Vietnam เนิบนาบ

เวียดนาม เนิบนาบ … ความเนิบนาบ ที่ว่านั้น ไม่ใช่ความเชื่องช้าของเมืองโฮจิมินห์ และไม่ใช่นิสัยของคนเวียดนาม แต่คือความช้าแบบชิลๆของทริปนี้

การเดินทางครั้งนี้เราเดินทางไปเวียดนาม ในรูทยอดฮิตของคนไทย ก็คือ โฮจิมินห์ > ด่าหลัต > มุยเน่ ครั้งนี้เราเดินทางกับพี่น้องแบบครบทีม บ้านเรามีพี่น้อง 3 คนค่ะ ทุกคนมีความติสท์อยู่ในตัวทั้งนั้น เมื่อพวกเราต้องไปพร้อมกัน ความติสท์ในตัวแต่ละคนมันถูกเอามารวบกันจนกลายเป็นความเนิบนาบของทริปนี้ 

1

การเดินทางครั้งนี้เราเริ่มต้นที่เมืองโฮจิมินห์ เราบินจากสนามบินดอนเมือง โดยสายการบินนกแอร์ตั้งแต่ 07.35 ถึงโฮจิมินห์ 09.05 หลับเดี๋ยวเดียวก็ถึง เมื่อมาถึงแล้วให้รีบเดินไปตรงส่วนตรวจคนเข้าเมืองเลยนะคะ เพราะ ตม เวียดนามทำงานช้ามากกกกก เราใช้เวลารอประมาณเกือบ 2 ชม เลยค่ะ แต่ก็ผ่านมาด้วยดีนะคะ ตม ไม่ถามอะไรสักคำ

เมื่อผ่าน ตม มาแล้วให้มองไปทางซ้ายสุด ก่อนจะลงไปรับกระเป๋า ตรงนั้นจะมีเคาท์เตอร์สำหรับแลกเงินและซื้อซิมนะคะ ครั้งนี้ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะแลกเงินไปจาก Super Rich สีเขียวที่พารากอน แต่เมื่อไปถึงเราจึงได้รู้ว่า สกุลเงินที่คนไม่ได้แลกบ่อย จะไม่มีสำรองไว้ ถ้าจะแลกสกุลแปลกๆให้โทรไปจองไว้ก่อนนะคะ ครั้งนี้เราจึงแลกเป็น US Dollar ไปก่อนแล้วไปแลกที่เวียดนามเอาค่ะ

2

การเดินทางเข้าเมืองของเราในครั้งนี้เราเจอใช้ Uber ค่ะ เพราะลองคำนวณราคาแล้ว หาร 3 คนแพงกว่านั่งรถเมล์ไม่มาก เราเลยเลือกใช้ Uber เพื่อความสะดวกในการเดินทาง สำหรับใครที่จะเลือกใช้ Uber แบบเราให้ออกมาจากอาคารผู้โดยสารแล้วกดเรียก Uber เพราะ App จะให้เราเลือกประตูที่เป็นจุดรับจะได้หาคนขับรถได้สะดวกค่ะ

453

จากสนามบินโฮจิมินห์เข้าเมืองใช้เวลาประมาณ 35-45 นาที จุดหมายแรกที่เราเลือกปักหมุดให้ Uber ไปส่งเราคือ บริษัท Sinh Torist เพื่อจะไปทำการออกตั๋วสำหรับรถบัสนอนคืนนี้สำหรับจะไปเมืองด่าหลัต ซึ่งเราได้ทำการจองตั๋วผ่านทาง https://www.thesinhtourist.vn/ มาเรียบร้อยแล้ว และเหตุผลที่เราเลือกบริษัทนี้ เพราะสามารถฝากกระเป๋าได้  บนรถนอนมีผ้าห่มให้ด้วยค่ะ แถมออฟฟิศสำหรับรอรถดีมากค่ะ

ค่า Uber  : จากสนามบินมาบริษัท Sinh Torist ในระแวกถนน ถนน ฟาม งู เหลา 88,000 ดอง หรือประมาณ 132 บาท หาร 3 คนเราว่าคุ้มมากค่ะ

78

หลังจากจัดการเรื่องตั๋วเรียบร้อยแล้ว เราสามคนพี่น้องก็หิวกันมากค่ะ เลยหาร้านข้าวแถวๆนั้น แต่อยากจะบอกสำหรับที่หิวแบบเรานะ ให้ไปหาร้านอาหารแถวอื่นดีกว่า เพราะแถวนี้แพงแถมไม่อร่อยอีกด้วยค่ะ  หลังจากกินมื้อแรกของวันเรียบร้อยแล้ว เราเลยหาจุดแรกที่เราจะไปกันค่ะ โดยจุดหมายแรกที่เราจะไปคือ Apartment Cafe

ค่า Uber : 31,000 ดอง

9

Apartment Cafe คือ ตึกที่รวมค่าเฟ่ น่ารักๆเอาไว้ค่ะ สำหรับค่าขึ้นไปด้านบนนั้นถ้าใช้ลิฟต์ ต้องจ่ายคนละ 3000 ดอง ซึ่งถ้าเราไปนั่งทานอะไร หรือซื้อของในคาเฟ่นั้น จะจ่ายเงินจำนวนนี้คืนให้เราค่ะ  คาเฟ่ส่วนใหญ่ที่นี่จะเปิดตอนเย็นนะคะ ซึ่งเราไปตั้งแต่เที่ยงก็แน่นอนค่ะ ได้แต่นอนดูวิว ถ่ายรูปเล่นแถวๆนั้นกันไป

1211141315

หลังจากเดินเล่นย่านนั้นอยู่พักใหญ่ๆ เราก็กดเรียก Uber ปักหมุดปลายทางที่ War Remnant Museum เพราะน้องชายอยากไปดูประวัติศาสตร์เวียดนามบวกกับเราได้อ่านหนังสือบุ๊คไกด์ก่อนจะมา หนังสือบอกว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือพิพิธภัณฑ์ที่โศกเศร้ามากที่สุดแห่งหนึ่ง

ราคาค่าเข้าชม War Remnant Museum  15,000 ดอง

ค่า Uber : 27,000 ดอง

16171820192122

เมื่อเดินจนหนำใจแล้ว เราเลยตัดสินใจว่าจะไปต่อที่พิพิธภัณฑ์อีกแห่ง คือ Ho Chi Minh City Museum เหมือนเดิมค่ะเรากดเรียก Uber อีกครั้้งค่ะ

จริงๆเราตั้งใจจะไปพิพิธภัณฑ์ลุงโฮค่ะ แต่เราเข้าใจผิดเลยทำให้มาที่นี่ ซึ่งที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยค่ะ เราก็เลยได้แค่ถ่ายรูปแบบเร็วๆแล้วไปจุดหมายอื่นต่อ

ค่าเข้าชม Ho Chi Minh City Museum : คนละ 15,000 ดอง ถ้ามีกล้องถ่ายรูปต้องจ่ายเพิ่มตัวละ 20,000 ดอง

