44 hrs. in KL

ใครบอกว่าต้องมีเวลาเยอะๆ ถึงจะเที่ยวต่างประเทศได้ !!

ทริปนี้เราเลยขอพาทุกคนไปเที่ยว กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แบบใช้เวลาแค่ 44 ชม กัน

เราเคยเดินทางไป KL มาหลายครั้ง ครั้งนี้เราก็อยากไปอีก เพียงเพราะเห็นรูปสระว่ายน้ำที่มีวิวมุมสูงของ KL จาก Pinterest จนทำให้เราต้องหาข้อมูลว่าภาพนั้นถ่ายมาจากส่วนไหนของ KL แล้วในที่สุดก็เกิดเป็นทริปนี้ 44 ชม in KL 

79.jpg

ทริปนี้เราเลือกเดินทางในเวลาค่ำของวันศุกร์และกลับวันอาทิตย์ค่ำๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลางาน และทริปนี้เรามีสมาชิกในทริปอีก 2 คน ก็คือเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของเราเองค่ะ

ทริปของมนุษย์ทำงานประจำที่อยากไปต่างประเทศ แต่ก็ไม่อยากลางาน ให้เจ้านายหงุดหงิดใส่  เราเลยเลือกที่จะไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

เราเดินทางด้วยสายการบิน Air Asia ไปกลับ ดอนเมือง – กัวลาลัมเปอร์ ราคาประมาณคนละ 2300 บาท  เลือกเดินทางออกจากสนามบินดอนเมืองรอบ 21.00 น. ถึง KL เวลา 00.15 น. (ตามเวลาของมาเลเซีย)

2.jpg

โดยส่วนใหญ่เวลาที่เราเดินทางไปต่างประเทศแบบรีบๆ เรามักจะเปิดโรมมิ่งทุกครั้ง เพราะเราอาจจะต้องรับสาย หรือใช้ข้อความบางอย่างในการทำงานของเราอยู่ตลอด ดังนั้นทริปนี้เราก็เหมือนเดิมค่ะ เราเปิดโรมมิ่งสัญญาณโทรศัพท์ไป แต่ในส่วนของ internet เราเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเปลี่ยนซิมสักเท่าไร (เพราะมักทำซิมหายค่ะ) เลยเลือกที่จะใช้ Pocket Wifi ประจำ

ทริปนี้เรามี Noi Pocket Wifi ร่วมหนีเที่ยวไปกับเราค่ะ ทริปนี้เรามีสมาชิกกัน 3 คน ก็เอา Pocket wifi ไปสองเครื่อง เท่านี้ก็มีเน็ตให้ใช้ตลอดเวลาที่อยู่ที่มาเลเซียละค่ะ

เราแวะมารับ Wifi ที่ชั้น 1 อาคาร 1 สนามบินดอนเมือง ซึ่งใครจอง Noi Pocket wifi แบบเรา สามารถนัดรับได้ที่ เคาเตอร์ Ais Traveller Sim ที่ชั้น 1 ใกล้ๆกับประตูขาเข้านะคะ

3.jpg45

ขอเล่าเรื่องอีกนิด ก่อนที่จะพาหนีเที่ยวกัน ด้วยความหลงๆลืมๆของเรานั้น คือเราต้องไปรับ Pocket Wifi ก่อนที่จะผ่าน ตม เข้าไปในเกท แต่เราดันนนนนนนนนนนผ่าน ตม เพราะรีบเข้าไปหาอะไรกินด้านใน ทั้งที่ยังไม่ได้มารับ Pocket Wifi เลยค่ะ !!!

คุยเล่นกับเพื่อน กำลังพูดถึงการใช้งานเน็ตที่มาเลเซีย ก็นึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ไปเอา Pocket Wifi ก็รีบเลยค่ะ รีบไปขออนุญาตพี่ ตม. ทำหน้าเศร้าๆด้วย ว่าเราลืมของไว้ด้านนอกขอออกไปเอาได้มั้ย คือ ถ้าพี่ ตม. อนุญาตก็ออกไปได้ค่ะ แต่ถ้าพี่ ตม. ไม่อนุญาต ก็อด  เราโชคดีที่พี่ ตม. สงสารเลยให้ออกไป โดยให้บัตรสีเหลืองๆ ที่เขียนข้อความว่าได้รับอนุญาตจาก ตม. (จำข้อความเป้ะๆไม่ได้นะ)  เพราะเราผ่านการตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว จะผ่านซ้ำ 2 ไม่ได้ ดังนั้นต้อง ขออนุญาตก่อนนะคะถึงจะออกไปได้

ตอนนี้มี Wifi แล้ววว พร้อมหนีเที่ยวแล้วน้าาาาา

6

เรากินอะไรกันจนอิ่มแล้วก็มานั่งรอหน้าเกท เพื่อรอขึ้นเครื่อง เที่ยวบินนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนมาเลเซียนะคะ คนไทยมีไม่เยอะ

21.30 น. สายการบินเรียกให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง (ดีเลย์ประมาณ 30นาที)

เราหลับๆตื่นๆ ประมาณ 2 ชม นิดๆ ก็มาถึงสนามบิน KLIA2 เวลาประมาณ 00.30 น. ตามเวลาที่มาเลเซีย

การเดินทางเข้าประเทศมาเลเซีย ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มนะคะ เดินตามป้ายที่บอกในสนามบินมาเรื่อยๆจน เจอ ตม. ก็เดินเข้าไปพร้อมยื่น Passport ได้เลยค่ะ

01.00 น. เราผ่าน ตม. ออกมาด้านนอกของสนามบินเพื่อใช้บริการของ Uber ค่ะ

การเดินทางจากสนามบิน Kuala Lumper International Airport เข้าเมืองหลักๆจะสามารถ เดินทางได้ 3 รูปแบบนะคะ

  1. Bus ราคา 11 RM
  2. KLIA Ekspres (รถไฟฟ้า) ราคา 55 RM
  3. Uber ราคาประมาณ 70-80 RM

เราเลือกเดินทางด้วย Uber ค่ะ เพราะเรามาถึงดึกมากละ และมากัน 3 คนหารแล้วตกคนละ 25-27 RM คุ้มดีค่ะ ใครจะเข้าเมืองยังไง ก็เลือกตามความเหมาะสมของตัวเองดูนะคะ

98.jpg

ระยะทางจากสนามบิน – เข้าเมืองประมาณ 45-60 นาที เราปักหมุดให้ Uber ไปส่งที่พักที่จองเอาไว้เลยค่ะ  นั่งรถมาประมาณ 50 นาที Uber ก็มาส่งเราที่คอนโด Regalia Residence  ราคาค่า Uber 72.8 RM

สำหรับใครที่จะมาพักที่เดียวกับเราและต้องการเดินทางด้วย Uber ตอนที่ใช้ app Uber ค้นหาที่พักให้เลือกชื่อ Regalia  Sultan Ismail นะคะ เพราะถ้ากรอกแค่ Regalia จะขึ้นปลายทางมาเยอะเลยค่ะ (เพื่อความชัวร์สอบถามเจ้าของห้องพักให้แน่ใจก่อนนะคะ) 

