานั่งเรือเข้ามายังตัวรีสอร์ท โซนแรกที่เราจะเดินมาถึงสิ่งแรกที่เราจะได้เจอนั่นก็คือ ล็อบบี้ ตัวอาคารสวยงามค่ะ ตกแต่งด้วยวัสดุจากไม้ทั้งหลัง เราเข้าเช็คอินใช้เวลาไม่นาน ระหว่างรอมี  Welcome Drink สดชื่นๆ ให้เราได้ดื่มด้วยนะ

(เราถ่ายตัวล็อบบี้มาได้แค่บางส่วน เพราะว่าช่วงที่เราเข้าพักที่รีสอร์ทแขกเข้าพักเต็มเลยค่ะ ฮ็อตสุดๆๆเลยล่ะ)

ภายในโรงแรม

Luxury Boutique Folk Style  ที่หมายถึงการผสมกลมกลืนศิลปะท้องถิ่น กับสภาพเเวดล้อมธรรมชาติอย่างลงตัว ร่วมกับการใช้เชือกสานธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่ง ที่สื่อความหมายถึงความยืดหยุ่น อ่อนโยนเเละถ่อมตัว ทำให้รีสอร์ทได้รับกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกอย่างเต็มที่ การออกแบบทุกอย่างที่ เดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์แคว ล้วนมีความหมายแฝงอยู่ และที่สำคัญวิลล่าแต่ละหลังโดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวสูง

FLOATING VILLA

วิลล่าลอยน้ำขนาด 90 ตรม. ทุกวิลล่าสร้างจากไม้จริง วิลล่าแต่ละหลังโดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวสูง มีพืนที่ใช้สอยกว้างขวาง ภายในวิลล่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทุกวิลล่ายังมีระเบียงส่วนตัวอันกว้างขวางบริเวณด้านหน้าห้องพัก ให้ผู้ที่มาพักสามารถสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติป่าไม้ แม่น้ำ และขุนเขาได้อย่างใกล้ชิด พร้อมรับออกซิเจนบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มที่ซึ่งแขกที่มาพักสามารถกระโดดเล่นน้ำจากระเบียงห้องพักได้เลย

ภายในห้องกว้างขวางมากทีเดียวค่ะ มีการแบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นตัวห้องนอน ซึ่งคือว่าเป็นเมนหลักของวิลล่า ตัวเพดานเป็นแบบสูงโปร่ง ทำให้ภายในห้องพักของเราไม่อึดอัด

ด้านข้างเตียงคือชุดโต๊ะโซฟาที่เอาไว้สำหรับให้เราได้นั่งเล่น หรือจะนั่งทำงานก็ได้นะ

ส่วนตัวเราชอบมุมโซฟาข้างหน้าต่างมากเลยล่ะ ยิ่งช่วงที่แดดกำลังรอดผ่านเข้ามา สวยมากกกก

ภายในห้องจะมีโซนสำหรับแต่งตัว โดยแยกเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า และมินิบาร์ ซึ่งอยู่ด้านหลังเตียงนอน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องแบบครบครัน

โซนห้องน้ำจะแยกเป็นสองส่วนคือห้องน้ำและห้องอาบน้ำ ออกจากกัน ส่วนตรงกลางจะเป็นอ่างล้างหน้า

ห้องน้ำภายในวิลล่าเป็นการดึงธรรมชาติ รอบตัวมาออกแบบให้มีความรู้สึกเสมือนอาบน้ำท่ามกลางธรรมชาติ โดยใช้ Rain Shower ในห้องน้ำที่ดีไซน์ในรูปแบบกึ่งเอาท์ดอร์ (Semi Outdoor)

ระเบียงด้านข้างระหว่างห้องสามารถเปิดสำหรับ Connecting Area สำหรับใครที่มาเป็นครอบครัว แต่หากมาเป็นคู่แบบเรา และห้องข้างๆไม่มีเข้าพัก เราก็จะมีพื้นที่ส่วนตัวเยอะหน่อย

สำหรับเรามุมนี้ชิวมากเลยล่ะ

ระเบียงด้านหน้าห้อง เป็นพื้นที่โล่ง มีเปลไม้ให้เราได้นั่งชิลๆ มีเก้าอี้ผ้าสำหรับให้เราได้นั่งเล่น นอนเล่น ซึมซับกับบรรยากาศได้ทั้งวัน

บางครั้งแค่การได้นอนชิวอยู่บนเตียงนุ่มๆ มองน้ำที่อยู่เบื้องหน้า เท่านี้ก็สุขมากแล้ว

Pontoon Restaurant

ห้องอาหารลอยน้ำ “พอนทูน” (Pontoon Restaurant) ซึ่งมีความหมายถึง ทุ่นที่ลอยกลางน้ำ การดีไซน์เป็นการผสมผสานศิลปะ และธรรมชาติอย่างลงตัว โดยนำทรัพยากรเด่นๆของจังหวัดกาญจนบุรีอย่างต้นไผ่ นำมาออกแบบได้อย่างมีสไตล์ รวมไปถึงการใช้เชือกในการตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศแบบตะวันออก (Oriental) โดยมีเอกลักษณ์ที่ความอ่อนช้อย อันเกิดจากธรรมชาติ และวิวที่สามารถมองเห็นได้จากห้องอาหารพอนทูนคือวิวหน้าผาขนาดใหญ่ที่คนในพื้นที่ให้ชื่อว่า “ผานารีกินนร” มีหินงอกหินย้อยและแร่เหล็กที่ซึมผ่านชั้นหินออกมาแต่งแต้มสีสันของผา ซึ่งในจุดนี้ถือว่าเป็นจุดพักผ่อนอีกจุดหนึ่งที่ให้เราได้มานั่งพักผ่อนรับลมเย็นอันแสนสบาย

ห้องอาหารพอนทูน ให้บริการอาหารไทยแบบฟิวชั่น ภายใต้บรรยากาศริมน้ำสุดชิล แถมยังมีบาร์ให้เราได้นั่งมองวิวน้ำอย่างสบายใจ

ช่วงที่เราไปเป็นช่วงหน้าฝน ทำให้ได้เจอฝนตลอดทั้งวันเป็นบรรยากาศที่ดีมากจริงๆ

เราสั่งอาหารมาลองทาน รสชาติอร่อยมากทีเดียวค่ะ และด้วยความหิวที่มีทำให้รูปถ่ายอาจจะมีสั่นไปบ้าง แต่ความอร่อยมั่นคงชัดเจนมากจ้าาาาาา

ด้านหลังของห้องอาหารจะเป็นสะพานไม้ที่เราสามารถขึ้นไปขี่จักรยานเที่ยวสวนผลไม้ของทางรีสอร์ทได้นะ หรือใครอยากจะให้อาหารปลาก็สามารถทำได้

Relax

ใครที่มาพักผ่อนแล้ว แต่ต้องการความผ่อนคลายระดับสุด เราแนะนำว่าให้สปาหรือนวดไทยกันไปเลย แต่เนื่องจากช่วงเวลาที่เราไปนั้นยังไม่สามารถทำสปาได้ เลยได้ลองนวดไทยแทน

ผ่อนคลายสุดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด (ราคาแพ็คเก็จนวดสามารถดูได้จากเมนูในวิลล่า)

