“นั่งรถไฟ” วนรอบ “ย่างกุ้ง” ตามดูวิถีชีวิตชาวเมียนมา

“ไปนั่งรถไฟวนรอบย่างกุ้งดูวิถีชีวิตของคนพม่ากัน”

ทริปนี้ลิเดียเดินทางไปพม่าโดยจองตั๋วผ่านแอพลิเคชั่นของ Traveloka เพราะตอนนี้เช็คอินออนไลน์ผ่านทางแอพลิเคชั่นของ Traveloka เปิดให้บริการแล้ว โดยที่เราไม่ต้องเข้าหน้าเว็บของสายการบิน เราสามารถเช็คอินออนไลน์กับ Traveloka ก่อนเดินทางทำทุกอย่างจบครบในแอพลิเคชั่นเดียวเลยนะ ช่วยให้เราได้มีเวลาเหลือไว้ได้เดินเล่น ถ่ายรูปเล่นอีกเยอะเลย

สำหรับใครที่อยากจะจองตั๋วไปพม่าแบบเราสามารถจิ้มไปที่ :  https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-myanmar

วิธีการเช็คอินออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่น Traveloka

  1. เข้าหน้าการจองเพื่อเปิดตั๋วอิเล็กทรอนิกส์
  2. กดเช็คอินออนไลน์
  3. กรอกรายละเอียดในการเช็คอินออนไลน์
  4. เช็คอินออนไลน์สำเร็จ
  5. รับบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง

แค่ 5 นาที เราก็มีเวลาเหลืออีกเยอะเลย ช่วยให้การเดินทางของเราง่ายกว่าที่คิด หรือสามารถศึกษาวิธีการเช็คอินออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่นของ Traveloka ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ได้ : https://www.traveloka.com/th-th/checkin 

ไปย่างกุ้งหลายคนรู้แค่ว่าต้องไปไหว้พระ แต่รีวิวนี้เราอยากเอาอีกหนึ่งกิจกรรมสนุกๆที่ย่างกุ้งมาบอก ใครชอบดูวิถีชีวิตของผู้คนแนะนำว่าต้องไป !!

การเดินทางครั้งนี้เป็นทริปเมื่อตอนที่เราเดินทางไปย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงของประเทศพม่า และแน่นอนว่ากิจกรรมที่ใครๆก็ต้องทำเมื่อไปย่างกุ้ง คือการไหว้พระขอพร แต่ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราอยากจะชวนให้ลองไปทำ เมื่อคุณมาย่างกุ้ง

รีวิวนี้เราจะชวนทุกคนไปนั่งรถไฟวนรอบย่างกุ้งกันค่ะ กิจกรรมนี้มีค่าเสียหายแค่ 5 บาท !!

Circular Train รถไฟขบวนนี้จะวิ่งเป็นวงกลม ใช้เวลาประมาณ รอบละ 3 ชั่วโมง เราแนะนำให้นั่งช่วงเช้า เพราะว่านักท่องเที่ยวจะน้อย ขบวนที่เราไปมีแค่เราที่เป็นนักท่องเที่ยวเลยล่ะ

วิธีการเดินทาง

  • ใครจะนั่งรถไฟขบวนนี้ให้มาเริ่มต้นที่สถานี Yangon Central Station 

ปล. วิธีเดินทางในย่างกุ้งของเราในทริปนี้ เราใช้ Taxi Grab นะคะ

  • วิธีการซื้อตั๋วก็แค่ไปซื้อที่ตู้ขายตั๋วที่อยู่ติดชานชาลาเลย บอกเจ้าหน้าที่ว่า Circular train เจ้าหน้าที่จะเดินเที่ยวเร็วสุดพร้อมกับแจ้งเวลาให้เรา ราคาตั๋วอยู่ที่ 200 จ๊าด หรือประมาณ 5 บาทเอง ถูกมากกก
  • เมื่อซื้อตั๋วแล้ว อย่าลืมถามเจ้าหน้าที่นะคะว่าเราต้องขึ้นรถไฟที่ชานชาลาไหน และเพื่อความชัวร์ก็ยื่นตั๋วให้คนที่ขบวนนั้นช่วยดูก็ได้ คนพม่าน่ารักนะ

รถไฟของพม่าจะซื้อรถไฟมาจากญี่ปุ่น ดังนั้นบางขบวนเราจะได้เห็น JR ที่แปะอยู่ข้างรถแบบเดียวกับญี่ปุ่นเลย

เราไปก่อนเวลาค่อนข้างเยอะ เลยได้นั่งดูผู้คนที่ชานชลาก็สนุกไปอีกแบบ อีกอย่างคนพม่าเฟรนลี่นะคะ หันมาให้เราถ่ายรูปตลอดเลย

ภายในขบวนรถจะมีที่นั่งทั้งแบบรถไฟชั้น 3 บ้านเราและมีแบบเก้าอี้นั่งแบบสองฝั่งหันหน้าเข้าหากัน และขบวนที่เรานั่งอยู่ใหญ่คือคนท้องถิ่น ใครชอบดูผู้คน วิถีชีวิต ต้องชอบแน่ๆค่ะ

ตลอดเวลาที่เรานั่งรถไฟเราเจอคนพม่าส่งยิ้มแบบเป็นมิตรมาให้ตลอดเลย

ตลอดเส้นทางจะมีพ่อค้าแม่ค้าขายของตลอด ตั้งแต่ขนม ผลไม้ ยันเครื่องปรุงที่ใช้ในครัวเลยทีเดียว หรือรวมถึงอาหารบางอย่างที่จะต้องมีการปรุง ก็จะทำกันตรงนั้นเลย

สถานี Danyin Gone ถือเป็นไฮไลท์ของเส้นทางรถไฟสายนี้เลย เพราะสถานีนี้คือ ตลาดสดที่คึกคักมากกก ที่นี่เป็นเหมือนตลาดค้าส่งสินค้าทางการเกษตร เมื่อรถไฟจอดที่สถานีแห่งนี้เราจะได้เจอพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อผักเพื่อนำไปขาย รถไฟทั้งขบวนจะแน่นขึ้นมาทันทีเลย

รถไฟขบวนนี้ใช้เวลาถือว่าค่อนข้างนานเลย บางส่วนก็ไม่มีอะไรให้ดูเลย จนง่วง แต่รวมๆเราถือว่าสนุก เพราะเห็นวิถีชีวิตของคนพม่า ได้เห็นว่าพม่าในยุค 4G ก็ไม่ต่างกับชาติอื่นเลย ทุกคนใช้เวลาไปกับการก้มหน้ามองจอ

สำหรับเราการได้นั่งรถไฟขบวนนี้ช่วยเปิดโลกและแก้ความรู้สึกของเราเกี่ยวกับคนพม่าได้มากทีเดียว เพราะจริงๆแล้วคนพม่าเฟรนลี่กว่าที่คิด และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมากเลยทีเดียวค่ะ

ใครมีโอกาสเดินทางมาย่างกุ้ง และมีเวลาเหลือเราแนะนำว่าให้ลองมานั่งรถไฟขบวนนี้ดูสักครั้ง แล้วความรู้สึกที่คุณมีต่อคนพม่าจะเปลี่ยนไป

Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin

2019 กำลังจะผ่านไป

2020 กำลังจะเข้ามา

ปีนี้เป็นปีที่เราใช้ทั้งร่างกาย สมอง และ ความฝัน จนใช้คำว่า “หมดแรง” ได้เลยนะ ทริปนี้เราเลยมองหาสถานที่ที่จะสามารถเยียวยาเราได้ ช่วยให้เราได้พักร่าง เติมแรงฝันขึ้นมาให้เต็มใจอีกครั้ง

การเดินทางครั้งนี้บันทึกนักหนีเที่ยว ก็ยังเป็นมนุษย์เวลาน้อยเช่นเดิม สถานที่ที่เราเลือกก็คือ “หัวหิน” ปลายทางที่เราขับรถจากกรุงเทพ แค่ประมาณ 2-3 ชม. ก็ถึงแล้ว และโรงแรมที่เป็นจุดหมายในการไปฟื้นร่างของเราคือ “Movenpick Asara Resort & Spa Hua Hin”

Movenpick Asara Resort & Spa Hua Hin

โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน โรงแรมระดับ 5 ดาว บนพื้นที่กว่า 22 ไร่ โดยห้องพักของโรงแรมแห่งนี้ประกอบด้วยห้องพักแบบสวีทและวิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ที่สำคัญเราว่าโรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรม 5 ดาวที่มีความหรูหรา เป็นปลายทางที่ให้เราได้ผ่อนคลาย โดยที่เราสามารถเข้าถึงได้ง่าย ด้วยราคาของห้องพักเริ่มต้น 6000 + – (ราคาขึ้นอยู่กับช่วงที่เราเข้าพัก)

Location

โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน ตั้งอยู่หัวหิน ซอย 5 ซึ่งตัวโรงแรมตั้งอยู่ริมทะเลอันสงบเงียบ เมื่อเข้ามาภายในโรงแรมแล้วเหมือนเราเข้าสู่อาณาจักรแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

Lobby

เมื่อเข้ามาภายในโรงแรมแล้ว สิ่งแรกที่เราจะได้เจอก็คืออาคารล็อบบี้ ที่ออกแบบมาให้มีความสูงโปร่ง รับลมจากธรรมชาติ อาคารออกแบบนำเสนอความเป็นไทยร่วมสมัยอันเรียบหรู

ส่วนการเช็คอินนั้นใช้เวลาไม่นานค่ะ ระหว่างรอก็จะมี Welcome Sorbet อร่อยๆ มาให้เราได้ทานด้วยนะ

ตัวอาคาร Lobby ไม่ได้มีแค่ส่วนที่เราใช้เช็คอิน-เช็คเอาท์เท่านั้นนะ เพราะเดินทางมาด้านล่างในตัวอาคารเดียวกัน ก็จะมีพื้นที่ให้เราได้พักผ่อน ผ่อนคลายกับแมกไม้ที่ลายล้อมอยู่รอบโรงแรม ตั้งแต่ยังไม่ถึงห้องพักเลยค่ะ

บริเวณภายในโรงแรม

ภายในโรงแรมรายล้อมไปด้วยสวนเขียวชอุ่มของแมกไม้เมืองร้อน ด้วยเอกลักษณ์ของตัวอาคารที่ทอดยาวไปสู่ผืนทะเลอ่าวไทย ทำให้เราสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสายลม และสีเขียวจากธรรมชาติ

Private Pool Villa

โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน มีห้องพักทั้งหมดจะแบ่งออกได้ 2 ปรเภทใหญ่ๆคือ Suites และ Villa สามารถดูรายละเอียดห้องเพิ่มได้ที่ : www.movenpick.com/hua-hin

โดยทริปนี้เราเข้าพักห้องแบบ Private Pool Villa นะคะ โดยห้องที่เราพักคือห้อง 121 โดยวิลล่าแต่ละหลังได้รับการออกแบบมาให้มีความเป็นส่วนตัวสูง เหมือนเราพักในบ้านตากอากาศมากกว่าโรงแรม

ห้องที่เราพักเป็นพลูวิลล่าที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 150 ตร.ม. เลยนะ โดยภายในห้องจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ก็คือตัวอาคารของวิลล่า และสวนของวิลล่าที่มีสระว่ายน้ำขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กเกินไป แต่ถือว่าใหญ่มากพอให้เราได้ใช้เวลาทั้งวันไปในห้องพักแสนจะสงบและสวยงามแบบนี้

