นาฬิกาหยุดเดิน ที่ “ปากพนัง”

เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้มาอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช การเดินทางครั้งนั้น เราเดินทางมายังปากพนัง เพื่อถามหากาแฟอร่อยๆ จากคาเฟ่ดีๆที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองแห่งนี้

แต่การเดินทางครั้งนั้นทำให้เราได้เจอมากกว่ากาแฟอร่อยๆ เราได้รู้ว่าปากพนังยังคงเป็นเมืองเก่าที่ยังคงเสน่ห์เหล่านั้นเอาไว้ แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงผ่านมากี่ปีแล้ว

แต่กลายเป็นว่า “ปากพนัง” คือเมืองที่นาฬิกาหยุดเดิน

ทริปนี้เป็นวันเดย์ทริปที่เราจะพาทุกคนหนีเที่ยวปากพนังกัน

เราจะพาไปทั้งเที่ยว ทั้งกิน

เอาให้เม็มกล้องเต็ม หนังท้องตึงกันไปเล้ยยยยยย

วิธีเดินทางมาปาากพนัง

หากใครมีรถส่วนตัวการเดินทางมายังอำเภอปากพนังนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากใครที่ไม่มีรถส่วนตัวแต่อยากมาเที่ยวปากพนัง เราแนะนำให้นั่งรถเมล์ นครศรีฯ – ปากพนัง โดยรถจะมาจอดที่ท่าเรือข้ามฟากพอดีคราวนี้เราก็จะสามารถเดินเที่ยวปากพนังต่อได้เลย


เรือข้ามฟาก 1 บาท

เรือข้ามฟาก 1 บาท เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว

ปัจจุบันเรือข้ามฟากปากพนังก็ยัง 1 บาท

เรือข้ามฟากที่ว่าไม่ได้เก็บเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด แต่มันคือวิถีชีวิตจริงๆของปากพนังที่ยังคงดำเนินอยู่

หากใครมาปากพนังด้วยรถเมล์ก็ให้นั่งเรือข้ามฝากไปอีกฝั่งแล้วเที่ยวเสร็จก็ค่อยนั่งกลับมา หรือหากใครขับรถส่วนตัว ก็ให้หาที่จอดที่รับฝากที่มีอยู่หลายแห่งทีเดียว แล้วลองนั่งเรือข้ามฟากไปกลับ แค่ 2 บาท แต่บรรยากาศมันเกินราคาที่เราจ่ายไปมากมายนัก


ตลาดร้อยปีปากพนัง ตลาดปลาที่อุดมสมบรูณ์

อยากเห็นวิถีชีวิตของเมืองใด ให้ไปเดินตลาดของเมืองนั้น

จากที่เรานั่งเรือข้ามฟากมาแล้วเราจะได้เจอกับตลาดปลาที่มีพื้นที่ไม่มากนัก แต่อัดแน่นไปด้วยแม่ค้า พ่อค้าที่นำสินค้าโดยเฉพาะอาหารทะเลสดๆ(ที่พึ่งขึ้นจากทะเล)มาขายกัน

คนปากพนังก็จับจ่ายใช้สอยกันอยู่ที่นี่ นักท่องเที่ยวอย่างเรานอกจากจะได้เดินดูความอุดมสมบูรณ์ของปากพนังผ่านสินค้าที่ขายอยู่ในตลาดแล้ว เรายังจะได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่จริงๆอีกด้วย

รูปใบนี้จากกล้องฟิล์ม


ใช้เท้าทำความรู้จัก

ถ้าอยากเห็นเมืองไหนเป็นอย่างไร ให้เราลองเดินสำรวจเมืองนั้น

และวันนี้เราก็จะใช้เท้าในการเดินสำรวจเมืองปากพนังกัน มันน่าจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของคนปากพนังได้มากขึ้น

