อีต่อง ปิล็อก จ.กาญจนบุรี | หนีเที่ยวมาสัมผัสอากาศเย็นที่หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา

ความสุขจากการเดินทางของคุณขึ้นอยู่กับอะไร

จุดหมายปลายทาง ระหว่างทาง หรือ เพื่อนร่วมทาง

ทริปนี้เราชวนเดอะแก๊ง ม.ปลาย ที่กำลังจะอายุแตะสามสิบกันแล้ว ออกเดินทางหนีเที่ยวกันค่ะ

ทริปนี้เรามีโจทย์ว่า “ฝนมา เราต้องไปป่า” เพราะเราอยากเจอหมอก อยากสัมผัสความชุ่มฉ่ำและป่านั้นต้องมีที่พักที่สบายกำลังดี ไม่ลำบาก อุปกรณ์ไม่ต้องเตรียมไปมาก และขับรถถึง

แม้ว่าจะเป็นโจทย์ที่มีเงื่อนไขเยอะแยะไปหมด แต่ในที่สุดเราก็หาปลายทางนั้นเจอ

“ปิล็อก”

การเดินทาง

เราออกเดินทางจากกรุงเทพกันตั้งแต่เช้าตรู่ ทริปนี้เราเดินทางด้วยรถจาก Huap Car มุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี

ระยะทาง 300 กว่ากิโลเมตร กับ 399 โค้ง เราขับรถตาม Google Maps กันมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่เส้นทางที่ป้ายบอกเราว่า เรากำลังเข้าสู่ถนนที่เดินทางไป ปิล็อก

ก่อนมาใครๆมักจะบอกเราว่า ถนนเส้นนี้ขรุขระและโค้งเยอะ แต่โชคดีที่ช่วงที่เราไปฝนน่าจะหยุดตกไปได้สักพัก ทำให้ทางไม่ได้เละมากนักและระยะทางที่ถนนขรุขระ เป็นแค่ระยะหนึ่งก่อนที่จะถึงตัวหมู่บ้าน ส่วนโค้งเราว่าที่นี่ไม่ได้โค้งเยอะขนาดชวนอ้วก หากใครผ่านปายมาแล้วรับรองแค่นี้จิ๊บๆ

ส่วนใครจะมาด้วยรถประจำทาง เขาจะมีบริการวันละ 1 เที่ยวนะคะ แต่รายละเอียดแนะนำว่าลองสอบถามจากที่พักที่เราจะเข้าพักก็ได้ค่ะ

ระหว่างทาง

เราขับรถกันไปเรื่อยๆ ตามทาง ไม่ต้องกลัวหลงเพราะเราจะได้เจอเพื่อนร่วมทางเป็นระยะๆ เมื่อใกล้จะถึงตัวหมู่บ้านเราจจะได้เจอจุดชมวิวที่หนึ่ง ก็ขอแวะยืดเส้นยืดสายกันหน่อย

จุดนี้วิวสวยดีนะคะ แต่ตอนเราไปถึงฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหมอก

ส่วนจุดที่สอง วิวไม่ได้สวยมากนัก แต่เป็นมุมที่เราจะได้เห็นป่าและขุนเขาแบบชัดๆ

ในที่สุดเราก็มาถึงหมู่บ้านอีต่อง ซึ่งช่วงที่เรามาเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ทำให้ภายในหมู่บ้านรถเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก และด้วยพวกเราเป็นสายแวะไปเรื่อยกว่าจะถึงตัวหมู่บ้านก็จะค่ำแล้ว

ความยากของการมาถึงเย็นไม่ใช่การขับรถยาก แต่คือการหาที่จอดรถยากกกก ใครที่มาช่วงวันหยุดแบบเราแนะนำว่าอย่าถึงเย็นเกินไป เพราะกว่าจะหาที่จอดรถได้ เล่นเอาเหงื่อตกเลยทีเดียว

ที่พัก

ที่พักในหมู่บ้านอีต่องมีเยอะมากกก สามารถเลือกหาเอาจากในเฟสบุ๊คได้ไม่ยากเลยค่ะ ส่วนเราพักที่บ้านทานตะวัน เป็นห้องแบบ 4 คน มีห้องน้ำในตัว ไม่มีระเบียง เพราะว่าห้องของเราไม่ได้ฝั่งที่เห็นคลอง แต่เป็นถนนจากฝั่งทางเข้าหมู่บ้าน

ห้องพักแบบ 4 คน ห้องน้ำในตัว ราคา 1800 บาท + เตียงเสริม 1 เตียง เพิ่มเงิน 300 บาท สรุปว่าห้องนี้เราจ่ายไป 2100 บาท สำหรับ 5 คน มีอาหารเช้ารวมอยู่ด้วย