มาดูส่วนของในตัววิลล่ากันค่ะ

เข้ามาแล้วเราจะได้เจอกับห้องรับแขกขนาดกว้างขว้าง ภายในมี TV และ มินิบาร์ที่มีเครื่องดื่มให้บริการอยู่ (เครื่องดื่มบางส่วนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะคะ) ส่วนการตกแต่งภายในห้องนั้นใช้กระจกรอบด้านให้ความรู้สึกโปร่งสบาย เมื่อเราเปิดม่านออกไปชมบรรยากาศภายในวิลล่า

ส่วนของห้องนอน จะมีเตียงขนาด 6 ฟุตอยู่กลางห้อง ด้านขวาของเตียงคือโต๊ะเครื่องแป้ง ส่วนด้านซ้ายคือ เก้าอี้โซฟาให้เราได้พักมองวิวจากสระส่วนตัวอีกด้วยนะคะ ปลายเตียงจะมาพร้อม TV อีกเครื่อง ส่วนการตกแต่งออกแบบก็ยังคงใช้กระจกรอบด้าน เพื่อให้เราได้ผ่อนคลายกับวิวภายในวิลล่า

มาดูส่วนของห้องน้ำกันค่ะ ห้องน้ำกว้างมากกกก กว้างขนาดเล่นตระกร้อได้เลยละมั้ง

โซนห้องน้ำจะเป็นโซนย่อยๆแยกเป็นสัดส่วนอย่างจัดเจน โดยเริ่มตั้งแต่บริเวณตู้เสื้อผ้า ช่องเก็บสัมภาระของเรา และสิ่งที่เราชอบมากอีกอย่างคือมีเตารีดและที่รองรีดไว้ให้ด้วย ส่วนต่อมาฝั่งตรงข้ามคืออ่างล้างหน้าที่มีกระจกบานใหญ่มากกกก

และจุดโฟกัสสายตาก็คืออ่างอาบน้ำ ด้านข้างคือห้องส้วมและห้องอาบน้ำแบบอินดอร์

ยังไม่พอนะคะ เพราะว่าภายในห้องแบบพูล วิลล่าที่เราพักนั้น ยังมีส่วนอาบน้ำแบบเอาท์ดอร์ด้วยนะคะ ให้เราได้อาบน้ำไป รับอากาศสดชื่นด้านนอกไป

ความสุขแบบส่วนตัว

Private Pool Villa ห้องพักที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก จะเรียกว่าห้องพักก็ดูไม่เหมาะเท่าไหร่ ขอเรียกว่ามันคือวิลล่าที่เปรียบเสมือนบ้านตากอากาศ ให้เราได้ผ่อนคลาย พักผ่อน หย่อนใจในพื้นที่ส่วนตัวที่แสนจะชิลลลลล

การเลือกห้องพักแบบพูลวิลล่า สำหรับเรามันคือการเลือกความสุขให้ตัวเอง เพราะเราจะว่ายน้ำตอนไหนก็ได้ หรืออีกคนจะนอนเล่น อีกคนจะว่ายน้ำก็ได้ เราสามารถใช้เวลาพักผ่อนของเราได้คุ้มค่าที่สุด มันคือความสุขง่ายๆที่เราสามารถให้ตัวเราเองได้ในพื้นที่แห่งนี้

ส่วนใครเลือกพักห้องแบบพูลวิลล่าแบบเรา แนะนำว่าให้เอาสบู่สำหรับตีฟองมาด้วยนะ รับรองว่าจะทำให้ช่วงเวลาแห่งความสุขของเรายืดยาวขึ้นอีกเยอะเชียว หรือเราจะแช่น้ำไป คุณผู้ชายจะอาบน้ำด้านนอกไปก็ได้น้าาาาา

ส่วนก่อนนอนทางที่พักจะมาจัดเตียงให้อีกครั้ง พร้อมกับวางช็อกโกแลตเล็กๆจากเมอวินพิก ไว้ให้ช่วยให้เราหลับฝันดี

นี่แหละเนอะที่เราบอกว่ามันคือความสุขแบบส่วนตัวที่เมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน

Chocolates Hours 

เมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน แห่งนี้จะมีชั่วโมงช็อกโกแลตทุกวัน เวลา 15.00 – 16.00 น. เป็นชั่วโมงแห่งความสุขสำหรับคนรักช็อกโกแลตแบบเราเลยนะ

เมนูช็อกโกแลตในแต่ละวันจะไม่เหมือนกันและที่สำคัญบริการนี้เป็นบริการที่ทางโรงแรมจัดให้แขกที่เข้าพักฟรีทุกวัน !!!

Ocean Bar

ช่วงเย็นๆ เราแนะนำว่าให้มานั่งกินลมชมวิวที่ Ocean Bar บาร์ริมทะเลที่หลังพระอาทิตย์ตกดินแล้ว จะเป็นช่วงเวลาที่โรแมนติกที่สุดเลย ตรงนี้ถือเป็นมุม Signature ของ เมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน เลยก็ว่าได้นะคะ เพราะมีเจ้าเก้าอี้กลม ขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ริมทะเล ให้เราได้นั่งเล่น จิบคอทเทลดีๆ ฟินที่สุดดดดดดดดดดด

แถมยังมีดนตรีสดทุกวัน พฤหัส-อาทิตย์ และที่สำคัญยังมีเมนู Happy Hours 1 แถม 1 ด้วยนะ

ห้องอาหารภายในโรงแรม

ภายในโรงแรมแห่งนี้ มีห้องอาหาร 2 ห้องให้เราได้เลือกไปทานอาหารอร่อยได้แบบ 2 บรรยากาศ

BAANDAM (บ้านดำ)

ร้านอาหารที่บริการอาหารไทยและซีฟู๊ด ตัวบริเวณห้องอาหารอยู่ริมทะเลภายในบริเวณของโรงแรม โดยตัวอาคารหลักจะเป็นเรือนไทยหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้กับบริเวณสนามหญ้าริมทะเล

บ้านดำถือเป็นห้องอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่อยากทานอาหารอร่อย ริมทะเล รับอากาศบริสุทธ์จากบริเวณริมทะเล ให้ลมได้ปะทะหน้าชิลๆในเวลาช่วงเย็นของวัน

แต่เราไปทานอาหารที่บ้านดำในช่วงมื้อค่ำของวัน เลยอดถ่ายรูปตอนทานอาหารชิลๆริมทะเลมาฝากเลย แต่อยากจะบอกว่าใครที่มาเลือกทานอาหารตั้งแต่ตอนเย็นแบบเรา นอกจากเราจะได้อาหารอร่อยแล้ว เรายังจะได้ฟังเพลงเพราะๆที่ร้องสดอีกด้วยนะ (จะไม่มีดนตรีสดในวันจันทร์นะคะ)

อยากจะบอกว่ามาทานตอนค่ำแบบเราก็ได้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบนะคะ

เมนูที่เราทานเป็นอาหารไทยและซีฟู๊ด

  • หอยนางรมทรงเครื่อง : ใครชอบหอยนางรมแบบเรา แนะนำว่าต้องสั่ง !! เด็ดดด สด ดีงามมม
  • แกงปูใบชะพลู : อีกหนึ่งเมนูโปรดของเรา เนื้อปูสดๆ กับแกงรสชาติเข้มข้น อร่อย
  • กุ้งผัดพริกเกลือ : กุ้งตัวใหญ่ๆ เนื้อแน่นๆๆ อร่อยมากกก
  • ลาบปลากะพงทอด : คือออ อร่อยมากกกก ลาบมาพร้อมกับข้าวเหนียว จานนี้เราทานคนเดียวหมดด
  • ต้มยำปลาน้ำข้น : ต้มยำรสแซ่บบบบ เนื้อปลาสดๆๆ ดีงามมม
  • น้ำพริกไข่ปู : เมนูน้ำพริกแซ่บๆ ที่มาพร้อมกับผักสดแบบจัดเต็ม
  • กล้วยทอดไอศกรีม : เมนูของหวานที่อร่อยสุดดด ต้องสั่งเลยนะ แนะนำ

ทุกอย่างคือสด อร่อยมากกกกกกกกก ควรค่าแก่การมาลิ้มลองมากเลยนะคะ และต้องขออภัยหากรูปอาหารจะมีความเบลอ เพราะทางเราหิวมากกกกกก 555555

ห้องอาหาร ก้ามปู (Kampu)

ส่วนห้องอาหารอีกหนึ่งห้องคือห้องอาหารก้ามปู ห้องอาหารที่ตั้งชื่อตามต้นก้ามปูใหญ่ ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าห้องอาหาร ห้องอาหารก้ามปูคือว่าเป็นห้องอาหารหลักของโรงแรม เพราะบริการแบบ All Day Dinning มีอาหารฝรั่งเศส และอาหารไทยดั้งเดิมให้เราได้เลือกทาน

ห้องอาหารก้ามปู มีอาคารหลักอยู่บริเวณใกล้กับสระน้ำส่วนกลาง ทำให้วิวที่เราจะได้เห็นเมื่อนั่งทานอาหารที่นี่นั้น คือภาพสีฟ้าจากสระว่ายน้ำส่วนกลางขนาดใหญ่ และวิวหาดส่วนตัวของโรงแรม

ส่วนเรานั้นขอลองทานอาหารฝรั่งเศสแล้วกันเนอะ เพราะมีแต่คนบอกว่าอาหารฝรั่งเศสที่นี่เด็ด มาแล้วต้องลองง จัดไปเลยจ้าาาา

  • ขนมปังเป็น Appetizer
  • Homemade Angel Hair Pasta with Chill-garlic crab : เป็นเมนูที่เราชอบมากก เนื้อปูแน่นๆ กับเส้นพาสต้า คือดีงามมม
  • Hua Hin Seabass Fillet : เมนูสำหรับคนชอบปลา อร่อยเลยค่ะ
  • Beef Tartare : เมนูนี้ถือเป็น Singnature Dish เลยนะ ใครชอบเนื้อต้องลองนะ เด็ด!
  • Prawn Gazpacho : ซุปซอสมะเขือเทศกุ้ง ดีงามมม

เมนูของหวาน

  • Avocado & Lemon Cheese Cake : เมนูของหวานที่ครบรส นอกจากอร่อยแล้ว ยังถ่ายรูปสวยด้วยนะ
  • Movenpick Ice-Cream : แนะนำว่าต้องกินนนนนนน อร่อยมากกกก ดีงามสุด

Breakfast

อาหารเช้าเป็นช่วงเวลาที่เราตั้งตารอเมื่อเข้าพักโรงแรมเลยค่ะ เพราะว่าเราชอบการที่ได้เลือกอาหารเช้าที่จัดอยู่ตระการตา มันคือความสนุกของการพักเลยนะ

อาหารเช้าเรามาทานกันที่ห้องอาหารก้ามปูเหมือนเดิมนะคะ ส่วนไลน์อาหารเช้าของทางโรงแรมมีเยอะมากกกกกก ตั้งแต่อาหารตะวันตก อาหารไทย อย่างโจ้ก และ ก๋วยเตี๋ยวก็มีให้บริการด้วยนะ คือเอาเป็นว่าครบมากกกก จัดเต็มสุดเลยค่ะ

ส่วนมาทานอาหารเช้า เราแนะนำโต๊ะริมสระส่วนกลางเลยค่ะ บรรยากาศดีมากตอนเช้า ได้มองวิวสวยๆ ทานอาหารอร่อย มันคือการเริ่มต้นวันที่ดีในการพักผ่อนของเราเลยนะ