อาคารสำหรับนวดหรือสปา จะอยู่ริมสุดฝั่งขวาของตัวรีสอร์ท บริเวณนี้เป็นจุดให้เราได้มาถ่ายรูปกับสะพานไม้ที่ทอดตัวยาวไปกับลำน้ำ

Activities

หากใครที่คิดว่าการมานอนแพ จะไม่มีกิจกรรมอะไรเลย มันอาจจะทำให้ใครที่ไม่ชอบความเงียบ เหงาจนเกินไป บอกเลยว่าคิดผิด เพราะที่นี่มีกิจกรรมแน่นมากกก

เราสามารถเดินขึ้นฝั่งที่อยู่ด้านหลังของรีสอร์ทได้ ผ่าน Board Walk ทางเดินที่ออกแบบมาให้เสมือนเดินเข้าไปในป่า เพื่อเยี่ยมชมถ้ำละว้า ถ้ำที่ถูกค้นพบอันดับต้นๆของจังหวัดกาญจนบุรีมา
กว่า 60 ปี ซึ่งตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติไทรโยค ภายในถ้ำเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยที่สวยงามมาก โดยเกิดจากน้ำฝนที่มีคาร์บอนไดออกไซค์ เกิดเป็นกรดกัดกร่อนหิน และเมื่อน้ำลดลงก็ได้กลายเป็นถ้ำ

นอกจากนี้กิจกรรมสนุกๆอีกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น พายเรือแคนู เล่นน้ำ เดินป่า ขี่จักรยานเสือภูเขาชมสวนผลไม้ และวิถีชีวิตชาวบ้าน ในบริเวณใกล้ๆ ก็ยังสามารถชมการแสดงระบำมอญ ของชาวมอญรามัญ เยี่ยมชมหมู่บ้านมอญ เดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติไปยังถ้ำพระผาเอน วัดมอญเจดีย์ชเวดากองจำลอง หรือสนุกกับกิจกรรมโลดโผนอย่าง Tree Top Adventure

บอกตามตรงว่ากิจกรรมเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก

นอนแพที่เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว ไม่เหงาแน่นอน

หากใครอยากเล่นน้ำ ทางรีสอร์ทก็มีชูชีพให้เราได้หยิบใช้ได้ตลอด

ส่วนกิจกรรมที่เราชอบที่สุด แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดูขี้เกียจที่สุด แต่เมื่อใครที่ต้องการหนีความวุ่นวาย มานอนแช่ท่ามกลางธรรมชาติแบบเรา ก็คงแค่อยากนั่งนิ่งๆ มีหนังสือเล่มโปรดในมือ ฟังเสียงน้ำที่ไหล แค่นั้นมันก็สุขใจมากแล้วนะ

และหากทริปนั้นมีใครสักคนมาด้วย เราว่าแค่การได้นั่งโง่ๆมันก็ดูมีความสุขแล้วล่ะ

Morning

การมาพักผ่อนสำหรับเรามันน่าแปลกที่เรามักจะตื่นเช้ากว่าชีวิตประจำวัน อาจจะเพราะเราพาตัวเองมาอยู่ในสถานที่สวย บรรยากาศดี ถ้านอนแช่นานไปก็น่าเสียดายแย่

เช้านี้เราตื่นเช้า รีบลุกเดินมายังระเบียงหน้าวิลล่า สิ่งแรกที่เราได้เห็นคือหมอกขาวที่กำลังคลอเคลียกับหน้าผา บรรยากาศจากที่สวยมากอยู่แล้วกลับสวยมากขึ้นไปอีก

หากใครมากับคนรู้ใจ การตื่นเช้ามาพร้อมกัน ได้เจอบรรยากาศดีๆด้วยกัน เราว่ามันก็จะแฮปปี๊หน่อยๆ

Breakfast 

อาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ ตัวเลือกมีให้เลือกแบบกำลังดี ครบทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารตะวันตก เบเกอรี่ ผลไม้ สลัด น้ำผลไม้

และทางรีสอร์ทขอให้บริการแบบ New Normal คือพนักงานจะเป็นผู้คอยตักอาหารให้เราค่ะ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัส

อาหารเช้าอร่อยๆ กับบรรยากาศสวยๆจะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกกก

ทสรุป

 เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว ปลายทางที่เหมาะกับการหนีไปพักผ่อนในช่วงหน้าฝน การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ แต่ยังคงความสะดวกสบายอยู่ภายในรีสอร์ท ห้องพักแบบวิลล่าลอยน้ำ ที่ให้เราได้มีเวลาส่วนตัว พักใจ พักกาย นั่งมองน้ำ มองเขา และเฝ้าคอยหมอกได้ตลอดทั้งวัน

เราชอบ เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว เพราะที่พักเป็นแพลอยน้ำที่อยู่ในแม่น้ำแคว ภายในวิลล่ามาพร้อมกับห้องที่กว้าง สิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน พร้อมกับบรรยากาศสวยๆจากธรรมชาติ และหากเราหิวก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไรกิน เพราะเราสามารถสั่งอาหารให้มาส่งที่วิลล่าได้ หรือใครอยากจะไปนั่งชิวที่บริเวณห้องอาหารก็ทำได้ บ่ายๆอยากจะผ่อนคลายด้วยการนวด หรือสปา ที่นี่ก็มี ตกเย็นอยากจะเล่นน้ำให้ชุ่มฉ่ำก็ทำได้ หมดวันก็หลับไปกับธรรมชาติที่ล้อมรอบเราไว้ ตื่นเช้ามาจิบกาแฟ มองหมอกที่กำลังคลอเคลียเขา จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกนะ  

ดังนั้นหากใครกำลังมองหารีสอร์ทที่ให้ได้หนีเที่ยวในช่วงหน้าฝน รีสอร์ทที่ฝนไม่ทำให้เราหงุดหงิดใจ แต่กลับเพิ่มความโรแมนติกให้เราแทน เราว่า  เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว เป็นจุดหมายปลายทางที่คุณต้องไปสัมผัสสักครั้ง

The FloatHouse River Kwai

Address : 55 หมู่ 5 ตำบลวังกระแจ อำเภอไทรโยค กาญจนบุรี

Tel :0 84 725 8686

Facebookhttps://www.facebook.com/TheFloatHouse/

Web :www.thefloathouseriverkwai.com/th

IG : @thefloatHouseriverkwai

Unseen Songkhla | เขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

สงขลา ไม่ได้มีแค่เกาะยอ สมิหลา หรือ หาดใหญ่

ทริปนี้เราพาทุกคนลงใต้กันมาอีกครั้ง เราจะพาหนีเที่ยวเปิดโลกทัศน์ สัมผัสธรรมชาติแนวภูเขาที่แปลกตา เป็นอันซีนของจังหวัดสงขลาที่เราออกตัวเลยว่าห้ามพลาด

จุดหมายปลายทางในครั้งนี้ของเราอยู่ที่ เขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

เขาคูหา ภูเขาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในอดีตได้มีการสัมปทานระเบิดหิน (ตอนนี้หยุดไปแล้ว) ด้วยภูเขาสูงแต่ถูกระเบิดออกไปทำให้ที่นี่มีแลนด์สเคปที่แปลกตา