S__82157636.jpg

Regalia Residence ที่พักของเราในทริปนี้

เหตุที่เราเลือกพักคอนโด แทนโรงแรมแบบทั่วๆไป เพราะว่าที่นี่มี Sky pool ที่เห็นวิวมุมสูงของ KL ค่ะ วิวที่เป็นต้นเหตุให้ทริปนี้ของเราเกิดขึ้น 

เราจองที่พักแห่งนี้ผ่าน Air bnb โดยโฮสที่เราเลือกชื่อ Alex  เราจอง 2 คืน ระบุผู้เข้าพัก 3 คน ราคาค่าห้องพักเฉลี่ยคนละ 700 บาท ต่อคืน ซึ่งเราถือว่าราคานี้ไม่แพงเลยค่ะ

S__82116611.jpg

การเช็คอินที่พัก ใช้ระบบบริการตัวเองค่ะ เพราะทริปนี้เราไม่ได้เจอกับเจ้าของห้องพักนะคะ มีเพียงแค่การพูดคุยกันใน app Air bnb เท่านั้น โดยให้เราแจ้งเวลาที่จะเข้าพัก แล้วเมื่อใกล้วันที่เราจะเดินทาง โฮสจะส่งรหัสประตูห้องแบบดิจิตอลมาให้เราค่ะ

เมื่อมาถึงคอนโด ให้เราแจ้งพนักงานดูแลความปลอดภัยของตึก หรือถ้ามากลางวันจะมีพนักงานอยู่ที่ฟร้อนของตึกนั้นๆค่ะ ว่าเราจองที่พักเอาไว้ บอกชื่อ โฮส เลขห้อง และชื่อ เบอร์โทร เราและให้เจ้าหน้าที่ดูหน้า Passport เท่านี้ เจ้าหน้าที่ก็จะส่งเราขึ้นลิฟต์มาบนห้องแล้วละค่ะ

S__82116614.jpg

เข้ามาในห้องแล้วว้าวมากกกกก เพราะห้องใหญ่มากค่ะ มีเตียง 2 เตียง พร้อมชุดรับแขก ห้องครัว อุปกรณ์ทุกอย่างมีครบเหมือนโรงแรม แถมมีมากกว่าด้วยซ้ำค่ะ คือดีมากกก ใครมาแบบแก๊งเพื่อน หรือครอบครัวคุ้มมากค่ะ

10.jpg1112131415

ห้องอยู่ชั้น 30 ของตึก A ซึ่งวิวดีมากค่ะ วิวจากห้องที่เราพักนั้นทำให้เรามองเห็นตึกแฝดแบบพอดี แต่คืนแรกที่เรามาถึง ตึกแฝดปิดไฟไปแล้วค่ะ เลยไม่ได้ถ่ายรูปวิวคืนแรกมาให้ดูนะ


 Day 1
เช้านี้เรารีบตื่นกัน เพราะเรามีเวลาในทริปไม่เยอะ ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

ตื่นมาก็ต้องหยิบกล้องมาถ่ายรูปเลยค่ะ เพราะวิวตอนเช้าจากห้องเราสวยมากจริงๆ

ใครชอบมองวิวเมืองในมุมสูงแบบนี้ เราแนะนำให้มาพักที่นี่นะ

16.jpg1718.jpg

เราจัดการตัวเองกันเสร็จเรียบร้อย ก็ออกจากโรงแรมเพื่อไปคาเฟ่แรกกันค่ะ เพราะเราตั้งใจจะไปทานมื้อเช้าที่นั้น  เราใช้วิธีเดินทางเหมือนเดิมค่ะ คือ Uber เพราะเรามากัน 3 คน หารค่า Uber กันยังไงก็คุ้ม

แต่เหตุผลจริงๆ คือ เมืองไหนที่เรามาหลายครั้งแล้ว เราอยากนั่งรถสบายๆ ขี้เกียจเดินเยอะค่ะ

LOKL Coffee  

จากที่พักมายังคาเฟ่ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ค่า Uber 5.30 RM

คาเฟ่หนึ่งคูหาที่เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า เรามาถึง 8 โมงนิดๆก็มีลูกค้าเกือบเต็มร้านละค่ะ

192021

ในร้านมีทั้งเมนูอาหารคาวและขนม แต่มื้อแรกเราขอทานชุดอาหารเช้ากันค่ะ เดี๋ยวบ่ายๆค่อยไปหาขนมทานกัน  ส่วนราคาอาหารค่อนข้างสูงนะคะ  แต่ลองสั่งเมนูอาหารเช้ามา 2 ชุด แล้วก็สั่งโกโก้ร้อน-เย็น ตามที่แต่ละคนชอบกันค่ะ

23.jpg2524.jpg

รูปลักษณ์อาหารทำออกมาน่าทานดีค่ะ

เราลองทานรสชาติอร่อยดีค่ะ โกโก้เข้มมากกกกกกก

262728

ทานกันจนอิ่ม เราออกมาถ่ายรูปเล่นหน้าร้านกันอีกหน่อย แล้วเตรียมตัวเรียก Uber ไป Putra Yaja กันค่ะ จริงๆจากตัวเมืองของ KL สามารถนั่งรถเมล์ไปได้ค่ะ แต่เราตกลงกันว่าเราจะเลือกไปด้วย Uber เหมือนเดิมค่ะ ( วิถีคนขี้เกียจมันเป็นแบบนี้ !!! )

ระยะทางจาก KL ไปยัง Putra Jaya ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 45 นาทีค่ะ

เราปักหมุดให้ Uber ไปส่งที่ Putra Mosque  ราคา Uber 43.60 RM

ความจริงตอนแรกเราไม่ได้อยากไป Putra Jaya เพราะเราเคยไปมาแล้ว และมันร้อนนนนมากกกกกกกก นั้นคือความทรงจำที่เรามีให้กับเมือง Putra Jaya แต่ก่อนมาแค่ 2 วัน เราดันไปเห็นรูปในไอจีของบล็อกเกอร์ต่างชาติคนหนึ่ง โพสรูปสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่อยู่ใน Putra Jaya เราเลยตัดสินใจไปอีกรอบ (ก็ได้ว้ะ!!!)