ค่า Uber : 18,000 ดอง

232425262728

หลังจากเราถ่ายรูปในพิพิธภัณฑ์นี้เรียบร้อยแล้วเราตกลงกันว่าจะไปไปรษณีย์ของเมืองโฮจิมินห์กันค่ะ เปิด google map ดูระยะทางไปไปรษณีย์ห่างจากที่เราอยู่ไม่เยอะค่ะ เดินประมาณ 10 นาที คราวนี้เราเลือกที่จะเดินไปค่ะ ระหว่างทางก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆไม่นานก็ถึง

2930313332

อย่าแปลกใจถ้าเห็นรูปวันนี้เบี้ยวๆแปลกๆ หรือดูไม่สมประกอบนะคะ วันนี้เราลืมเลนส์ wide ใส่เป้ติดตัวมาค่ะ ภาพมันก็เบี้ยวๆหน่อยนะ  (ดาวลืมมมมมมมมมมมมม ดาวขอโต้ดดดดดดด)

เราตั้งใจมาไปรษณีย์เพราะจะไปหาโปสการ์ดสวยๆส่งกลับบ้านซักใบ  แต่เมื่อเข้ามาด้านใน ก็ตรงมาเลือกโปสการ์ด เลือกแล้วเลือกอีก ก็ไม่เจอที่ถูกใจเลยค่ะ สรุปก็ไม่ได้ซื้อแค่ถ่ายรูปแล้วออกมาด้านนอก

34

หลังจากนั้นเราก็เลยเดินถ่ายรูปเล่นแถวนั้นไปเรื่อยๆ จริงๆแล้วในโฮจิมินห์มีคาเฟ่และร้านน่ารักเยอะนะคะ เสียดายวันนี้เรามีเวลาน้อย เลยไม่ได้แวะที่ไหนจริงจังสักที่เลยค่ะ

35363738394041

หลังจากจุดนี้เราไม่มีที่ๆอยากไปแน่ชัดละค่ะ เลยตัดสินใจว่าจะเดินชมเมือง จะได้ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยค่ะ จนแล้วก็เดินกลับไปยังจุดที่เป็น Apartment Cafe อีกครั้ง เพราะแถวนั้นมีร้านชานมค่อนข้างเยอะ เราจะได้ไปนั่งพักเหนื่อยด้วยค่ะ

4243444546474849

มาถึงตรงนี้ตอนเย็นเริ่มครึกครื้นมากค่ะ ให้อารมณ์เหมือนสยามบ้านเรา ตอนนี้เราเริ่มเมื้อยขามากละ  เลยขอหาที่นั่งชิลชมบรรยากาศยามเย็นของเมืองโฮจิมินห์หน่อย มองหาเรื่อยๆจนตัดสินใจนั่งร้านชานมชื่อ Share Tea ที่อยู่ตรงข้ามกับตึก Apartment Cafe ด้านบนของร้านจะเห็นวิว Apartment Cafe ได้พอดีค่ะ

5051525354

เรานั่งเล่น ชมวิว ชมวิถีชีวิตของคนที่นี่จนค่ำ เลยตัดสินใจว่าจะไปอีกหนึ่งสถานที่ๆเราอยากไป ปกติเรามักจะชอบไปดูวิวมุมสูงของเมืองนั้นๆอยู่แล้ว มาโฮจิมินห์คราวนี้เราเลยไม่พลาดค่ะ  จุดหมายเราคือ Saigon Sky Deck ค่ะ จากตรงนี้สามารถเดินไปตึก Bitexco Financial Tower ที่เป็นตึกที่อยู่ของ Saigon Sky Deck  ด้านล่างของตึกเป็นห้างสรรพสินค้าด้วยค่ะ และถ้าใครต้องการขึ้นชั้นที่สูงกว่านี้ซึ่งเป็นบาร์มีเบียร์ฟรีด้วยค่ะ แต่เรา 3 คนพี่น้องถือคติไม่ดื่มแอลกอฮอร์เวลาเดินทาง เลยขอขึ้นมาแค่ชั้น 49 ก็พอ

ค่าเข้าชม Saigon Sky Deck : 200,000 ดอง/คน

เวลาเปิด-ปิด : 09:30 น. – 21:30 น.

555657585960

จริงๆวิวด้านบนของเมืองโฮจิมินห์ไม่ได้อลังการมากหรอกค่ะ คล้ายๆกรุงเทพฯบ้านเรา แต่สำหรับที่ชอบดูวิวมุมสูงแบบเรา ก็ยังแนะนำให้ขึ้นมานะคะ เพราะราคาค่าเข้าชมแค่คนละประมาณ 300 บาทค่ะ

หลังจากอิ่มกับวิวด้านบนแล้วเราก็ลงกลับมาด้านล้างกันค่ะ เมื่อลงมาปุ้บเรากำลังจะไปเดินเล่นกันต่อค่ะ แต่บังเอิญไปเห็นร้านอาหารที่อยูู่ฝั่งตรงข้ามของตึก น้องชายเราจำได้ว่าร้านนี้เคยมีรายการท่องเที่ยวจากไทยมาถ่ายค่ะ เราเลยกินมื้อค่ำที่นี่ก่อนจะไปขึ้นรถบัสนอนกันค่ะ

616263646566676970.jpg

ร้านนี้ไม่แพงนะคะ แถมอร่อยด้วย ใครมาแถวนี้เราแนะนำเลยค่ะ  หลังจากเราทานข้าวเสร็จเราเลยกดเรียก Uber ให้ไปส่งที่บริษัท Sinh Torist ความจริงแล้วเราต้องไปถึงก่อนเวลาขึ้นรถ 1 ชม เพื่อทำการ Check – in ตั๋วรถ ( 1 ชมก่อนเวลารถออก ต้องมา Check – in เพื่อรับตั๋วจริง พร้อม Tag กระเป๋าด้วยนะคะ ) แต่เราเหนื่อยกันมากละคะ เลยกะไปนั่งของที่ออฟฟิศบริษัทรถบัสดีกว่าค่ะ

ค่า Uber : 16,000 ดอง

มาถึงแล้วเราไม่ได้ถ่ายรูปรายละเอียดในออฟฟิศมานะคะ เนื่องจากตอนที่เราไปมีคนอยู่เยอะเลยค่ะ แต่ในออฟฟิศบริษัท Sinh Torist จะมีห้องน้ำ (สะอาดด้วยค่ะ) อ่างล้างหน้า ปลั้กสำหรับชาตแบต เก้าอี้นั่งรอ เยอะพอสมควรเลยค่ะ มาถึงเราก็รับกระเป๋าที่ฝากเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า เพื่อจะได้เอาสายชาตต่างๆมาสายแบตมือถือกันค่ะ  ซึ่งเรามาถึงก่อนเวลาที่รถจะออกประมาณ 2 ชม เลยออกไปเดินเล่นแถวถนน ฟาม งู เหลา ถนนแห่งนี้เราว่าไม่ต่างอะไรกับถนนข้าวสารบ้านเราเลยค่ะ ครึกครื้นตลอดทั้งคืนจริงๆ