เราจากตลาดร้อยปีมาเจอกับสี่แยกถนนชายน้ำ ซึ่งตึกเป็นตึกแรกที่สร้างด้วยปูนในปากพนัง และตรงนั้นแต่เดิมเป็นห้างแรกของปากพนังที่มีขายผ้า แต่ต่อมาได้มีนกนางแอ่นคู่หนึ่งมาทำรังภายในห้างแห่งนี้ เจ้าของตึกนี้เลยปิดกิจการแล้วเปลี่ยนให้ตึกแห่งนี้เป็นบ้านของนกนางแอ่นแทน

หากใครกลัวหลง ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะตลอดเส้นทางบนถนน ลุงป้าน้าอาชาวปากพนังน่ารักมาก พร้อมที่จะบอกทางช่วยเดินนักท่องเที่ยวต่างถิ่นแบบเราตลอดเวลา


ข้าวมันไก่ ช่างเฟอร์นิเจอร์

เราเริ่มต้นทริปวันนี้ด้วยข้าวมันไก่ช่างเฟอร์นิเจอร์ เราได้ข้อมูลมาจากเจ้าของพื้นที่ว่า ข้าวมันไก่เจ้านี้เดิมคุณลุงเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ แต่ปรับเปลี่ยนอาชีพมาขายข้าวมันไก่

แต่ที่ว่าเปลี่ยนอาชีพเนี่ยไม่ใช่ว่าคุณลุงพึ่งเปลี่ยนมาขายข้าวมันไก่นะคะ เพราะว่าถ้านับเวลามันถึงตอนนี้ลุงคุณก็ขายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี

เราเข้ามาในร้านสังเกตจากสายตาแบบเร็วๆก็รับรู้ได้ว่า ร้านนี้เป็นที่นิยมของคนท้องถิ่น นั่นยิ่งยอกย้ำให้รู้ว่ารสชาติต้องไม่ทำธรรมดาแน่ๆ

เราสั่งข้าวมันไก่ธรรมดามาหนึ่งจาน ราคา 40 บาท แต่ปริมาณน่าจะเท่ากับธรรมดา 2 จานที่อื่นเลยทีเดียว แถมไก่ที่โปะมาบนข้าวก็หนาเกือบจะ 3 เท่าของที่อื่นอีกกกกกก

รสชาติไม่ต้องพูดถึงเพราะอร่อยมากกกก ทุกอย่างพอดีเข้ากัน ไม่สงสัยแล้วละว่าทำไมลูกค้าถึงเต็มร้าน

แต่คุณลุงไม่ชอบให้ถ่ายรูปนะคะ เราเลยได้แค่รูปข้าวมันไก่และหน้าตัวเองมาแทน

พิกัดร้าน : ข้าวมันไก่ลุงจรัส อยู่บริเวณตลาดใหม่ ถนนพานิชสัมพันธ์ ตรงข้ามคลินิกแพทย์หญิงชมนาด

เวลาเปิด : 7.30-14.00 น. เปิดทุกวัน


Cafe de Porto

จากรีวิว 5 Cafe น่าเช็คอินนครศรีธรรมราช
https://neetiewdiary.com/2019/02/21/5cafe- ทำให้เราได้เจอร้านกาแฟดีๆ และมิตรภาพที่น่ารักของเฮียเจ้าของร้านแห่งนี้ ทำให้เมื่อเรามาปากพนังเรารู้สึกว่าตัวเองควรแวะมาทักทายเฮียเพ้ง เจ้าของร้าน Cafe de Porto ประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ที่เราควรมาทักทาย

เฮียให้ข้อมูลเป็นไกด์ไลน์สำหรับการเที่ยวปากพนังกับเราได้ดีมากก เพราะเฮียคือคนพื้นที่รู้จักร้านอร่อยๆมากมาย

ก่อนจะออกไปสำรวจปากพนังแบบจริงจังเราก็ขอกินกาแฟอร่อยๆของเฮียแกหน่อยและวันนี้เราก็ได้ลองเมนูมะม่วงปั่นน้ำปลาหวาน หือออออออออออออออออ อร่อยมากกกกกกก แนะนำว่าให้มาลอง

พิกัด: 15 ถนนพานิชสัมพันธ์ ปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โทร 081 893 4842

เวลาเปิด: 08:00 – 17:00 น.