แต่ใครมา Putra Jaya แล้วไม่มามัสยิดสีชมพูก็เหมือนมาไม่ถึงเลยจริงๆค่ะ เราก็เลยมาด้วย กลัวไม่ถึง 555

2930

เมื่อเดินเข้ามาด้านในมัสยิดสีชมพู จะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่นะคะ ใครที่ไม่ได้แต่งตัวมิดชิด ผู้หญิงถ้าไม่ใส่ฮิญาบก็จะเข้าไปใส่ส่วนด้านในไม่ได้แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ใครที่อยากเข้าไป เขามีชุดคลุม(สีแดงๆในรูป)ให้บริการ แต่เราไม่ได้เข้าไปด้านในนะคะ ถ่ายรูปตรงที่เขาอนุญาตเท่านั้น

32.jpg31.jpg

เราออกมาจากตัวมัสยิด เพื่อหามุมที่จะสามารถถ่ายรูปมัสยิดแบบเต็มๆได้

วิธีเดิินไปหามุมนั้น คือ จากหน้ามัสยิดให้เราเดินไปทางขวาค่ะ จะเจอทางลงไปชั้นล่างเป็นบันไดเลื่อนค่ะ เมื่อเดินลงมาจะเป็นศูนย์อาหารและมีห้องน้ำให้บริการด้วยค่ะ

คำแนะถ่ายรูปที่นี่ให้สวย คือ ต้องสู้กับแดดค้า !!! และป้าคนจีน 

33.jpg3435.jpg

เราได้รูปจนพอดีพร้อมกับแขนที่ดำๆเพิ่มขึ้นมา ก็ได้เวลาไปสถานที่อีกแห่งแล้ววว สถานที่ๆเราอยากมามากที่สุดในทริปนี้ค่ะ  วิธีการเดินทางของเราคือ Uber ค่ะ ถึงแม้ว่าจะอยู่ใน Putra jaya เหมือนกันค่ะ เราก็ไปเองไม่ถูกค่ะ Uber ง่ายสุด ไม่ร้อนด้วย

นั่ง Uber มาประมาณ 5 นาทีก็มาถึง Astaka Morocco Putrajaya ราคา Uber 4.23 RM

Astaka Morocco Putrajaya

เป็นสถานที่คล้ายพิพิธภัณฑ์ สไตล์โมร็อกโกค่ะ คือสวยมากกกกกกกกกก เราเห็นในไอจีรีบปักหมุด ต้องมาให้ได้ค่ะ !! Uber มาส่งเราด้านหน้าของทางเข้า แล้วเราก็กำลังจะเดินเข้าไปด้านในค่ะ แต่โดนลุงเจ้าหน้าที่ๆอยู่หน้าประตูทางเข้า  ลุงห้ามพวกเราเข้าค่ะ ลุงไล่เราให้ไปซื้อตั๋วก่อน แล้วทำไม้ทำมือไปยังออฟฟิศที่อยู่ไกลๆๆ

เราเดินตามทางที่ว่าไปเรื่อยๆจนมาถึงออฟฟิศที่อยู่เกือบริมถนนใหญ่เลยนะคะ

363738.jpg39.jpg

เข้ามาด้านในจะมีพนักงานขายตั๋วอยู่ค่ะ มีตั๋วหลายประเภทค่ะ เพราะด้านในมีทั้งสวนพฤกษา มีสวนสาธารณะด้วยค่ะ เราเอารูปสถานที่ให้พนักงานดูแล้วก็จ่ายเงินไปค่ะ คนละ 3 RM ได้ตั๋วแล้วก็เดินกลับไปหาลุงคนเดิมที่เราเจอตอนแรกค่ะ

S__82493463.jpg

เราเดินมายื่นบิลตั๋วให้กับลุงคนเดิมค่ะ ลุงเดินนำพาเราไปยัง Astaka Morocco แต่หันมาบอกเราว่าห้ามใช้กล้องถ่ายรูปนะ แล้วลุงก็เดินพาเราไปส่งยังเจ้าหน้าที่อีกคนค่ะ

เจ้าหน้าที่คนใหม่บอกเราว่าห้ามใช้กล้องถ่ายรูปนะ แต่ใช้โทรศัพท์ถ่ายได้ เอ้ะ งงๆๆ เราไม่เข้าใจหลักการนี้สักเท่าไร แต่ยังไงก็ต้องทำตามค่ะ

40.jpg51.jpg41.jpg

ภายในเป็นคล้ายๆพิพิธภัณฑ์ค่ะ ศิลปะสไตล์โมร็อกโกสวยมากกกก  เราเดินชมกันอยู่สักพัก ก็มีพนักงานมาบอกว่า ถ่ายได้แค่ 2-3 รูปนะ ห้ามถ่ายเยอะ  เอ้าาา งง  อะไรคือถ่ายได้นิดนึงนะ เรารีบบอกว่า โอเคๆ แล้วก็เดินดูกันต่อค่ะ

ที่นี่สวยมากจริงๆค่ะ ใครมา Putrajaya เราแนะนำว่าควรมาที่นี่มากๆๆค่ะ

524243444645

เราเดินชมจนทั่วแล้วก็เดินออกมาจากตัวพิพิธภัณฑ์ ใกล้ๆกันก็จะมีมุมให้ถ่ายรูปต่ออีกหน่อยค่ะ ส่วนด้านนอกนั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่มาคุมค่ะ จะถ่ายมากน้อยแค่ไหนก็ได้ แค่ศิลปะด้านนอกสวยไม่เท่าด้านในเท่านั้นเองค่ะ

47484950

เราถ่ายรูปและนั่งซึมซับกับศิลปะที่ชอบอยู่นานพอสมควร เลยคิดว่ากลับ KL กันดีกว่า เพราะตอนนี้ร้อนมากกกกกกกกกก ไปคาเฟ่นั่งหลบร้อนใน KL น่าจะดีที่สุด

เรากดเรียก Uber เหมือนเดิมค่ะ รอไม่นานก็มี Uber มารับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ก็มาถึง KL ค่าเดินทาง 39.34 RM

FEEKA COFFEE 

เราเลือกมาทานมื้อเที่ยงที่คาเฟ่แห่งนี้ เพราะเราอ่านเจอในรีวิวของชาวมาเลเซียแนะนำว่าร้านนี้ควรมา

มีหรอค่ะ เราจะไม่ลองตามมา

ร้านจะมีทั้งอิน-เอาท์ดอร์ แต่เราไปเที่ยง ดังนั้นด้านในโลดเลยค่ะ สู้อากาศร้อนไม่ไหวจริงๆ เราเข้ามาในร้าน ซึ่งตอนที่เราไปถึง คนเต็มร้านเลยค่ะ แต่ยังโชคดีที่ยังมีโต๊ะว่างให้พวกเราอีกหนึ่งโต๊ะพอดี เราสังเกตผู้คนในร้านส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติที่มานั่งทำงาน นั่งคุยงาน

53.jpg54.jpg

อาหารที่ร้านมีทั้งคาวและหวาน  ที่นี่เราต้องเดินไปสั่งเองที่เคาท์เตอร์ค่ะ เราสั่งเมนูมื้อเที่ยงมาคนละจาน พร้อมขนมมาอีกหนึ่งชิ้นค่ะ

55.jpg

รสชาติอาหารแต่ละจานอร่อยมากค่ะ ราคาก็ไม่แพงด้วย  ช่วงที่เรานั่งทานกันก็จะมีพนักงานนิสัยเฟรนลี่มากคนนึงมักเข้ามาคุยและคอยถามพวกเราตลอดว่าต้องการอะไรเพิ่มมั้ย เราว่าร้านนี้นอกจากอาหารอร่อยแล้ว ก็พนักงานนี่แหละค่ะ ที่เป็นสิ่งดึงดูดให้มีลูกค้าเต็มร้าน