Asara Spa

อัสสรา สปา ณ โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน เป็นสปาที่มีเอกลักษณ์การตกแต่งในสไตล์ทรอปปิคอล ภายใต้คอนเซปต์ “Stay and Recharge”อัสสรา สปาสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งการผ่อนคลาย

สำหรับใครที่มาพักผ่อนที่โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน ถ้าคุณคิดว่าทริปนี้ คือทริปที่พักผ่อนและมอบของขวัญอย่างแท้จริงให้กับร่างกาย เราแนะนำว่าควรที่จะทำสปาที่นี่ด้วย เพราะมันคือการผ่อนคลายที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ตัวเองเลยนะ

เมื่อเราเลือกที่จะทำสปา เราก็จะกลายเป็นแขกคนสำคัญของอัสสรา สปา เราจะได้รับการดูแลอย่างดีตามแบบฉบับการต้อนรับของวัฒนธรรมไทยควบคู่ไปกับมาตรฐานสปาสากล

ทริปนี้เราเลือกทรีทเมนท์ยอดนิยมอันเป็นเอกลักษณ์ของอัสสรา สปา อย่าง “Himalayan Salt Thermal Therapy”

“Himalayan Salt Thermal Therapy” เป็นการผสมผสานของเทคนิคการนวดด้วยเกลือหิมาลายันร้อน และเย็น และปลอบประโลมด้วยน้ำมันออร์กานิคแท้จากธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ 90 นาที เป็นการนวดทั้งตัวที่ให้ความผ่อนคลายร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง

Fitness center

หากใครอยากออกกำลังกายที่นี่ก็มีฟิตเน็ตบริการด้วยนะคะ

Sunrise & Infinity pool

หากถามเราว่าช่วงเวลาไหนที่ดีที่สุดในการเข้าพัก โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน เราก็ตอบว่าทุกช่วงเวลามันคือช่วงเวลาที่สุขในการพักผ่อน

แต่ถ้าหากถามเราว่าเราชอบช่วงเวลาไหนที่สุด ก็คงต้องตอบว่า “ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น” โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน เป็นทำเลที่เราสามารถดูพระอาทิตย์ขึ้นจากน้ำได้ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งในหัวหิน

เวลาที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นจากมุมเก้าอี้ริมทะเลที่ถือว่ามุมนี้คือ Singnature ของโรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน หากเราได้ใช้ช่วงเวลานี้ไปกับคนที่เรารัก มันคือเวลาที่โรแมนติกมากช่วงหนึ่งในชีวิตเลยนะคะ

โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหินมีสระว่ายน้ำส่วนกลางขนาดใหญ่ เป็นสระน้ำเกลือในรูปแบบอินฟินิตี้ ให้คุณได้ทอดสายตาพักผ่อนไปกับวิวทะเลอันกว้างไกล ใครตื่นเช้ามาแนะนำว่าต้องมาถ่ายรูปสวยๆคู่กับสระแห่งนี้ให้ได้เลยนะคะ

ช่วงเวลาตอนเช้าหากเราได้ตื่นมาเจอกับภาพสวยๆๆ อากาศดีๆ มันคือพลังชีวิตที่ดีที่สุดของชีวิตเราในวันนั้นเลยนะคะ โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มอบช่วงเวลานั้นให้เราได้

Beach

ทางที่พักมีหาดส่วนตัวที่ให้เราได้ผ่อนคลายริมทะเล ทำให้เราสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสายลม

การเดินทางมาพักผ่อนมาพร้อมกับคนรู้ใจ เราว่ามันคือช่วงเวลาที่ดีมากๆที่จะเติมเต็มความเข้าใจของสองคนได้ดีมากทีนะคะ


โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน สำหรับลิเดียนั้นคือ ประทับใจมากกกกกกกกก ที่นี่เป็นสถานที่ที่ทำให้เราสามารถหนีความวุ่นวาย ความเหนื่อยล้า มาพักผ่อน ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นโรงแรมที่เราสามารถเข้าไปแล้วมีทุกอย่างที่ต้องการเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิลล่าที่มีความส่วนตัวสูง สระว่ายน้ำส่วนในวิลล่า ร้านอาหารที่บริการอาหารอร่อย วิวที่มองออกไปสู่ทะเล ความผ่อนคลายที่เราสามารถมอบให้ร่างกายด้วยการทำสปา

และสิ่งที่ลิเดียสัมผัสได้คือพี่ๆน้องๆในโรงแรมทุกคน น่ารักมากกก ช่วยเหลือเราดีมาก ทุกคนพร้อมที่จะบริการ ทำให้เราผู้เป็นแขกที่มาใช้บริการได้รับความอิ่มใจนั้นมาเต็มๆเลยล่ะ

เราว่าที่นี่เป็นอีกสถานที่หนึ่งสำหรับใครสักคนที่อยากจะหาที่พักที่ถือว่าเป็นการมอบความสุขให้ตัวเราเองและคนที่เรารัก ดังนั้น โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน เป็นอีกตัวเลือกที่ดีมากทีเดียวค่ะ เราแน่ใจว่าถ้าคุณมาพักที่นี่คุณจะรู้ว่าความสุขที่สามารถมอบให้ตัวเองได้เป็นเช่นไร

สุดท้ายลิเดียขอขอบคุณพี่ๆ น้องๆ จากโรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน ที่ต้อนรับและดูแลบันทึกนักหนีเที่ยวอย่างดีมากๆๆ

โรงแรมเมอวินพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน

ที่อยู่

53 หัวหิน ซอย 5 ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77110

โทร. 032 520 777 | แฟกซ์ 032 547 762

เว็บไซต์: www.movenpick.com/hua-hin

อีเมล์: resort.huahin@movenpick.com

5 Cafe น่าเช็คอิน เขาใหญ่

ปลายปีนี้ไปหากาแฟและคาเฟ่ดีๆที่เขาใหญ่เช็คอินกันเถอะ

แต่ต้องขอออกตัวเลยนะคะ ว่าคาเฟ่ที่เขาใหญ่คือมีเยอะมากกกก และทุกคาเฟ่คือดีมากกกก ทริปนี้เราขอเอา 5คาเฟ่ที่อยากให้ทุกคนลองไปเช็คอินกันนะ

Yellow Submarine Coffee Tank

ที่นี่เราเจอกาแฟรสชาติที่ตามหา

ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่โคตรถ่ายรูปสวย

คาเฟ่ที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม อาคารสี่เหลี่ยมสีดำขรึมที่ตั้งอยู่กลางสวนต้นยมหอมและซ่อนตัวเองอยู่ในเขาใหญ่ คาเฟ่แห่งนี้ถูกออกแบบให้คล้ายกับเรือดำน้ำตามชื่อนั่นเอง ที่นี่เลยให้อารมณ์เหมือนเรานั่งกินกาแฟในเรือดำน้ำ ภายในถูกออกแบบให้ ดูจะไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป เมื่อเข้ามาเราจะได้เจอกับตัวอาคารหลักซึ่งก็คือ เคาน์เตอร์สั่งกาแฟ ภายในร้านจะมีการจัดส่วนทั้งเป็นอินดอร์ และเอาท์ดอร์ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโซนนั่งชิลล์ที่มีต้นยมหอมแทรกอยู่เป็นระยะ

ที่นี่ไม่เหมือนคาเฟ่อื่นๆในเขาใหญ่ ที่นี่ไม่ใช่คาเฟ่ที่จะโชว์วิวเขาใหญ่ แต่ที่นี่สร้างเพื่อโชว์สถาปัตยกรรมที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติที่มีอยู่ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่เราชอบ เพราะกาแฟอร่อยมากก บรรยากาศภายในร้านก็ชิลเหลือเกิน เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่น่านั่งมาก และที่สุดของที่สุด ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่รูปออกมาสวยมากกก แนะนำว่าควรมา

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม + อาหาร : ทางร้านมีเครื่องดื่ม กาแฟ และ เบเกอรี่

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Coffee : คือเราจำชื่อเมนูไม่ได้ แต่ขอบอกเลยว่ากาแฟดีมากกก มันคือรสชาติที่ตามหา
  • Chocolate : ช็อกโกแลตปั่น รสชาติเข้มข้น อร่อยยย
  • Black Honey Toast  : เป็นเมนูที่แนะนำมาก ขนมปังชาร์โครหอมมม อร่อยยยย ทานคู่กับไอศกรีมและราดคาราเมล

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ // สายขนม// สายคาเฟ่ // สายถ่ายรูป // สายชิล // สายบ้านและสวน // สายฮิปเตอร์

คะแนน : 9/10

Address : ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง 30450

Tel :   096 981 0682

Time :   เปิดให้บริการทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 09:00 –19:00 น.

Facebook : https://www.facebook.com/yellowsubmarinecoffee


The Castle Restaurant & Tearoom @ Thames Valley Khaoyai Hotel

ที่นี่เขาใหญ่ หรือ ชนบทของอังกฤษ เราไม่แน่ใจ

ที่นี่สวยเกินที่จะไม่แวะเช็คอินนะ

ห้องอาหาร The Castle Restaurant & Tearoom ที่อยู่ภายใน Thames Valley Khaoyai Hotel  ที่นี่เป็นทั้งห้องอาหารและคาเฟ่ ที่นี่มีทั้ง อาหารไทย อาหารฝรั่ง ชา กาแฟ และเบเกอรี่  ภายในร้านจะแบ่งเป็นโซนอินดอร์ และ เอาท์ดอร์ บรรยากาศภายในถูกออกแบบให้ตัวอาคารมีเพดานสูงโปร่ง โทนสีไม้อ่อนเข้ม สบายตา มีผนังแบบกระจกเปิดโล่ง ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งอยู่ในปราสาทอังกฤษกันเลยทีเดียว

ส่วนตัวเรานั้นเคยมาพักที่โรงแรม Thames Valley Khaoyai Hotel ทำให้ติดใจในบรรยากาศแบบสไตล์อังกฤษของที่นี่ จนทุกครั้งที่มาเขาใหญ่เราต้องแวะมาที่นี่ให้ได้ ครั้งนี้ก็ไม่ผิดหวัง เพราะนอกจากบรรยากาศจะสวย ถ่ายรูปออกมาแล้วไม่แน่ใจว่าเราอยู่เขาใหญ่ หรือแถบชนบทของประเทศอังกฤษ ที่นี่ยังอาหารรสชาติอร่อยมากเช่นกัน (เสียดายวันที่เราไป ลูกค้าในร้านเยอะ ทำให้เราถ่ายรูปบรรยากาศมาได้น้อย แต่ที่นี่สวยมากจริงๆค่ะ )

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม + อาหาร : เครื่องดื่ม กาแฟ อาหาร เบเกอรี่

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • ผัดหมี่โคราช : เมนูที่จับคู่มาพร้อมกับแคปหมู และส้มตำ ถือว่าอร่อยลงตัว
  • สปาเก็ตตี้พะแนงกุ้งแม่น้ำ : สปาเก็ตตี้ที่มาพร้อมกับกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ อร่อยยยย ดีงามม
  • สปาเกตตี้ขี้เมาทะเล เส้นดำ : ใครชอบเส้นดำ และขี้เมาทะเล ก็ไม่ควรพลาด
  • ผัดไทยกุ้งสด : ผัดไทยกุ้งสด อร่อยตามมาตรฐานเลยจ้าาา
  • ข้าวไข่ข้นกุนเชียง : ข้าวไข่ข้นที่มาพร้อมกับเครื่องแน่นๆ
  • สตอเบอรี่ชีสเค้ก : ชีสเค้กที่เนื้อเค้กนุ่ม อร่อยยย (วันเกิดเพื่อน เราเลยขอให้ทางคาเฟ่ปักเทียนให้ด้วย)

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ // สายชา // สายอาหาร // สายคาเฟ่ // สายถ่ายรูป // สายชิล // สายน่ารัก // สายโรแมนติก

คะแนน : 9/10

Address : ถนน ธนะรัชต์ ปากช่อง นครราชสีมา 30130

Tel :   044 009 999

Time :  7.00- 22.30 น.