7172

21.50 น รถบัสนอนก็มาจอดให้ผู้โดยสารทยอยขึ้นรถกันค่ะ รถบัสนอนจะเป็นเก้าอี้คล้ายเก้าอี้ first Class บนเครื่องบิน ซึ่งจะสามารถปรับนอนราบได้ ขนาดพอดีตัวเราค่ะ เมื่อขึ้นมาบนรถ คนขับจะแจกถุงพลาสติกให้เราถอดรองเท้าใส่แล้วเอาไปเก็บไว้ที่เตียงเราค่ะ  เตียงนอนจะมี 2 ชั้นนะคะ ส่วนเราทั้ง 3 คนได้ชั้นล่างเตียง  3 4 5 เพราะเราจองมาล่วงหน้าหลายวันเลยค่ะ เลยได้เตียงต้นๆ

เมื่อถึงเวลา 22.00 น รถก็เคลื่อนออกจากโฮจิมินห์มุ่งสู่ด่าหลัต

รถของบริษัท  Sinh Torist มีผ้าห่ม มีน้ำแจกให้คนละขวด เราว่าถ้าใครมาเที่ยวเวียดนามแล้วต้องเดินทางด้วยรถบัสระหว่างเมืองแบบนี้ เราแนะนำบริษัทนี้เลยค่ะ

73.jpg74757677

มุ่งหน้าสู่ด่าหลัตกัน รถออกได้ไม่นานเราก็หลับไปแบบไม่รู้ตัว เวลาประมาณ 1.00 น รถจะจอดให้เข้าห้องน้ำ ประมาณ 30 นาทีค่ะ จุดพักรถจะมีร้านข้าวด้วยนะคะ แต่ถ้าถามรสชาตเราก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้กิน เอาจริงๆคือไม่ได้ลงไปด้วยซ้ำค่ะ เพราะยังง่วงอยู่เลย หลังครบ 30 นาทีตามกำหนดรถบัสก็ออกเดินทางต่อค่ะ ระหว่างทางเรารู้แค่ว่ารถกำลังขับขึ้นที่สูงมากแน่ๆ เพราะเรามีอาการปวดหูคล้ายๆเวลานั่งเครื่อง

ด่าหลัตตตตตตตตตตต ด่าแหลตตตตตตตตตตตต  ด่าแหลตตตตตตตตตตตตตต

4.30 น เสียงคนรถ(บัส)เดินปลุกผู้โดยสารทุกเตียง แล้วไม่นานรถก็จอดหน้าบริษัท  Sinh Torist สาขา ด่าหลัต  ซึ่งเราก็ลงมาจากรถอย่าง งงๆ เพราะตอนนั้นเข้าใจว่า รถจะมาถึงที่ด่าหลัต ประมาณ 6 โมง ที่ไหนได้ถึงเร็วกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ แถมลงมาทั้งเมืองยังมืดอยู่เลยค่ะ อากาศที่นี่ช่างแตกต่างกับโฮจิมินห์เหลือเกินนนนนนนนนนนนนนนนนนนน  ค่อนข้างเย็นเลยค่ะ แนะนำมาเมืองนี้ติดแจ็คเก็ตมาด้วยนะคะ

สิ่งที่เราทำหลังจากได้สติและตื่นนอนเต็มตาละ ก็คือกดแผนที่หาทางไปโรงแรมที่จองเอาไว้ค่ะ ซึ่ง google map บอกเราว่าต้องเดินจากตรงนี้ไปประมาณ 10 นาทีค่ะ

80.jpg81787983.jpg82.jpg

เดินตามแผนที่มาเรื่อยๆจนถึงหน้าโรงแรม Tulip Hotel 2 ที่เราจองไว้ แต่โรงแรมปิดไฟมืดซะงั้น  เอาไงดี หนาวก็หนาว เราก็เลยลองเปิดประตู Lobby เข้าไปดูแล้วก็เจอว่ามีคนนอนอยู่ เราเลยไปบอกว่าเราจองที่นี่ไว้นะ เขาก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจ แต่ก็นอนต่อไม่สนใจเลยสักนิด เอาแล้วไงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง  เราก็เลยนั่งรอใน Lobby นั้นแหละค่ะ มันคงเป็นปกติของเมืองด่าหลัต เช้ามืดแบบนี้ ทุกๆโรงแรมจะสามารถเข้าไปนั่งด้านในได้ แต่จะไม่มีพนักงานให้เรา check – in

5.30 น พนักงานที่นอนเฝ้า Lobby ตื่น แล้วจัดการเปิดไฟทุกอย่าง เหมือนบอกว่าจะเปิดทำการแล้วนะ แล้วก็มีพนักงานสาว2-3คนเดินเข้ามา พนักงานที่มาเป็น reception ค่ะ ก่อนที่เราจะ check – in ก็มีนักท่องเที่ยวหลายคนแวะเวียน walk – in เข้ามา แต่ก็ต้องกลับไปเพราะโรงแรมนี้เต็มแล้ว เราแนะนำให้จองมาก่อนนะคะ จะได้มีที่ๆเราจะไปนั่งรอด้วยค่ะ ไม่งั้นคงต้องเดินกันไปเรื่อยๆ

แล้วเราก็ได้ check – in ค่ะ เราจองห้องแบบ 3 เตียง ผ่าน Agoda ในราคา 1071.96 บาท เมื่อ Check-in เรียบร้อยแล้วจะมีพนักงานยกกระเป๋าไปส่งเราที่ห้องค่ะ  โรงแรมในเวียดนามเกือบทั้งหมดจะเก็บ Passport ของเราเอาไว้ก่อน จะคืนตอน check -out แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะคะ สบายใจได้

สามารถจองโรงแรมได้ที่ Agoda

8485869087888991

ห้องที่ได้คือห้องแบบ 4 คน 2 เตียงใหญ่ทุกอย่างในห้องครบครัน ราคานี้ถือว่าดีมากกกกกกกกกกกกก

สำหรับใครที่ิจะไปด่าหลัต แต่ยังไม่รู้ว่าจะพักที่ไหน เราแนะนำ Tulip Hotel 2 เลยค่ะ อยู่ใจกลางเมืองเลย แถมพนักงานน่ารัก พูดภาษาอังกฤษดี ราคาไม่แพงด้วย

ด่าหลัตคือเมืองพักผ่อน

10.00 น เราสะดุ้งตื่น

ใช่ค่ะ เรา 3คนพี่น้อง เข้ามาในห้องปุ้บ ก็สลบปั้บ เพราะเหนื่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สังเกตได้จากรูปมีความเบี้ยวจนไม่น่าเป็นบล็อกเกอร์ที่ทำรีวิว 555555 เราขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วยนะคะ อิอิ ตื่นอาบน้ำ จัดการตัวเองกันเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมาที่ Lobby เพื่อถามอัตราการเช่ารถมอไซค์

การเดินทางหลักในเมืองด่าหลัต นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะใช้มอไซค์ในการสัญจรกันค่ะ เพราะมันสะดวก ค่าเช่าราคาไม่แพง แถมขับไม่ยากแบบเมืองใหญ่อย่างโฮจิมินห์ 

เราถามอัตราค่าเช่ารถได้ความว่า ถ้าเช่าเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้า คืน 4ทุ่ม ราคาคันละ 120,000 ดอง ประมาณ 180 บาท  แต่เราเช่าตอน 11 โมง ทางโรงแรมคิดราคาคันละ 80,000 ดอง เท่ากับ 120 บาท เวลาคืนเหมือนเดิมคือ 4 ทุุ่ม  แต่เราต้องไปเติมน้ำมันเองนะคะ 