56.jpg5758.jpg59.jpg

อิ่มแล้วก็ถึงเวลาไปเที่ยวกันต่อค่ะ

สถานที่ต่อไปของเราคือ การขึ้นไปดูวิวมุมสูงของเมือง KL ที่ตึก KL Tower กันค่ะ

ใครที่จะไปขึ้นไปดูวิวสามารถเข้าไปซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ในเว็บไซต์ https://www.menarakl.com.my/ ซึ่งจะมีให้เราเลือก 3 แบบ เราเลือก Sky box ค่ะ ราคาคนละ 105RM จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้เลยค่ะ เมื่อจ่ายแล้วเราก็จะได้เมล ตอบกลับมาให้เอาเมลนั้นไปแสดงให้เจ้าหน้าที่ดูนะคะ  หรือจะไปซื้อที่เคาท์เตอร์เลยก็ได้ค่ะ คนไม่เยอะ รอไม่นานค่ะ

แต่เมื่อเรามาถึงกลายเป็นว่าตอนนั้นฝนกำลังจะตกค่ะ พนักงานดูแล KL Tower บอกว่าไม่อนุญาตให้ขึ้นไปแล้ว ให้กลับมาใหม่พรุ่งนี้

สุดท้ายเราเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปคาเฟ่กันอีกดีกว่าค่ะ ไม่เปียก ได้กินขนมด้วย

เราให้ Uber มาส่งย่าน China Town ย่านนี้มีคาเฟ่ที่เราอยากมาถึงสองแห่ง แถมใน map อยู่ใกล้กันด้วยสิ  เมื่อ Uber มาส่งเราก็เดินหาคาเฟ่ที่เราจะมานั้นอยู่ไหน เดินไปเดินมา เราเจอแค่คาเฟ่เดียว

60.jpg

Chocha Food store 

เป็นร้านที่มีอาหารคาวและไวท์ด้วยค่ะ ที่นั่งภายในร้านจะมีสองชั้นค่ะ ราคาอาหารที่นี่ค่อนข้างแพงค่ะ พวกเราเลยเลือกสั่งขนมมาหนึ่งอย่างค่ะ  เมื่อได้มาแล้วรสชาติเราเข้าไม่ถึงจริงๆค่ะ แต่เห็นโต้ะอื่นกินกันอร่อยดี ก็แสดงว่าเราเข้าไม่ถึงเอง แต่บรรยากาศร้านน่านั่งดีค่ะ ใครมาแถว China Town ลองแวะมาดูก่อนได้ค่ะ

(ต้องขอโทษที่รูปดูเบี้ยวๆไปนะคะ ในร้านทางเดินแคบและคนแทบจะเต็มทุกโต๊ะเลยค่ะ ถ่ายรูปไม่สะดวกเลย)

6361.jpg6264.jpg65

เราออกจากคาเฟ่แล้วตกลงกันว่าเราจะไปบาร์ที่วิวมองเห็น KL มุมสูง พร้อมเห็นตึกแฝดชัดๆด้วยค่ะ  การมาแบบรีบๆ ก็ต้องวิ่งเข้าร้านโน้น ออกร้านนี้กันแบบนี้แหละค่ะ (แต่ชอบนะ เราไฮเปอร์ค่ะ)

Heli Lounge Bar

Heli Lounge Bar อยู่บนดาดฟ้าของตึก Menara KH ซึ่งเมื่อเรามาถึงด้านล่างของตึกให้ขึ้นลิฟต์มาที่ชั้น 34 ค่ะ เมื่อขึ้นมาแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ของบาร์ถามเราว่า เราได้จองโต๊ะไว้มั้ย เพราะโต๊ะเต็มนะ แต่ถ้าเรายืนยันที่จะเข้าไปถึงแม้จะไม่จองโต๊ะ ก็สามารถทำได้ค่ะ เพราะแขกส่วนใหญ่ที่มาก็ไม่ได้จองโต๊ะ

66

เข้ามาแล้วบาร์จะบังคับให้เราสั่ง ดริ้งคนละ 1 แก้ว ราคา 30RM เมื่อได้ดริ้งแล้วก็สามารถเดินขึ้นไปชั้นดาดฟ้าได้ค่ะ  วิวบนดาดฟ้าเราจะสามารถมองเห็น KL มุมสูงและเห็นตึกแฝดชัดเลยค่ะ ใครชอบวิวมุมสูงจ่าย 30 RM แลกกับบรรยากาศนี้คุ้มมากจริงๆๆค่ะ

67686970

บาร์แห่งนี้ผู้คนจะนิยมมาช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น เพราะเป็นช่วงเวลาของพระอาทิตย์ตก และเมื่อถึงเวลา 21.00 น ที่นี่จะเปลี่ยนเป็น night club คุณผู้ชายจะไม่สามารถใส่กางเกงขาสั้นขึ้นมาได้นะคะ ดังนั้นนักท่องเที่ยวแบบเรามักจะมาช่วงเวลา 6 โมงกันค่ะ และแขกที่นี่ประมาณ 95เปอร์เซ็นจะเป็นชาวต่างชาติ

7172

เวลา เปิด-ปิด

Monday: 5:00 p.m. – 12:00 a.m.
Tuesday: 5:00 p.m. – 12:00 a.m.
Wednesday: 5:00 p.m. – 12:00 a.m.
Thursday: 5:00 p.m. – 2:00 a.m.
Friday: 5:00 p.m. – 3:00 a.m.
Saturday: 5:00 p.m. – 3:00 a.m.
Sunday: 6:00 p.m. – 11:00 p.m.

เรานั่งดื่มกันพักใหญ่ ก็ออกจากบาร์ เราเลยมุ่งไปยังตึกแฝดค่ะ เพราะเราจะไปถ่ายรูปคู่ตึกแฝดกันหน่อย เราให้ uber ส่งเราที่ KLCC Park

เมื่อมาถึงตรงลาน KLCC Park เย็นๆแบบนี้คนเยอะเลยค่ะ ทั้งนั่งปิกนิค นั่งเล่น และเดินเล่นในส่วนของห้าง

73.jpg

แต่ฝั่งสวนสาธารณะไม่ใช่จุดที่เราอยากมาถ่ายรูปค่ะ เราอยากถ่ายรูปตึกแฝดแบบเต็ม ก็เลยต้องเดินทะลุห้างไปนะคะ แล้วออกไปยังหน้าห้างอีกฝั่ง ก็จะถึงจุดห้างรูปตึกแฝดแบบเต็มๆตึกค่ะ

74.jpg

เราถ่ายรูปและนั่งดูผู้คนในบริเวณนั้นอยู่พักใหญ่ๆ คืนวันเสาร์คนเยอะมากค่ะ ถ่ายรูปยากมากด้วย

สมาชิกในทริปก็ชวนกลับห้องไปล้างหน้าล้างตา และเก็บสัมภาระที่ไม่จำเป็น แล้วจะออกไปหาอะไรกินกัน

เราให้ Uber มาส่งยังที่พักของเรา แต่ด้วยวันนั้นที่เราไป มีการแข่งขันมาราธอนอะไรสักอย่าง ทำให้มีการปิดถนนหน้าที่พักเราค่ะ Uber ต้องวนอ้อมนานมากกว่าจะถึง สรุปเรามาถึงที่พักก็ดึกละ เราคิดว่าจะออกไปหาอะไรทานกันข้างนอก แต่ด้วยเพื่อนเราคนนึงเกิดอาการไม่สบายเหมือนเป็นไข้แดด เราเลยเปลี่ยนแผนต้องหาอะไรกินที่ห้องแทน คิดไม่ออกค่ะว่าจะกินอะไร ยังไงดี เพราะในส่วนของที่พักเป็นคอนโดส่วนบุคคลทำให้ไม่ได้ใกล้กับร้านสะดวกซื้อ หรือ ร้านอาหาร 24 ชม ใดๆเลย

