Central Vietnam…ฉันหลงรักเธอ

“ไปพักผ่อนที่เวียดนามกันมั้ย”

“หืมมมม พักผ่อนที่เวียดนาม ???”

“ใช่ พักผ่อนไงงงง พักโรงแรมสบายๆ แต่ไม่ต้องกลัวเบื่อ เพราะว่าเราจะออกไปเที่ยวแบบชิลๆกันด้วย”

รุ่นพี่ที่เคารพรักคนนึง ทักข้อความผ่านเฟสบุ๊คมาชวนเราไปพักผ่อนที่เวียดนาม เราไม่แน่ใจว่าพักผ่อนที่เวียดนามคืออะไร แต่เพราะปีนี้เหนื่อยมาทั้งปี เลยยอมตกลงปลงใจไปด้วยอย่างง่ายดาย 

“เราจะไปเมืองไหนคะ”

“ไปเวียดนามกลาง”

“พักผ่อนแน่นะ ปีที่แล้วไปเวียดนามใต้มา สมบุกสมบันมากกกก”

“เอออออออออออ พักผ่อนนนน จะไปไม่ไป”

“ไปปปปปปปปปปป”

เราเคยไปเวียดนามมาก่อนเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ครั้งนั้นเราเลือกที่จะไปเวียดนามใต้ ครั้งนี้ผู้จัดทริปของเราบอกว่าจะพาไปชิลๆที่เวียดนามกลาง รับรองอีกด้วยว่าต้องประทับใจแน่นอน

การเดินทาง

จากประเทศไทยมีหลายสายการบินมากๆที่เดินทางมาเวียดนาม และครั้งนี้จุดหมายปลายทางของเราคือเวียดนามกลาง ดังนั้นสนามบินปลายทางก็คือ ท่าอากาศยานนานาชาติดานัง

การเดินทางครั้งนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Air Asia จากกรุงเทพ (ดอนเมือง) ไปยัง ดานัง ประเทศเวียดนามค่ะ  ใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงสนามบินดานังประเทศเวียด

ซิมการ์ดและอินเทอร์เน็ต 

ทริปนี้เราซื้อซิมที่สนามบินดานัง ราคา 7$ ประมาณ 230 บาท ซึ่งอินเทอร์เน็ตแรงดีมากกก ถือว่าโอเคมากค่ะ 

Travel Plan 

Day 1 : เดินทางจากไทย – ดานัง, เที่ยวฮอยอัน และนอนโรงแรม MELIA Danang

Day 2 : เที่ยวบานาฮิลล์ และนอนโรงแรม Grandvrio Ocean Resort Danang

Day 3 : เดินทางจากดานังไปยังเว้ และนอนที่โรงแรม Pilgrimage Village boutique resort & spa

Day 4 : เที่ยวเมืองเว้ และนอนโรงแรม Vedana Lagoon Resort & Spa

Day 5 : เที่ยวเก็บตก เดินทางกลับไทย 

Day 1 

เราเดินทางมาถึงสนามบินดานัง ใช้เวลาในการรอ ตม. ค่อนข้างนาน แต่ก็ผ่านมาด้วยดี ตม. เวียดนามไม่ถามอะไรเลย 

รับกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย เราขอมุ่งหน้าเข้าโรงแรมก่อนเลย เพราะตอนนี้เวลาก็บ่ายกว่าๆแล้ว อยากเอากระเป๋าเข้าไปเก็บก่อน และอีกอย่างที่พักคืนนี้ของเรานั้นมีหาดส่วนตัว ที่เขาบอกว่าทะเลสวย เหมาะแก่การพักผ่อนมากกกกกกกกกกก 

โรงแรมที่เราจะพักคืนนี้อยู่ไม่ไกลจากสนามบิน แต่รถในเวียดนามโดนจำกัดความเร็ว ซึ่งขัดกับไทยแลนด์แบบเรามากกกกก
เมื่อมาถึงโรงแรม MELIA Danang  เราใช้เวลาในการเช็คอินไม่นาน เราก็ได้คีย์การ์ดห้องมาแล้วว 


ห้องของเราเป็นห้องแบบ Deluxe อยู่ตึกเดียวกับล็อบบี้ และเราได้ห้องชั้นสุดท้ายของตึก ซึ่งสตาฟแอบกระซิบว่าวิวจากตึกนี้สวยมากกก 

เห่ยยยยยย วิวสวยจริงด้วยยยยยยยยยยยยยยยย 

มองลงไปจะเห็นส่วนอื่นๆของโรงแรม และเห็นสีฟ้าจากน้ำทะเลด้วยยยย 

ภายในห้องเรา ก็สวยเลยค่ะ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สบายมากกกกกกกกกกก

ชอบความเก๋ของห้องน้ำ ที่เอาส่วนของอ่างล้างหน้า มาอยู่ด้านนอก ส่วนของห้องอาบน้ำและส้วมจะแยกกัน ใครอยากจะอาบน้ำก็อาบ จะแต่งหน้าก็แต่งไป ไม่ต้องรอกันให้เสียเวลา 