ได้รถแล้ว Let’gooooooooooooooooooo

ก่อนเริ่มก็ต้องมาเติมน้ำมันกันก่อนค่ะ บอกเด็กปั้มดังๆว่า FULL

หลังจากนั้นเราก็ขับรถ วน รอบเมืองเล่นๆกันหนึ่งรอบ อยากแวะตรงไหน แวะได้เลยค่ะ พี่สาวเราเลยแวะซื้อสตอเบอรี่สดๆของดีเมืองด่าหลัตกันซะหน่อย

93.jpg9294959697.jpg

เราขับรถรอบเมืองกันสักพักก็เริ่มหิวกันแล้วค่ะ ก่อนออกจากโรงแรมพนักงานบอกทางย่านที่ีร้านอาหารอร่อยๆมานะคะ แต่เราหาไม่เจอเอง เลยหันซ้ายหันขวาแล้วก็จอด แล้วลองเดินดูร้านอาหารแล้วได้ ตกลงเลือกร้านๆนึงเพราะคนในร้านอยู่เยอะ แถมดูแล้วมีอาหารสากลเยอะเลยค่ะ (พี่น้องเราไม่ค่อยชอบอาหารเวียดนามค่ะ เราเลยทานอาหารสากลเป็นหลัก) ร้านอาหารในด่าหลัตหาไม่ยากนะคะ เพราะมีเยอะกระจายอยู่ทั่วเมือง

9899100

อิ่มแล้วเราก็ไปแว้นกันต่อค่ะ  ปักหมุดเพื่อไปน้ำตกดาตานลา ( Datanla Waterfall ) ส่วนตัวเราว่าน้ำตกที่นี่ไม่ได้สวยขนาดน้ำตกที่ลาวหรือที่ไทยบ้านเรานะคะ เป็นน้ำตกไม่ใหญ่มาก แต่จุดประสงค์หลักเราจะไปเล่น Bobsled ride กันค่ะ  จากในตัวเมืองด่าหลัตไปน้ำตกขับรถประมาณ 15-20นาทีก็ถึงค่ะ ทางสบายร่มรื่นมาก

101102103

มาถึงแล้วจะมีเจ้าหน้าที่คอยบอกให้เราไปจอดที่จอดมอไซค์นะคะ แต่ต้องจ่ายค่าฝากรถด้วยนะคะ จอดรถแล้วไปน้ำตกกันเลยค่ะ  เราเลือกที่จะไปน้ำตกด้วยวิธีเล่น Bobsled ride กันค่ะ เราเลือกซื้อตั๋วแบบไป-กลับ ซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็มาต่อคิวเลยค่ะ ตอนเราไปรอคิวไม่นานเราก็ได้เล่น  1 คันสามารถนั่งได้สูงสุด 2 คน ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ก็ถึงน้ำตกแล้วค่ะ  ใครมาแล้วเราว่าไม่ควรพลาดนะคะ ถึงแม้จะไม่เร้าใจมาก แต่ก็สนุกดี

ค่าฝากรถ : 5000 ดอง/คัน

ราคา Bobsled ride ไป-กลับ : 40,000 ดอง

105104.jpg107.jpg108.jpg109110111112113

เมื่อมาถึงตัวน้ำตก ถ่ายรูปเล่นจนพอใจแล้ว เราจะลองนั่ง Cable Car ระยะทางสั้นๆ ที่พาเรานั่งไปชมวิวน้ำตกอีกมุมหนึ่งค่ะ เราอยากลองนั่งไหนๆก็มาถึงละ แต่ใครไม่อยากเสียตังค์นั่งก็สามารถเดินทางไปได้นะคะ มีทางเดินทำไว้อย่างดีค่ะ มุมด้านล้างจะสงบ คนน้อยกว่าจุดด้านบน  นั่งเพลินๆขาละประมาณ 5 นาทีค่ะ

114115116117118

ขากลับออกจากน้ำตก เราเลือกกลับด้วยเจ้า Bobsled ride เหมือนเดิมเพราะเราซื้อตั๋วแบบไป-กลับไว้แล้ว ขากลับเราแค่นั่งเฉยๆ เจ้า Bobsled ride จะไปส่งเราเดียวกับตอนที่เรามาเองค่ะ

119.jpg120

หลังจากนั้นเราก็ไปเอารถที่จอดไว้ แล้วก็ออกแว้นไปจุดหมายต่อไปคือ Robin Hill เพื่อที่จะไปนั่ง Cable Car ชมเมืองด่าหลัตกันค่ะ

Cable Car ระยะทาง 2.3 กม ผ่านป่าสน วิวเมืองด่าหลัตจากมุมสูง สวยมากๆค่ะ เราแนะนำให้มานะคะ ให้มาถึงที่นี่ประมาณ 16.30 น เพราะจะเป็นเที่ยวสุดท้ายของ Cable Car และวิวเวลานี้เราสวยมากเลยค่ะ

ราคา Cable Car : 80,000 ดอง/ไป-กลับ

เวลา 7.00 – 17.00 น (รอบสุดท้ายคือ 16.30 น)

121.jpg122127123124125126128129130132135133134.jpg

หลังจากชมวิวมุมสูงกันเรียบร้อยแล้ว  เราก็ขับรถเข้าไปในตัวเมืองอีกครั้ง เมื่อเช้าตอนขับรถไปน้ำตกเราเห็นห้าง Big C อยู่หน้าทะเลสาบเลยตั้งใจจะไปแวะแถวนั้น เพราะจะได้ถ่ายรูปบรรยากาศตอนเย็นด้วย

136137.jpg

ใครมาด่าหลัต  เราแนะนำตอนเย็นให้มานั่งเล่นแถวนี้นะคะ บรรยากาศดีมาก คนเวียดนามเองก็มานั่งเล่นกันที่นี่ ตรงนี้มีอาหาร street food ให้เราลองทานเยอะแยะเลยค่ะ แถมอร่อย และราคาไม่แพงเลยคะ แนะนำมากๆๆ   ที่นี่เขาจะมีเก้าอี้ตัวเล็กๆให้เราทานอะไรอยู่หน้าแม่ค้า มันเป็นวิถีชีวิตที่น่ารักดีนะ

138139141142140

ไม่แน่ใจว่าขนมที่กินเรียกว่าอะไร แต่เราเรียกว่า โตเกียวด่าหลัตละกัน 5555 อร่อยนะ !! 