และอย่างที่บอกว่าไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่มีทีวี ห้องสะอาดมากกก ถึงจะเล็กไปหน่อยสำหรับอยู่กัน 5 คน แต่เราว่าคุ้มค่า

ติดต่อสอบถามได้ที่นี่ : https://www.facebook.com/Baanthantawanhomestaypilok/

(จุดสังเกตบ้านทานตะวันอยู่ใกล้ๆกับตู้ไปรษณีในหมู่บ้านเลยนะคะ)

วิวจากหน้าต่างห้องของเรา ก็จะเห็นหมอกลอยอยู่ไกลๆ

แค่ในรูปยังรู้ว่าอากาศเย็น ถ้าได้มาสัมผัสจริงๆ ชาวนักหนีเที่ยวแบบเราต้องชอบแน่ๆค่ะ

หากใครอยากได้ห้องที่มีระเบียงแล้วมากันเยอะๆแบบเรา ส่วนใหญ่ห้องที่ใหญ่จะไม่มีระเบียงก็อย่าวอรี่ไปค่ะ เพราะว่าบ้านเกือบทุกหลังจะทำดาดฟ้าเอาไว้ เราขึ้นมาชมวิวจากดาดฟ้ากันก็ได้นะ

หมู่บ้านอีต่อง

หมู่บ้านอีต่อง ตั้งอยู่ชายแดนไทย-พม่า อดีตเคยเป็นเมืองที่มีเหมืองที่เคยรุ่งเรือง แต่ภายหลังที่เหมืองปิดตัวลง เหล่าชาวบ้านคนไทยและคนพม่า เลือกที่จะลงหลักปักฐานที่นี่ ทำให้เป็นหมู่บ้านที่มีเสน่ห์จนพวกเราต้องดั้นด้นมาหา

ภาพแรกที่เราได้เห็น หมอกกกกก หมอกกกกกกกก และหมอกกกกกกก ที่นี่มีหมอกปกคลุมอยู่ทั่วไปหมด เข้าใจแล้วว่าทำไมที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องปรับอากาศ

หลังจากจอดรถเสร็จเราเดินเข้ามาในหมู่บ้านเรื่อยๆ จะผ่านบ้านของชาวบ้านที่ปัจจุบันเกือบทั้งหมดถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นที่พัก ร้านค้า เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแบบเรา

บรรยากาศตอนเย็นในหมู่บ้านสบายๆดีนะคะ ถึงแม้เราจะมาช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะก็ตามเถอะ

ใครมาช่วงที่ผู้คนไม่เยอะ เราว่าต้องชิลมากแน่ๆเลย

เราแวะมาถ่ายรูปเล่นที่สะพาน มุมนี้มองเห็นตัวหมู่บ้านริมคลองได้ชัดเลยค่ะ

เดินชมบรรยากาศอยู่สักพัก เราก็เริ่มหิวกันแล้ว เลยแอบส่งทีมไปจองร้านอาหารไว้ก่อน เพราะว่าคนเยอะมากกกกก หากไม่มีเพื่อนแยกไปจองเห็นทีว่าคงต้องรอกันนานนนน

มื้อเย็นเราทานอาหารกันที่ ครัวเจ๊ณี

เราสั่งกัน 4 อย่างแต่ละอย่างจานใหญ่พอสมควรเลยค่ะ

รสชาติอร่อยยยยยยยยย แนะนำเลย อาหารทะเลสดด้วยนะ

มื้อนี้ค่าเสียหายทั้งหมด 640 บาทไม่แพงเลยค่ะ 5 คน ตกคนละ 100 กว่าๆ คุ้ม

กินอิ่มแล้วออกไปยืดเส้นยืดสายกันหน่อย

ภายในหมู่บ้านมีร้านค้าเยอะนะคะ ไม่ว่าจะร้านของฝาก ร้านขายของที่ระลึก ร้านของกิน ร้านโชว์ห่วย มีครบเลยละค่ะ

เดินวนรอบหมู่บ้านกันอีกสักรอบ

บรรยากาศภายในหมู่บ้าน ยิ่งค่ำ อากาศยิ่งเย็น ฟินนนนน

ที่หมู่บ้านมีกฎว่า หลัง 4 ทุ่ม ห้ามใช้เสียง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบทุกคนควรปฏิบัติตามกฎด้วยน้า

วันที่ 2

เช้านี้เราตื่นกันตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เพราะมีใครคนนึงมันดันตื่นแล้วก็ทำเสียงเอะอะ ทุกคนเลยตื่นตามกันมาหมด