เขาคูหา ตั้งอยู่ที่ อำเภอ รัตภูมิ จังหวัด สงขลา ซึ่งห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่ ไม่เกิน 20 กิโล

วิธีการเดินทาง

ง่ายสุดก็คงเป็นการตั้ง GPS ” เขาคูหา” จากนั้นก็ขับตามไปได้เลยค่ะ ไม่มีหลง

แล้วเมื่อเข้ามาแล้วให้ขับขึ้นมาเรื่อยๆจนมาถึงลานจอดรถ โดยเราสามารถจอดรถไว้ตรงนั้นได้แล้วหลังจากนี้ต้องใช้กำลังขาสองขาของตัวเองพาไป

ช่วงเวลา

จริงๆเขาคูหา เราสามารถขึ้นไปได้ตลอด แต่อยากแนะนำให้มาช่วงตั้งแต่เช้ามืด ประมาณตี 5 – 8 โมงเช้า หรือเป็นช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดินไปเลย ไม่งั้นจะร้อนมากกกกกกกกกกกกกกกกกก เพราะบนเขาไม่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่เลย


การเดินเท้า

การจะขึ้นไปบนเขาคูหาได้นั้นเราต้องใช้สองขาของเราพาขึ้นไปนะคะ ระยะไม่ไกลมาก ไม่ได้ถึงกับยากลำบาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ในการเดินเท้า โดยเราจะขอแบ่งการอธิบายเอาไว้ 4 ช่วง

แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบ และเอาน้ำติดตัวไปด้วย

ช่วงที่ 1 : หลังจากจอดรถเสร็จก็จะเป็นทางขึ้นเดินไม่ยากค่ะ มีความชันเล็กน้อยพอเรียกเหงื่ออยู่หน่อยๆนะ

แต่วิวที่เราได้เจอแค่ช่วงแรกก็สวยมากแล้วนะ

ช่วงที่ 2 : ทางเดินช่วงนี้ไม่ได้ชันมาก และเดินไม่ยาก

เมื่อขึ้นมาแล้วเราจะได้เจอกับวิวแบบนี้

ช่วงที่ 3 : เราจะต้องไต่เขาขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ โดยขั้นนี้จะมีเชือกให้เราจับเพื่อไต่ขึ้นไปด้านบนนะคะ เป็นช่วงสั้นๆ ไม่ยากแต่แนะนำให้ใส่รองเท้าที่เกาะดีหน่อย

อย่าถามว่าเหนื่อยมั้ย

เพราะเหงื่อท่วมมมมมมมม

จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อยนะ แต่วิวที่เราได้เห็นมันคุ้มค่าาาาาา

จริงๆวิวที่ชั้นนี้ก็สวยมากแล้วนะคะ และถ้าถามเราว่าใช้ไหนสวยสุด เราก็คงตอบว่าชั้นนี้แหละสวยสุด

ช่วงที่ 4 : เป็นช่วงด้านบนสุด เราต้องไต่เชือกขึ้นไปอีกครั้ง ชั้นนี้ไม่ยากค่ะ เป็นช่วงสั้นๆ

และวิวด้านบนเราจะได้เห็นแบบ 360 องศาสวยมากเลยค่ะ

เราใช้เวลาอยู่บนเขานานจนได้เห็นหมอกที่ค่อยๆลอยมา

เป็นวิวที่แปลกตาที่เราจะได้เห็นในจังหวัดสงขลาและเป็นการตอกย้ำว่าที่นี่คืออันซีนที่เราควรมา

เราใช้เวลาถ่ายรูปอยู่บนเขานานพอสมควร นานพอให้เราได้มองวิวที่กว้างสุดลูกหูลูกตาของจังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง วิวตรงหน้าเราเป็นอันซีนที่เราอยากแนะนำให้คุณได้ลองไปสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าภูเขาสงขลาสวยไม่แพ้ที่ไหนเลย

หากครั้งหน้าคุณหนีเที่ยมาจังหวัดสงขลาอย่าลืมไปสัมผัสบรรยากาศตอนเช้าที่เขาคูหาให้ได้นะคะ

Day’s Cafe | คาเฟ่อบอุ่น ณ กาญจนบุรี

ถ้าใครสักคนมีเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันบ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าอยากได้ความอบอุ่นใจเรามักนึกถึงคนๆนั้น

และถ้าเปรียบคาเฟ่เป็นคนๆนั้น คาเฟ่แห่งนี้ก็คือคนที่อบอุ่นหัวใจของเราเมื่อไปกาญจนบุรี

Day’s Cafe

คาเฟ่สีขาวขนาดกลางที่ตั้งอยู่ริมถนนกาญจนบุรี -ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ด้วยตัวอาคารสีขาว กระจกบานโต และสีเขียวจากต้นไม้ ทำให้คาเฟ่แห่งนี้สะดุดตาไม่น้อยเลยค่ะ และมีความฟีลคล้ายคาเฟ่เกาหลีอยู่เหมือนกันนะ

เข้ามาด้านในเราจะได้เจอเคาน์เตอร์สำหรับสั่งเมนูต่างๆ ด้วยภายในร้านมีหน้าต่างที่เป็นกระจกใสบานใหญ่ ทำให้ภายในโล่ง โปร่ง และด้วยสีเขียวจากต้นไม้ต่างๆที่แอบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุม ทำให้ใครๆก็ตกหลุมรักที่นี่ตั้งแต่เปิดประตูเข้ามา

ส่วนตัวเราชอบมุมหน้าต่างข้างเคาน์เตอร์มาเลยล่ะ

และหันกลับมาเราก็จะได้เจอกับโต๊ะไม้ยาว มุมนี้เราสามารถนั่งทานเค้กอร่อยๆ พร้อมมองออกไปนอกหน้าต่าง เราว่าในวันที่ฝนตกมุมนี้ต้องสวยสุดๆเลยล่ะ

อีกมุมที่เราชอบมากก็คือด้านหลังร้าน สายแคคตัสต้องกรี๊ดดดด มีน้องเต็มไปหมดเลยยยยยยย บางต้นทางร้านก็ขายนะคะ ใครชอบอยากจะรับกลับบ้านก็สามารถทำได้ ใครที่แค่ชอบแต่เลี้ยงอะไรไม่รอด (แบบเรา) ก็ถ่ายรูปให้เต็มที่เลยจ้าาา

มาดูส่วนเมนูเครื่องดื่มกันบ้าง ทริปนี้เรามากันหลายคน สั่งกันหลายแก้วมาก

แต่สรุปง่ายๆว่า ที่นี่กาแฟดีมากทีเดียวค่ะ แต่ตัวเมนูที่เราอยากแนะนำคือ

  • นมชมพู : นมหอมๆ หวานกำลังดี
  • ชามะนาว : เป็นแก้วที่ทำให้เราสดชื่นได้ อร่อยเลยค่ะ
  • mixed honey soda : อันนี้เราชอบมากกก สดชื่นนนนน มาอีกรอบก็ต้องสั่งเลยนะ
  • อเมริกาโน่ : เราชอบกาแฟที่นี่ ดีงามมมมม
  • โกโก้ : โกโก้เข้มๆ อร่อยมากกกกกกก

