Leh Ladakh (สรุป) ฉบับ 5 วัน

Leh Ladakh หนึ่งในจุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยวชาวไทย

ส่วนใหญ่คนที่ไปเที่ยวเลห์ มักจะไปกันมากกว่า 7 วัน

แต่เราไม่มีเวลามากมายขนาดนั้น และ คิดว่าหลายคงก็เป็นเหมือนกัน

เราเลยเอาสรุป Leh Ladakh ฉบับ 5 วัน สำหรับคนที่มีเวลาน้อยแต่ก็อยากไปเที่ยว

เราได้ทำบทสรุปที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Leh Ladakh ก่อนไปเอาไว้ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2018/06/23/17

เข้าไปอ่านก่อน แล้วจะเข้าใจเรื่องกับการเที่ยวเลห์เพิ่มมากขึ้น

การเดินทางไปเลห์ ลาดัก ซึ่งอยู่ในประเทศอินเดีย

คนไทย ที่ถือพาสปอร์ตไทยแบบเราจะต้องขอวีซ่า ถึงจะเข้าประเทศอิเดียได้นะคะ ซึ่งก็ทำรีวิวเกี่ยวกับการขอวีซ่าท่องเที่ยวฉบับออนไลน์เอาไว้อย่างละเอียดแล้วเช่นกัน สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2018/07/17/how-to-visa-india-

การเดินทางไปยัง Leh Ladakh

ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบิน บินตรงจากไทยไปยัง Leh Ladakh ดังนั้นคนไทยที่ต้องการจะเดินทางไปยัง Leh Ladakh จะต้องต่อเครื่องจากนิวเดลี ประเทศอินเดีย ไปยังเมืองเลห์ โดยปัจจุบันมีหลายสายการบินที่ให้บริการ สามารถเช็คราคาตั๋วเครื่องบินได้ที่ : https://www.traveloka.com/en-th/flight

กรุงเทพ (BKK)  > นิวเดลี (DEL) ราคาไปกลับประมาณ 7,000-15,000

นิวเดลี (DEL) > เลห์ (IXL) ราคาไปกลับประมาณ 3,000-10,000

การเดินทางภายใน Leh Ladakh

การเดินทางภายในเลห์ เราใช้บริการของแท็กซี่แบบเหมาตลอดทริป เพราะเลห์ ถือเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าน้ำทะเลค่อนข้างมาก ทำให้ถนนหนทางยังไม่ดีมากนัก จำเป็นต้องใช้บริการของคนขับรถท้องถิ่น ซึ่งโดยปกติแล้วคนขับรถจะเป็นไกด์ไปได้ตัวให้เราได้เลย

จัดการจัดทริปเราควรจะปรึกษากับคนขับรถว่า เรามีเวลาเท่ามากน้อยแค่ไหน มีสถานที่ไหนบ้างที่เราอยากไป แล้วลองให้ด้านคนขับรถจัดทริปมาให้เรา แล้วก็ปรับกันไปตามความต้องการของเรา

ซึ่งทริปนี้เรามี ลัคกี้ คนขับรถที่มมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวไทย แถมพูดไทยได้ด้วย ใครต้องการอ่านรีวิวของลัคกี้ เราก็ทำแยกไว้ให้แล้วนะ สามารถไปอ่านได้ที่ :
https://neetiewdiary.com/2018/04/28/d

ที่พักภายใน Leh Ladakh

ทริปเลห์ ลาดัก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางครั้งแรก จะเดินทางไปพักสองเมืองคือ เลห์ และ นูบร้า โดยที่พักในเลห์มีตั้งแต่โฮสเทลไปจนถึงโรงแรมหรู ซึ่งราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยบาทไปจนถึงหมื่นบาทต่อคืน สามารถเลือกตามรสนิยมของแต่ละคนได้เลย แต่อย่าคิดว่าโรงแรมราคาหลักร้อยบาทจะไม่ดี เพราะโรงแรมที่เราไปพักราคาอยู่ที่ 700บาท/คืน มีทุกอย่างครบสะดวกสบายเช่นกัน ส่วนนูบร้านั้นหากเราอยากพักที่พักราคาไม่แพงก็จะเป็นประมาณโฮมสเตย์ หรือใครอยากพักสบายขึ้นส่วนตัวขึ้น ราคาก็จะแพงมาหน่อย และส่วนใหญ่ที่พักเหล่านั้นก็อยู่ห่างจากชุมชน