143น้ำเต้าหู้ด่าหลัต อร่อย หอม หวาน กำลังดี ราคาแก้วละ 10,000 ดอง

144145146147.jpg148149

ตอนแรกเลย เราตั้งใจแค่มาเดินเล่น ชมวิวริมทะเลสาบ แล้วจะไปหาคาเฟ่น่ารักๆนั่งกันค่ะ แต่ในที่สุดแล้วอาหารเวียดนามแบบ street food กลับมัดใจเราได้มากกว่าคาเฟ่ที่คิดไว้ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศเราชอบการได้นั่งมอง ลิ้มลอง ความเป็นวิถีชีวิตของที่นั้น เราว่าทุกๆเมือง ทุกๆประเทศจะมีเสน่ห์ของตัวเอง

150.jpg

กินจนอิ่มแล้ว เราก็แว้นมอไซค์กลับโรงแรมกันค่ะ หน้าโรงแรม Tulip Hotel 2 มีตลาด เราเลยว่าจะลองไปเดินเล่นดู แถมฝั่งตรงข้ามถนนเดียวกับโรงแรมจะมีคาเฟ่น่ารักๆเรียงรายไปตลอดถนนเส้นนั้นเลยค่ะ มาถึงโรงแรมเราก็คืนกุญแจรถมอไซค์เลยค่ะ เพราะว่าคืนนี้ไม่มีไปแว้นไหนละ  ลืมบอกว่า เมื่อเช้าตอนเราเช่ารถมอไซค์ เงินค่าเช่ารถ ทางโรงแรมบอกว่าค่อยจ่ายตอน check – out ทีเดียวค่ะ

ถนนใหญ่ด้านหน้าโรงแรมมีตลาดกลางคืน เราเลยมาเดินเล่น แต่ตลาดแห่งนี้ไม่มีอะไรหน้าสนใจเป็นพิเศษค่ะ ร้านค้าจะขายคล้ายๆกัน และจะเป็นเสื้อผ้าเป็นส่วนใหญ่ เสร็จจากตลาดเราก็มาแวะคาเฟ่หน้าโรงแรมต่อ (ลืมถ่ายรายละเอียดด้านในอีกละ)  คาเฟ่ที่นี่อาหารอร่อย ราคาไม่แพงเลยค่ะ ใครมีเวลาเราแนะนำให้มานั่งเล่นชิลๆ

151152153154

6.00 น เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น

วันนี้เราต้องตื่นเช้าเพราะได้ให้ทางโรงแรมจองรถบัสเพื่อเดินทางไป มุยเน่ (Muine) เอาไว้ รถออกจากด่าหลัต เวลา 8.00 น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4.5 ชม  โรงแรมนัดให้เรามาก่อนเวลาประมาณ 30 นาทีก่อนรถออก

เราลงมา check – out แล้วจัดการค่าใช้จ่ายที่ค้างไว้ทั้งค่าเช่ารถมอไซค์และค่าตั๋วรถบัส พนักงานโรงแรมบอกว่า เดี๋ยวจะมีคนไปส่งเราที่บริษัทรถนะ  ว่าแล้วก็มีคนมาช่วยถือกระเป๋าพาเราไปบริษัทรถบัส ซึ่งห่างจากโรงแรมประมาณ 4 คูหา ก็มีรถบัสจอดรอเราอยู่ค่ะ  เราจะเอากระเป๋าเก็บไว้ใต้ท้องรถ แต่คนขับให้พาขึ้นมาวางไว้ใต้ที่นั่งเราเอง เพราะใต้ท้องรถเขาจะเอาไว้ใส่ของที่มีคนจ้างขนส่ง รถบัสคันนี้ไม่มีกำหนดเลขที่นั่ง จับจองเอาตามชอบเลยค่ะ

เมื่อถึงเวลา 8 โมงตรงรถถึงจะออกจากเมืองด่าหลัต มุ่งหน้าสู่ มุยเน่

ราคาตั๋วรถ Dalut – Muine : 120,000 ดอง/คน (มีรถหลายรอบ)

เวลารถมีทั้งหมด 4 รอบ ใช้เวลา 4.5 ชม

155156157.jpg158159

12.00 น ถึงมุยเน่

รถบัสมาจอดที่สำนักงานของบริษัททัวร์สาขามุ่ยเน่ ก็มีคนเข้ามาขาย Half Day Tour ก็คือเจ้าหน้าที่ของบริษัทรถบัสนั้นแหละค่ะ  ตกลงเรื่องราคากันได้แล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าจะไปรับเราที่โรงแรม เวลา 13.30 น  แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้ไปโรงแรมเลย หิวก็หิว เลยนัดเวลาใหม่ขอเป็น 14.00 น

จากบริษัททัวร์นี้ไปโรงแรม มีรถไปส่งเราฟรีค่ะ

ราคา  Half Day Tour :  700,000 ดอง

160.jpg

รถของบริษัททัวร์มาส่งเราปากซอยของโรงแรม Muine Sport Hotel เราจองผ่าน Agoda เหมือนเดิม แต่ต้องมาจ่ายเงินเมื่อเข้าพัก เราจองแบบ 3 คน ไปในราคา 900 บาท จากปากซอยหน้าถนนประมาณ 100 เมตร เดินเข้ามาก็ถึงโรงแรมค่ะ ปากซอยมีร้านอาหาร นักท่องเที่ยวทานอยู่เต็มเลยค่ะ เราเล็งไว้ละ ขอไป check – in เก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะออกมาทานมื้อเที่ยงกันค่ะ

161

ต้องขอโทษด้วยนะคะ เราลืมถ่ายรูปห้องพักมา เพราะตอนนั้นคือหิวมาก วางกระเป๋าเสร็จก็ออกมาปั้บ (ดาวขอโต้ดดดดดดดดดดดดดดดดด  ดาวเบลอมากกกกกกกกก)

แต่ห้องที่เราได้คือ ห้องแบบ 1 เตียงใหญ่แล้วมีเตียงเสริม 1 เตียง ส่วนห้องน้ำ ทุกอย่างดีตามมาตฐาน ค่ะ ราคานี้ถือว่าคุ้มค่ามาก

หลังเก็บของแล้วเราก็ออกมาบ้านซอยค่ะ มีร้านอาหาร ซึ่งเมื่อเราเข้าไปถึงได้รู้ว่าตรงนี้เป็นเหมือนศูนย์อาหารรวมร้านต่างๆเอาไว้ค่ะ เราจะไปซื้อจากร้านไหนก็ได้มากินค่ะ เราลองทานจากหลายร้านอร่อยเลยค่ะ แถมราคาไม่แพงด้วย (ถูกกว่าที่ด่าหลัตและโฮจิมินห์)

162163164.jpg

ทานข้าวกันเสร็จเราก็เดินกลับไปนั่งรอที่โรงแรมเพราะนัดให้รถไปรับที่โรงแรม กลัวหากันไม่เจอค่ะ  นั่งรอกันสักพัก 14.00 น ตรงเวลาเป๊ะ ก็ได้ยินเสียงรถมาจอดหน้าโรงแรม แล้วก็จริงด้วยค่ะ คนขับรถจีปเดินมาตามเรา 3 คน แล้วก็เดินนำมาขึ้นรถ ก่อนขับรถออกไป รถขับแนะนำตัวกับเราว่าชื่อ คิม  แล้วก็บอกโปรแกรมเที่ยวของเราวันนี้ ว่ามี 4 จุดท่องเที่ยว จุดแรกที่จะพาไปคือแกรนด์แคนยอนมุยเน่ หรือ Fairy Stream  จุดที่ 2 คือ หมู่บ้านชาวประมงมุยเน่ หรือ Muine Fishing Village  จุดที่ 3 คือ ทะเลทรายขาว หรือ White Sand Dunes  และ จุดสุดท้ายของทริปเขาขะพาเราไปดูพระอาทิตย์ตกที่ทะลทรายแดง หรือ Red Sand Dunes  เมื่อเข้าใจโปรแกรมวันนี้แล้วก็ออกเดินทางกันเลยค่ะ