เราชอบแก้วนี้มากกกกกกกก ถ่ายรูปสวยและสดชื่นนนน

เมนูเค้กที่เราชอบมาก

  • บราวนี่กล้วยตาก : ใครชอบบราวนี่ที่มีความเป็นไทยผสม แนะนำมากกก
  • โอริโอ้ช็อกโกแลตมูส : ดีมากกกกกกกกกกกก ดีมากกกกที่สุด ไม่ต้องบรรยากาศให้เยอะ

หากใครเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี หรือผ่านไปทางนั้น เราอยากแนะนำให้ลองแวะ Day’s Cafe แล้วคุณจะตกหลุมรักคาเฟ่อบอุ่นที่ดีต่อใจแห่งนี้แบบที่เราเป็น

Day’s Cafe

Address : Day’s cafe ตำบล แก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี
เทศบาลเมืองกาญจนบุรี 71000

Tel : 081 389 9980

Time :   เปิดบริการ : เวลา 7.00-17.00 น. ปิดทุกวันพฤหัสบดี

Facebook  https://www.facebook.com/Dayscafe323/

IG : @day.s.cafe

เที่ยว 2 สไตล์ในวันเดียว | อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน จ.พัทลุง

เชื่อว่าในเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาหลายๆคนน่าจะรู้จักจังหวัดพัทลุงมากขึ้นแล้ว

เราถึงแม้จะเป็นคนพัทลุง แต่ต้องสารภาพตามตรงว่ายังมีอีกหลายสถานที่ในจังหวัดพัทลุงที่ทำให้เราประหลาดใจและตกตะลึงกับความสวยงามได้อยู่เสมอ

ทริปนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยว Landscape แห่งหนึ่งของจังหวัดพัทลุงที่ความสวยงามของธรรมชาติสวยจนคุณต้องถามซ้ำว่าที่นี่คือพัทลุงจริงเหรอ

ทริปนี้ตามชื่อทริปเลยค่ะ เราจะพาทุกคนหนีเที่ยวแบบ 2 สไตล์ภายในวันเดียวที่ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง โดยเราจะแบ่งออกเป็น หนีเที่ยวสไตล์สายหวาน และ หนีเที่ยวสไตล์สายลุย แล้วกันเนอะ

อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน

อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน ตั้งอยู่ที่ บ้านโหล๊ะหาร หมู่ 7 ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน เป็นหนึ่งในโครงการที่ช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน และช่วยให้เกษตรกรมีน้ำพอเพียงในการเกษตร

หนีเที่ยวสไตล์สายหวาน

เที่ยวสไตล์แรกที่เราจะพาไปฟินกันเริ่มกันที่สายหวาน ใครที่เป็นสายนี้ต้องชอบแน่ๆ เพราะวิวของอ่างเก็บน้ำในวันที่ฟ้าเคลียร์ ช่างน่ากดชัตเตอร์รัวๆๆ เพราะวิวที่ได้เห็นสวยแบบลืมหายใจเลยล่ะ

การเดินทาง

วิธีที่ง่ายที่สุดของการเดินทางคือการปักหมุดใน GPS “อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน” แล้วขับรถตามมาเรื่อยๆ เราจะได้เจอกับทางเข้าของที่ทำการอ่างเก็บน้ำ จากนั้นให้เราขับรถเข้ามาภายในเลยค่ะ ตามเส้นทางหลักมาเรื่อยๆ เราจะได้เจอกับสันเขื่อน

วิวที่สวยจนต้องหยุดหายใจนั้นอยู่ฝั่งซ้าย

วิวภูเขาที่เป็นฉากหลังพร้อมกับผืนน้ำที่กว้างเวิ้งว้าง ยิ่งในวันที่ฟ้าสีฟ้่าเป็นวิวที่เราต้องบอกตัวเองเบาๆอีกครั้งว่า ตอนนี้เราอยู่จังหวัดพัทลุง ไม่ใช่ต่างประเทศ

จากสันเขื่อนให้ขับรถตรงมาด้านบนจากนั้นเลี้ยวซ้ายไปฝั่งที่มีสะพานเหล็กเล็กๆที่พอให้คนเดินสวนกันค่ะ เพราะตรงนั้นวิวสวยมากกกก

โดยเส้นทางตัวสะพานเป็นระยะที่เดินแบบไป-กลับ น่าจะประมาณ 2 กิโลเมตรเห็นจะได้ จะมีช่วงที่ต้องขึ้นบันไดหลายขั้นบ้าง ตัดเข้ายังในป่าบ้าง เป็นผู้หญิงคนเดียวไม่แนะนำนะคะ เพราะค่อนข้างเปลี่ยว และจะรกๆหน่อยอาจจะมีสัตว์มีพิษได้ค่ะ

ส่วนเรามากัน 4 คนเลยเดินแบบระวังๆกันไปเพื่อจะได้เก็บรูปมาฝากทุกคน

แม้ทางจะไกลและรกๆหน่อย แต่วิวที่ได้คือสวยมากกกกก

คุ้มค่ากับการเดินเลยค่ะ

รับรองว่าสายหวานที่แต่งตัวมาสวยๆต้องฟินแน่นอนนนน

หนีเที่ยวสไตล์สายลุย

หนีเที่ยวสไตล์ที่สองที่เราอยากจะพาไปสัมผัส เราขอเอาใจสายลุย สายธรรมชาติกันสักหน่อย เพราะเราจะพาเข้าป่าลัดเลาะไปตามหา Landscape ที่สวยจนต้องหยุดหายใจกัน(อีกสักครั้ง)

การเดินทาง

ความเดิมจากสายหวาน หลังจากที่เราปักหมุดมายัง “อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน” หากอยากเที่ยวแบบสายลุย เราจะไม่ขับเข้าตัวที่ทำการอ่างเก็บน้ำนะคะ แต่ให้ขับเลยไปฝั่งถนนลูกรังไปเรื่อยๆ โดยเส้นทางนั้นจะเป็นเส้นเรียบตัวอ่างน้ำธรรมชาติ (น่าจะเรียกแบบนั้นได้นะ)

โดยเราแนะนำให้เริ่มเที่ยวจากด้านในก่อน

เราแนะนำว่าให้ขับมาจนเกือบตีนเขาด้านใน ระยะทางน่าจะประมาณ 2-3 กิโลเมตร ใครใช้รถเล็กสามารถมาได้นะคะ แต่ต้องช้าๆหน่อย

เราขับรถมาจนถึงตีนเขาจุดสังเกตคือจะมีบ้านไม้แบบมีใต้ถุนอยู่ทางฝั่งซ้ายมือ และฝั่งขวามือจะคือธารน้ำตก โดยจะเป็นน้ำไหลมาจากเขา

บริเวณนี้เราสามารถลงมาเล่นน้ำได้นะคะ ธารน้ำจะต่อกับสวนของชาวบ้าน และหากขับรถเข้าไปในป่าต่อจากจุดนี้จะเป็นหมู่บ้านของซาไก ซึ่งวันนั้นเราไม่ได้เข้าไปค่ะ เพราะเกรงว่าจะไปรบกวนชาวซาไก (ระหว่างเราเล่นน้ำที่ธารน้ำตก ก็จะได้เจอชาวซาไกเป็นระยะๆ)