Facebook :    https://www.facebook.com/ThamesValleyKhaoyaiHotel/


White Plate X Dean & Deluca

คาเฟ่ที่เหมือนให้เราได้ปิกนิกอยู่ท่ามกลางขุนเขา

คาเฟ่ที่ยกร้านอาหารอร่อยและร้านกาแฟชื่อดังมารวมเอาไว้ที่เขาใหญ่

คาเฟ่แห่งนี้เป็นการจับมือกันระหว่าง White Plate และ ร้าน Dean & Deluca โดยตั้งอยู่ในโครงการอากาศ วิลล่า เขาใหญ่ ที่นี่แบบ Pop Up โซนที่นั่งจะเป็นแบบเอาท์ดอร์ทั้งหมด ให้เราได้สัมผัสบรรยากาศทุ่งหญ้า ป่าเขา แบบฉบับเขาใหญ่  โดยที่นี่จะบรรจุความอร่อยไว้ใน food truck ให้อารมณ์แบบอเมริกันอีกด้วยนะ

เราไปที่นี่ช่วงเย็น ให้บรรยากาศโรแมนติกดีเลยค่ะ ได้นั่งทานของอร่อยท่ามกลางทุ่งหญ้าป่าเขา และพระอาทิตย์กำลังจะหลบไปหลังทิวเขา บรรยากาศที่นี่น่ารัก เหมาะกับการที่เราจะมานั่งเล่น ถ่ายรูป ชิลๆ แนะนำให้มาช่วงเย็นๆนะคะ เราว่าโอเคเลยล่ะ

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม + อาหาร : ทางร้านมีเครื่องดื่ม กาแฟ อาหาร เบเกอรี่

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • New York Lemon soda : รสชาติเปรี้ยวๆ สดชื่น ดีงามมมมม
  • New York Strawberry soda : รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ เราชอบบบมากกก
  • Ice Kuromitsu Jelly Milk Tea : ชานมหอมๆที่มาพร้อมบุกอร่อยๆๆ
  • Truffle French Fries : เฟรนฟรายที่มาพร้อมกับ Truffle เพิ่มความพรีเมี่ยมให้เฟรนฟราย และที่สำคัญอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกก ใครไปแนะนำ
  • Burger Bun (ฺBeef) : เบอร์เกอร์ที่เนื้อโคตรอร่อยเลยยยยย ใครชอบเบอร์เกอร์ต้องไม่พลาดเลยนะ
  • Spaghetti Beef Bolognese, parmesan : สปาเก็ตตี้อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกก
  • Pressed Panini Grilled Spinach & Cheese : เมนูนี้เราชอบมากกกกกกกกก อร่อย ผักโขมกับชีส เข้ากันดีงามมากกกกกกกกก

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ // สายเครื่องดื่ม // สายคาเฟ่ // สายถ่ายรูป // สายชิล

คะแนน : 9/10

Address :  White Plate และ Dean & Deluca ตั้งอยู่ในโครงการอากาศวิลล่า เขาใหญ่

Tel :   091 – 7423636

Time :   ร้านเปิดให้บริการทุกศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่ 9.00 – 18.00 น

Facebook :    https://www.facebook.com/AkasVillaKhaoyai/

รีวิวฉบับเต็ม : https://neetiewdiary.com/2019/11/28/white-plate-dean-deluca-ทุ่งหญ้า-ป่าเขา-และ-ค/


B77 Cafe

เรามักหลงรักคาเฟ่ที่อบอุ่น

เรามักหลงรักคาเฟ่ที่เหมือนอยู่ในนิทาน

คาเฟ่แห่งนี้อยู่ริมถนนเส้นธนะรัชต์ B77 เป็นคาเฟ่ขนาดเล็ก แต่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น ภายในมีโซนให้นั่งเป็นแบบเอาท์ดอร์เท่านั้น คาเฟ่แห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้ มีมุมน่ารักๆที่สะท้อนความอบอุ่นออกมาได้อย่างลงตัว

คาเฟ่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่ใครมาเขาใหญ่แล้วเราอยากให้แวะมา ถึงแม้คาเฟ่แห่งนี้จะดูเล็ก เมื่อเทียบกับคาเฟ่อื่นๆในเขาใหญ่ แต่ที่นี่น่ารัก มีความเป็นกันเองจากเจ้าของร้าน มีความอบอุ่นบางอย่างที่คนทำร้านนี้อยากให้เราสัมผัส และที่สำคัญที่สุดเค้กที่นี่อร่อยมากกก

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม + อาหาร : ทางร้านมีเครื่องดื่ม กาแฟ อาหาร เบเกอรี่

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Coffee : ใครเป็นคอกาแฟ เราแนะนำเพราะกาแฟที่นี่จัดว่าดีงาม
  • โกโก้ : ใครชอบโกโก้เข้มๆ ไม่หวาน ต้องชอบแน่นอน
  • เค้กมะพร้าว : เนื้อเค้กนุ่มๆ + กลิ่นหอมมะพร้าวอ่อนๆ อร่อยมาก
  • บราวนี่ : บราวนี่ชิ้นไม่หนา เนื้อหนึบกำลังดี อร่อย

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ // สายคาเฟ่ // สายถ่ายรูป // สายชิล // สายฮิปเตอร์

คะแนน : 9/10

Address : 77 หมู่4 ต.หมูสี อำเภอปากช่อง นครราชสีมา 30130

Tel :   098 832 7363

Time :   07.00-16.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/b77cafeatkhaoyai/


Please Don’t Tell Khaoyai 

คาเฟ่ที่อยู่ท่ามกลางขุนเขา

คาเฟ่ที่มีมุมถ่ายรูปเยอะมากกก

คาเฟ่แห่งนี้อยู่ในโครงการ Monlada Khaoyai ซึ่งตัวคาเฟ่ปรับปรุงมาจากสโมสรของหมู่บ้าน โดยคาเฟ่จะมีโซนที่นั่งแบบอินดอร์แบบโปร่งโล่ง ซึ่งจะเป็นกระจกรอบทำให้เราสามารถนั่งชมวิวภูเขาได้ และโซนเอาท์ดอร์ให้เราได้นั่งท่ามกลางขุนเขาจิบกาแฟไปแบบชิลๆ และที่สำคัญที่นี่มีมุมถ่ายรูปเยอะเลยค่ะ ใครชอบถ่ายรูปต้องรักที่นี่แน่ๆ

หากอยากมานั่งกินกาแฟ ท่ามกลางขุนเขาเราแนะนำว่าที่นี่เหมาะมาก เพราะเป็นคาเฟ่ที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลมีภาพแบล็กกราวน์เป็นขุนเขา ใครมาตอนอากาศดีรับรองได้ว่าฟินแน่นอน อีกอย่างใครคือสายถ่ายรูป แนะนำว่าควรมาอย่างยิ่ง ที่นี่มุมเพียบ สวยมากจริงๆ

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม + อาหาร : ทางร้านมีเครื่องดื่ม กาแฟ อาหาร เบเกอรี่

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Anchan Latte : ลาเต้อัญชัน รสชาติดีตามมาตรฐาน แนะนำค่ะ
  • X’mas Edition : ตัวเครื่องดื่มคือเบอรี่ เปรี้ยว สดชื่นมากก ส่วนวิปครีมคือแน่น อร่อยย
  • Anchan Pink Milk : นมเย็น หอม อร่อย มาพร้อมกับคุ้กกี้ช็อกโกแลตอร่อยๆ

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายกาแฟ // สายเครื่องดื่ม // สายคาเฟ่ // สายเบเกอรี่ // สายถ่ายรูป // สายชิล

คะแนน : 9/10

Address : ร้านตั้งอยู่ในโครงการ Monlada Khaoyai เส้น เขาใหญ่-วังน้ำเขียว กม 3 

Tel :   0849161466

Time :   8:30-17:30  น.

Facebook :    https://www.facebook.com/PleaseDontTellKhoayai/


U Jomtien Pattaya | ความสุขที่เราเลือกเอง

เก็บกระเป๋าไปนอนพัทยากันดีกว่าาาาาา

หลายคนที่ติดตามบันทึกนักหนีเที่ยวมาตลอด น่าจะขมวดคิ้ว แล้วสงสัยว่าลิเดียอารมณ์ไหนถึงชวนไปเที่ยวพัทยา เพราะจริงๆลิเดียเป็นมนุษย์ที่ไม่ค่อยชอบแสงสี ชอบความสงบ

ทริปนี้เราจะชวนทุกคนหนีไปนอนพัทยาส่วนที่สงบกัน เพราะเรามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่โรงแรม U Jomtien Pattaya ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหาดจอมเทียนอันแสนสงบ

U Jomtien Pattaya

โรงแรม ยู จอมเทียน พัทยา โรงแรมหรู 4 ดาว ในเครือ U Hotel & Resort ที่ถือเป็นโรงแรมน้องใหม่ เพราะพึ่งฉลองครบรอบ 1 ปีไปเมื่อไม่นานมานี่เอง โรงแรม ยู จอมเทียน พัทยา ภายในโรงแรมและห้องพักได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างสวยงาม ทันสมัย ในแบบคอนเทมโพรารีอาร์ต ให้อารมณ์น้อยแต่มาก เรียบแต่หรูตามแบบฉบับโรงแรมเครือยู ที่สำคัญราคาห้องพักของ ยู จอมเทียน พัทยา ถือว่าเป็นราคากำลังน่ารัก ประมาณ 2000 +- (ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เราจะเข้าพักด้วยนะคะ)

Location

โรงแรมยู จอมเทียน พัทยา ตั้งอยู่บนถนนจอมเทียนสายหนึ่ง ซึ่งติดหาดจอมเทียนเลยย แค่มีถนนมากั้นกลาง ซึ่งรอบๆโรงแรมก็เต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อย มีร้านสะดวกซื้ออยู่ไม่ไกล สามารถเดินไปได้ หรือจะปั่นจักรยานของโรงแรมไปก็ได้นะคะ

Lobby

มาถึงเราก็มาเช็คอินกันที่ล็อบบี้ก่อนเลย ตัวล็อบบี้ตกแต่งแบบสบายๆ และในบริเวณเดียวกันนั้นล็อบบี้ก็เป็น The Library ห้องสมุดสำหรับพักผ่อน มีหนังสือที่ให้บริการยืมอ่านฟรีด้วยนะ

บริการอันเป็นเอกลักษณ์ของ U Hotels & Resorts บริการที่ยืนยันว่าความสุขนั้นเราเป็นคนเลือกเอง

โรงแรมในเครือยูทั้งหมดจะมีบริการที่ผู้เข้าพักแบบเราสามารถเลือกทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง กำหนดความสุขของเราเองได้เมื่อเข้าพักที่นี่