มีกระจกบานใหญ่ให้เช็คตัวเองก่อนออกจากห้องด้วยยยย 

เก็บกระเป๋าแล้ว ล้างหน้าล้างตาแล้ววว ถึงเวลาที่จะไปเดินเล่นริมทะเลแล้ววววววววว 

ระหว่างทางก่อนจะไปถึงหาด เราเจอกับสระส่วนกลางขนาดใหญ่มากกกก ใครชอบว่ายน้ำจะต้องสนุกแน่นอนนนนน 

เดินต่อมาอีกนิดดดด ก็เจอกับหาดส่วนตัววววว

ใครจะไปคิดว่าทะเลที่ดานัง ก็สวยไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกันนะ ให้อารมณ์เหมือนสมุย ที่เงียบและสงบกว่ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก 

ใครอยากพักผ่อนแบบส่วนตัว ชิลๆๆ เราว่าดานังน่าสนใจมากเลยนะ 

หาดที่นี่อยู่ไม่ไกลกับใจกลางเมืองเลย ทำให้มุมนี้มองแล้วเหมือนไมอามี่ดีเนอะ 

เดินเที่ยวเล่นที่โรงแรมเพลินๆ ก็ได้เวลาที่เราจะไปเที่ยวที่เมืองมรดกโลกฮอยอันสักที จากโรงแรม MELIA Danang ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็มาถึงฮอยอัน 

เราทำรีวิวแยกของฮอยอันเอาไว้ สำหรับใครที่อยากอ่านเฉพาะฮอยอัน >> 
https://neetiewdiary.com/2018/10/15/

จะเที่ยวฮอยอันเราจะต้องจ่ายค่าเข้าด้วยนะ คนละ 120.000 VND (ประมาณ170 บาท) คุ้มมากราคานี้ 

ได้เวลาเดินเที่ยวเล่นฮอยอันแล้ววววววว

ฮอยอัน เมืองที่เราอยากมานานมากแล้วววว 

วันนี้ได้มาสักที แล้วความรู้สึกแรกที่เท้าได้สัมผัส ตาได้เห็น รูปถ่ายเมืองนี้ที่เราเห็นจากหนังสือต่างๆไม่ได้สวยเกินจริง เพราะของจริงเหมือนกับในหนังสือที่เราเคยเห็นมาตลอด 

ปัจจุบันฮอยอันจึงเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีลมหายใจ ฮอยอันเป็นสถานที่ๆเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเมืองเก่าของเวียดนามพร้อมกับวิถีชีวิตของคนเวียดนามที่ยังดำเนินไปพร้อมกับสถานที่แห่งนี้

เราเดินถ่ายรูปเล่นอยู่พักใหญ่ จมูกก็เริ่มได้กลิ่มหอมของกาแฟ เพราะในฮอยอันแห่งนี้นอกจากจะมีร้านค้าต่างๆแล้ว ก็ยังมีคาเฟ่เก๋ๆให้เราสามารถนั่งจิบกาแฟ มองวิถีชีวิตปัจจุบันที่ยังคงดำเนินอยู่ในหมู่บ้านที่เป็นอดีต 

เราเดินทอดน่องไปตามซอกซอยต่างๆ จนเริ่มเย็น ก็ถึงไฮไลท์ของการมาเที่ยวฮอยอันอีกอย่างหนึ่ง นั้นก็คือ การออกไปนั่งเรือชมบรรยากาศจากแม่น้ำทูโบน แม่น้ำสายสำคัญของเมืองฮอยอัน 

ใครมาเที่ยวฮอยอันเราแนะนำว่าควรอยู่จนถึงค่ำเพราะฮอยอันตอนค่ำ โดยเฉพาะริมแม่น้ำทูโบน บรรยากาศโรแมนติกมากกกกก คุ้มค่ากับที่อยากมาฮอยอันแน่นอน 

เราเดินเล่นจนเริ่มหิว เพราะวันนี้ตั้งแต่มาถึงเวียดนาม ยังไม่ได้กินข้าวเป็นมื้อเลย คืนนี้รุ่นพี่ที่เคารพคนเดิม บอกว่าจะพาไปดินเนอร์อาหารอร่อยๆกัน และไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน เพราะมันอยู่ในฮอยอันแห่งนี้เช่นกัน 

Vy’s Market เป็นตลาดของกิน ซึ่งมีอาหารหลากหลาย สามารถเลือกทานเป็นคอร์สแบบเรา หรือจะเลือกแบบปุฟเฟ่ต์ก็ได้นะ แต่ที่นี่อาหารรสชาติดีมากทีเดียวค่ะ ใครมาเที่ยวฮอยอันเราแนะนำให้มาทาน มีให้เลือกหลากหลายด้วยนะ 

คืนนี้อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งวิว ดีใจที่ในที่สุดเราก็ได้มาฮอยอันตามที่อยากมาสักที

คืนนี้กลับห้องปุ๊บก็คงสลบปั๊บแน่นอน 


Day2

6.00 น.  “มึงตื่นนนนนนนนนนนนนน !!!”