ธารน้ำตกขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ความสดชื่นของน้ำที่ไหลลงมาจากเขา และความเงียบของผู้คน ทำให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติแสนสงบนี้ได้แบบชัดเจน

เล่นน้ำกันพอชุ่มฉ่ำแล้ว เราขับรถย้อนกลับมาทางเดิมหลังจากนี้ให้ขับช้าๆหน่อยนะคะ เพราะแต่ละจุดที่เราลงไปถ่ายรูปนั้นอยู่ที่เราเลือกมุมเลยค่ะ ไม่ได้มีสัญลักษณ์อะไรให้สังเกตเป็นพิเศษมากนัก

จุดที่ 1 : ธารน้ำที่มีหินขนาดใหญ่ เป็นบริเวณที่ชาวบ้านเอาวัวมาเลี้ยง จุดนี้จะมีคอกวัวอยู่ในพุ่มไม้พอให้สังเกตได้

จุดนี้จะเป็นวิวธารน้ำขนาดใหญ่ มีหินก้อนใหญ่ที่ชะลอน้ำก่อนจะไหลสู่ปากอ่างน้ำ (ธรรมชาติ) แนะนำให้เดินลงมาตามทางเรื่อยๆ (ทางจะชันๆหน่อย)

แต่วิวที่ได้คือสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

สวยแบบโคตรคุ้มค่าาที่ดั้นด้นตามหาาาา

จุดที่ 2 : ทุ่งหญ้ากว้างริมธารน้ำ

จุดนี้จะเป็นวิวทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ริมธารน้ำ โดยทางลงให้สังเกตป้ายจุดเช็คอินคลองป่าบอน จะมีทางหลังใกล้ๆป้ายอยู่หลายทางเหมือนกันค่ะ

ทางลงค่อนข้างชันเหมือนเดิม ระยะทางเดินไกลพอสมควร แต่วิวสวยมากกกกกกและมากกกกกกกก

ตอนที่เราไปจุดบริเวณนี้ฝนกำลังตั้งเค้าพร้อมที่จะกระหน่ำลงมาแล้วล่ะ

จุดที่ 3 : จุดที่สามารตั้งแคมป์ได้

จุดนี้เป็นทำเลที่เหมาะกับการตั้งแคมป์เนื่องจากตัวพื้นค่อนข้างเรียบ มีทางลงสำหรับรถกระบะลงได้ และวิวดีมากกกก

แต่จุดนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปมาฝากนะคะ เนื่องจากตอนที่เราถึงบริเวณนี้ฝนตกหนักแล้ว แต่ยืนยันได้เพราะว่าบริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวมาตั้งแคมป์อยู่แล้ว

ส่วนก่อนกลับสายลุยก็ต้องไม่พลาดวนกลับเข้ามาภายในอ่างเก็บน้ำคลองป่าบอนนะคะ เพราะว่าวิวตรงถนนสันเขื่อนเป็นอีกจุดที่ถ่ายรูปสวยมากเลยละค่ะ

เราหวังว่ารีวิวนี้จะทำให้ใครสักคนอยากจะเก็บกระเป๋าแล้วหนีเที่ยวมายังพัทลุง

พัทลุงจังหวัดเงียบๆที่ไม่ควรเป็นทางผ่านกับใคร รอใหคุณออกค้นหาพัทลุงในแบบของคุณอยู่นะคะ

อีต่อง ปิล็อก จ.กาญจนบุรี | หนีเที่ยวมาสัมผัสอากาศเย็นที่หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา

ความสุขจากการเดินทางของคุณขึ้นอยู่กับอะไร

จุดหมายปลายทาง ระหว่างทาง หรือ เพื่อนร่วมทาง

ทริปนี้เราชวนเดอะแก๊ง ม.ปลาย ที่กำลังจะอายุแตะสามสิบกันแล้ว ออกเดินทางหนีเที่ยวกันค่ะ

ทริปนี้เรามีโจทย์ว่า “ฝนมา เราต้องไปป่า” เพราะเราอยากเจอหมอก อยากสัมผัสความชุ่มฉ่ำและป่านั้นต้องมีที่พักที่สบายกำลังดี ไม่ลำบาก อุปกรณ์ไม่ต้องเตรียมไปมาก และขับรถถึง

แม้ว่าจะเป็นโจทย์ที่มีเงื่อนไขเยอะแยะไปหมด แต่ในที่สุดเราก็หาปลายทางนั้นเจอ

“ปิล็อก”

การเดินทาง

เราออกเดินทางจากกรุงเทพกันตั้งแต่เช้าตรู่ ทริปนี้เราเดินทางด้วยรถจาก Huap Car มุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี

ระยะทาง 300 กว่ากิโลเมตร กับ 399 โค้ง เราขับรถตาม Google Maps กันมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่เส้นทางที่ป้ายบอกเราว่า เรากำลังเข้าสู่ถนนที่เดินทางไป ปิล็อก

ก่อนมาใครๆมักจะบอกเราว่า ถนนเส้นนี้ขรุขระและโค้งเยอะ แต่โชคดีที่ช่วงที่เราไปฝนน่าจะหยุดตกไปได้สักพัก ทำให้ทางไม่ได้เละมากนักและระยะทางที่ถนนขรุขระ เป็นแค่ระยะหนึ่งก่อนที่จะถึงตัวหมู่บ้าน ส่วนโค้งเราว่าที่นี่ไม่ได้โค้งเยอะขนาดชวนอ้วก หากใครผ่านปายมาแล้วรับรองแค่นี้จิ๊บๆ

ส่วนใครจะมาด้วยรถประจำทาง เขาจะมีบริการวันละ 1 เที่ยวนะคะ แต่รายละเอียดแนะนำว่าลองสอบถามจากที่พักที่เราจะเข้าพักก็ได้ค่ะ

ระหว่างทาง

เราขับรถกันไปเรื่อยๆ ตามทาง ไม่ต้องกลัวหลงเพราะเราจะได้เจอเพื่อนร่วมทางเป็นระยะๆ เมื่อใกล้จะถึงตัวหมู่บ้านเราจจะได้เจอจุดชมวิวที่หนึ่ง ก็ขอแวะยืดเส้นยืดสายกันหน่อย

จุดนี้วิวสวยดีนะคะ แต่ตอนเราไปถึงฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหมอก

ส่วนจุดที่สอง วิวไม่ได้สวยมากนัก แต่เป็นมุมที่เราจะได้เห็นป่าและขุนเขาแบบชัดๆ

ในที่สุดเราก็มาถึงหมู่บ้านอีต่อง ซึ่งช่วงที่เรามาเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ทำให้ภายในหมู่บ้านรถเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก และด้วยพวกเราเป็นสายแวะไปเรื่อยกว่าจะถึงตัวหมู่บ้านก็จะค่ำแล้ว

ความยากของการมาถึงเย็นไม่ใช่การขับรถยาก แต่คือการหาที่จอดรถยากกกก ใครที่มาช่วงวันหยุดแบบเราแนะนำว่าอย่าถึงเย็นเกินไป เพราะกว่าจะหาที่จอดรถได้ เล่นเอาเหงื่อตกเลยทีเดียว