Let’gooooooooooooo

165166

นั่งรถจากโรงแรมไม่นาน Mr.คิม ก็เลี้ยวเข้ามายังจุดท่องเที่ยวแรก จอดรถแล้วเดินนำเราไป บอกว่าให้ถอดรองเท้าด้านบนนะ อย่าไปถอดด้านล่าง แล้วถ้ามีเด็กบอกว่าจัดรองเท้าให้ ให้ Say No เท่านั้น แล้วก็บอกเราว่าจุดมีเวลา 30 นาทีนะ

Fairy Stream  อารมณ์เหมือนคลองเล็กๆที่แห้งขอด เราต้องเดินลุยน้ำเหนือตาตุ่มเข้าไปเอง ซึ่งที่นี่เราไม่อินแถมมีเป็ดว่ายน้ำอยู่  เอาจริงๆ เราไม่ได้กลัวสัตว์ปีก แต่เรากลัวโรคที่มากับสัตว์ปีก แต่ไหนๆก็มาแล้วเราก็เลยเดินเข้าไป แต่เราเข้าไปแค่ครึ่งทาง ถอดใจต้องถอย เพราะข้างหน้าน้ำเริ่มสูงขึ้น คนเยอะ แถมอากาศร้อนมากกกกกกกกกกกกกกกก  เลยถ่ายรูปเล่นแค่ตรงนั้น ( ดาวขอโต้ดดดด ดาวไม่อินนนนนนนน)

168167.jpg169170171173172

เราเดินกลับมาด้านบน Mr.คิม ดู งงๆ ที่เรากลับมาเร็ว แต่ก็เดินนำเราไปที่รถแล้วออกรถไปยังจุดที่สอง คือหมู่บ้านชาวประมง  ระหว่างทางฝั่งขวาวิวทะเลสวยมากนะคะ ส่วนตัวเราชอบมากกับการได้นั่งรถดูวิวไปแบบนี้  ไม่นาน Mr.คิมก็พาเรามาถึงหมู่บ้านชาวประมง แล้วก็ปล่อยให้เราไปถ่ายรูปเล่น สำหรับคนที่เลือกมาทริปรอบบ่ายแบบเรา อยากจะบอกว่าให้พากันแดด ทากันแดดแบบแน่นๆเลยนะคะ แดดแรงมากกกกกกกก ร้อนมากกกกกกกกกกกกกกกก

Muine Fishing Village แนะนำให้มาตอนเช้า เพราะจะคึกคัก จะได้เห็นพ่อค้าแม่ค้าซื้อขาวปลากันจริงๆ ส่วนตอนบ่ายก็จะเงียบเหงาหน่อยค่ะ

174.jpg177175176180179178

หลังจากเก็บรูปเสร็จแล้ว Mr.คิม พาเราไปจุดที่สามต่อ จากหมู่บ้านชาวประมงไปทะเลทรายขาว ใช้เวลาค่อนข้างนานค่ะ แต่วิวข้างทางสวยมากค่ะ  ระหว่างทาง เราจะผ่านทะเลทรายแดง ซึ่ง Mr.คิม บอกเราว่าจะพามาดูพระอาทิตย์ตกที่ทะเลทรายแดง เป็นโปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ เรานั่งชมวิวไปเรื่อยๆ จน Mr.คิม เลี้ยวรถเข้ามาจอดตรงทางเข้าเนินทรายขาว

White Sand Dunes เนินทรายขาวเนื้อละเอียดถึงแม้จะไม่ได้กว้างขนาดสุดลูกหูลูกตา แต่เราแนะนำมากใครมามุยเน่ให้มาทะเลยทรายแห่งนี้ เพราะทะเลทรายนี้มาง่ายที่สุด ใช้เงินไม่เยอะ ส่วนการที่เราจะขึ้นไปตรงเนินทรายนั้น ต้องใช้รถ ATV หรือ จีป ขึ้นไป เพราะถ้าให้เดินไป วันนี้ก็คงไม่ถึงแน่ๆค่ะ แต่นั้นละคะ ราคารถแพงมากกกกกกกกกกกกกกก

เราต่อรองราคากัน โดยให้ Mr. คิม ช่วยอีกแรง ได้ความว่า ATV เล็ก เราสามารถขับเองได้ แต่จะไม่สามารถขึ้นไปจุด Top ของ ทะเลทรายได้ ส่วน ATV ใหญ่สามารถขึ้นไปบน Top ได้ แต่ต้องใช้คนขับ 1 คัน เราซ้อนได้เพิ่ม อีก 2 คน แต่เรามี 3 คน เราเลยถามถึงรถ จีป ซึ่งดูแล้วราคาน่าจะคุ้มที่สุด เราเลยเลือกเป็นรถจีปค่ะ เพราะราคา ATV คันใหญ่ เรามีกัน 3 คน ต้องเช่าถึง 2 คัน ราคารวม 3,000,000 ดองเลยค่ะ แต่รถจีปที่เราเลือกเป็น 1,500,000 บาท  แล้วนั้นแหละค่ะ เราสามคนพี่น้องเงินไม่พออออ ( 555555555 ) Mr. คิม บอกว่าเดี๋ยวเขาจ่ายให้เราก่อน (ตอนนั้นคิดว่า Mr.คิม ได้ค่าคอมมิชชั่นแน่ๆ) แล้วก็ส่งเราขึ้นรถจีป พร้อมย้ำว่าให้ขึ้นไป Top ด้วยนะ มันสวยมากกกกกกกกกกก

ราคารถ ATV เล็ก : 750,000 ดอง/คัน

ราคารถ ATV ใหญ่ (พร้อมคนขับ) : 1,500,000 ดอง/คัน

ราคารถจีป : 1,500,000 ดอง/คัน

182183181184.jpg185.jpg

รถจีปมาส่งเราบนทะเลทราย แล้วก็จริงด้วยค่ะ รถ ATV เล็กจะขึ้นมาด้านบนไม่ได้เพราะกำลังไม่พอ ตอนนี้เราก็เลยถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ อากาศด้านบนนี้มีลมตลอดเวลา ไม่ได้ร้อนตามแสงแดดเลยค่ะ แต่คิดว่าดำแน่นอนไม่ต้องห่วง

คำแนะนำ : จัดพร็อบมาให้แน่นที่นี่ถ่ายรูปสวยมากกกกกกกค่ะ 

188186.jpg187.jpg189.jpg190191192

ถ่ายรูปกันจนเหนื่อยละ ลมก็แรงขึ้นเรื่อยๆ จนเราตกลงกันว่าจะลงจากทะเลยทรายละ แล้วไปรอรถจีปมารับ แต่ไม่ทันขาดคำ Mr. คิม ก็แว้น ATV มาหาเรา เราคิดในใจว่าหรือรถจีปหาเราไม่เจอหรอ หรือยังไง จนได้ความว่า Mr. คิม เอา ATV คันใหญ่มา 2 คันเพื่อมารับเราไปชมวิวจุด Top แบบไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม (ตอนนั้นคือซึ้งใจ Mr.คิมมากกกกกกกกกกกก)