“เช้าแล้วหรอว้ะ”

“เออออ เช้าแล้วววว จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นจากทะเล”

“โหยยยมึงงงง”

“จะไป หรือไม่ไป”

“เอออออ ไปปปป”

เราตั้งใจว่าเช้านี้จะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เพราะสตาฟที่โรงแรมบอกว่า โรงแรมที่เราพักคืนนี้อยู่ในทำเลที่เราจะเห็นพระอาทิตย์จากทะเล 

และเราก็ไม่ผิดหวัง ริมทะเลดานังตอนเช้า บรรยากาศดีมาก ให้เราได้ปล่อยใจไปกับเสียงคลื่น 

เราเดินเที่ยวเล่นในบริเวณส่วนกลางของโรงแรมอีกหน่อย ก่อนจะทานอาหารเช้า โรงแรมนี้บรรยากาศดีจริงๆนะ 

เราทำรีวิวโรงแรมโดยเฉพาะแยกเอาไว้ สามารถจิ้มไปดูได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2018/12/16/4-

เดินเที่ยวเล่นจนเหนื่อย เพื่อนเราโอดครวญว่าหิวข้าวแล้ว ไปกินข้าวสักทีเถอะ ห้องอาหารเช้าของที่นี่อยู่ตึกเดียวกับล็อบบี้ ซึ่งมีไลน์อาหารเรียกว่าเกินความต้องการซะอีก โดยเฉพาะอาหารเกาหลี (เพราะดานังมีเกาหลีมาเที่ยวเยอะ) 

รสชาติก็อร่อยด้วยนะ อิ่มแต่เช้าเลยเราาาาาาา 

เราใช้เวลาละเมียดละไมกับโรงแรมอยู่นานให้สมกับเป็นทริปพักผ่อน แล้วก็ถึงเวลาที่เราจะออกไปเที่ยววันที่สองของทริปแล้ว วันนี้จะเดินทางไปบานาฮิลล์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็มาถึง 

Bana Hills เป็นแลนด์มาร์คที่ใครมาเที่ยวดานังแล้วไม่ควรพลาด

มีหลายคนแน่ๆที่อาจจะ งงๆว่า บานาฮิลล์คืออะไร แต่หากบอกว่า มันคือสถานที่ที่มีสะพานวางอยู่บนมือยักษ์ และหมู่บ้านฝรั่งเศสอยู่บนยอดเขา เชื่อว่าทุกคนต้องร้อง อ๋ออออออ แน่นอน

ใครอยากอ่านเฉพาะรีวิวของบานาฮิลล์ >> https://neetiewdiary.com/2018/11/11/bana-hills

เราจะต้องจ่ายค่าเข้าบานาฮิลส์  ราคา 700.000 VND ประมาณ 1050 บาท ซึ่งราคานี้จะรวมค่ากระเช้าขึ้นไปยัง บานาฮิลล์ และรวมมื้อเที่ยงด้วยนะ

วิธีเดินทางภายในบานาฮิลล์นั้น ต้องใช้กระเช้าเป็นยานพาหนะ ซึ่งทางบานาฮิลล์ ก็เคลมว่าเป็นกระเช้าที่มีเส้นทางยาวที่สุดในโลกด้วยนะ

เมื่อขึ้นมาด้านบนแล้ว สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นนนนน ประมาณ 15 องศาาาา หูยยยสบายยยย

เมื่อขึ้นมาถึงแล้ว สิ่งแรกที่เราจะได้เจอคือ Golden Bridge หรือ สะพานสีทองในอุ้งมือยักษ์

Golden Bridge มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร ความยาว 150 เมตร โค้งไปตามแนวเขา สิ่งที่สะดุดตามากก็คือ เจ้าอุ้งมือหินขนาดยักษ์ ที่แบกรับสะพานสีเหลืองทองนี้เอาไว้ ที่นี่เลยกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของดานังที่ใครก็ไม่ควรพลาด

เราใช้เวลาอยู่กับเจ้าสะพานแห่งนี้ค่อนข้างนาน เพราะผู้คนเยอะมากกกกกก กว่าจะได้มุมถ่ายรูป เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกันนะ

ต่อจาก Golden Bridge เราออกตามหาหมู่บ้านฝรั่งเศส ซึ่งจะบอกว่าทุกคนควรขอแผ่นพับที่ด้านในเป็นแผนที่ภายในของบานาฮิลล์มานะ ไม่งั้นหากันเหนื่อยแน่นอน

จาก Golden Bridge วิธีการที่จะไปยังหมู่บ้านฝรั่งเศสเราจะต้องนั่งกระเช้าไปอีกหนึ่งต่อนะ

“มึงๆก่อนไปหมู่บ้านฝรั่งเศส เรากินข้าวกันก่อนดีมั้ย”

ภายในบานาฮิลล์มีร้านอาหารหลายร้านเลยนะ แต่เราซื้อแพ็คเกจที่รวมคูปองบุฟเฟ่ต์มื้อเที่ยงมาด้วย ซึ่งจะเปิด 11.00 – 14.30 น. เท่านั้นนะ