ที่พัก

ที่พักในหมู่บ้านอีต่องมีเยอะมากกก สามารถเลือกหาเอาจากในเฟสบุ๊คได้ไม่ยากเลยค่ะ ส่วนเราพักที่บ้านทานตะวัน เป็นห้องแบบ 4 คน มีห้องน้ำในตัว ไม่มีระเบียง เพราะว่าห้องของเราไม่ได้ฝั่งที่เห็นคลอง แต่เป็นถนนจากฝั่งทางเข้าหมู่บ้าน

ห้องพักแบบ 4 คน ห้องน้ำในตัว ราคา 1800 บาท + เตียงเสริม 1 เตียง เพิ่มเงิน 300 บาท สรุปว่าห้องนี้เราจ่ายไป 2100 บาท สำหรับ 5 คน มีอาหารเช้ารวมอยู่ด้วย

และอย่างที่บอกว่าไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่มีทีวี ห้องสะอาดมากกก ถึงจะเล็กไปหน่อยสำหรับอยู่กัน 5 คน แต่เราว่าคุ้มค่า

ติดต่อสอบถามได้ที่นี่ : https://www.facebook.com/Baanthantawanhomestaypilok/

(จุดสังเกตบ้านทานตะวันอยู่ใกล้ๆกับตู้ไปรษณีในหมู่บ้านเลยนะคะ)

วิวจากหน้าต่างห้องของเรา ก็จะเห็นหมอกลอยอยู่ไกลๆ

แค่ในรูปยังรู้ว่าอากาศเย็น ถ้าได้มาสัมผัสจริงๆ ชาวนักหนีเที่ยวแบบเราต้องชอบแน่ๆค่ะ

หากใครอยากได้ห้องที่มีระเบียงแล้วมากันเยอะๆแบบเรา ส่วนใหญ่ห้องที่ใหญ่จะไม่มีระเบียงก็อย่าวอรี่ไปค่ะ เพราะว่าบ้านเกือบทุกหลังจะทำดาดฟ้าเอาไว้ เราขึ้นมาชมวิวจากดาดฟ้ากันก็ได้นะ

หมู่บ้านอีต่อง

หมู่บ้านอีต่อง ตั้งอยู่ชายแดนไทย-พม่า อดีตเคยเป็นเมืองที่มีเหมืองที่เคยรุ่งเรือง แต่ภายหลังที่เหมืองปิดตัวลง เหล่าชาวบ้านคนไทยและคนพม่า เลือกที่จะลงหลักปักฐานที่นี่ ทำให้เป็นหมู่บ้านที่มีเสน่ห์จนพวกเราต้องดั้นด้นมาหา

ภาพแรกที่เราได้เห็น หมอกกกกก หมอกกกกกกกก และหมอกกกกกกก ที่นี่มีหมอกปกคลุมอยู่ทั่วไปหมด เข้าใจแล้วว่าทำไมที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องปรับอากาศ

หลังจากจอดรถเสร็จเราเดินเข้ามาในหมู่บ้านเรื่อยๆ จะผ่านบ้านของชาวบ้านที่ปัจจุบันเกือบทั้งหมดถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นที่พัก ร้านค้า เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแบบเรา

บรรยากาศตอนเย็นในหมู่บ้านสบายๆดีนะคะ ถึงแม้เราจะมาช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะก็ตามเถอะ

ใครมาช่วงที่ผู้คนไม่เยอะ เราว่าต้องชิลมากแน่ๆเลย

เราแวะมาถ่ายรูปเล่นที่สะพาน มุมนี้มองเห็นตัวหมู่บ้านริมคลองได้ชัดเลยค่ะ

เดินชมบรรยากาศอยู่สักพัก เราก็เริ่มหิวกันแล้ว เลยแอบส่งทีมไปจองร้านอาหารไว้ก่อน เพราะว่าคนเยอะมากกกกก หากไม่มีเพื่อนแยกไปจองเห็นทีว่าคงต้องรอกันนานนนน

มื้อเย็นเราทานอาหารกันที่ ครัวเจ๊ณี

เราสั่งกัน 4 อย่างแต่ละอย่างจานใหญ่พอสมควรเลยค่ะ

รสชาติอร่อยยยยยยยยย แนะนำเลย อาหารทะเลสดด้วยนะ

มื้อนี้ค่าเสียหายทั้งหมด 640 บาทไม่แพงเลยค่ะ 5 คน ตกคนละ 100 กว่าๆ คุ้ม

กินอิ่มแล้วออกไปยืดเส้นยืดสายกันหน่อย

ภายในหมู่บ้านมีร้านค้าเยอะนะคะ ไม่ว่าจะร้านของฝาก ร้านขายของที่ระลึก ร้านของกิน ร้านโชว์ห่วย มีครบเลยละค่ะ

เดินวนรอบหมู่บ้านกันอีกสักรอบ

บรรยากาศภายในหมู่บ้าน ยิ่งค่ำ อากาศยิ่งเย็น ฟินนนนน

ที่หมู่บ้านมีกฎว่า หลัง 4 ทุ่ม ห้ามใช้เสียง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบทุกคนควรปฏิบัติตามกฎด้วยน้า

วันที่ 2

เช้านี้เราตื่นกันตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เพราะมีใครคนนึงมันดันตื่นแล้วก็ทำเสียงเอะอะ ทุกคนเลยตื่นตามกันมาหมด

ตื่นปุ้บก็คว้ากล้องขึ้นมาบนดาดฟ้าเลย ได้เห็นแสงพระอาทิตย์รำไร เป็นเช้าที่สดชื่นมากเลยค่ะ

7.00 น. เป็นเวลาที่พระบิณฑบาต

เรานัดกันว่า ใครจะตื่นตอนไหน จัดการธุระยังไง แต่ 7 โมงเช้าเราต้องลงมาใส่บาตร

เราลงมารอก่อนเวลานิดนึง ส่วนของใส่บาตรสามารถซื้อได้จากแถวนั้นได้เลยนะคะ ของเราซื้อที่ตั้งขายข้างบ้านทานตะวันเลย ราคา 50 บาท

การได้ตื่นเช้ามาในบรรยากาศสงบๆ อากาศเย็นๆ แล้วได้ใส่บาตร เรามั่นใจว่าเช้านั้นต้องเป็นเช้าที่ดีสำหรับทุกคน

ทำบุญ อิ่มใจกันไปแล้ว ถึงเวลาที่ท้องเราจะต้องอิ่มบ้างแล้วละค่ะ

บ้านพักของเรามีอาหารเช้าให้บริการด้วยนะคะ ก็จะเป็นโจ๊ก ไข่ต้ม และ ไอวันติน ไมโล กาแฟร้อน เลือกเอาตามที่ทุกคนสะดวกเลย

เป็นมื้อเช้าที่ง่ายๆแต่อร่อยมากเลยละค่ะ

บ้านทานตะวันของเราจะเป็นร้านอาหารเช้า เที่ยง เย็น คือทั้งวันอะแหละ แบบง่ายๆด้วยนะคะ มีไข่กระทะด้วยใครจะสั่งก็จัดไปได้เลยจ้า

เนินช้างศึก

เนินช้างศึกจุดชมวิวที่สวยทั้งตอนที่พระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก ให้เราซึมซับบรรยากาศขุนเขาแบบพาโนรามาของปิล็อก