ว่าแล้ว เรากับพี่สาวนั่ง ATV คันเดียวกัน ส่วนน้องชายซ้อนไปคันเดียวกับ Mr.คิม  ความตื่นเต้นมันอยู่ตรงนี้ค่ะ คนขับ ATV คันของเรากวนทีนมากกกกกกกกกกกกกก ขับรถขึ้นลงทะเลทราย เรากรี้ดจนหมดเสียง เพราะไม่ว่าทรายจะซันขนาดนั้น คนขับก็พาเราแว้นแบบไม่มีคำว่าชะลออะไรเลยยยยยยยย  (ไว้เอา VDO มาแปะให้ดูกันนะคะ)

เมื่อขึ้นมาถึงบน Top ก็เข้าใจแล้วว่าทำไม Mr. คิม อยากให้เรามาให้ได้ เพราะจุดนี้วิวสวยมากกกกกกกกกก  เราเลยจัดการถ่ายรูปกันไปอีกกระบุง 

194195196197201202203205204

ถ่ายรูปกันอิ่มแล้ว Mr. คิม ก็เดินมาบอกว่าต้องกลับกันแล้ว เพื่อจะได้ไปถึงทะเลทรายแดงให้ทันกับพระอาทิตย์ตก  ขากลับก็แว้น ATV กลับกันเหมือนเดิมค่ะ

กลับลงมาถึงทางเข้าทะเลทราย Mr. ก็ซื้อน้ำเปล่าไว้ให้เราคนละขวด แล้วเล่าให้ฟังว่า เหตุที่เอา ATV ไปรับเพราะ อยากให้ได้ขึ้นไปจุด Top อยากให้เราได้เห็นวิว แล้วอีกอย่างคือถ้าเรานั่งรถจีปลงมาอาจจะพุงแตกได้ เพราะ โช๊ครถจีปมันแข็งมันให้เราเด้งแรง อันตราย

ความรู้สึกคือ Mr. คิม ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ใส่ใจพวกเราดีมาก ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย แถมพี่สาวเรานางดันลืมรองเท้าไว้บนทะเลทราย Mr. คิมก็ขึ้นไปเอาให้ แถมไม่มีบ่นอะไรใดๆสักคำ 

198206207208209210

จากทะเลทรายขาวไปทะเลทรายแดง ใช้เวลานานพอดูเลยค่ะ เอาเป็นว่าลมเย็นๆทำเอาเคลิ้มจะหลับ แล้ว Mr.คิม ก็มาจอดที่ฝั่งตรงข้ามทะเลทรายแดง แล้วปล่อยให้เราเดินขึ้นกันไปเอง เพราะตรงทะเลทรายแดงนี้ เดินขึ้นไปไม่ยากค่ะ  ตอนเราไปถึงผู้คนรอดูพระอาทิตย์ตกอยู่เยอะเลยค่ะ เราไปถึงพระอาทิตย์กำลังคล้อยลงมาแล้ว แต่เสียดายวันนี้พระอาทิตย์ดันขี้อายตกแอบลงหลังเมฆซะงั้น เราก็เลยแค่เก็บวิวแบบหามุมหลบมวลประชาชนกันไป

Red Sand Dunes ทะเลทรายแดงเหมาะแก่การไปดูพระอาทิตย์ตก ขนาดไม่ใหญ่เท่าทะเลทรายขาว

211212213215216218217

เสร็จจากทะเลทรายแดง ก่อนจะกลับไปโรงแรมเราก็ให้ Mr. คิม พาไปหาตู้ ATM เพื่อกดตังค์ (กดเงินต่างประเทศค่าธรรมเนียม 100 บาท/ครั้ง เราใช้บัตร SCB กดได้ทุกตู้ หายห่วง)  ระหว่างทางเราถาม Mr.คิม ว่ามีร้านอาหารทะเลแนะนำมั้ย ซึ่ง Mr.คิม ก็ได้บอกชื่อร้าน แล้วบอกว่าให้เอาชื่อร้านบอก Taxi ร้านนี้อาหารทะเลสดมาก แถมบอกอีกว่า ไม่ต้องสั่งเยอะ แต่ให้สั่งทุกอย่างมาชิม  ก่อนแยกกับ Mr. คิม เราได้ถามไลน์สำหรับติดต่อมาให้คนที่อยากจะหาคนรถเหมาในมุยเน่ ที่ได้รับการดูแลที่ดีมากแบบเรา

Line Mr.คิม : Kimjeeptour 

219.jpg

กลับถึงโรงแรมแล้ว ทั้งตัวเต็มไปด้วยทรายยยยยยยยยยยยยย  รีบไปจัดการตัวเองเลยค่ะ อาบน้ำ แต่งตัว เพราะตอนนี้หิวมากละคะ  เสร็จแล้วเรารีบลงไปหน้าปากซอยเรียก Taxi เอาชื่อร้านอาหารให้เขาขับ คนขับพยักหน้า เราก็กระโดดขึ้นรถกันเลยกันค่ะ Taxi ที่นี่เกือบ 100% จะกดมิเตอร์นะคะ ราคาไม่แพงค่ะ

มาถึงร้าน Hong Hao เราก็สั่งไปตามคำแนะนำของ Mr. คิมเลยค่ะ อย่างละนิด แต่สั่งหลายๆอย่าง ด้วยความหิวเราถ่ายรูปอาหารมาแค่ครึ่งนึงเองค่ะ แต่รับรองว่าร้านนี้อาหารทะเลสด อร่อย ราคากำลังดี แถมร้านนี้คนเยอะ ทัวร์ 5 ดาว ของเกาหลีก็มาลงนะคะ ใครมามุยเน่ต้องแวะมาค่ะ

220.jpg221222223224225226

อิ่มมมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

พูดได้แค่นี้จริงๆค่ะ เสร็จแล้วเราก็โบก Taxi กลับโรงแรม  คืนนี้ก่อนนอนเราจัดกระเป๋ากันให้เรียบร้อยไว้ก่อน เพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้าอีกแล้วค่ะ  เราได้ซื้อตั๋วรถบัสนอน รอบ 8 โมงเช้าไว้ตั้งแต่วันที่เรามาถึงมุยเน่แล้ว ก็ซื้อที่บริษัทเดิมนั้นแหละ  รถจะมารับเราที่ปากซอยโรงแรม

7.20 น เราทำการ check – out โรงแรม พร้อมรับ Passport คืน

ออกมาหาอะไรทานที่ร้านหน้าปากซอย แต่ตรงศูนย์อาหารที่เรากินเมื่อวานยังไม่เปิดค่ะ คงจะเริ่มเปิดตอนเที่ยง แต่ก็ยังมีอีกร้านที่พอจะมีอาหารเช้าให้เราทานกัน ร้านนี้ราคากลางๆ แต่รสชาตไม่อร่อย ก็กินไปพอให้ไม่หิว เพราะเราต้องนั่งรถประมาณ 4-5 ชม กว่าจะถึง โฮจิมินห์