แล้วอาหารก็อร่อยด้วยนะ ไลน์อาหารครบมากกก ถือว่าคุ้มค่า

อิ่มแล้ววว ไปเที่ยวต่อด้ายยยยยยย

เราเดินต่อมาเรื่อยๆจะเจอกับทางเข้าหมู่บ้านฝรั่งเศส ซึ่งก่อนที่เราจะเข้าหมู่บ้านฝรั่งเศส เราควรจะแวะเข้าไปในโบสถ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า

โบสถ์แห่งนี้ได้สร้างจำลองมาจากโบสถ์ Notre – Dame ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสภายในสวยมากค่ะ ใครมาแล้วไม่ควรพลาดที่จะเข้าไปด้านในนะ

เราเดินต่อมาเรื่อยๆ ก็เข้าสู่ตัวโซนหมู่บ้านฝรั่งเศส

หมู่บ้านฝรั่งเศส (France Village) เป็นหมู่บ้านสไตล์ฝรั่งเศสสมัยยุคกลางบนยอดเขา ซึ่งมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก โบสถ์ ร้านขายของที่ระลึก เรียกได้ว่าเป็นฝรั่งเศสย่อม ๆ ในเอเชียตะวันออกเลยทีเดียว และมันสวยมากกกกกกกกกกกกกกกก ที่นี่สร้างได้บรรยากาศยุโรปจริงๆ

เราชอบอาคารต่างๆภายในบานาฮิลล์นะ ทำออกมาสวยมากกก คุ้มค่ามากกับการได้ไปเที่ยว

ภายในบานาฮิลล์มีร้านของที่ระลึกอยู่หลายร้านด้วยนะ ใครชอบลองแวะไปดูกันได้นะ ส่วนเรานั้นแค่แวะไปดูเพราะมันสวยแต่ยังไม่ดึงดูดให้เราหิ้วกลับบ้าน

เราทั้งเดินเล่นทั้งถ่ายรูป จนเริ่มเหนื่อย แล้วก็ระลึกได้ว่าาาา เรามีคูปองเบียร์สดฟรีนี่น่าาาา ต้องขอบคุณรุ่นพี่ที่เคารพ ที่จัดทริปพักผ่อนได้แสนวิเศษเชียววววววว

Beer Plaza โรงเบียร์ขนาดใหญ่ ที่มีความสูงถึง 3 ชั้น และเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 น. – 22.00 น. ที่นี่มีทั้งเบียร์ธรรมดา และเบียร์ดำคอยให้บริการ ที่สำคัญ…ยังเป็นเบียร์สดอีกด้วย!!

ดื่มเบียร์ชิวๆอยู่สักพักใหญ่ เราขอเวลาไปเดินดูส่วนบริเวณที่เป็นสวนดอกไม้ซะหน่อย เพราะวันนี้อากาศอยู่ประมาณ 10 – 15 องศากำลังสบายยย ให้อารมณ์ยุโรปเข้าไปอีก

ใครจะมาเที่ยวบานาฮิลล์ ควรให้เวลากับที่นี่ทั้งวัน เพราะมันกว้างมากกก กิจกรรมก็แน่นมาก เที่ยวเล่นเพลินๆไม่รู้เวลาเลยค่ะ

ภายในบานาฮิลล์ ยังมีสวนสนุกในร่มด้วยนะคะ ขนาดไม่ใหญ่แต่ก็สามารถเล่นได้เพลินๆ ในวันที่ด้านนอกฟ้าไม่ค่อยเป็นใจ

“หมดแรงงงงงงง”

“เช่นกันนนน กลับมั้ย”

“กลับก็ได้”

เราใช้เวลาอยู่ในบานาฮิลล์เกือบทั้งวัน ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะ 6 โมงแล้ว เริ่มเหนื่อยมากแล้ว คงถึงเวลาที่จะต้องไปต่อคิวกระเช้ากลับลงมาด้านล่างแล้วละ

ขากลับนี่หมอกหนาเชียววววว มองแทบจะไม่เห็นทางด้านหน้าเลย

“เราจะไปไหนกันต่อดี”

“หิวข้าวววแล้ว ไปกินข้าวเถอะ”

“ด้ายยยย มีร้านอร่อย วิวสวย ที่พวกเธอจะรู้สึกเหมือนไม่อยู่ในดานังเลยละ”

ระหว่างที่เราบ่นเพราะไม่รู้จะไปไหนดี และเริ่มหิวแล้ว รุ่นพี่ที่เคารพรักก็มีร้านอาหารมานำเสนอ เป็นร้านที่เคลมว่ามันดีมากกกกก

Ben Cang Waterfront Restaurant & Bar

ร้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำฮัน ใกล้กับจุดล่องเรือ ร้านสวยมากกกก บรรยากาศดี เป็นทั้งร้านอาหารและบาร์ ใครมาดานัง เราแนะนำว่าควรมาทานอาหารที่นี่สักมื้อ และควรจองล่วงหน้านะ https://waterfrontdanang.com ร้านเปิด Mon – Sun: 09:30 – 23:00

แล้วอาหารก็อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก เป็นอาหารเวียดนามแบบฟิวชั่น คือลืมอาหารเวียดนามจืดๆไปได้เลย ที่นี่อร่อยมากกก บรรยากาศร้านโรแมนติก ทำให้ข้าวมื้อนี้อร่อยขึ้นอีก 10 เท่าเลยแกรรรร