สุดท้ายเราเลยสั่ง Uber Eat มาทานกันที่ห้องค่ะ จ่ายเงินทุกอย่างผ่านบัตรเครดิต จริงๆในมาเลเซียผู้คนนิยม Panda Food มากกว่าค่ะ เพราะตอนเราลงมาเอาอาหารของ Uber Eat ก็เห็นว่ามีพนักงาน Panda Food นั่งรอส่งอาหารอยู่เพียบเลยค่ะ

แต่เมื่อเราลงมาเอาอาหารที่สั่งถึงได้รู้ว่า ด้านล่างคอนโด ใกล้กับจุดขึ้นรถมีร้านอาหารตามสั่งด้วย และก็เปิดถึงดึกๆเลยค่ะ ถ้ารู้ก่อนก็คงไม่ต้องสั่ง Uber Eat

75.jpg

จริงๆการสั่งอาหารมากินที่ห้อง พร้อมชมวิว KL ตอนค่ำคืนแบบนี้ไปด้วย ก็ไม่เลวเลยจริงๆค่ะ

(ห้องที่เราพักเห็นวิวตึกแฝดชัดมาก)

767778


Day 2

เช้าวันนี้เรารีบตื่นกันค่ะ เพราะเราจะไปสระว่ายน้ำที่ชั้นดาดฟ้าของตึกกัน จริงๆทริปนี้ก็มาเพื่อวิวที่กำลังจะไปเห็นนี้แหละค่ะ  ( แค่นั้นจริงๆๆ )

Infinity Pool ชั้น 37 เปิดตั้งแต่ 7.30 น ปิด 21.30 น 

แนะนำให้มาเช้าๆเลยค่ะ คนยังไม่เยอะ ไม่มีใครมาบังวิว ถ่ายรูปได้เต็มๆ

(ใครว่ายน้ำไม่เป็นก็ไม่เป็นไรนะคะ เพราะสระตื้น ไม่จมแน่นอน)

79.jpg1

ช่วงเวลาสายๆ คนที่สระเริ่มเยอะละ พวกเราเลยขึ้นกลับดีกว่า กลับไปอาบน้ำเก็บของเตรียมเช็คเอาท์  เรานัดเจ้าของห้องบอกว่าจะเช็คเอ้าท์ประมาณ 11 โมง จริงๆคือเราก็จัดการเช็คเอาท์เองนะคะ แค่บอกเวลาไว้เพราะเจ้าของห้องต้องให้แม่บ้านมาทำความสะอาด เพราะจะมีคนมาพักต่อจากเราอีก

11.00 น เราออกจากห้องพัก  วันนี้เลยตกลงกันว่าจะกินมื้อเช้าและเที่ยงรวมกันที่ร้านอาหารใต้คอนโด เสร็จแล้วจะได้เอากระเป๋าไปฝากล็อกเกอร์ที่ KL Sentral เพราะเราบินกลับไทย 21.00 น เรายังมีเวลาเที่ยวอีกครึ่งวัน

ร้านอาหารใต้ตึกของที่พัก จะอยู่ติดกับทางเข้าคอนโดนะคะ รสชาติถือว่าใช้ได้เลยค่ะ แถมราคาไม่แพงด้วยค่ะ ใครที่ขี้เกียจออกไปกินข้างนอก แนะนำมาร้านนี้เลยค่ะ

808182

เราทานข้าวกันเสร็จก็กดเรียก Uber ไปยัง KL Sentral กันค่ะ จะได้ฝากกระเป๋าเดินทางในล็อกเกอร์  รอไม่นาน Uber ก็มารับ แต่ดันเป็นคันเล็กมากๆที่ไม่มีที่วางกระเป๋าที่ท้ายรถ เราทุกคนเลยต้องเอากระเป๋าเดินทางของตัวเองวางบนตักของแต่ละคน

ประมาน 10 นาทีรถก็มาส่งเรายัง KL Sentral ซึ่ง KL Sentral จะเป็นสถานีขนส่งกลางของ KL เลยค่ะ ทั้งคนและรถที่มารับ-ส่งคนก็เยอะแยะไปหมด  เรารีบลงจากรถเพราะว่าเจ้าหน้าที่อนุญาตให้จอดแค่แปปเดียว  เราลงจากรถปุ้บเราก็ดิ่งไปหาตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับประตูทางเข้าค่ะ

แต่แล้วก็เกิดเรื่อง เมื่อเรา…

“มึงงงงงง กระเป๋ากู กูลืมกระเป๋า !!!! ”

ในขณะที่เรากำลังจะหยิบเงินจากกระเป๋า เราพึ่งรู้ตัวว่าเราดันลืมกระเป๋าไว้ใน Uber คันที่มาส่ง

” หาาาา มึงลืมไว้ที่ไหน ” เพื่อนเรารีบถาม

“ในรถแน่เลยว้ะ เพราะตอนกินข้าวเสร็จอ่ะ เอามาแล้ว”

“เอ้อ ใน Uber งั้นมึงรีบโทบอกคนขับเลย เขาจะได้เอาเป๋ามาคืน” เพื่อนเราสรุป

“เออๆ โอเค”   ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เพราะในมือเรายังคงถือโทรศัพท์เอาไว้ พร้อมกล้องที่สะพายคาดตัวอยู่ด้วย  เรารีบกดเข้า App Uber เพื่อติดต่อคนขับ

แต่ !!!!! เมื่อเรากดไปยังการเดินทางที่สิ้นสุดลงล่าสุดนั้น ก็ทำให้เรารู้ว่า ตามกฎของ Uber แล้วเมื่อสิ้นสุดการเดินทาง ระบบจะตัด Contact ทั้งของเราและของคนขับออก รวมถึงป้ายทะเบียนรถด้วย

หน้าชาเลยค่ะคราวนี้ เพราะตอนแรกคิดว่าลืมใน Uber ไม่เป็นไร โทรบอกคนขับได้ และที่ทำให้ทั้งหน้าชาพร้อมหน้าซีดด้วยคือ !!  ในกระเป๋าที่เราลืมนั้น มันมี Passport ด้วยนะสิ โอ้ยยยยยยยยยยยยย อยากจะเอาหัวโขกกำแพง เดินทางมาหลายประเทศแล้ว ดันมาตกม้าตายที่มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านแค่เนี๊ยยยยยย

เรารีบตั้งสติ แล้วกดเข้า app Uber อีกครั้ง ไปที่การเดินทางล่าสุด แล้วจะมีตัวเลือกที่เขียนว่า ฉันทำของหาย >> ติดต่อคนขับเกี่ยวกับของที่ทำหาย เมื่อกดแล้วจะมีระบบอัตโนมัติโทรเข้ามา (เบอร์เราโทรเข้ามาได้ เพราะเราเปิดโรมมิ่งสัญญาณเกือบทุกทริปที่เดินทาง) เมื่อระบบโทรเข้ามาให้พูดเกี่ยวกับของที่หาย แล้วก็นัดหมายที่รับของค่ะ  ซึ่งตอนนั้นเราก็บอกไปว่าเราลืมกระเป๋านะ ในกระเป๋ามี Passport ด้วย ซึ่งเราต้องกลับประเทศวันนี้ ขอให้เอากลับมาให้ที่เดิมตอนส่งเราลงจากรถ 