รูปใบนี้จากกล้องฟิล์ม

ขนมไทย หน้าไปรษณีย์

เอาจริงๆคือเราไม่ได้ถ่ายรูปชื่อร้านเอาไว้เลยขออนุญาตตั้งชื่อใหม่เลยนะคะ

เราเดินสำรวจเมืองปากพนังไปเรื่อยๆ ก็มาเจอกับร้านขนมที่เป็นขนมไทยพื้นบ้าน แต่สิ่งเราถูกใจที่สุดก็น่าจะเป็นข้าวเหนียวหน้าสังขยาที่ห่อใบตอง ห่อละ 5 บาท

ใครแวะไปปากพนังแวะไปอุดหนุนกันได้นะคะ อร่อยมากด้วย

พิกัด : หน้าไปรษณีย์ปากพนัง

เวลาเปิด : ประมาณเที่ยงไปจนถึงขนมหมด


ร้านขนมหวาน 10 บาท

เราได้รับข้อมูลมาว่าให้มาลองกินขนมหวานอีกเจ้าที่อร่อยไม่แพ้ใคร แต่เจ้านี้ราคา 10 บาท มีขนมให้เลือกเยอะ รสชาติอร่อย

เมื่อได้รับข้อมูลจากเจ้าของพื้นที่มาแบบนี้มีหรอที่เราจะไม่มาลอง แล้วเราก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ ขนมอร่อยมากกกกกกก ขนมถ้วยละ 10 บาทแต่ถ้วยใหญ่มากกกก แถมคุณป้ายังใจดี น่ารักแถมให้เราอีก พร้อมกับพยามหาที่หลบร้อนให้เราได้นั่ง

เราว่านอกจากขนมอร่อย ราคาถูก มันคงไม่สามารถมัดใจลูกค้าไว้ได้ทั้งหมดหรอก ถ้าไม่รวมถึงอัธยาศัยที่ดีของคุณป้าที่มีต่อลูกค้าทุกคน

พิกัด : สี่แยกถนนชายน้ำ (เดินตรงมาจากตลาดร้อยปี)


ขนมหวาน 5 บาท

สิ่งแรกที่ทำให้เราประทับใจปากพนังก็คือร้านขนมหวาน 5 บาทของพ่อค้าที่ชื่อพี่เอ๋ ร้านนี้เป็นร้านรถเข็นที่อยู่เยื้องกับคลินิกหมอชมนาด

ครั้งแรกที่เรามาปากพนัง เราได้เห็นร้านนี้ มุมแบบนี้ เหมือนกับภาพถ่ายรุ่นพ่อแม่ที่เรามีโอกาสแค่ได้มองผ่านกระดาษที่ถูกถ่ายและอัดเอาไว้เหมือนหลายสิบปีก่อน เราไม่คิดว่าเราจะได้เห็นภาพร้านรถเข็น ที่ขายขนมหวานอยู่ริมถนนมีบ้านไม้หลังเก่าๆเป็นฉากหลัง พร้อมกับมีตัวประกอบของลูกค้าที่แวะเวียนกันมากินขนม มันเป็นฉากที่จัดเอาไว้สำหรับถ่ายละครอะไรสักเรื่อง

แต่มันไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จำลองใดๆ มันคือเรื่องจริงในปี 2019 ที่เรายังสามารถเห็นมันด้วยตาเปล่าของตัวเอง มันอยู่ที่ปากพนัง

ร้านนี้ขายขนมหวานวันละประมาณ 4-5 อย่าง ราคาถ้วยละ 5 บาท มันเป็นราคาที่เราไม่คิดว่าจะหาได้ง่ายๆในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ แต่ที่นี่ยังมี ราคาที่เมื่อหลายปีก่อนมันยังคงเป็นราคาเดียวกันกับในวันนี้