ตื่นปุ้บก็คว้ากล้องขึ้นมาบนดาดฟ้าเลย ได้เห็นแสงพระอาทิตย์รำไร เป็นเช้าที่สดชื่นมากเลยค่ะ

7.00 น. เป็นเวลาที่พระบิณฑบาต

เรานัดกันว่า ใครจะตื่นตอนไหน จัดการธุระยังไง แต่ 7 โมงเช้าเราต้องลงมาใส่บาตร

เราลงมารอก่อนเวลานิดนึง ส่วนของใส่บาตรสามารถซื้อได้จากแถวนั้นได้เลยนะคะ ของเราซื้อที่ตั้งขายข้างบ้านทานตะวันเลย ราคา 50 บาท

การได้ตื่นเช้ามาในบรรยากาศสงบๆ อากาศเย็นๆ แล้วได้ใส่บาตร เรามั่นใจว่าเช้านั้นต้องเป็นเช้าที่ดีสำหรับทุกคน

ทำบุญ อิ่มใจกันไปแล้ว ถึงเวลาที่ท้องเราจะต้องอิ่มบ้างแล้วละค่ะ

บ้านพักของเรามีอาหารเช้าให้บริการด้วยนะคะ ก็จะเป็นโจ๊ก ไข่ต้ม และ ไอวันติน ไมโล กาแฟร้อน เลือกเอาตามที่ทุกคนสะดวกเลย

เป็นมื้อเช้าที่ง่ายๆแต่อร่อยมากเลยละค่ะ

บ้านทานตะวันของเราจะเป็นร้านอาหารเช้า เที่ยง เย็น คือทั้งวันอะแหละ แบบง่ายๆด้วยนะคะ มีไข่กระทะด้วยใครจะสั่งก็จัดไปได้เลยจ้า

เนินช้างศึก

เนินช้างศึกจุดชมวิวที่สวยทั้งตอนที่พระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก ให้เราซึมซับบรรยากาศขุนเขาแบบพาโนรามาของปิล็อก

เนินช้างศึกอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ทางเข้าจะอยู่ก่อนถึงตัวหมู่บ้านอีต่อง ถึงแม้ว่าระยะทางจะดูไม่ไกล แต่ทางค่อนข้างจะต้องใช้ความชำนาญในการขับรถหน่อย

หากใครที่เอารถแก๋ง รถคันเล็กมา ไม่แนะนำนะคะ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ไป เพราะเขามีรถคอยบริการเราอยู่ ราคาคนละ 50 บาท เราใช้เจ้าที่ติดกับที่พักเลยค่ะ จะมีป้ายติดอยู่ใกล้ๆกับตู้ไปรษณีย์ในหมู่บ้าน

ตอนเช้ารถเที่ยวแรกที่จะพาไปเนินช้างศึกเริ่มตอน 6 โมงเช้า หากใครจะไปเที่ยวแรกต้องจองไว้ตั้งแต่คืนวันที่ไปถึงเลยนะคะ เพราะเที่ยวแรกคนจะไปกันเยอะ

ส่วนเรากลัวคนเยอะเลยพยายามจัดเวลาให้แตกต่างกับคนอื่น เราจึงตกลงว่าจะไปเนินช้างศึกกันหลังทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย

มาถึงแล้วเนินช้างศึก สวยมากกกกกกกกก วิวสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกก

เราชอบการได้มองภูเขาสลับซับซ้อนพร้อมกับป่าสีเขียวๆแบบนี้ในหน้าฝนที่สุด

เป็นจุดชมวิวที่คุ้มค่ากับการเดินทางมามากกๆๆเลยค่ะ

เรามาถึงที่เนินช้างศึกน่าจะประมาณ 8 โมงครึ่ง ผู้คนไม่เยอะมาก บรรยากาศกำลังดี ฟ้าสว่างทำให้รูปเราสวยมากๆเลยค่ะ

อยากให้เห็นบรรยายกาศรวมๆบนเนินช้างศึก วิวสวยยยย

การมาเที่ยวกับเพื่อนเป็นแก๊งมันสนุกก็ตอนได้ถ่ายรูปหมู่นี่ละค่ะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็ยังเหมือนการจับปูใส่กระด้งอยู่ดี

เราชอบวิวตรงนี้มากกกกก มันทำให้เรารู้สึกคุ้มค่ากับการเดินทาง

ใครที่ได้มารอพระอาทิตย์ขึ้น หรือตกต้องฟินมากแน่ๆๆ

กลับมาจากเนินช้างศึก เราขอเดินเที่ยวในหมู่บ้านกันต่อ เพราะเมื่อวานพวกเรามาถึงกันก็จะค่ำแล้ว