เนินช้างศึกอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ทางเข้าจะอยู่ก่อนถึงตัวหมู่บ้านอีต่อง ถึงแม้ว่าระยะทางจะดูไม่ไกล แต่ทางค่อนข้างจะต้องใช้ความชำนาญในการขับรถหน่อย

หากใครที่เอารถแก๋ง รถคันเล็กมา ไม่แนะนำนะคะ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ไป เพราะเขามีรถคอยบริการเราอยู่ ราคาคนละ 50 บาท เราใช้เจ้าที่ติดกับที่พักเลยค่ะ จะมีป้ายติดอยู่ใกล้ๆกับตู้ไปรษณีย์ในหมู่บ้าน

ตอนเช้ารถเที่ยวแรกที่จะพาไปเนินช้างศึกเริ่มตอน 6 โมงเช้า หากใครจะไปเที่ยวแรกต้องจองไว้ตั้งแต่คืนวันที่ไปถึงเลยนะคะ เพราะเที่ยวแรกคนจะไปกันเยอะ

ส่วนเรากลัวคนเยอะเลยพยายามจัดเวลาให้แตกต่างกับคนอื่น เราจึงตกลงว่าจะไปเนินช้างศึกกันหลังทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย

มาถึงแล้วเนินช้างศึก สวยมากกกกกกกกก วิวสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกก

เราชอบการได้มองภูเขาสลับซับซ้อนพร้อมกับป่าสีเขียวๆแบบนี้ในหน้าฝนที่สุด

เป็นจุดชมวิวที่คุ้มค่ากับการเดินทางมามากกๆๆเลยค่ะ

เรามาถึงที่เนินช้างศึกน่าจะประมาณ 8 โมงครึ่ง ผู้คนไม่เยอะมาก บรรยากาศกำลังดี ฟ้าสว่างทำให้รูปเราสวยมากๆเลยค่ะ

อยากให้เห็นบรรยายกาศรวมๆบนเนินช้างศึก วิวสวยยยย

การมาเที่ยวกับเพื่อนเป็นแก๊งมันสนุกก็ตอนได้ถ่ายรูปหมู่นี่ละค่ะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็ยังเหมือนการจับปูใส่กระด้งอยู่ดี

เราชอบวิวตรงนี้มากกกกก มันทำให้เรารู้สึกคุ้มค่ากับการเดินทาง

ใครที่ได้มารอพระอาทิตย์ขึ้น หรือตกต้องฟินมากแน่ๆๆ

กลับมาจากเนินช้างศึก เราขอเดินเที่ยวในหมู่บ้านกันต่อ เพราะเมื่อวานพวกเรามาถึงกันก็จะค่ำแล้ว

ร้านเดียวในหมู่บ้านที่เราหมายตาเอาไว้ว่าก่อนกลับชั้นจะต้องได้กินกาแฟของ แดกมะคอฟฟี่

แดกมะ คอฟฟี่ เป็นร้านกาแฟที่เราสะดุดตาที่สุด บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่มันเป็นเสน่ห์ที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่าร้านนี้แหละที่เราอยากจะเข้า

ด้วยพวกเรามากันตอนที่ลูกค้าในร้านไม่เยอะ และการสั่งเครื่องดื่มกันคนละแก้วทำให้เราใช้เวลาที่ร้านได้นานหน่อย เลยได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่เจ้าของร้าน

ได้ความว่าพี่เขากลับบ้านมาเปิดร้านกาแฟสดเจ้าแรกๆในหมู่บ้าน ทำมานานแล้ว (จำปีไม่ได้อีกกก) และพี่เจ้าของร้านเป็นเด็กศิลปากร ด้วยนะ และที่สำคัญสุดเครื่องดื่มในร้านอร่อยยยยยย

ก่อนกลับเราขอเดินรอบหมู่บานกันอีกสักรอบ

ตอนนี้เวลาประมาณ 10 โมงกว่า หมู่บ้านเงียบกว่าเมื่อวานมาก เพราะนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มทยอยกลับลงกันไปบ้างแล้ว

เหมืองปิล็อค

ทางเข้าเหมืองเก่าอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าหมู่บ้านเลยค่ะ ระยะทางในเหมืองไม่มากนัก แต่ภายในมีความชุ่มฉ่ำเพราะมีน้ำตกอยู่ด้านท้ายเหมือง

ส่วนที่เราชอบสุดก็น่าจะเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ริมน้ำในเหมืองให้อารมณ์บ้านในชนบทของฝรั่งเศสดีทีเดียวค่ะ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำกันเมื่อมาเยือนหมู่บ้านอีต่อง นั่นก็คือการเขียนชื่อใส่แผ่นไม้แล้วผูกเอาไว้ที่สะพาน

เราไม่แน่ใจว่าการทำแบบนี้เราทำไปเพื่ออะไร แต่ที่รู้อย่างน้อยการที่เราซื้อแผ่นไม้มาเขียนชื่อ ก็ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ ส่วนนักท่องเที่ยวแบบเราก็ได้ความทรงจำเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง

ก่อนกลับเราขอมาถ่ายรูปหมู่ของตัวอาคารที่วางเรียงรายอยู่ริมน้ำอีกครั้ง

ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่มีเสน่ห์มากๆๆ ความสงบ ความเรียบง่าย และธรรมชาติ ดึงดูดให้ผู้คนต่างๆเดินทางเพื่อมาสัมผัสให้ได้ และพวกเราก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น

ช่วงที่เราไปเป็นช่วงหลังปลดล็อคดาวน์ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยังไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไป เราเลยได้ไปแค่ตัวหมู่บ้านและเนินช้างศึกเท่านั้น

แต่แค่สองแห่งนี้ก็ทำให้เราหลงรักปิล็อกมากแล้วละค่ะ

หมู่บ้านอีต่อง ปิล็อก ปลายทางที่มีเสน่ห์มากๆ ที่นี่ธรรมชาติยังสวยงาม ไม่ว่าการได้ยืนมองสีเขียวของป่าและขุนเขาที่เนินช้างศึก หรือการได้นั่งมองผู้คนในหมู่บ้านเล็กๆอย่างอีต่อง ก็ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ใครต่อใครได้มาสัมผัส

หากใครสักคนที่อยากหนีชีวิตวุ่นวาย ออกเดินทางไปหาธรรมชาติ และความเรียบง่ายของการใช้ชีวิต เราว่าหมู่บ้านอีต่อง ปิล็อกเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่คุณควรไปสัมผัสให้ได้เลยล่ะ

ส่วนเราแค่การได้หนีเที่ยว ได้ออกไปเจออะไรใหม่ แค่นี้ก็เป็นการเติมไฟฝันและแรงให้เรากลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้มากขึ้นแล้วละค่ะ

สรุปค่าใช้จ่าย

  • รถเช่า + น้ำมัน ของ Haup Car = 4200 หาร 5 ตกคนละ 840 บาท
  • ค่าที่พัก 1800 + เตียงเสริม 300 = 2100 หาร 5 ตกคนละ 420 บาท
  • ค่ารถไปเนินช้างศึก 50 บาท
  • ค่าของตักบาตร 50 บาท
  • ค่ากินตลอดทริป คนละ 600บาท