และอีกอย่างที่เราประทับใจร้านนี้ไม่ใช่แค่ความถูกหรือรสชาติ แต่คือภาพคนในท้องที่ที่แวะเวียนกันมากินขนมร้านประจำแห่งนี้เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำ

มันเป็นภาพที่น่ารักมาก

ขอบคุณที่ยังมีภาพแบบนี้ให้เราได้เห็น


ร้านโชว์ห่วย

“ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปแต่ทำไมร้านนี้ยังอยู่ที่เดิม” นั่นคือคำถามที่เกิดขึ้นในหัวของเรา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นร้านโชว์ห่วยแห่งนี้

ล่าสุดที่เราเคยเห็นร้านแห่งนี้น่าจะเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วละมั้ง ร้านโชว์ห่วยที่ขายของจริงๆ ทำมาหากินจริงๆ ที่ไม่ได้จัดเอาไว้ให้ดึงดูดนักท่องเที่ยว

เรากลับมาปากพนังคราวนี้ได้มีโอกาสคุยกับคุณป้าเจ้าของร้าน ถามถึงสาเหตุที่ทำไม คุณป้าถึงไม่ปรับเปลี่ยนมันไปตามสมัย ทำไมคุณป้ายังให้มันเป็นแบบเดิม

คุณป้าเล่าให้เราฟังว่า คุณป้าเป็นสะใภ้ที่แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ตอนมาร้านนี้มันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ถึงคราวเมื่อคุณป้าและสามีรับช่วงต่อซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว คุณป้าไม่อยากไปปรับไปเปลี่ยน อยากให้สิ่งที่พ่อแม่ทำมามันยังอยู่ “เขาทำมาแบบไหน ก็ให้มันเป็นไปแบบนั้น” คุณป้ายังเล่าต่อว่า “ลูกๆของป้าเรียนจบหมดแล้ว ป้าทำมาหากินไปแบบเรียบง่ายแบบนี้แหละ มันมีความสุขดี” คุณป้าพูดพร้อมกับแววตาที่ภูมิใจเมื่อพูดถึงร้านแห่งนี้

พิกัด : ห่างจากร้านข้าวมันไก่ประมาณ 100 เมตร


หนมลา หอยราก

ออกจากเมืองปากพนังมาหน่อย เราจะสามารถเจอของฝากที่ขายอยู่ริมถนน หนึ่งในของฝากขึ้นชื่อมีหนมลารวมอยู่ด้วย

หนมลาถือเป็นขนมที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวะนครศรีธรรมราชก็ว่าได้ และที่ปากพนังแห่งนี้มีกลุ่มแม่บ้านที่รวมตัวกันทำหนมลา ทั้งแบบเป็นแผ่นใหญ่ๆที่เห็นกันจนชินตา แต่ที่นี่ยังมีหนมลาที่มีการปรับเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ากับยุคกับสมัยมากขึ้น เพื่อที่จะได้เอาใจผู้บริโภค

เราสอบถามคุณป้าๆน้าๆที่กำลังทำขนมอยู่ในความว่า ที่นี่ไม่ได้ทำทุกวัน แต่จะทำตามออเดอร์ที่สั่งเข้ามา ทำเสร็จก็จะส่งไปยังที่ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าเหล่านั้นทำไปขายเป็นของฝากต่อไป พูดสรุปง่ายๆว่าที่นี่เป็นโรงงานทำหนมลานั่นแหละ

ส่วนตัวเราเคยเห็นวิธีการทำหนมลามาบ้างแบบผ่านๆ เวลาที่แม่ค้าโชว์ให้นักท่องเที่ยวดู แต่วันนี้เมื่อได้มาถึงแหล่งผลิตจริงๆ ทำให้เราได้รู้ว่า ลาแต่ละแผ่นกว่าจะอร่อย มันมีขั้นตอนเยอะพอสมควร มันทำให้เรารู้สึกว่า ขนมพื้นบ้านเหล่านี้มีที่มาที่ไป มีเรื่องราวอยู่ในนั้นมากกว่าความอร่อยที่เราได้สัมผัสที่ปลายลิ้น