“อิ่มแล้วเข้าโรงแรมเลยมั้ย”

“ม่ายยยจ้ะ เราจะไปล่องเรือ”

“หืมมมไปไหนนะพี่”

“ไปร่องเรือชมแม่น้ำสวยๆๆ”

โอ้วววววว สุดยออดทริปพักผ่อน โปรแกรมแน่นสุดๆๆ

อีกกิจกรรมที่ใครมีเวลาว่างชิลๆ คือการล่องเรือชม สะพานมังกร (Dragon Brigde)สะพานแห่งนี้มีความยาว 666 เมตร ความกว้างเท่าถนน 6 เลน เชื่อมต่อสองฟากฝั่งของแม่น้ำฮัน สะพานมังกรแห่งนี้เป็น Landmark แห่งใหม่ของเมืองดานังซึ่งมีรูปปั้นที่มีหัวเป็นมังกรและหางเป็นปลา พ่นน้ำ คล้ายๆสิงคโปร์(วันเสาร์-อาทิตย์เวลา 3 ทุ่ม มังกรจะพ่นน้ำ และพ่นไฟเป็นเวลา 5 นาที) โดยโปรแกรมการล่องเรือนี้ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที

เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เพลินดีเหมือนกันนะ

และแล้วก็ถึงเวลาได้เข้าโรงแรมสักที วันนี้คือหมดแรงงงงงงงงง

กิจกรรมพักผ่อนเราแน่นจนสะใจไปเลยยยยยย

คืนนี้เราพักที่โรงแรม Grandvrio Ocean Resort Danang ทริปนี้เราตั้งใจย้ายโรงแรมทุกคืน เพราะอยากจะสำรวจที่พักชิลๆมาฝากทุกคนด้วย

มาถึงโรงแรมปุ้บบบ เวลคัมดริ้ง ของเราคือน้ำแข็งใส ชอบบบบบเลย

Grandvrio Ocean Resort Danang มีความเก๋ที่ว่า โรงแรมแห่งนี้มีความเป็นญี่ปุ่นสูงมากกกกกกกกกกกกกกกกก ตั้งแต่การบริการไปจนถึงชักโครกในห้องน้ำ นึกว่าอยู่ญี่ปุ่น

และอีกอย่างที่ภูมิใจนำเสนอมากกกกก ที่นี่มีออนเซ็นด้วยยยย แบบญี่ปุ่นเลยยยย แต่เป็นบ่อรวมนะ ใครที่เขิลๆเราแนะนำว่าให้ไปตอนดึก หรือไม่ก็เช้าตรู่

ส่วนเราขอเป็นเช้าตรู่แทนนะ คืนนี้พลังหมดแล้วววว

Day 3

เช้านี้เราตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะอยากไปแช่ออนเซ็นตอนที่คนอื่นยังไม่มา เพราะทั้งเขิล ทั้งอยากรู้สึกว่าออนเซ็นนี้เป็นของช้านนนน

และแล้วก็จริงค่ะ ยังไม่มีใครในออนเซ็น เราน่าจะเป็นคนแรกของวันนี้ ใครยังไม่เคยใช้ออนเซ็นจะมีคำอธิบายพร้อมรูปภาพแปะไว้ เข้าใจไม่ยากค่ะ

จะบอกว่ามันคุ้มค่ามากกกก กับที่มาพักโรงแรมนี้ การเริ่มต้นวันด้วยการได้แช่ออนเซ็นเป็นอะไรที่ดีมากกกกกกกกก

แช่ออนเซ็นมาแล้ว สบายตัวสุดๆๆ ความน่ารักของที่นี่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะที่นี่ยังมีห้องอาหารถึง 3 แบบ Asian Dining, Coconut Beach และ ฺBikura  ให้เราเลือกทาน หรือใครอยากลองทั้ง 3 แบบ ในเช้าเดียวก็ไม่ว่ากัน

เช้านี้เราขอเลือกทานอาหารเช้าริมทะเลแล้วกันนะ มันคงจะชิวมากกก

บริเวณหาดส่วนตัวของโรงแรม Grandvrio Ocean Resort Danang  มีความชิลกว่าโรงแรมคืนแรกซะอีก ใครต้องการความเป็นส่วนตัว ปล่อยใจชิลๆไปกับทะเลโรงแรมแห่งนี้เหมาะมากกกก

เราน่าจะเป็นแขกแรกๆของวันนี้ที่เลือกไปทานอาหารเช้าริมทะเล

และวันนี้เป็นการเริ่มต้นวันที่ดีมากๆ ทานอาหารเช้าไป ตาดูทะเลไป หูก็ฟังเสียงธรรมชาติไป

ยังค่ะ ความน่ารักของโรงแรมนี้ยังไม่หมดดดดด เพราะที่นี่มีสระส่วนกลางขนาดใหญ่ 2 สระแล้ว ยังไม่พอจะมีเจ้าห่วงยางรูปต่างๆที่เป่าลมไว้แล้วให้แขกแบบเราเอาไปเล่นถ่ายรูปได้ด้วยนะ