รวม 1960 บาท

Veldent ยาสีฟัน 5 รสชาติเพื่อการดูแลช่องปากที่ครอบคลุม

เคยมั้ยที่อยากหนีเที่ยวไปนอนค้างคืนกับเพื่อน ไปเที่ยวทริปสนุกๆด้วยกัน แต่ต้องเบรกเพราะไม่มั่นใจในกลิ่นปากของตัวเองว่าตลอดวันตลอดคืนที่เราต้องอยู่ด้วยกันนั้นจะเป็นไง

ปัญหานี้จะหมดไป (อ่านเสียงทีวีไดเร็ค) เพราะวันนี้เรามียาสีฟัน Veldent ยาสีฟันวิตามินที่จะช่วยดูแลช่องปากเราแบบครบสูตรมานำเสนอ

Veldent

เวลเดนท์ ยาสีฟัน..บำรุงช่องปาก

ยาสีฟันแนวคิดใหม่…ที่สุดของดีไชน์และนวัตกรรมยาสีฟันบำรุงสุขภาพช่องปากและฟันด้วยเทคโนโลยี DentaminTM Complete Care รวม 7 คุณค่าวิตามินและสารอาหารสูตรพรีเมียมไว้ในหนึ่งเดียวให้คุณสัมผัสประสบการณ์การใหม่ของการแปรงฟันกับ 5 สูตร 5 สไตล์ 5 คุณประโยชน์ที่ปลุกต่อมอารมณ์ของคุณในทุกการเริ่มต้นของแต่ละวัน

ยาสีฟัน Veldent จะมีด้วยกัน 5 สูตร

  • สีเขียว Nature Boost : สูตรบูสสุขภาพช่องปาก จากพลังธรรมชาติ
  • สีขาว Amazing Bright : สูตรฟันขาวไบรท์ ไม่ทำร้ายเคลือบฟัน
  • สีเหลือง Extreme Awake : สูตรสดชื่น ลืมง่วง
  • สีชมพู Sensitive Care : สูตรลดเสียวฟัน พร้อมการบำรุงเหงือก
  • สีฟ้า Chill Fresh : สูตรสดชื่น ชิลล์นาน ช่วยลดแบคทีเรีย 

สีเขียว Nature Boost สูตรบูสสุขภาพช่องปาก จากพลังธรรมชาติ

คุณสมบัติ

“รวม 3 พลังต่อต้านอนุมูลอิสระพร้อมดูแลรักษาแผลร้อนใน”

ยาสีฟันบำรุงสุขภาพช่องปากและฟันด้วยเทคโนโยี DentaminTM Complete Care รวม 7 คุณค่าวิตามินและสารอาหารสูตรพรีเมียมตรงเข้าช่วยบำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง

7 คุณค่าวิตามินและสารอาหารสูตร Nature Boost

  •  ช่วยลดการระคายเคืองของในช่องปาก
  • ช่วยสร้างความสมดุลให้กับช่องปากและฟัน
  •  ช่วยบำรุงเคลือบฟัน
  •  ป้องกันฟันผุ
  •  ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก

สูตรนี้เหมาะกับสายไหน

Nature Boost ยาสีฟันหลอดสีเขียวสดใส หอมกลิ่นโอเรียทอล มิ้นท์ ด้วยพลังของตัวสมุนไพรที่อยู่ในยาสีฟันสูตรนี้จะช่วยให้สายกิน โดยเฉพาะใครที่ชอบทานอาหารร้อนๆ เพราะจะช่วยดูแลแผลร้อนในในช่องปาก

คราวนี้จะให้ชิมอาหารมากแค่ไหน ตะลุยกินสุดๆยังไง พวกเราก็ไม่มีหวั่น

สีขาว Amazing Bright สูตรฟันขาวไบรท์ ไม่ทำร้ายเคลือบฟัน

คุณสมบัติ

“ฟันขาวไบรท์อย่างไร้กังวลแบบไม่ทำร้ายเคลือบฟัน”

ยาสีฟันบำรุงสุขภาพช่องปากและฟันด้วยเทคโนโยี DentaminTM Complete Care รวม 7 คุณค่าวิตามินและสารอาหารสูตรพรีเมียมตรงเข้าช่วยบำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง

7 คุณค่าวิตามินและสารอาหารสูตร Amazing Bright

  •  ช่วยให้ฟันขาวไบนท์ พร้อมบำรุงเคลือบฟัน
  •  ทำความสะอาดคราบและสิ่งสกปรกอย่างล้ำลึก
  •  ช่วยลดอาการเสียวฟันจากอาหารและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด
  •  ลมหายใจหอมสดชื่นนานตลอดวัน
  •  บำรุงเหงือกให้แข็งแรง
  •  ป้องกันฟันผุ
  •  ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก

สูตรนี้เหมาะกับสายไหน

Amazing Bright ยาสีฟันหลอดสีขาว หอมกลิ่นสปาร์คกิ้ง มิ้นท์ ด้วยวิตามินที่มีอยู่ในยาสีฟันตัวนี้จะช่วยให้สายไอจี สายคาเฟ่ จิบกาแฟ ทานขนมอร่อยๆ ได้แบบมั่นใจตลอดวัน เพราะว่าการมีฟันขาวทำให้สาวๆแบบเรามั่นใจในการยิ้มที่สุด แถมยังช่วยลดอาการเสียวฟันจากอาหารและเครื่องดื่มอีกด้วย

คราวนี้สายไอจี สายคาเฟ่ จะมีรูปยิ้มสวยๆไว้อัพกันอีกเพียบ

สีเหลือง Extreme Awake : สูตรสดชื่น ลืมง่วง

คุณสมบัติ

“ลมหายใจหอมสดชื่นยาวนานตลอกวันพร้อมรสชาติเย็นจัดจ้าน…ถึงใจ”

ยาสีฟันบำรุงสุขภาพช่องปากและฟันด้วยเทคโนโยี DentaminTM Complete Care รวม 7 คุณค่าวิตามินและสารอาหารสูตรพรีเมียมตรงเข้าช่วยบำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง

7 คุณค่าวิตามินและสารอาหารสูตร Extreme Awake 

  • ช่วยดักจับกลิ่น ลมหายใจหอมสดชื่นตลอดวัน
  •  ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย
  •  ลดการเกิดคราบหินปูน
  •  บำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง
  •  ช่วยบำรุงเคลือบฟัน
  •  ป้องกันฟันผุ
  •  ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก

สูตรนี้เหมาะกับสายไหน

Extreme Awake  ยาสีฟันหลอดสีเหลืองสดใส หอมกลิ่นร็อค มิ้นท์ ด้วยวิตามินที่มีอยู่ในยาสีฟันตัวนี้จะช่วยให้สายแคมป์ สายหนีเที่ยวค้างแรม มั่นใจกับการตื่นมา สนุกกับกิจกรรม พร้อมเพื่อน หรือคนแปลกหน้าได้ทั้งวัน เพราะตัวนี้จะช่วยให้เรามีกลิ่นปากที่หอมสดชื่น แปรงตอนเช้าจะรู้สึกตื่นจนลืมความง่วงไปได้เลย

คราวนี้สายแคมป์ สายหนีเที่ยวค้างแรม ก็ไม่ต้องปฏิเสธเมื่ออยากหนีเที่ยวแล้วละค่ะ