พิกัด : ชุมชนบ้านหอยราก (096-7785455 คุณขวัญ)


ดินแดนฮิปเตอร์

ฮิปเตอร์คำที่บรรยายความเท่ๆเอาไว้

หลายๆเมือง หลายๆที่ พยามที่จะทำให้ตัวเองนั้นเป็นฮิปเตอร์ให้ได้ แต่สำหรับปากพนังเราไม่แน่ใจว่า นั่นคือความพยามที่จะเป็น หรือมันคือตัวตนที่ปากพนังเป็นกันแน่

ตลอดที่เราเดินเที่ยวเล่นในปากพนังเราได้เห็นบ้านเรือนที่ทาสีสวยๆ ชวนให้เราเข้าไปถ่ายรูป แต่เจ้าของบ้านเหล่านั้นเขาก็ทาสีแบบที่เขาชอบ ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดึงดูดใคร

ระหว่างทางเราเจอร้านตัดผมชายชื่อร้านว่า “มาหล่อที่ปากนัง” ชื่อร้านนี้ทำให้เราอมยิ้มไปทั้งวัน เราไม่แน่ใจว่าเจ้าของร้านคิดชื่อนี้ได้อย่างไร เพราะมันดูไม่เป็นชื่อร้านสักเท่าไหร่ แต่มันบอกได้ว่าเราควรจะเข้าร้านนี้หรือไม่

และหากคุณลองเดินเที่ยวไปทั่วๆปากพนัง คุณจะพบความเป็นฮิปเตอร์ของดินแดนแห่งนี้อีกมากมาย


ก่อนกลับแวะถ่ายรูปกับกังหันยักษ์

ก่อนเดินทางกลับ เราขับรถไปตามกังหันลมที่เห็นมาจากไกลๆ ขับมาเรื่อยๆก็ได้รู้ว่ากังหันที่เราเห็นอยู่นั้น มันใหญ่มากกกก และมีจำนวนเยอะมาก

ที่บริเวณนี้เป็นชายทะเลที่ไม่ได้มีไว้ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเล่น แต่การได้ขับรถดูกังหันไปเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นกิจกรรมที่เพลินดีเหมือนกันนะ

ใครมาปากพนังแล้ว ลองขับรถออกนอกเมืองมาอีกนิด แล้วคุณจะได้เจอกับกังหันใหญ่ยักษ์แบบเรา


ขอบคุณปากพนัง

เราไม่ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัวในปากพนัง

แต่เมื่อเราเดินทางไปปากพนัง มีกล้องถ่ายรูปที่เดินกดชัตเตอร์ไปเรื่อย นั่นก็บอกได้แล้วว่าเราดูไม่กลมกลื่นกับชาวบ้านปกติเอาซะเลย แต่ตลอดทางที่เราเดินเล่น เราได้รับรอยยิ้ม มิตรภาพต่างๆจากคนปากพนังมาตลอดทาง

คนที่นี่อบอุ่น มีมิตรไมตรีที่ดีต่อผู้มาเยือนอย่างเรา มันทำให้เรายิ่งหลงรักปากพนังเข้าไปอีก

และต้องขอบคุณปากพนังที่ทำให้รู้ว่าประเทศไทยของเรายังมีเมืองที่นาฬิกาสามารถหยุดเดินได้ ยังมีเมืองที่ยุคและสมัยทำอะไรไม่ได้อยู่จริง

สุดท้ายต้องขอบคุณเฮียเพ้ง สำหรับข้อมูลและความเอื้ออารีที่มีให้กับบล็อกเกอร์ตัวน้อยๆคนนี้

ขอบคุณนะคะ