แล้วเราก็กดแบบนี้อยู่เรื่อยๆ พร้อมรอด้วยความหวังว่าคนขับจะได้ข้อความที่เราฝากไป แล้วเอากลับมาคืนให้ โดยพวกเราทั้งหมดก็นั่งรอกันอยู่ที่เดิมนั้นแหละค่ะ

ผ่านไป 3 ชม ก็ไม่มีวี่แววของข้อความตอบกลับมา หรือ แม้แต่จะเห็นเหงารถคันเดิม ตอนนั้นยิ่งใจไม่ดีละคะ เริ่มรู้ละว่า ตัวเองต้องอยู่ KL ต่ออีก 1 คืนแน่นอน ในใจเราคิดว่ากระเป๋าเราไม่หายหรอก แต่จะได้คืนทันเวลามั้ยเท่านั้นเอง

เมื่อไม่มีวี่แววของการจะได้กระเป๋าคืน เราก็เลยโทรไปยังสถานเอกอัครทูต ไทย ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งสถานทูตปิดค่ะ แต่มีเจ้าหน้าที่รับสายนะคะ บอกว่าให้เราไปแจ้งความไว้ก่อนแล้ว เอาใบแจ้งความมาทำ Passport ใหม่ในวันพรุ่งนี้

ตอนนั้นเราก็เลยไปสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดค่ะ

เราก็ยังใช้ Uber เหมือนเดิมค่ะ เพราะเราผูกบัตรเครดิตเอาไว้ ขึ้นมาบนรถเราเลยปรึกษากับคนขับคนใหม่ว่า เราทำของหายบน Uber ทำไง คนขับคนใหม่ก็รีบช่วยเหลือเราทันทีค่ะ แต่วันนี้สำนักงานใหญ่ของ Uber ที่มาเลเซีย หยุดค่ะ เพราะเป็นวันอาทิตย์  (โปรดอย่าทำของหายวันอาทิตย์นะ)

เรามาแจ้งความที่สถานีตำรวจที่อยู่ไม่ไกลกับ KL Sentral ตำรวจทุกคนช่วยเหลือเราดีมากค่ะ ยิ่งเมื่อรู้ว่าเราเป็นคนไทย ก็พร้อมจะช่วยเหลือมาก ตำรวจบอกเราว่า ถ้าจำป้ายทะเบียนรถ ทั้งตัวอักษรและตัวเลขครบ ตำรวจสามารถค้นหาจากทะเบียนของขนส่งได้ ก็จะมีเบอร์ติดต่อเจ้าของรถ แต่เราจำได้แค่ตัวเลข 4 ตัว จำตัวอักษรไม่ได้ ตำรวจก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ค่ะ หลังจากที่ตำรวจพยามติดต่อ Uber สำนักงานใหญ่ และก็ติดต่อไม่ได้เพราะวันนี้วันอาทิตย์ สุดท้ายก็ต้องยอมออกใบแจ้งความให้เราค่ะ พร้อมบอกเราว่าพรุ่งนี้เอาใบนี้ไปให้ สถานทูตไทยนะ

83.jpgใบนี้ยังไม่ใช่ใบแจ้งความนะคะ เป็นใบย่อจากการบันทึกข้อความกับเจ้าหน้าที่ เราไม่ได้ถ่ายใบแจ้งความมา

โดยสรุป เมื่อทำ Passport หายที่ต่างประเทศ

  1. รีบตั้งสติให้เร็วที่สุด
  2. ไปแจ้งความเพื่อเอาใบแจ้งความมาใช้ทำ Passport ใหม่
  3. ติดต่อสถานทูตไทยที่ใกล้ที่สุด 
  4. ควรมีเอกสาร (รูปถ่าย) Passport /บัตรประชาชน/รูปถ่ายหน้าตรง ของตัวเองเก็บไว้ในเมลหรือโทรศัพท์ เพราะต้องใช้ประกอบในการทำ Passport ใหม่ 

เรากลับจากสถานีตำรวจ ด้วยความหวังว่ากลับมาที่ KL Sentral แล้วเราจะได้ Passport คืน เพราะเราให้เพื่อนหนึ่งคนรออยู่ที่ KL Sentral แต่ก็ไร้วี่แววเหมือนเดิมค่ะ ดูนาฬิกาตอนนั้นก็ใกล้ 5 โมงละ เพื่อนเรา หนึ่งคนต้องกลับกรุงเทพวันนี้ เพราะวันจันทร์มีงานด่วน ลาไม่ได้ ส่วนเพื่อนอีกคน ลางานอยู่เป็นเพื่อนค่ะ

เราเรียก Uber ไปส่งเพื่อนคนที่กลับบ้านที่สนามบินพร้อมกัน  อีกอย่างตอนนี้เรายัง งงๆ อยู่เลยว่าต้องไปนอนที่ไหน ต้องจองตั๋วกลับใหม่กี่โมง แล้วพรุ่งนี้จะเอายังไง

หลังจากส่งเพื่อนหนึ่งคนกลับกรุงเทพก่อน เรากับเพื่อนอีกคนก็มาหาข้าวกินในสนามบินค่ะ เพราะวันนี้วุ่นวายจนลืมหิวข้าวกันเลย

85.jpg8684

ระหว่างที่เรากำลังรอข้าวที่สั่ง อยู่ๆก็มีข้อความจาก Uber เด้งขึ้นมาค่ะ รีบเปิดอ่านเลยค่ะ แล้วข้อความนั้นก็เหมือนเสียงสวรรค์ เพราะ Uber ส่งเบอร์โทรคนขับมาให้แล้ว อยากจะกรี้ด หลังจากที่เราเพียรพยามกดส่งความเสียงแบบเยอะมากกกกกกกกกกก  Uber ก็เห็นใจเราส่งเบอร์มาให้ แต่แอบบ่นเราในข้อความด้วยค่ะ ว่าจริงๆของหาย หรือลืมของไม่ใช่ความผิด Uber นะ แต่เราก็ไม่ได้บอกว่า Uber ผิด เราแค่ขอ Contact เท่านั้นเอง

ได้เบอร์มาแล้ว เรารีบโทรหาคนขับเลยค่ะ รอไม่นานคนขับก็รับสายเราค่ะ เธอดีใจไม่แพ้เรา ที่เราติดต่อไป (เอ้อออ เราลืมเล่าค่ะว่าคนขับ Uber คันที่เราลืมของไว้เป็นผู้หญิง) เราขอให้เธอเอากระเป๋ามาให้ตอนนี้เลยได้มั้ย แต่เธอบอกว่าบ้านเธอไกลจากสนามบินมาก เธอไม่สามารถมาตอนนี้ได้ นัดกันพรุ่งนี้ได้มั้ย เราก็เลยตกลงนัดกันพรุ่งนี้ค่ะ โดยเธอบอกว่าเดี๋ยวจะส่งที่อยู่นัดกันมาให้เราทาง What app แล้วก็วางสายกันไป