  • 24 Hour Use of Room ให้เราได้ใช้ห้องได้อย่างคุ้มค่า เช็คอินเวลาใด ก็สามารถเช็คเอาท์ก็ได้ ณ เวลาเดียวกันในวันเช็คเอาท์

บริการนี้เราชอบมากกกกก คือโดยปกติแล้วนั้น เวลาที่เราเข้าพักที่โรงแรมเราแทบจะไม่ได้ใช้ห้องครบ 24 ชม. หรอกค่ะ แต่ที่นี่ให้เราสามารถใช้ห้องพักได้ 24 ชม. หมายความว่าหากเราเช็คอินตอนบ่าย 3 เราก็สามารถเช็คเอ้าท์ได้ตอนบ่าย 3 เช่นกัน

  • U Choose Programme เราสามารถเลือกกลิ่นสบู่ที่เราชอบเองได้

เมื่อเราเช็คอินพนักงานจะให้เราเลือกกลิ่นสบู่ที่ชอบ จะมีกลิ่น Lemongrass / Bamboo / Wild Orchid /Jasmine ส่วนเรานั้นเลือก Jasmine ถึงแม้ว่าบริการนี้จะเป็นอะไรที่เล็กน้อย แต่สำหรับเราๆมองว่านี่คือความใส่ใจที่โรงแรมมอบให้เรา

  • Welcome drink from minibar ที่ยูจะไม่เสิร์ฟเครื่องดื่มต้อนรับ เพราะยูจะให้เราเป็นคนเลือกเครื่องดื่มที่ชื่นชอบได้ด้วยตนเองจากมินิบาร์ในห้องพัก (1 อย่าง ต่อท่าน ต่อการเข้าพัก)

อันนี้เรามองว่าบริการที่น่ารักมาก ที่ให้ลูกค้าได้เลือก welcome drink ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ทุกอย่างในมินิบาร์รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ เชื่อว่าบริการนี้ถูกใจใครหลายคนแน่นอน


ห้องพัก U Jomtien Pattaya

โรงแรม ยู จอมเทียน พัทยา ให้บริการห้องพักและห้องสวีท 64 ห้อง โดยแบ่งเป็น ห้องซูพีเรียซีวิว, ห้องดีลักซ์ ,ห้องดีลักซ์ ซีวิว ,ห้องดีลักซ์ พาโนรามิค ซีวิว, ห้องสูท ซีวิว, ห้องแฟมิลี่

คือมีครบทุกความต้องการเลยล่ะ แต่ทริปนี้ลิเดียไปเก็บภาพมาให้ดูทั้งหมด 4 ห้อง คือ ซูพีเรีย, ดีลักซ์, ดีลักษ์ซีวิว, ห้องสูท ซีวิว

Superior Seaview Room

ห้องซูพีเรีย ทุกห้องเป็นเตียงคู่ มีระเบียงสำหรับชมวิว ภายในห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำขนาดใหญ่ เรนชาวเวอร์ เสื้อคลุมอาบน้ำ รองเท้าใส่เดินภายในห้องพัก โทรทัศน์ ช่องสัญญาณดาวเทียม โทรศัพท์ภายในห้องพัก มินิบาร์ ตู้เซฟภายในห้องพัก ไดร์เป่าผม โต๊ะทำงาน สัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สาย และเครื่องทำชากาแฟภายในห้องพัก

ห้องซูพีเรีย เป็นห้องขนาดเริ่มต้นของ ยู จอมเทียน พัทยา ห้องขนาด 27 ตร.ม. ซึ่งเราว่าห้องนี้เหมาะกับใครที่มาคนเดียวหรือสองคนแบบที่ไม่ได้ต้องการพื้นที่ในห้องมาก เราว่าแค่ซูพีเรียก็โอเคนะ อีกอย่างห้องซูพีเรียเนี่ยวิวสวยมากเลยทีเดียวนะคะ ต้องขออภัยเราถ่ายรูปมาไม่สวยเท่าที่ควร แค่ขอยืนยันว่าวิวดีงามมมม

เรทราคาห้องอยู่ที่ 1861 บาท / คืน (ราคามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับช่วงที่จะเข้าพัก)

Deluxe Room

ห้องดีลักซ์ ห้องพักขนาดใหญ่ มีทั้งแบบเตียงคู่และเตียงใหญ่ให้เลือก ภายในห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำขนาดใหญ่ เรนชาวเวอร์ เสื้อคลุมอาบน้ำ รองเท้าใส่เดินภายในห้องพัก โทรทัศน์ ช่องสัญญาณดาวเทียม โทรศัพท์ภายในห้องพัก มินิบาร์ ตู้เซฟภายในห้องพัก ไดร์เป่าผม โต๊ะทำงาน สัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สาย และเครื่องทำชากาแฟภายในห้องพัก

ห้องดีลักซ์ ห้องขนาด 35 – 38 ตร.ม. เป็นห้องที่มีพื้นที่ใช้สอยเยอะเลยทีเดียวค่ะ เหมาะกับแขกทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คู่รัก หรือ คนเดียว ซึ่งด้านในห้องจะมีการแยกส่วนต่างๆออกเป็นสัดส่วน ถือว่าเป็นห้องที่คุ้มค่ากับราคาเลยทีเดียว

เรทราคาห้องอยู่ที่ 2061 บาท / คืน (ราคามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับช่วงที่จะเข้าพัก)

Suite Seaview

ห้องสูท ห้องพักขนาดใหญ่ ห้องนอนทุกห้องเป็นเตียงใหญ่ขนาดคิงไซส์ นอกจากห้องนอน ภายในห้องสวีทมีพื้นที่นั่งเล่น ครัวขนาดเล็กแยกเเป็นสัดส่วน และระเบียงขนาดใหญ่พร้อมชุดโซฟาชมวิว ภายในห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำขนาดใหญ่ เรนชาวเวอร์ เสื้อคลุมอาบน้ำ รองเท้าใส่เดินภายในห้องพัก โทรทัศน์ ช่องสัญญาณดาวเทียม โทรศัพท์ภายในห้องพัก มินิบาร์ ตู้เซฟภายในห้องพัก ไดร์เป่าผม โต๊ะทำงาน สัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สาย และเครื่องทำชากาแฟภายในห้องพัก

ห้องสูท ห้องขนาด 54 ตร.ม. เราว่าห้องนี้เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีลูกตัวน้อยมาด้วย เพราะพื้นที่เยอะพอสมควรเลยค่ะ หรือใครที่ชอบห้องใหญ่ๆๆ แยกสัดส่วนชัดเจน เราแนะนำเลยค่ะ

เรทราคาห้องอยู่ที่ 3258 บาท / คืน (ราคามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับช่วงที่จะเข้าพัก)

Deluxe Seaview 

ดีลักซ์ ซีวิว คือห้องที่เราพักในทริปนี้ค่ะ เราได้ห้อง 510 เป็นห้องที่อยู่ชั้น 5 ริมสุดเลย ซึ่งห้องนี้จะแตกต่างจากห้องดีลักซ์ธรรมดานิดนึง เพราะเตียงจะเน้นหันออกไปยังทะเล จะได้เห็นวิวทะเลสมกับชื่อของห้อง

ตอนที่ไปพักเราไม่ได้ถ่ายรูปวิวทะเลจากห้องตอนกลางวันมาเลย เพราะแดดแรงมาก แต่วิวตอนเช้าจากห้องคือสวยมากกกกกกก

ตัวห้องของดีลักซ์ ซีวิว คือเข้ามาแล้วเราจะเจอกับอ่างล่างหน้า และห้องน้ำ ส่วนตัวลิเดียชอบอ่างล่างหน้าที่นี่ กระจกบานใหญ่เต็มตาดี ส่วนชักโครกคือสามารถนั่งปลดทุกข์ไปดูวิวทะเลไปด้วยได้นะเออ

ส่วนอุปกรณ์หน้ากระจกก็มีให้ครบตามมาตรฐานโรงแรม แต่หากใครต้องการแปรงสีฟัน หวี หรืออะไรที่ห้ากระจกไม่ได้มีตั้งไว้ ก็สามารถของจาก Reception ได้เลยค่ะ และที่สำคัญคือมีไดร์เป่าผมด้วยนะคะ

อีกอย่างที่เราชอบคือเสื้อคลุมอาบน้ำ ซึ่งใช้สบาย สีสวย จัดว่าดีงาม

ถัดมาจะเป็นห้องอาบน้ำ ซึ่งห้องของเราทางโรงแรมแจ้งว่าเนื่องจากเป็นคู่รักมาพัก เลยเลือกห้องดีลักซ์ ซีวิว ที่มีห้องอาบน้ำ sexy bathroom ถ้าใครไม่โอเคกับห้องน้ำวาบหวิวก็สามารถแจ้งทางโรงแรมได้นะคะ เพราะทางโรงแรมมีห้องที่มีฉากกั้นด้วยค่ะ

ซึ่งถัดจากห้องอาบน้ำก็จะเป็นเตียงนอนที่หันออกทะเล

เมื่อเจอเตียงนอนแล้ว ด้านข้างจะมีโต๊ะทำงาน ตู้เย็น และทีวีอยู่ทางด้านขวา

มาดูส่วนของมินิบาร์ ที่เราสามารถใช้สิทธิ์ welcome drink เลือกเครื่องดื่มได้คนละ 1 อย่างฟรี ส่วนกาแฟและชาที่จัดไว้สำหรับใครที่อยากทานกาแฟแบบพรีเมี่ยม เขาก็มีเครื่องชงกาแฟแบบแคปซูลไว้ให้ด้วยนะคะ ตามมาด้วยชา Dilmah เอาเป็นว่าสามารถเพิ่มความสุนทรีให้กับผู้เข้าพักแบบเราได้มากทีเดียว

ตอนเย็น Turndown ก็จะมีน้ำผลไม้มาให้ในตู้เย็นให้เราได้ทานก่อนนอนกันอีกด้วยนะ น่ารักกกก ใส่ใจกันสุดๆๆ

เราชอบที่นี่นะนอนสบาย วิวสวย ทุกอย่างคือดีย์ งามมมม


ฟิตเนสเซ็นเตอร์

ห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ทันสมัย ตั้งบนชั้นดาดฟ้า ใกล้กับสระว่ายน้ำ เปิด 24 ชม. ใครเป็นสายออกกำลังลิเดียว่าชอบแน่นอนค่ะ แม้อุปกรณ์ไม่ได้เยอะมาก แต่ก็ถือว่าเพียงพอเลยนะ

Rooftop infinity pool

สระว่ายน้ำในแบบ Infinity pool  เลียบขนานกับขอบฟ้า เหนือวิวหาดจอมเทียน บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม ให้ความรู้สึกเหมือนแหวกว่ายอยู่เหนือท้องทะเล ให้ความรู้สึกอิสระและผ่อนคลาย สระว่ายน้ำคือพระเอกของยู จอมเทียน พัทยาก็ว่าได้ แม้ขนาดจะไม่ได้ใหญ่มาก วิวนี่ชนะเลิศมาก และยังมีบ่อจากุชชี่ให้เราได้แช่อีกด้วย แถมยังมีบาร์ให้เราได้สั่งเครื่องดื่มมาจิบเคล้าวิวอีกด้วยนะ ดีย์มากกกกกกกกกกกกกก

ซึ่ง Rooftop infinity pool เนี่ยยยย สวยทุกที่ทุกเวลาเลยนะ ไม่ว่าจะเช้า สาย บาย เย็น ลิเดียลองมาแล้วทุกเวลายืนยันว่าดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

ช่วงเช้า : สระว่ายน้ำช่วงเช้าเป็นช่วงที่ลิเดียชอบที่สุด เพราะบรรยากาศสงบ เงียบ (เพราะแทบจะไม่มีคนเลย) เป็นช่วงที่สีน้ำทะเลกำลังสีฟ้า เป็นวิวที่สวยไม่แพ้ทะเลที่ไหนเลยจริงๆ

ช่วงบ่าย : เอาจริงเป็นช่วงที่ร้อนมากกก แต่มันให้อารมณ์สงบแบบไม่มีคนเช่นกันนะ ยังค่ะ ยังไม่พอ เพราะทางบาร์มีเมนูพิเศษ 1 แถม 1 อีกด้วย ใครไปเป็นคู่คุ้มเลยนะ โดยจัดเป็น 2 ช่วงเวลานะคะ เริ่มตั้งแต่ 11.00 -16.00 น. แล้วอีกช่วงคือ 20.00 – 23.00 น.