ระหว่างที่เรากับเพื่อนกำลังเดินเล่นในโรงแรม ก็มีสตาฟอัธยาศัยดีมาบอกเราว่า โรงแรมมีบริการให้เรายืมชุดประจำชาติเวียดนามฟรีด้วยนะ ใส่ได้นานหนึ่งวันเลย จะใส่ออกไปข้างนอกหรือจะใส่เล่นอยู่แค่ในโรงแรมก็ได้

เห่ยยยยดี ไหนๆก็มีมาถึงเวียดนามแล้ว แถมไม่ต้องออกตังค์ด้วย จะช้าอยู่ไยยยยยย

เราถ่ายรูปเล่นอยู่ในโรงแรมจนเที่ยง ก็ถึงเวลาที่จะต้องเช็คเอ้าท์แล้วออกเดินทางกันต่อ วันนี้เราจะย้ายเมืองจากดานัง ไปเมืองเว้กันค่ะ

จากดานังไปเว้ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และเมื่อเราเริ่มเข้าสู่เมืองเว้ จะเห็นได้ชัดว่า เว้ มีความเป็นเมืองที่ยังเป็นชนบทกว่าดานังอยู่มาก แต่ให้อารมณ์เป็นเมืองชิลๆ สโลว์ไลฟ์ดีนะ แต่วันนี้ฝนก็เริ่มมาละคะ สงสัยว่าวันนี้แพลนเที่ยวที่วางไว้อาจจะอด

มื้อเที่ยงเลทๆของเราในวันนี้เราแวะกันที่ร้านอาหารชื่อ Club Garden Bar เป็นร้านอาหารอยู่ใจกลางเมืองเว้ มื้อนี้เป็นอาหารเวียดนามคล้ายๆกับที่เราเคยกินในเมืองไทย ซึ่งถือว่าอร่อยมากทีเดียวค่ะ ใครมาเราแนะนำให้แวะมาที่ร้านแห่งนี้ https://www.facebook.com/Nh%C3%A0-h%C3%A0ng-Club-Garden-631524350511960/

กว่าเราจะกินข้าวกันเสร็จ เวลาก็บ่ายกว่าแล้ว แถมฝนก็ตกอีกกกก วันนี้เราเลยขอยุบโปรแกรมเที่ยวไปวันพรุ่งนี้แทน วันนี้ขอเข้าโรงแรมเลยดีกว่า

คืนนี้เราพักกันที่ Pilgrimage Village boutique resort & spa โรงแรมที่อยู่ใกล้เมืองมากกก แต่เมื่อเข้ามาภายในโรงแรมเหมือนเราอยู่ในป่า เหมาะมากกับคนที่มาเที่ยวเมืองเว้แล้วต้องการมาพักผ่อน

คืนนี้เราพักห้องแบบ Honeymoon Pool Hut เป็นห้อง ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้พักผ่อนที่บ้านตากอากาศ มีสระว่ายน้ำขนาดไม่ใหญ่มากอยู่หน้าบ้านด้วยนะ และสำหรับคือเตียงน่านอนมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ใครอยากอ่านเฉพาะโรงแรมสามารถจิ้มไปได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2018/12/16/4-

คือโรงแรมดีมากกกกกกก ห้องเราอยู่ใกล้สระส่วนกลางขนาดใหญ่ และมีบาร์ให้เราจิบเครื่องดื่มกันเพลินๆๆด้วยนะแกรรรร

คืนนี้เราถือโอกาสกินข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรมแล้วกันเนอะ เพราะขี้เกียจจะออกไปหาอะไรทานด้านนอก ในโรงแรมนี่แหละ อร่อยด้วยนะจะบอกให้

อิ่มแล้ววววว ขอกลับห้องนอนดีกว่าาาาา

เตียงนุ่มๆๆมันเย้ายวนจายยยยย


Day 4

เช้านี้เราตื่นสายกว่าทุกวัน ถึงแม้ในใจอยากจะนอนบนเตียงนุ่มๆต่อก็เถอะ แต่อีกใจก็อยากไปออกเดินสำรวจโรงแรม และในที่สุดเราก็งัดตัวเอง ออกมาจากเตียงจนได้

สระตอนเช้าก็น่าลงเล่นนะ


มีโยคะด้วยนะ ใครอยากมายืดเส้นยืดสายก็มาได้เลย

เราเดินเล่นรอบๆโรงแรมมาเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณสปา ก็มีสตาฟของโรงแรมพาเรามาดูส่วนของบริเวณที่เป็นซาลอน

เห่ยยยย มีซาลอนด้วย เราถามถึงราคาค่าใช้จ่ายของบริการ พี่สตาฟบอกเราว่าฟรีจ้าาาาาา

หืออออออ ดีอ่ะ ไม่น่าสระผมเองเลยเมื่อคืน

เดินเที่ยวรอบโรงแรมจนหิววววววว ไปกินอาหารเช้าดีกว่าาาา

อิ่มแล้วไปเที่ยวต่อด้ายยยยยยย

ด้วยเมืองเว้ เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่เคยมีกษัตริย์ปกครองมาก่อน ทำให้เมืองนี้จะมีสถานที่ประวัติศาสตร์อยู่ค่อนข้างมาก ใครชอบเที่ยวแนวประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดเว้จริงๆนะ