8.10 น  รถบัสนอนแวะมารับเราตามที่นัดกันไว้

ข้อเสียของการจองแบบนี้คือ ทางบริษัทรถไม่ได้กำหนดที่นั่งมา ก็ใช้ระบบให้คนรถจัดการที่นั่ง ที่เหมาะสมกับเราให้ค่ะ  เราสามคนได้ เตียงแถวหลังสุด ซึ่งเอาจริงๆสบายกว่าเตียงเดี่ยวๆอีกค่ะ ยืดขาได้สบายมาก

ค่ารถ Muine – Ho Chi Minh : 150,000 ดอง/คน

ใช้เวลาเดินทาง 4-5 ชม

227228229230231232

13.00 น รถมาถึงโฮจิมินห์ในย่านถนน ฟาม งู เหลา

เราลงไปถามบริษัทรถว่าฝากกระเป๋าได้มั้ย บริษํัทนี้ไม่รับฝากกระเป๋าค่ะ ซึ่งเดิมเราตั้งใจว่าจะฝากกระเป๋าแล้วไปเที่ยวต่อ เพราะเราขึ้นเครื่องกลับคืนนี้ เรามีเวลาตอนบ่ายเหลือ คิดไว้ว่าจะไปตลาดบินถั่น ( Ben Thanh Market )  สุดท้ายเราตกลงกันว่าคงต้องกลับไปฝากกระเป๋าที่สนามบินกันค่ะ

สำหรับที่ฝากกระเป๋าของสนามบินโฮจิมินห์อยู่ที่ชั้นขาเข้า ประตู้ใกล้กับ Burger King  ส่วนราคานั้นเราลืมถ่ายรูปมาค่ะ เราฝากแล้วค่อยมารับตอน 1 ทุ่ม

ค่า Uber จากถนนฟามงูเหลา – สนามบินโฮจิมินห์ : 101,000 ดอง

233.jpg234

ฝากกระเป๋าเรียบร้อยเราก็เรียก Uber พาไปตลาดบินถั่นกันต่อ ใครต้องการหาของฝากเราแนะนำให้มาหาที่ตลาดแห่งนี้ ของฝากที่นี่เยอะและสามารถซื้อได้ในราคาดีเลยค่ะ  ส่วนราคาที่พ่อค้าแม่ค้าบอกมาให้ต่อก่อนนะคะ แล้วส่วนใหญ่ก็จะต่อได้มากกว่าครึ่งค่ะ พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่พูดภาษาไทยได้ค่ะ แถมในตลาดมีของกินเยอะแยะด้วยค่ะ เราได้ลอง 2-3 ร้านอาหารอร่อยเลยค่ะ ราคาไม่แพงนะคะ 

ตลาดนี้ช้อปปิ้งสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แนะนำมากๆๆสำหรับขาช้อป

ค่า Uber จากสนามบินโฮจิมินห์ – ตลาดบินถั่น : 84,000 ดอง

2354.jpg236237

238239240

เดินจนเมื้อย ช้อปปิ้งกันจนเงินจะหมดกระเป๋า เราจะกดเรียก Uber ไปสนามบิน แต่ฝนตกหนักมากค่ะ เราเลยหาร้านกาแฟนั่ง ก็เลยวิ่งฝ่าฝนไปร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามค่ะ  นั่งรอฝนหยุดไปสักพักแต่ก็ยังไม่มีทางทีว่าฝนจะหยุดเลยค่ะ สุดท้ายก็เลยกดเรียก Uber ซึ่งนานมากกว่ารถจะมา เพราะเป็นช่วงที่คนต้องการใช้รถเยอะค่ะ แต่แล้วรถก็มานะคะ  ซึ่งเราต้องไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ไม่เกิน 19.30 น  ซึ่งก็มาถึงทันเวลาพอดี ได้กระเป๋าแล้วเราก็เข้าไป Check – in ตั๋วค่ะ  ยังทำตัวเอื่อยๆ ยังไม่รู้ว่ากำลังจะเดือดร้อน

เพราะว่า เราเข้าใจว่า บิน 4 ทุ่ม แต่ที่ไหนได้ 4 ทุ่มอ่ะคือเวลาเราไปถึงไทย  !!!!

เกือบไปแล้วววววววววววววววววววว

เกือบตกเครื่องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

แต่ในที่สุดเราก็ Check – in ได้ทันเวลา ซึ่งเป็น 3 คนสุดท้ายของเที่ยวบินนั้น ถือว่ารอดค่ะ ไม่ตกเครื่องแต่เมื่อเข้าเกทมาปุ้บกลับกลายเป็นว่า เครื่องดีเลย์ประมาณ 30 นาที !! ก็นั่งรอชิลๆกันไปค่ะ

241

การเดินทางเพื่อไปต่างประเทศสำหรับเรานั้น หลายๆครั้งเราเลือกที่จะเดินทางแบบสบายๆ เพราะเราเชื่อว่าการเดินทางไปต่างประเทศ มันไม่ใช่การเดินทางที่ต้องลำบากเสมอไป ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเยอะหรอก  สำหรับเราๆความสุขของเราแค่การได้ไปดูวิถีชีวิต ได้ไปดูวัฒนธรรมที่แตกต่าง ไปเพื่อให้เราได้เปิดโลกกว้าง  ได้เห็นโลกใบนี้แบบที่เรายังไม่เคยเห็น

#บันทึกนักหนีเที่ยว

242


สรุปค่าใช้จ่าย งบ 10,000 บาท

  • ค่าตั๋วเครื่อง ไป-กลับ : กรุงเทพ – โฮจิมินห์ สายการบินนกแอร์ 2500 บาท
  • ค่ารถบัส(นอน) โฮจิมินห์ – ด่าหลัต : 299 บาท
  • รวมค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 75 บาท
  • ค่าเข้าชม Saigon Sky Deck  : 300 บาท
  • ค่าที่พักด่าหลัต  : 1071.96 / 3 คน = 358 บาท/คน
  • ค่าที่พักมุยเน่ : 900บาท/3คน = 300 บาท/คน
  • ค่าเช่ารถมอไซค์ที่ด่าหลัต : 120 บาท
  • เติมน้ำมัน : 75 บาท
  • ค่า Bobsled ried : 60บาท/คน/ไป-กลับ
  • ค่า Cable Car วิวน้ำตก : 60บาท/คน/ไป-กลับ
  • ค่า Cable Car วิวเมืองด่าหลัต : 120บาท/คน/ไป-กลับ
  • ค่ารถบัสจากด่าหลัต – มุยเน่ : 180บาท/คน
  • ค่าทัวร์มุยเน่ครึ่งวัน : 700,000ดอง/3คน = 350บาท/คน
  • ค่ารถจีปขึ้นทะเลทราย : 1,500,000ดอง/3คน = 750บาท/คน
  • ทิปคนขับรถ : 150บาท/3คน = 50บาท/คน
  • ค่ารถบัส(นอน) มุยเน่ – โฮจิมินห์ : 225บาท/คน
  • ค่ากินรวม 4 วัน : 4,360,000ดอง/3คน = 2180บาท/คน
  • ค่า Uber รวมทั้งทริป  515,000ดอง/3คน = 773
  • ค่าของฝาก 500 บาท
  • ค่าจิปาถะ 500 บาท

รวมค่าใช้จ่าย 9,775 บาท งบ10,000 มีทอนนะ


ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com