ช่วงเย็น : ถือว่าเป็นช่วง Popular เลย เพราะบน Rooftop infinity pool เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมากกกกกกกกกกกก ให้ความโรแมนติกที่สุด แนะนำว่ามาพักที่ยู จอมเทียน พัทยา แล้วต้องไม่พลาดที่จะขึ้นมาดูพระอาทิตย์ตกลงทะเลที่นี่นะคะ

เราสั่งมอกซ์เทลมาจิบพร้อมดูวิวไปด้วยยยยย อิอิ


ห้องอาหาร SALT

ลิ้มรสอาหารทะเลสดจากท้องทะเล อาหารไทยรสเด็ด และอาหารนานาชาติ หลากหลายเมนูปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพ นำเสนอในรูปแบบทันสมัย พร้อมเสิร์ฟตลอดวัน ตั้งแต่มื้อเช้าจนถึงมื้อค่ำ ในบรรยากาศสุดโรแมนติก ริมชายทะเล

ห้องอาหารแห่งนี้ออกแบบมาให้อารมณ์เหมือนเรือนกระจก ด้วยการตกแต่งเน้นใช้โทนสีฟ้า ทำให้ดูสบายตา จุดรวมสายตาอยู่ที่วิวทะเล ที่เราจะสามารถนั่งมองทะเลได้ทั้งวัน

ก่อนจะพาไปชิมอาหาร จากจะบอกว่าห้องอาหาร Salt เป็นสถานที่ๆถ่ายรูปสวยมากกกกกก สวยทุกเวลา !!! ใครมาพักที่นี่อยากจะบอกว่า ถ้าไม่ไปไหนแบบเรา ใช้ชีวิตในโรงแรมก็ฝากท้องไว้ที่นี่ได้ทุกมื้อเลยนะ บรรยากาศดี อาหารอร่อย !

บรรยากาศตอนกลางวัน : ห้องอาหาร SALT เป็นห้องอาหารที่สวยทุกเวลาจริงๆ เรากล้ายืนยัน เพราะไม่ว่าจะมาเวลาไหนก็สวย บรรยากาศตอนกลางวันก็ให้อารมณ์ชิลๆ สบายๆ เราชอบนะ

บรรยากาศตอนเย็น : ช่วงเย็นเป็นช่วงที่ถ่ายรูปออกมาสวยมาก ยิ่งใครมาหลังพระอาทิตย์ตกไม่นาน จะได้อารมณ์ของแสงทไวไลซ์ ดียยยยย์ แนะนำว่าให้จองโต้ะริมกระจกเอาไว้เลย ทานข้าวท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ โรแมนติกสุดๆๆ

SALT แปลว่า เกลือ ซึ่งหมายถึงการที่เลือกใช้เกลือ 5 ชนิดชื่อดัง มาทำเป็น Signature Dish ของที่นี่ ซึ่งเมื่อเราสั่งอาหารมาทานพนักงานก็จะนำเกลือมาเสิร์ฟให้ด้วย โดยเกลือแต่ละชนิดจะต่างที่มา ความเค็มและรสชาติก็ต่างกัน แนะนำว่าให้ลงเอาไปโรยบนเมนูต่างๆดูมันทำให้เราได้รสชาติที่อร่อยไม่ซ้ำกันเลยนะ

เกลือทั้งหมดได้แก่

  • Homemade Jalapeno-Lime Tequi la Salt
  • Homemade Spicy Chilli Salt
  • Himalayan Salt
  • Hawaiian Salt
  • เกลืออีกหนึ่งชนิดคือ เกลือศรีราชาที่อยู่ในเมนูของเราแล้ว

มาดูเมนูอาหารที่เราได้ลิ้มลองในมื้อค่ำกันดีกว่าค่ะ

  • ปลากระพงเผา (แบบทั้งตัว) เมนูนี้คือ Signature Dish เมนูนี้มาพร้อมกับผักนึ่ง และ เฟรนฟรายด์ คือ เมนูนี้ดีงามมากเลยนะ เนื้อปลาหวาน โรยเกลือนิดๆ แล้วจิ้ม น้ำจิ้มซีฟู้ด สุดๆๆไปเลยจ้าาา
  • ข้าวอบสับปะรดศรีราชา เสิร์ฟพร้อมกุนเชียงหมู หมูหยอง ผงกระหรี่ และสะเต๊ะไก่ คือ อยากจะบอกว่าเมนูนี้ดีงามมมม อร่อยยยย ทุกอย่างลงตัว
  • ทาร์ตฟล็องเบ เบคอนหัวหอม และบรีชีสสไตล์ฝรั่งเศส ส่วนเมนูนี้ก็อร่อยมากเช่นกันนน อยากจะกินให้หมดถาด แต่กลัวชุดที่ใส่อยู่จะปริ !
  • ยำวุ้นเส้นทะเล เมนูนี้แซ่บบบบ อร่อยยย ทะเลมาแบบแน่นๆจาน

ยังค่ะ ยังไม่หมด เพราะยังมีเมนู Fruit Berry และ อีกเมนูที่เป็นแอปเปิ้ล แต่เราจำชื่อไม่ได้ ซึ่งคือม็อกเทลที่เป็น Signature ของที่นี่ อร่อยยยย เปรี้ยวว ซ่าาา ชอบบบบบ

และขอสรุปเลยว่า Dinner ที่ห้องอาหาร SALT เป็นอะไรที่ดีงามมากกก อาหารอร่อย บรรยากาศโรแมนติก ทุกอย่างคือลงตัววว


Breakfast whenever wherever

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของโรงแรมยู นั้นก็คือการให้บริการอาหารเช้าที่ลูกค้าสามารถเลือกที่จะรับประทานได้ทุกเวลา ตั้งแต่ 6.30 – 22:00 น. ทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็น ที่ห้องพัก ริมสระว่ายน้ำ หรือห้องอาหาร ( 1 คน ต่อ 1 สิทธิ์ นะจ้ะ)

ขอออกตัวเลยว่า เราชอบบริการนี้มากกกกกกกกกกกกกกกก เพราะหลายๆครั้งเราต้องรีบตื่นเพื่อมาทานอาหารเช้าให้ทัน แต่ที่ ยู จอมเทียน พัทยา ไม่จำเป็นค่ะ เพราะถ้าไม่ตื่นมาทานที่ห้องอาหาร ก็สามารถจะสั่งไปทานที่ห้อง หรือ จะสั่งไปทานที่ Rooftop infinity pool ก็ได้ ตามใจเราได้เลย

อาหารเช้าที่ห้องอาหาร SALT

ห้องอาหาร SALT คือเป็นสถานที่ๆเราจะฝากท้องไว้ได้ทุกมื้อจริงๆ โดยอาหารเช้าจะเริ่มตั้งแต่ 6.30 -11.00 น. และที่สำคัญบรรยากาศตอนเช้าสวยอีกแล้ววว

ลิเดียพุ่งตัวไปจองโต้ะ ริมหน้าต่างเลยค่า

ใครที่เป็นสายตื่นเช้าอยู่แล้ว แนะนำว่าลงมาทานอาหารที่ห้องอาหารเลยก็ได้ เพราะมีไลน์อาหารให้เราเลือกเยอะมากกกกกกกกกกก มีครบ ตั้งแต่ไข่ต่างๆ ไส้กรอก เบคอน ข้าวต้มกุ๊ย ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง สลัด เครื่องดื่ม คือครบบบบบบบบบ (ลิเดียถ่ายไลน์อาหารมาไม่ครบนะคะ เพราะเกรงใจแขกที่ตักอาหารอยู่จ้า)

หนึ่งเมนูที่อยากแนะนำ ก็คือเครื่องดื่ม Vitamin Booster เป็นเครื่องดื่ม Detox สายสุขภาพต้องชอบบ อร่อยยย ดีต่อร่างกายด้วย

อาหารเช้าที่ยู จอมเทียน เยอะมากก อร่อยด้วย ที่สำคัญวิวห้องอาหารดีต่อใจสุดๆๆเลย

อาหารเช้าที่ Rooftop infinity pool

บริการ Breakfast whenever wherever ยังให้เราได้สั่งอาหารมาทานริมสระว่ายน้ำอีกด้วยนะคะ โดยจะมีเมนูให้เราเลือกทั้งหมด 3 เมนู (เมนูอยู่ในห้องนอนนะคะ) แล้วก็โทรสั่งได้เลย ว่าอยากได้เมนูไหน ทานที่ไหน รอไม่นานก็จะมีพนักงานเอามื้อเช้ามาเสิร์ฟให้เราค่ะ

ใครที่กลัวว่าสั่งอาหารเช้าแบบนี้มา จะได้น้อยแบบกระจุ๋มกระจิ๋ม บอกเลยว่าไม่จ้าาา ที่ยู ให้มาแบบจัดเต็มมากกกก คือใครกินหมดที่เขาจัดมาลิเดียว่าอิ่มยันเย็นแน่นอน

อาหารเช้าบนเตียงนอน

จริงๆๆเนี่ยย บริการ Breakfast whenever wherever เราว่าเหมาะสุดเลยกับสายไม่อยากตื่น ไม่อยากออกจากห้อง อยากแช่ตัวเองอยู่บนเตียง แต่มันหิวววว ใครเป็นสายนี้สั่งมาเลยค่ะ สั่งมาทานที่ห้องเวลาไหนก็ได้ จะสั่งมาทานก่อนจะเช็คเอ้าท์ก็ได้นะ อิ่มๆก่อนจะกลับ

อ่อแล้วก็ไม่จำเป็นนะคะ ว่าเข้าพัก 2 คนจะต้องสั่งอาหารเช้า 2 ชุดพร้อมกันเลย ใครหิวตอนไหนก็สั่งก่อนได้เลย ส่วนอีกคนค่อยสั่งก็ได้ค่ะ เพราะลิเดียก็ทำ เราหิวแต่แฟนจะอาบน้ำ เราก็สั่งมากินสวยๆของเราไปค่ะ อิอิ


Cafe Bar

ก่อนที่จะไปพักที่ ยู จอมเทียน พัทยา ลิเดียเข้าไปส่องไอจีทางโรมแรมมา เลยได้รู้ว่าตอนนี้ทางโรงแรมเปิดคาเฟ่ด้วยยย สายคาเฟ่แบบเราคือ กรีดร้องงงงงงงงง ตื่นเต้นมาากกก

cafe bar อยู่ในห้องอาหาร SALT ซึ่งในช่วงเช้าที่นี่ก็คือโซนที่เรามาทานอาหารเช้า แต่ช่วงบ่ายที่นี่ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นบาร์แสนชิล ที่ให้เราได้จิบกาแฟดีๆ พร้อมมองวิวทะเล เหมาะกับการเอางานมาทำด้วยนะ