สรุป เรานัดกับคนขับ Uber ตอน 8 โมงเช้า โดยเธอส่งจุดหมายที่นัดกันมาให้เราค่ะ ซึ่งออกนอกเมืองไปไม่เยอะ  

เย้ ในที่สุดดดดดดดดดดดดด เราก็จะได้ Passport คืนแล้วววววววววววว โล่งใจมากกกกกกกกกกกกก (แต้มบุญเก่ายังมีบ้าง)

คืนนี้เราจองที่พักใหม่อยู่ใกล้ๆกับ KL Sentral ชื่อโรงแรมว่า Nu Hotel @KL Sentral ราคาคืนละ 900 บาทค่ะ เราจองผ่าน Agoda  โดยเรากดเรียก Uber ให้มาส่งที่โรงแรมค่ะ

มาถึงเราก็แจ้งรีเซฟชั่นค่ะ  โรงแรมมีขอเงินมัดจำ 50RM ด้วยนะคะ โรงแรมขนาดกลางแต่ใหม่มากกก พนักงานบริการดีมากค่ะ  แถมโรงแรมอยู่ในทำเลดีมากค่ะ ข้างๆมีร้านสะดวกซื้อ 24 ชม และร้านอาหาร ABC ที่เปิด 24 ชม ด้วยค่ะ อยู่ย่านนี้ไม่ต้องกลัวหิวกลางดึกเลย

878889909192939495.jpg

ใครสนใจโรงแรม Nu Hotel @KL Sentral  กดจองได้จากลิงค์ที่แปะไว้เลยค่ะ 

 

เข้ามาเก็บของในห้องเรียบร้อย ตอนนี้สบายใจละค่ะ เที่ยวต่อได้ 5555555

คืนนี้เราจะไปถ่ายรูปที่ตึกแฝดอีกครั้ง เพราะเมื่อวานยังไม่ได้รูปที่พอใจเลยค่ะ  เราใช้  Uber เหมือนเดิมค่ะ เพราะเราผูกไว้กับบัตรเครดิต ในตัวเรากับเพื่อนตอนนี้มีเงินสดไม่เยอะค่ะ เลยเซฟไว้ดีกว่า นั่งรถมาประมาณ 15 นาที ก็มาถึง

และในที่สุดวันนี้ฟ้าก็เป็นใจกับเราค่ะ แถมวันนี้คืนวันอาทิตย์คนไม่เยอะด้วยค่ะ แต่ถ้าเป็นแบบเมื่อวานวันเสาร์คือเยอะมากกกกกกกกกกก ดังนั้นถ้าใครอยู่หลายวันแนะนำให้เลี่ยงคืนวันเสาร์นะคะ

96.jpg97

เราถ่ายรูปกันจนพอใจ แล้วก็คิดว่าควรกลับได้แล้ว เพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้าไปตามนัด

จะได้ Passport คืนแล้วววว ขอให้ไม่มีอะไรผิดพลาดอีกนะ


Day 3 

เรารีบตื่นเช้ากัน เพื่อที่จะได้ไปถึงที่นัดหมายให้ทันเวลา ซึ่งวิธีไปเราก็เหมือนเดิมค่ะ เราปักหมุด Uber ตามที่คนขับรถที่เราทำของหาย บอกเอาไว้ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็ไปถึงจุดนัด เราไปถึงแล้วก็ ทัก what app ไปบอกเธอค่ะ เธอรีบตอบเรามาว่า รอ5นาที เธอกำลังขับรถมา

9899100

5 นาที ตามที่ว่า เธอก็ขับรถมาจอดหน้าเราค่ะ แล้วเธอก็บอกเราว่า เธอดีใจมากที่เราโทรมาจะมารับกระเป๋าเอง เพราะไม่อย่างนั้น เธอต้องขับรถไปสำนักงานใหญ่ของ Uber เพื่อเอากระเป๋าเราไปคืนที่นั่น แล้วค่อยให้ Uber ติดต่อเราเอง แถมเธอยังเล่าต่อว่า เธอไม่รู้ว่าเราลืมกระเป๋าเอาไว้ จนมีผู้โดยสารคนใหม่ขึ้นมาถึงได้รู้ว่ามีคนลืมกระเป๋าเอาไว้ แถมมี Passport ไทยด้วย เธอเลยคิดได้ว่าน่าจะเป็นผู้โดยสารกลุ่มเราค่ะ  แต่เธอก็ไม่มีเบอร์ติดต่อเรา จนในที่สุดเราโทรไปหาเธอ นั้นละคะ แถมเธอยังขอบคุณเราหลายรอบที่มาเอาของเอง 5555 โอ้ยยยยยยยย เรานี่กระโดดกอดเธอเลยละคะ ดีจายยยยยยย

เรากล่าวขอบคุณเธออีกครั้งแล้วแยกย้ายกันกลับ เราเรียก Uber ให้ไปส่งที่โรงแรม เพราะเรายังไม่ได้เก็บของเช็คเอาท์ออกมาเลยค่ะ

ขากลับ เช้าวันจันทร์รถเริ่มติดค่ะ ขากลับใช้เวลากว่าจะถึงโรงแรมประมาณ 50 นาทีเลย  มาถึงโรงแรม เราและเพื่อนก็หิวกันละ ก็เลยแวะร้านอาหาร ABC ข้างๆโรงแรม กินข้าวเช้ากันให้เรียบร้อยดีกว่า ตอนนี้มี Passport แล้วเที่ยวได้แล้วจ้าาาาาา

ร้านอาหาร ABC อาหารอร่อยทีเดียวค่ะ แถมราคาไม่แพงด้วยค่ะ แนะนำมากกกกกกก เราสั่งเมนูเนื้อแกะมาอร่อยมากกกกกกค่ะ (เราเป็นคนชอบเครื่องเทศนะคะ เลยไม่มีปัญหากับอาหารที่มีเครื่องเทศ)

101.jpg102103104105

จริงๆเราจะเปลี่ยนชื่อ รีวิวละคะ เพราะเวลาจริงๆของเรามันเพิ่มขึ้นจากชื่อรีวิวมาตั้ง 1 วัน แต่เมื่อเช้าวันที่สาม เราก็ได้ Passport มาเรียบร้อย แถมเราจองตั๋วใหม่ให้กลับเวลาเดิม แสดงว่าเรามีเวลาเที่ยวต่อ ซึ่งเราก็เอาแพลนเดิมที่ล่มไปเมื่อวานนั้นแหละค่ะ เอามาเที่ยวตามนั้น ดังนั้นรีวิวนี้ก็จะชื่อเดิม คือ 44 ชม in KL เหมือนเดิมนะคะ เพราะเรายังคงใช้เวลาเที่ยวเท่าเดิม