สถานที่แรกที่เราจะเดินทางไปก็คือ สุสานไคดิงห์ (Tomb of Khai Dinh) อยู่ห่างจากโรงแรม Pilgrimage Village boutique resort & spa แค่ประมาณ 5นาที

สุสานไคดิงห์ (Tomb of Khai Dinh)

เป็นเพียงสุสานเดียวที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันออกร่วมกับสถาปัตยกรรมตะวันตก เป็นสถาปัตยกรรมที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างจีนและยุโรป

สุสานแห่งนี้ถูกสร้างในสมัยจักรพรรดิไคดิงห์ เพื่อใช้เป็นสุสานของพระองค์ แต่แล้วสุสานไม่ทันสร้างเสร็จก็ทรงสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน ภารกิจสร้างสุสานแห่งนี้ต่อจึงตกเป็นของ บ๋าวได่ พระราชโอรส จึงสร้างแล้วเสร็จ สุสานแห่งนี้สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 11 ปี

สุสานอันโดดเด่นของราชวงศ์เหงียน สถานที่แห่งนี้เป็นอาคารสีดำตั้งอยู่บนเนินเขา ตัวอาคารถูกสร้างแบบสถาปัตยกรรมโกธิค ด้านหน้ายังมีรูปปั้นหินทหารเวียดนามในสมัยก่อนอีกด้วยนะ ให้อารมณ์เหมือนรูปปั้นทหารจีนที่โด่งดังเหมือนกันนะ

ภายในสวยมากกกกกค่ะ ควรค่าแก่การมาเยือนมากๆๆ

สถานที่ต่อไปคือ สุสานจักรพรรดิมินห์มาง (Tomb of Minh Mang) ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกแค่ประมาณ 10 นาที

สุสานจักรพรรดิมินห์มาง (Tomb of Minh Mang)

พระเจ้ามิงห์หม่างเป็นพระโอรสองค์ที่ 4 ของพระเจ้ายาลอง และเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ในราชวงศ์เหวียน พระองค์ทรงสร้างนครจักรพรรดิ และได้รับการยกย่องอย่างสูงจากการที่ทรงปฏิรูปขนบธรรมเนียมประเพณีและเกษตรกรรม พระองค์ทรงยึดมั่นในแบบแผนการบริหาร การปกครองตามแบบจีน โดยการให้หัวเมืองต่างๆ มาขึ้นตรงต่อราชสำนัก รวมทั้งนโยบายต่อต้านฝรั่งเศสและปราบปรามพวกนอกศาสนาอย่างรุนแรง ซึ่งนโยบายนี้เองที่ทำให้เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

ภายในของสุสานมีศิลาจารึกที่ตั้งแท่นบูชาดวงพระวิญญาณ และพระตำหนักด้านในที่แวดล้อมไปด้วยบึงน้ำและสวนอันร่มรื่น ซึ่งจากพระตำหนักนี้เอง สามารถมองเห็นหลุมฝังพระศพเป็นเนินดินวงกลมขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยรั้วสูง แต่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าตำแหน่งของที่ฝังพระศพที่แน่นอนนั้นอยู่ตรงไหน เพราะไม่อนุญาตให้ผู้ใด นอกจากผู้ที่ทำการฝังพระศพเข้าไป และผู้ที่ทำการฝังพระศพนั้นจะต้องฆ่าตัวตาย ตามพระองค์ด้วยเพื่อเป็นข้าราชบริพารรับใช้พระองค์ในภพหน้า

เราเดินเที่ยวมานานพอสมควรแถมฝนยังตกตลอดทั้งวันอีก ความหิวที่มีก็เริ่มมากขึ้น เราเลยขอไปกินมื้อเที่ยงก่อนแล้วกันนะ ก่อนที่จะไปเที่ยวสถานที่สุดท้ายของเราในเว้

มื้อเที่ยงวันนี้เราแวะทานกันที่ The Tropical Garden Restaurant เป็นทานอาหารเวียดนามที่นอกจะหน้าตาสวยแล้วยังอร่อยด้วยนะ แต่ต้องขออภัยที่เราถ่ายรูปออกมาไม่ค่อยสวย เพราะหิวจนมือสั่นนนน

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ : https://www.facebook.com/thetropicalgardenrestaurent/

และสถานที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สุดท้ายของเราในเว้คือ นครจักรพรรดิ หรือนครต้องห้าม (Imperial Enclosure / Forbidden Purple City)

นครจักรพรรดิ หรือนครต้องห้าม (Imperial Enclosure / Forbidden Purple City)

สถานที่ท่องเที่ยวที่คนมาเที่ยวเว้ต้องไม่พลาดดดดด ที่นี่เป็นวังขนาดใหญ่และมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายอย่างที่ควรค่าแก่การมามากกกกกกก