โดยเรารีวิวโรงแรมที่เคยไปพักแยกไว้ที่ https://wp.me/p8RAsl-YQ

(แต่ในช่วงฤดูหนาวโรงแรมราคาหลักร้อยมักจะไม่มีฮีตเตอร์ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะผ้าห่มอุ่นไม่ทำให้หนาวตายแน่นอน)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แพลนทริป 5 วัน

Day 0 : คือวันที่เราจะบินออกจากไทย เลือกเดินทางกลางคืนแล้วให้ไปถึงเลห์ตอนเช้า

Day 1 : วันแรกเราจะต้องอยู่ในเลห์เท่านั้น และผู้ที่พึ่งเดินทางมาถึงเลห์ ควรจะต้องนอนพักอย่างน้อยครึ่งวัน เพื่อให้ร่างกายได้ปรับกับพื้นที่สูง

โดยแพลนเที่ยวของเราจะเริ่มขึ้นในตอนบ่าย

  • Thiksey Monastery : เป็นวัดขนาดใหญ่ ซึ่งด้านในมีภาพเขียนฝาผนังที่สวยงามด้วย แต่เราไม่ได้เข้าไปข้างในค่ะ
  • Stakna Monastery :
    วิววัด Stakna Monastery ที่ตั้งอยู่บนเขา พร้อมวิวแม่น้ำสีฟ้าๆ  เป็นภาพที่เราอยากจะเดินทางมาถ่ายรูปนี้ด้วยตัวเองมากที่สุดของทริปนี้ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะดึงดูดเรากว่า Pangog Lake อันโด่งดังเสียอีก
  • Leh Palace
    เป็นราชวังเก่าที่ตั้งอยู่บนเขาที่ความสูงประมาณ 3000 กว่าเมตร เราจะต้องจ่ายค่าเข้าคนละ 10 รูปี (ลัคกี้จ่ายให้) ด้านในคล้ายเขาวงกตเป็นห้องจัดแสดงภาพนิดหน่อย เราไม่ได้ถ่ายรูปด้านในมาเพราะมันไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร แต่เราชอบวิวด้านบนมากกกกก มันสวยมากกกกกกกกก
  • Leh Market 
    ตลาดเลห์เป็นแหล่งที่รวมร้านอาหารต่างๆ รวมร้านสำหรับใครต้องการหาของฝาก และสำหรับคนที่อยากถ่ายรูปวิถีชีวิต ซึ่งตลาดเลห์เป็นอีกแห่งที่เราอยากมาเพราะเราอยากถ่ายรูปผู้คนในตลาดแห่งนี้

Day 2 : วันนี้เป็นวันที่เราออกเลห์ไปไกลขึ้น เราจะออกเดินทางไปยัง Lamayuru หรือว่า Moon Land เป็นเมืองที่อยู่ทางตะวันตกของเลห์ซึ่งสามารถไปเที่ยวเช้ากลับเย็นได้ เพราะวันที่สองก็ยังอยู่ในช่วงของการปรับร่างกาย

โดยแพลนเที่ยวตลอดวันมีดังนี้

  • แวะถ่ายรูปกับวิวข้างทางไปเรื่อย เพราะเราต้องนั่งรถกันนาน
  • Confluence of Zanskar & Indus river 
    ตรงนี้คือวิวยอดฮิตของคนมาเที่ยวเลห์ จุดบรรจบของแม่น้ำซันสการ์และแม่น้ำสินธุ
  • Lamayuru monastery
    เป็นวัดขนาดใหญ่ที่อยู่บนเขา วัดนี้เป็นวัดประจำเมืองและขึ้นชื่อของเมืองนี้ค่ะ จริงๆวัดนี้เราก็ไม่ได้อินอะไรมาก แต่วิวเมื่อมองกลับไปด้านล่างสวยมากค่ะ
  • Moon Land
  • ซึ่งงงงงงงงงงงง Moon Land ในจิตนาการกับความเป็นจริงมันคนละเรื่องกันนนนน เรามโนเอาว่า มันคือเส้นทางขุระ เป็นหลุมเป็นบ่อแบบผิวดวงจันทร์ แต่ในความเป็นจริงนั้น Moon Land คือก้อนหินที่มีรูปร่างประหลาดเท่านั้นเอง
  • Alchi Choskor Monastery เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เราจะต้องแวะเมื่อเดินทางมายังเส้นทาง Moon Land หรือ Lamayuru และด้านหลังของวัด มันคืออีกหนึ่งจุดชมวิวที่สวยมากเลยค่ะ 
  • Shanti Stupa