โอเค มาเที่ยวกันต่อนะ

เราเข้ามาเก็บของในโรงแรมแล้วลงมาเช็คเอาท์ พร้อมได้เงิน 50RM คืน เราเปิด map เพื่อที่จะเดินไปยัง KL Sentral ไม่รู้เราดู map ไม่ดี หรือว่ายังไงนะคะ แต่เราเดินย้อมกินเวลาไป 20 นาทีเลยค่ะ กว่าจะถึง เมื่อมาถึงแล้วเรารีบตรงไปยังล็อกเกอร์เพื่อฝากกระเป๋า

บริเวณล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำใหนการเลือกขนาดตู้ค่ะ เพราะว่าราคาในการฝากจะต่างกัน และความสะดวกของตู้ฝากนี่คือตู้จะใช้ระบบจดจำใบหน้าเราค่ะ เราไม่ต้องจำรหัสตู้หรือเอาสลิปมาสแกนอีกครั้ง ช่วยมนุษย์ขี้ลืมได้ดีเลยค่ะ

106.jpg107

ฝากของเรียบร้อยแล้ว เรากดเรียก Uber ให้ไปส่งที่ KL Tower เพราะจะไปถ่ายรูปมุมสูง Sky Box กันค่ะ ที่เราเล่าเอาไว้เมื่อวันแรกว่าไปแล้วแต่อากาศครึ้มเลยขึ้นไม่ได้ วันนี้เรารีบไปก่อนเที่ยงค่ะ ยังไงก็ต้องได้ขึ้นไป

ใครที่จะไปชมวิวมุมสูงแบบเรา สามารถซื้อตั๋วได้ลองในเว็บ https://www.menarakl.com.my/index.php/online-ticketing  ราคาคนละ 105 RM วิวคุ้มมากค่ะ

108ตั๋วเรามี 3 ใบ เพราะซื้อมาล่วงหน้า แต่เราไปกับเพื่อนแค่สองคนนะคะ

ได้ตั๋วมาแล้วก็มาต่อแถวรอคิวไม่นานค่ะ แล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่พาเราขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้า

109.jpg110.jpg

ไฮไลต์ที่ทำให้เราอยากขึ้นมาบนตึก KL Tower แห่งนี้คือ Sky Box

Sky Box คือ ตู้กระจกที่ทำยื่นออกมาจากระเบียง โดยตู้นี้จะรับน้ำหนักได้จำกัด ดังนั้นเขาจะอนุญาติให้ขึ้นไปพร้อมกันมากสุดแค่ 3 คน และให้เวลาเราในการถ่ายรูปทีมละ 5 นาที ถ้าอยากถ่ายอีกก็ไปต่อแถวใหม่ค่ะ เราไปวันธรรมดาคิวรอไม่เยอะค่ะ ถ่ายรูปได้สบายๆ และตู้กระจกจะมีสองฝั่ง ฝั่งที่เห็นตึกแฝดและอีกฝั่งเป็นแค่วิวตึกธรรมดา แต่ถ่ายรูปออกมาสวยทั้งคู่เลยค่ะ

111135.jpg1121141161151172.jpg

เราใช้เวลาอยู่บนนี้นานมากกกกกกกกกกกกกกกกค่ะ กินเวลาไปหลายชั่วโมง เลย ก็มันถ่ายรูปสวยให้ทำไง  สุดท้ายแขนเริ่มเกรียมเพราะแดด ก็เลยต้องถอยหลบเข้าคาเฟ่กันดีกว่า วันนี้เรากลับไปย่าน China Town เพื่อกลับไปหาคาเฟ่ที่วันก่อนเราหาไม่เจอค่ะ

Merchant’s lane 

Merchant’s lane เป็นคาเฟ่ขนาดหนึ่งคูหา อยู่ชั้นสองของตึก แต่ประตูเข้าร้านนั้นเป็นแค่ประตูเล็กๆสีฟ้า อยู่ติดกับร้านโชว์ห่วยเท่านั้นเอง ร้านนี้มีทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์นะคะ ซึ่งตอนเราไปอินดอร์คนเต็มค่ะ ก็นั่งเอาท์ดอร์ไปตามระเบียบ

118.jpg119120121122

เราสั่งสเต็กเนื้อหนึ่งจาน อีกจานเป็นของว่าง แต่เมื่ออาหารมาถึงคือจานใหญ่มากค่ะ รสชาติอร่อยด้วย ราคาอยู่กลางๆนะคะ เราว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพและปริมาณ

123.jpg

เรานั่งกิน นั่งถ่ายรูปเล่น อยู่นาน แล้วจู่ๆก็ได้ยินเสียงฟ้าร้อง (ช่วงนี้เราไปหลังเที่ยงอาหาศที่ KL จะครึมๆเหมือนฝนจะตกทุกวันเลยค่ะ) เราเลยรีบไปอีกหนึงคาเฟ่ที่ปักหมุดเอาไว้ เพราะกลัวถ้าฝนตกจะหารถยาก

ประมาณ 10 นาที Uber ก็มาส่งเรายังคาเฟ่สุดท้ายที่อยากมาในทริปนี้

VCR 

VCR คาเฟ่ที่เป็นแหล่งรวมฮิปเตอร์เอาไว้ เข้ามาในร้านชั้นล่างจะมีโต๊ะอยู่ไม่เยอะ ส่วนใหญ่ลูกค้าก็จะขึ้นไปนั่งชั้นบนกัน เราโชคดีเหมือนเดิมขึ้นมาแล้ว เจอโต๊ะว่างโต้ะสุดท้ายพอดี แถมวิวสบายตาด้วยค่ะ  ร้านนี้เราสั่งแค่เค้กและน้ำส้ม รสชาติอร่อยทีเดียวค่ะ

124.jpg125.jpg126.jpg128

ฟ้าเริ่มครึ้มฝนเริ่มมา ตอนนี้ก็ 4 โมงกว่าละ เรากับเพื่อน ตกลงกันว่ากลับไปเอากระเป๋าที่ KL Sentral ดีกว่าจะได้ไปเดินเล่นสนามบินด้วย

เมื่อเรามาถึง KL Sentral ฝนก็เทลงมาค่ะ เราเลยลองกดดูราคา Uber ซึ่งตอนนี้ราคา 80 กว่าริงกิตเลยค่ะ และฝนตก รถติดแน่นอน เราเลยคิดว่างั้น เราไปรถไฟ KLIA EKSPRES ค่ะ โดยราคารถไฟคนละ 55RM ใช้เวลาแค่ 33 นาทีถึงสนามบินค่ะ

การเข้าออกสนามบิน เลือกเอาที่เหมาะสมกับเราที่สุดนะคะ

132.jpg131133.jpg

ในที่สุดทริปแสนจะรวดเร็วและวุ่นวายของเราก็กำลังจะจบลงละค่ะ ได้เวลากลับบ้านแล้ว เย้ !

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้นะคะ ใครที่อยากเที่ยวต่างประเทศแต่ไม่มีเวลา เราแนะนำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เที่ยวง่าย ผู้คนเฟรนลี่ เวลาน้อยก็เที่ยวได้ ลองเปิดใจให้ประเทศใกล้ๆแบบนี้ดูนะคะ แล้วคุณจะรู้ว่าการได้หนีเที่ยวบ้าง มันช่วยเติมพลังงานให้ชีวิตได้ดีจริงๆ

134.jpg


ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com

หนึ่งความเห็นบน “44 hrs. in KL”