แม้ว่า Cafe Bar จะมีเมนูไม่ได้เยอะ แต่สำหรับคอกาแฟ ที่นี่กาแฟดีงามเลยนะคะ มีเมล็ดกาแฟให้เราเลือกถึง 2 สัญชาติ นั่นก็คือ เมล็ดกาแฟจากเคนย่า และ เมล็ดกาแฟจากอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่จริงจังกับกาแฟ

ส่วนเรานั้นลองเมนูกาแฟจากอินโดนีเซียที่สกัดเย็น แล้วตัวน้ำแข็งทำมาจากน้ำมะพร้าว รสชาติอร่อยยยยย มากกกกกกกกกกกกก คือถ้าพูดกันตรงๆต้องบอกว่าเป็นกาแฟมะพร้าวอร่อยสุดเท่าที่เราเคยลองมาเลยนะ

ส่วนใครไม่ทานกาแฟ เราแนะนำโกโก้มีวิปครีมและมาชเมลโล่เป็นท็อปปิ้ง อร่อยมากกกก


U Jomtien Pattaya สำหรับลิเดียนั้นคือ ประทับใจมากกกกกกกกก เป็นโรงแรมที่เราสามารถเลือกทุกความสุขได้ด้วยตัวเราอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเช็คอิน – เช็คเอ้าท์ อาหารเช้า หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆอย่างกลิ่นสบู่

เราว่าใครที่มองหาจุดหมายปลายทางที่อยากพักผ่อน พักเหนื่อย ราคาไม่แพง แถมไม่ไกลจากกรุงเทพ เราว่า U Jomtien Pattaya เป็นอีกตัวเลือกที่ดีมากทีเดียวค่ะ เราแน่ใจว่าถ้าคุณมาพักที่นี่ คุณจะรู้ว่าความสุขที่เราเป็นคนเลือกนั้นดียังไง

U Jomtien Pattaya

สถานที่ตั้ง : ถนนจอมเทียน ซอย 1

ที่อยู่โรงแรม : 101 หมู่ 1 นาจอมเทียน สัตหีบ ชลบุรี 20250

โทร : 033 128 028

Facebook : https://www.facebook.com/UJomtienPattaya/

Web : https://www.uhotelsresorts.com/ujomtien/

IG : @ujomtien

White Plate X Dean & Deluca | ทุ่งหญ้า ป่าเขา และ คาเฟ่

“ลมหนาวมาแล้ววววว ไปเขาใหญ่กันมั้ยคะ”

ทริปนี้เราอยากจะชวนทุกคนออกเดินทางไปเขาใหญ่กันค่ะ

ทริปนี้เราอยากไปเขาใหญ่ เพราะอยากให้อากาศเย็นๆสัมผัสผิว พร้อมกินอาหารอร่อยๆ มองวิวสวยๆ

โอ้ยยยย แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ววววว

ทริปนี้เรามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ เขาใหญ่ เพราะจะมีที่ไหนตอบโจทย์คนเวลาน้อย แต่อยากสัมผัสอากาศหนาว และได้กินอาหารอร่อยไปกว่าที่นี่อีก

จริงๆคาเฟ่หรือร้านอาหารในเขาใหญ่มีเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ทริปนี้เราเลือกที่จะไปร้าน White Plate และ ร้าน Dean & Deluca ซึ่งทั้ง 2 ร้านอยู่ในพื้นที่เดียวกัน นั่นคืออยู่ในโครงการอากาศ วิลล่า เขาใหญ่

ท้าวความกันหน่อยว่า White Plate และ Dean & Deluca คือคาเฟ่อะไร ทำไมทำให้เราขับรถมาถึงเขาใหญ่

White Plate คือร้านอาหารอร่อยจาก ICON SIAM  ซึ่งบอกเลยว่าเขาคือร้านอาหารพรีเมี่ยม

Dean & Deluca คือ แบรนด์กาแฟและเครื่องดื่ม พรีเมี่ยมสัญชาติอเมริกา ที่บอกได้เลยว่าดีงาม

ซึ่งที่เขาใหญ่เนี่ยทั้งสองร้านนี้เขาจับมือกันแล้วเปิดเป็นร้านแบบ Pop Up ที่จะเปิดให้เราได้ไปลิ้มลองความอร่อย เคล้าบรรยากาศทุ่งหญ้า ป่าเขา แบบฉบับเขาใหญ่ เฉพาะ วันศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ เท่านั้น

เมื่อมาถึงโครงการอากาศ วิลล่า เขาใหญ่ เราก็ขับรถเข้ามาในโครงการมองหาป้ายร้านอาหารเอาไว้ เมื่อมาถึงแล้วเราจะได้เจอกับ food truck รถที่บรรจุความอร่อยเอาไว้

ภายในร้านขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ แต่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับบริการลูกค้า และบริเวณที่นั่งภายในร้านก็จะจัดเป็นแบบ Outdoor ให้อารมณ์แคมป์ เหมือนเราได้นั่งท่ามกลางทุ่งหญ้าป่าเขา และทำให้เราได้นั่งรับอากาศดีๆของเขาใหญ่ได้เต็มปอด

ที่นี่เป็นการจับมือระหว่าง White Plate และ Dean & Deluca แน่นอนว่าต้องมีอาหารอร่อยๆ และเครื่องดื่มดีๆ

เราสั่งอาหารก่อนเลยค่ะ จัดทุกอย่างที่เป็น Signature ของ White Plate

  • Truffle French Fries : เฟรนฟรายที่มาพร้อมกับ Truffle เพิ่มความพรีเมี่ยมให้เฟรนฟราย และที่สำคัญอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกก ใครไปแนะนำ
  • Burger Bun (ฺBeef) : เบอร์เกอร์ที่เนื้อโคตรอร่อยเลยยยยย ใครชอบเบอร์เกอร์ต้องไม่พลาดเลยนะ
  • Spaghetti Beef Bolognese, parmesan : สปาเก็ตตี้อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกก
  • Pressed Panini Grilled Spinach & Cheese : เมนูนี้เราชอบมากกกกกกกกก อร่อย ผักโขมกับชีส เข้ากันดีงามมากกกกกกกกก

ส่วนเครื่องดื่มนั้นเราขอสั่งเป็นแบบสดชื่นๆแล้วกัน (เพราะเราไปตอนเย็นแล้ว กาแฟไม่ไหวแล้ว กลัวไม่ได้นอน 5555 )

  • New York Lemon soda : รสชาติเปรี้ยวๆ สดชื่น ดีงามมมมม
  • New York Strawberry soda : รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ เราชอบบบมากกก
  • Ice Kuromitsu Jelly Milk Tea : ชานมหอมๆที่มาพร้อมบุกอร่อยๆๆ

กินอิ่มแล้ว ก็ใช้เวลาเกลือกกลิ้ง ถ่ายรูปเล่นกันดีกว่าาาาา

บรรยากาศในร้านดีมากกก เราไปช่วงเย็นวันอาทิตย์คนไม่เยอะมาก บรรยากาศเย็นๆ ที่มีแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าจากหลังภูเขา

โรแมนติกกกกกกกกกกกกกกกก

จริงๆที่โครงการอากาศ วิลล่า เขาใหญ่ คือไม่ได้เป็นแค่ที่ตั้งของร้านอาหารอร่อยอย่าง White Plate หรือ คาเฟ่ดีๆอย่าง Dean & Deluca เท่านั้นนะคะ

โครงการอากาศ วิลล่า เขาใหญ่ เป็นคอนโดมิเนียม 2 ชั้น สไตล์วิลล่าส่วนตัว สุดเอ็กซ์คลูซีฟเพียง23 ยูนิต พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โอบล้อมด้วยธรรมชาติกับวิวพาโนรามาทุกยูนิต เต็มตากับเนินเขาสลับซับซ้อน ในป่าผืนใหญ่ที่มอบอภิสิทธิ์แห่งอากาศบริสุทธิ์ให้ได้สูดหายใจเต็มปอด

คือออออ ลิเดียขอยืนยันและนอนยันเรื่องบรรยากาศที่ดีงาม บรรยากาศดีมากกก มีทุ่งหญ้า ป่าเขา วิวแบบคุณค่าที่เราคู่ควรแต่การพักผ่อนที่สุดเลยยยย

เสียดายเรามัวแต่ตื่นเต้นกับวิวและอาหารอยู่เลยลืมไปถ่ายรูปห้องตัวอย่างมาฝากเลย (เห็นแก่กินมากแม่ !!)

ส่วนใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่ 0917423636

Facebook : https://www.facebook.com/AkasVillaKhaoyai/

Web : www.akaskhaoyai.com

ส่วนใครที่อยากจะมาทานอาหารอร่อย ในบรรยากาศชิวๆแบบ White Plate และ Dean & Deluca ร้านเปิด ศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่ 9.00 – 18.00 น. ส่วนเส้นทางแนะนำว่า Google Map เลยจ้า หาไม่ยากค่ะ

ใครไปเขาใหญ่ลิเดียแนะนำว่าควรไปมากกกกกกกกกก

SAGANO ROMANTIC TRAIN | รถไฟสายโรแมนติกที่เกียวโต

ปลายปีแล้วลมหนาวกำลังมา คิดว่าใครหลายคนเตรียมเก็บกระเป๋าออกเดินทางไปญี่ปุ่นกันแล้ว

เพราะหากให้ถามว่าประเทศไหนเหมาะที่ไปดูใบไม้เปลี่ยนสีมากสุด หนึ่งในคำตอบคงไม่พ้น “ญี่ปุ่น” แน่นอน ทริปนี้เราเลยจะมาบอกเล่าวิธีการจองตั๋วรถไฟสายโรแมนติกมาฝาก สำหรับคนที่กำลังวางแผนจะไปที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่นกัน

เกียวโตเป็นหนึ่งในเมืองยอดฮิตที่เหมาะมากแก่การไปดูใบไม้เปลี่ยนสี และจะดูใบไม้เปลี่ยนสีให้ดีก็ควรได้ดูผ่านเส้นทางโรแมนติกด้วย

หากจะไปเกียวโตเพื่อจะไปดูใบไม้เปลี่ยนสี เราแนะนำว่าควรไปดูผ่านเส้นทาง “รถไฟสายโรแมนติก” หรือ Sagano Romantic Train

ก่อนจะออกเดินทางเรามาทำความรู้จักกับรถไฟ Sagano Romantic Train กันก่อนค่ะ

  •  Sagano Romantic Train คือ รถไฟท่องเที่ยวสายพิเศษซึ่งมีเส้นทางแยกออกจากสายรถไฟปกติ
  • มีทั้งหมด 4 สถานี ได้แก่  Saga torokko station / Arashiyama torokko station / Hozukyo torokko station / Kameoka Torokko Station
  •  ราคา ผู้ใหญ่ 630 เยน เด็ก 320 เยน
  • ความพิเศษคือรถไฟขบวนนี้มีแค่ 5 ตู้ ซึ่งจะมีตู้นั่งปกติ 4 ตู้ และตู้พิเศษที่จะเปิดโล่ง หลังคาก็เป็นกระจกใสๆ อีก 1 ตู้
  • ตู้ธรรมดา เราสามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้จากเคาน์เตอร์จองตั๋วของ JR West
  • ตู้พิเศษ เราต้องไปฝ่าฟันต่อคิวเอาในวันที่จะเดินทางเองนะจ้ะ
  • แนะนำว่าควรจองล่วงหน้า เพราะจะได้ที่นั่งริมหน้าต่าง ส่วนเราไม่ทันได้ที่นั่งริมทางเดินแทน
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sagano-kanko.co.jp/en/index.php