เจดีย์สันติภาพ เป็นเจดีย์สีขาว ขนาดใหญ่โดยญี่ปุ่นเป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อประกาศพระศาสนาและแสดงถึงสันติภาพแห่งโลก เจดีย์นี้ตั้งอยู่บนยอดเขาในแทบจังสปา ห่างจากเมืองเลห์ประมาณ 2 กิโลเมตร จากเจดีย์เราสามารถมองเห็นเมืองเลห์ได้ในมุมสูง และมองเห็นพระราชวังเลห์ และที่สำคัญวิวสวยมากกกกกกก

เจดีย์สันติภาพเปิดให้เข้าชมเวลาประมาณ 05.00 – 21.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่าย

Day 3 : วันนี้จะเป็นวันที่เราจะเดินทางไป Nubra และค้างคืนที่นั้นด้วย

โดยแพลนตลอดทั้งวันเป็นดังนี้

  • แวะถ่ายรูปตลอดทาง เพราะวิวสวยมากกกกก
  • Khardungla Top

จุดที่บอกว่าเป็นถนนเส้นที่สูงที่สุดในโลก  สูงกว่าระดับน้ำทะเล 5514 เมตร

จุดนี้หากใครมีอาการแพ้ความสูงก็จะเกิดอาการเยอะหน่อยค่ะ บางคนอาจจะต้องใช้ออกซิเจนในรถก็มี จุดนี้คนขับจะพยามให้เราอยู่ไม่เกิน 30 นาที เพราะจะเป็นอันตรายได้ถ้าใครที่ร่างกายไม่ไหว แต่เมื่อลงไปข้างล้างแล้วอาการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆเองค่ะ

  • Diskit Monastery
    วัดแห่งเมือง Diskit และเป็นวัดดังของนูบร้า ใครมานูบร้าต้องได้แวะมาวัดแห่งนี้แน่นอนค่ะ ต้องจ่ายค่าเข้าคนละ 30 รูปี ตัววัดจะอยู่บนเนิน เดินค่อนข้างเหนื่อยเลยค่ะ และที่สำคัญที่สุด คือ วัดแห่งนี้วิวสวยมากกกกก
  • องค์พระศรีอริยะเมตไตรย 
  • จุดขี่อูฐชมวิว คือจะบอกว่าเมื่อยตูดมากกกกก แต่วิวก็สวยมากเช่นกัน

Day 4 : วันนี้เป็นวันเที่ยววันสุดท้ายของเราในทริปนี้แล้วค่ะ และจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้คือ Pangong Lake

โดยแพลนตลอดทั้งวันเราเป็นดังนี้

  • แวะถ่ายรูปไปตลอดเส้นทาง เพราะต้องนั่งรถนานมากกก
    “เส้นทางไปทะเลสาบปันกอง ไปได้สองทางนะครับ ทางแรกต้องผ่านเลห์ อีกทางคือเส้นที่เราจะใช้วันนี้ ไม่ผ่านเลห์ แต่ทางจะลำบากหน่อยนะ”
  • Pangong Lake (Pangong Tso)
  • ทะเลสาบน้ำเค็ม มีคนเปรียบเทียบไว้ว่าที่นี่คือ น้ำตาแห่งหิมาลัยทะเลสาบปางกอง หรือ  Pangong Tso  โดยชื่อปางกองมาจากภาษาทิเบต แปลว่า ทะเลสาบยาวๆแคบๆ ความยาวของมัน ยาวพาดสองประเทศ ระหว่างอินเดียและจีน(ธิเบต)เป็นทะเลสาบเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 4350 เมตร ทำให้ในฤดูหนาวที่นี่จะหิมะปกคลุมและน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง
  • ถนนที่สูงอันดับสองของโลก 
    จริงๆ เราหาข้อมูลเกี่ยวกับถนนที่สูงอันดับสองของโลก ก็พบว่าฝั่งปากีสถาน ซึ่งอยู่ติดกับเลห์ ก็เคลมว่ามีถนนที่สูงอันดับสองของโลกเหมือนกัน เลยไม่แน่ใจว่าที่ไหนใช่กันแน่

Day 5 : เป็นวันที่เราเดินทางกลับไทย ซึ่งเที่ยวบินออกจากเลห์ ส่วนใหญ่จะมีแค่ช่วงเช้าเท่านั้น ดังนั้นวันสุดท้ายจึงไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน

สรุปค่าใช้จ่ายตลอดทริป

หากใครต้องการทริปเที่ยวเลห์ ลาดัก ของเราอย่างละเอียด สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ :
https://neetiewdiary.com/2018/07/12/leh-ladakh-