นครแห่งจักรพรรดิที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมรดกตกทอดอันยิ่งใหญ่และสวยงามของราชวงศ์เหวียน นครจักรพรรดิหรือพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อของจีน ได้รับการออกแบบให้มีกำแพงล้อมรอบถึง 3 ชั้น

ภายในมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ให้เราได้ซึมซับ ใครชอบประวัติศาสตร์เราว่าควรให้เวลากับที่อย่างน้อยครึ่งวันเลยนะ ถึงจะคุ้มและครบ

และสถานที่เที่ยวสุดท้ายของเราในวันนี้ นั้นคือคือตลาดของฝากกกกก ส่วนตัวเราไม่ได้อยากซื้ออะไรพิเศษ แต่เราอยากไปเดินดูวิถีชีวิตคนเวียดนามในตลาดมากกว่า

โปรแกรมสุดท้ายของวันของการเข้าเช็คอินโรงแรมสุดท้ายของทริปนี้ เรานั่งรถหลับๆตื่นๆไปพักใหญ่ๆๆก็มาถึงทางเข้าของโรงแรม มองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นชาวเวียดนามกำลังจอดรถแล้วมานั่งอยู่กันอยู่ข้างถนน

โรงแรมสุดท้ายที่เราจะมาพักผ่อนกันในทริปนี้คือ Vedana Lagoon Resort & Spa Hue โรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งนี้มีทำเลที่ตั้งในทะเลสาบตัม ยาง ที่นี่ทุกห้องพักหันออกสู่ทะเล และคืนนี้ห้องพักของเราเป็นแบบลากูนด้วยนะ

เข้ามาในห้องปุ้บบบบบ คือห้องเราสวยมากกกกเลยนะ เตียงหันหน้าออกสู่ทะเล ส่วนของห้องน้ำ ห้องแต่งตัวกว้างมากกกก มีอ่างที่ให้เราได้นอนแช่พร้อมมองวิวนอกหน้าต่างด้วยนะ

วันนี้เราไม่ออกไปไหนแล้ว ดังนั้นเราจึงทานมื้อค่ำกันที่โรงแรมนี่แหละ เป็นมื้ออาหารเวียดนามที่อร่อยมากด้วยนะ หรือใครอยากจะสั่งมากินที่ห้องก็ทำได้นะ

Day 5

เราตื่นเช้ากว่าที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ซะอีก เพราะด้วยตั้งใจว่าอยากตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่หน้าห้อง แต่เมื่อลืมตาปุ้บ ก็อยากจะปิดตาต่อทันที เพราะฝนตกกกกก พระอาทิตย์คงจะมาสายกว่าที่คิดไว้

บรรยากาศหน้าห้องเช้านี้สบายมากกกกก เหมาะแก่การมาพักผ่อนที่สุด

เช้านี้เราใช้เวลาไปกับการละเมียดละไมกับห้องแสนสบายไปแบบช้าๆ

ถึงเวลาไปกินบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าของโรงแรมกันสักที ห้องอาหารที่นี่มีระเบียงให้เราได้ออกไปทานอาหารเช้าไป ชมวิวไป ส่วนไลน์อาหารเช้านั้นมีครบกับความต้องการ และที่สำคัญมีอาหารเวียดนามอร่อยๆให้ลองทานด้วยนะ

เราใช้เวลาพักผ่อนและซึมซับความผ่อนคลายจากโรงแรมแห่งนี้อย่างคุ้มค่า ก่อนที่บ่ายวันนี้เราจะบอกลาเวียดนามแล้ว แต่ก็คันไม้คันมือ อยากจะไปปั่นจักรยานและเพื่อนเราก็อยากไปว่ายน้ำด้วย เพราะสระส่วนกลางของที่นี่วิวสวยเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะ

ไหนๆที่นี่ก็เป็นโรงแรมสุดท้ายของทริป วันนี้เราไม่มีโปรแกรมจะไปไหนอยู่แล้ว แค่ตั้งใจตรงกลับสนามบินเลย ก็เลยขอทานมื้อเที่ยงที่โรงแรมเลยละกันเนอะ

และก็ถึงเวลาที่เราจะบอกลาโรงแรมสุดท้ายของทริปและก็ถึงเวลาที่เราใกล้จะบอกลาเวียดนามด้วยเช่นกัน

ทริปนี้เป็นอีกทริปที่ดีมากๆๆของเรา ได้เปิดโลกใบนี้ให้กว้างขึ้น เราได้รู้จักเวียดนามมากขึ้น และยิ่งกว่านั้นเราได้รู้ว่าเวียดนามมีสถานที่เหมาะกับการพักผ่อนอีกมากกกกกกกก

และหวังว่าทริปนี้ของบันทึกนักหนีเที่ยวจะทำให้ใครสักคนอยากแพ็คกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปพักผ่อน หรือท่องเที่ยวเวียดนามกันนะ

ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีจากทาง Red Mango ที่ชวนบันทึกนักหนีเที่ยวออกเดินทางไปด้วยกัน

และเราทำรีวิวเฉพาะของโรงแรมที่พักทั้งหมดในทริปนี้แยกเอาไว้ สามารถจิ้มไปดูได้เล้ยยย :  https://neetiewdiary.com/2018/12/16/4-