เส้นทาง Sagano Romantic Train

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Sagano Romantic Train มี 4 สถานี ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะผ่านป่าที่มีวิวสวยงามอยู่ในเขตอาราชิยามะ (โซนป่าไผ่ชื่อดังของเกียวโต) ดังนั้นเส้นทางนี้จะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางรถไฟขบวนพิเศษที่มีชื่อเสียงมากของญี่ปุ่น

โดยปกติเส้นทางนี้จะเริ่มที่สถานี Saga torokko station แล้วจบลงที่ Kameoka Torokko Station โดยเราจะเดินทางจากสถานีไหนก็ได้ (แต่คนส่วนใหญ่จะเริ่มและจบแบบที่เราบอกไป) ซึ่งจะเดินทางแบบไป-กลับ ได้เช่นกัน

วิธีการจองตั๋วผ่าน JR West

  • แนะนำว่าวันแรกของทริปให้ไปจองตั๋วที่สำนักงานสำรองที่นั่งของ JR West ซึ่งตัวเราไปจองที่สถานี Shin Osaka
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าเราจะซื้อตั๋ว Sagano Romantic Train วันที่เท่าไร ขึ้นที่สถานีไหน ซึ่งก็มี 2 ทางเลือกให้ว่าจะขึ้น Saga torokko station หรือ Kameoka Torokko Station ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเช็คตั๋วให้ค่ะ ว่าวันนั้นยังมีตั๋วมั้ย เป็นตั๋วริมหน้าต่าง หรือริมทางเดิน หรือแม้กระทั่งตั๋วยืน (ถ้ามีทางเลือกอย่าเอาเลยยยยย)
  • จากนั้นก็จ่ายเงินและรอรับตั๋วได้เลยค่ะ

ส่วนใครที่จะมาจองตั๋วที่สถานี Saga torokko station หรือ Kameoka Torokko Station แนะนำว่าให้มาแต่เช้าเลยนะคะ เพราะว่าถ้าในฤดูกาลท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะเยอะมากจริงๆ

วิธีการเดินทาง

เราจะแบ่งวิธีการเดินทางเป็น 2 Step

Step 1 : จากโอซาก้ามายังสถานีต้นทาง JR SAGAARASHIYAMA (Saga torokko station )

  • เราสามารถเช็คเที่ยวรถไฟเดินทางได้จาก http://www.hyperdia.com/ โดยครั้งนี้เราเริ่มเดินทางจากสถานี JR Shin – Osaka ปลายทางที่สถานี JR SAGAARASHIYAMA

เราจะต้องเริ่มเดินทางจาก Shin – Osaka มายัง Kyoto แล้วต่อมายัง SAGAARASHIYAMA ซึ่งเส้นทางนี้เดินทางด้วยรถไฟ JR west

ซึ่งครั้งนี้เรามี KANSAI WIDE AREA PASS ก็จะเดินทางได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม (อ่านรีวิวเกี่ยวกับ Pass ได้ที่ https://neetiewdiary.com/2019/07/12/osaka-pass-พาสไหนอะไรดี/

Step 2 : เริ่มขบวนรถไฟสายโรแมนติก Sagano Romantic Train

จากที่เล่าไปว่ารถไฟสายโรแมนติก หรือ Sagano Romantic Train เป็นรถไฟสายพิเศษ ซึ่งจะมีเส้นทางแยกออกมาจากรถไฟสายปกติ ดังนั้นสถานีก็จะแยกออกมาจาก JR ปกติ

  • เมื่อมาถึงสถานี JR SAGAARASHIYAMA ให้เราเดินออกมาด้านหน้าสถานีแล้วมองไปฝั่งขวามือ เราจะได้เจอกับสถานี Saga torokko station ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของรถไฟสายโรแมนติก
  • จากนั้นรอเวลาเรียกเลยค่ะ แล้วก็เหมือนรถไฟอื่นๆเลยค่ะ หาที่นั่งตามหมายเลขในตั๋วของเราได้เลย

Saga torokko station

ความจริงแล้วนอกจากใครจะมานั่งรถไฟสายโรแมนติกแล้ว จากสถานี Saga torokko station ก็สามารถนับเป็นต้นทางที่จะสามารถเดินไปเที่ยวชม “ป่าไผ่ซากาโนะ” ได้ด้วยนะ

และบริเวณสถานีก็บรรยากาศน่ารักนะคะ เหมาะแก่การมาเดินถ่ายรูปเล่น

Kameoka Torokko Station

หากใครเริ่มต้นเดินทางจาก Saga Torokko Station นั่นคือปลายทางจะอยู่ที่สถานี Kameoka Torokko Station ซึ่งถ้าใครชอบความบ้านญี่ปุ่นแบบเรา จะต้องรักสถานีนี้แน่ๆ เพราะสถานีนี้มีวิวหมู่บ้านของคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่จริงๆ

ซึ่งจากสถานีนี้เราสามารถเดินไปยังสถานี JR UMAHORI ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ซึ่งเป็นสถานีของรถไฟ JR แบบปกติที่เราจะสามารถเดินทางไปยังเกียวโตและโอซาก้าได้

Sagano Romantic Train

เราไปครั้งนี้ไม่ได้ไปตอนใบไม้เปลี่ยนสี แต่ไปช่วงซากุระของญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะมากกกก เราซื้อตั๋วก่อนจะเดินทางประมาณ 2 วัน แต่ตั๋วติดหน้าต่างหมดแล้วเลยได้ริมทางเดินมาแทน แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าตั๋วยืนนะคะ

ภายในรถไฟขบวนนี้จะแตกต่างจากขบวนทั่วไป เพราะภายในจะเป็นเก้าอี้ไม้ ภายในตกแต่งแบบโบราณ ให้บรรยากาศคลาสสิค

รถไฟจะใช้เวลาเที่ยวละประมาณ 25 นาที โดยรถไฟจะวิ่งเลียบแม่น้ำโฮสุ ซึ่งเราก็จะได้เห็นวิวแม่น้ำและใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆไปตลอดเส้นทางรถไฟขบวนนี้เลยนะ

ถ้าถามว่าสวยมั้ย เราว่าให้ภาพเป็นตัวช่วยตอบคำถามแล้วกันเนอะ

ระหว่างทาง (เราจำไม่ได้ว่าสถานีไหน) บริเวณสถานีจะมีรูปปั้นเหล่าทานูกิ มารอให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปด้วยนะ

ส่วนถ้าถามความเห็นส่วนตัวจากเรา เราว่าสวยนะคะ แต่ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เยอะและเราไม่ได้นั่งติดหน้าต่างความชิลมันอาจจะหายไปบ้าง เพราะต้องลุกขึ้นยืนเพื่อนดูวิว ถึงจะได้เห็นวิวและบรรยากาศแบบชัดๆ

ซึ่งถ้าใครแพลนว่าจะต้องไปให้ได้ เราแนะนำว่าให้รีบไปจองตั๋วไปก่อนเลย จะได้นั่งริมหน้าต่างชมบรรยากาศ ธรรมชาติสวยๆ รับรองฟินแน่นอน

ปัตตานี | เสน่ห์ชายแดนใต้

ปัตตานีของคุณคือแบบไหน

ปัตตานีของเราคือหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ชวนให้เราออกเดินทาง

เราเชื่อว่าคนไทยทั่วประเทศมักจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับปัตตานีอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่ที่เรามักจะได้ยินหรือได้รับรู้เกี่ยวกับปัตตานีว่าที่นี่คือพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่อันตราย พื้นที่ของความไม่สงบ จนทำให้หลายคนไม่กล้าแม้จะคิดเดินทางมายังสามจังหวัดชายแแดนภาตใต้

ส่วนตัวเราแม้จะเป็นคนใต้ แต่ก็ใช่ว่าจะได้มีโอกาสได้เดินทางไปชายแดนใต้บ่อยๆ แต่เมื่อวันหนึ่งในต้นปีที่ผ่านมาอยู่ๆเราก็รู้สึกว่าอยากขับรถไปตามหาคาเฟ่ปัตตานี อยากไปสัมผัสพื้นที่ๆใครๆก็บอกว่ามันอันตราย แท้จริงแล้วพื้นที่เหล่านั้นเป็นอย่างไร

การเดินทางเพื่อตระเวนหาคาเฟ่ในปัตตานีของเราในทริปนั้น ทำให้เราบอกตัวเองว่าเราจะกลับมาที่นี่อีก เราอยากทำความรู้จักปัตตานีให้มากกว่านี้

การเดินทางครั้งนี้เรากลับมาปัตตานีอีกครั้ง แม้ระยะเวลาไม่ได้มากกว่าครั้งแรกเลย แต่มันคือการที่เราจะตั้งใจเที่ยว ตั้งใจหาของอร่อยปัตตานี ตั้งใจมองปัตตานีในสายตานักท่องเที่ยวคนหนึ่ง

ก่อนเดินทางด้วยเรามีเวลาจำกัดแค่ 1 วัน ทำให้เราหาข้อมูลที่เที่ยว ที่กินในปัตตานีมากพอสมควร เลยทำให้รู้ว่าจังหวัดนี้เต็มไปด้วยที่เที่ยวและของกินอร่อยเยอะมากเลย

จากหาดใหญ่ขับรถประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงอำเภอเมืองปัตตานี เราเริ่มทริปด้วยข้าวมันไก่โกจิว

ข้าวมันไก่โกจิว

ร้านข้าวมันไก่เจ้าดังของเมืองปัตตานี เขาบอกว่ามาปัตตานีแล้วต้องแวะมากินให้ได้เลยนะ มีหรอค่ะ ที่เราจะพลาด

เราสั่งข้าวมันไก่ 2 จาน ในร้านมีลูกค้าที่สำรวจจากสายตาแล้วคือคนในพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งร้านไหนก็ตามที่มีคนในพื้นที่เยอะ ร้านนั้นอร่อยแน่

ข้าวมันไก่หน้าตาน่ากินมากกกกกกกกกกกกกกกกกก ขนาดจานกำลังดี แล้วรสชาติคืออร่อย ทุกอย่างกลมกล่อมกำลังดี ใครไปปัตตานีแล้วชอบข้าวมันไก่ เราแนะนำ !!

ตัวร้านอยู่ในเมืองเลยค่ะ อยู่ติดกับ All Good Coffee & Bakery (อ่านรีวิว 5cafe น่าเช็คอิน ปัตตานี ได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2019/02/11/5-cafe-น่าเช็คอิน-ปัตตานี/ )

พิกัด : 140 ถนนปัตตานีภิรมย์ ตำบล อาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี ปัตตานี 94000

เปิด : 9.00-15.00 น.

โทร : 073 323 161

ชุมชนเก่าปัตตานี

อิ่มแล้ว เราจอดรถไว้หน้าข้าวมันไก่โกจิวเหมือนเดิมค่ะ เพราะเราจะใช้วิธีเดินเท้าเพื่อจะไปถ่ายร