ร้านเดียวในหมู่บ้านที่เราหมายตาเอาไว้ว่าก่อนกลับชั้นจะต้องได้กินกาแฟของ แดกมะคอฟฟี่

แดกมะ คอฟฟี่ เป็นร้านกาแฟที่เราสะดุดตาที่สุด บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่มันเป็นเสน่ห์ที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่าร้านนี้แหละที่เราอยากจะเข้า

ด้วยพวกเรามากันตอนที่ลูกค้าในร้านไม่เยอะ และการสั่งเครื่องดื่มกันคนละแก้วทำให้เราใช้เวลาที่ร้านได้นานหน่อย เลยได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่เจ้าของร้าน

ได้ความว่าพี่เขากลับบ้านมาเปิดร้านกาแฟสดเจ้าแรกๆในหมู่บ้าน ทำมานานแล้ว (จำปีไม่ได้อีกกก) และพี่เจ้าของร้านเป็นเด็กศิลปากร ด้วยนะ และที่สำคัญสุดเครื่องดื่มในร้านอร่อยยยยยย

ก่อนกลับเราขอเดินรอบหมู่บานกันอีกสักรอบ

ตอนนี้เวลาประมาณ 10 โมงกว่า หมู่บ้านเงียบกว่าเมื่อวานมาก เพราะนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มทยอยกลับลงกันไปบ้างแล้ว

เหมืองปิล็อค

ทางเข้าเหมืองเก่าอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าหมู่บ้านเลยค่ะ ระยะทางในเหมืองไม่มากนัก แต่ภายในมีความชุ่มฉ่ำเพราะมีน้ำตกอยู่ด้านท้ายเหมือง

ส่วนที่เราชอบสุดก็น่าจะเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ริมน้ำในเหมืองให้อารมณ์บ้านในชนบทของฝรั่งเศสดีทีเดียวค่ะ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำกันเมื่อมาเยือนหมู่บ้านอีต่อง นั่นก็คือการเขียนชื่อใส่แผ่นไม้แล้วผูกเอาไว้ที่สะพาน

เราไม่แน่ใจว่าการทำแบบนี้เราทำไปเพื่ออะไร แต่ที่รู้อย่างน้อยการที่เราซื้อแผ่นไม้มาเขียนชื่อ ก็ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ ส่วนนักท่องเที่ยวแบบเราก็ได้ความทรงจำเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง

ก่อนกลับเราขอมาถ่ายรูปหมู่ของตัวอาคารที่วางเรียงรายอยู่ริมน้ำอีกครั้ง

ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่มีเสน่ห์มากๆๆ ความสงบ ความเรียบง่าย และธรรมชาติ ดึงดูดให้ผู้คนต่างๆเดินทางเพื่อมาสัมผัสให้ได้ และพวกเราก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น

ช่วงที่เราไปเป็นช่วงหลังปลดล็อคดาวน์ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยังไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไป เราเลยได้ไปแค่ตัวหมู่บ้านและเนินช้างศึกเท่านั้น

แต่แค่สองแห่งนี้ก็ทำให้เราหลงรักปิล็อกมากแล้วละค่ะ

หมู่บ้านอีต่อง ปิล็อก ปลายทางที่มีเสน่ห์มากๆ ที่นี่ธรรมชาติยังสวยงาม ไม่ว่าการได้ยืนมองสีเขียวของป่าและขุนเขาที่เนินช้างศึก หรือการได้นั่งมองผู้คนในหมู่บ้านเล็กๆอย่างอีต่อง ก็ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ใครต่อใครได้มาสัมผัส

หากใครสักคนที่อยากหนีชีวิตวุ่นวาย ออกเดินทางไปหาธรรมชาติ และความเรียบง่ายของการใช้ชีวิต เราว่าหมู่บ้านอีต่อง ปิล็อกเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่คุณควรไปสัมผัสให้ได้เลยล่ะ

ส่วนเราแค่การได้หนีเที่ยว ได้ออกไปเจออะไรใหม่ แค่นี้ก็เป็นการเติมไฟฝันและแรงให้เรากลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้มากขึ้นแล้วละค่ะ

สรุปค่าใช้จ่าย

  • รถเช่า + น้ำมัน ของ Haup Car = 4200 หาร 5 ตกคนละ 840 บาท
  • ค่าที่พัก 1800 + เตียงเสริม 300 = 2100 หาร 5 ตกคนละ 420 บาท
  • ค่ารถไปเนินช้างศึก 50 บาท
  • ค่าของตักบาตร 50 บาท
  • ค่ากินตลอดทริป คนละ 600บาท

รวม 1960 บาท