บ้านจ่าโบ่ | หมู่บ้านในสายหมอกแม่ฮ่องสอน

เราเชื่อว่าทุกคนที่ชอบเที่ยว ชอบเดินทาง มักจะเซฟรูปสถานที่ที่อยากไปเอาไว้ในโทรศัพท์ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เปลี่ยนโทรศัพท์ไปกี่เครื่องก็ตาม หากสถานที่เหล่านั้นตัวเรายังไม่ได้ไปเยือน มันก็ยังอยู่ในโทรศัพท์ของเราเหมือนเดิม

เราก็เป็นเหมือนกันค่ะ สถานที่แห่งนั้นที่เคยอยากไปมากๆๆ ชื่อว่า “บ้านจ่าโบ่” เรารู้จักชื่อหมู่บ้านแห่งนี้จากนิตยสารท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง หลังจากนั้นปลายทางแห่งนี้อยู่ในใจเรามาตลอด รอคอยวันที่จะได้ไปเยือนสักที

ท้าวความก่อนว่า เนื่องจากเรามีเวลาว่างให้ช่วงปลายปี 2020 ค่อนข้างหลายวันเหมือนกัน และมีมนุษย์เพื่อนที่พร้อมจะไปด้วยกันอีกหนึ่งหน่วย ทำให้ “บ้านจ่าโบ่” ปลายทางที่อยากไปมาเนิ่นนาน เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

ซึ่งทริปนี้เป็นส่วนที่สองของทริปขับรถ 600 กิโลเมตร ด้วยมอไซค์เที่ยวเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ก่อนหน้านี้เราอยู่ที่ปาย หากอยากอ่านทริปปาย สามารถจิ้มไปได้เลย https://neetiewdiary.com/2021/01/16/ปาย-ไปทำไม-อ-ปาย-จ-แม่ฮ่อง/

บ้านจ่าโบ่ ชื่อชุมชนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในดอยสูง ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่บนเทือกเขาหินปูน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวลาหู่ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากห้วยยาว ซึ่งนำโดย นายจ่าโบ่ ไพรเนติธรรม เลยเป็นที่มาของชื่อชุมชนแห่งนี้

การเดินทางมายังหมู่บ้านจ่าโบ่

ทริปนี้เราเดินทางต่อมาจาก “ปาย” ระยะในการเดินทางประมาณ 60 กิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นทางชัน และทางโค้งคดเคี้ยว ทำให้ใช้เวลานานกว่าปกติหน่อย และทริปนี้เราเดินทางด้วยมอไซค์ ทำให้ใช้เวลาประมาณ เกือบ 2 ชั่;โมงเลยนะ แต่ไม่ว่ากี่โค้งก็ไม่มีอ้วก เพราะโต้ลมกันมาสุดๆ

ส่วนใครที่ไม่ได้เช่ารถขับเอง หรือใช้รถส่วนตัว การเดินทางมายังหมู่บ้านจ่าโบ่ ก็มีรถตู้ หรือ รถทัวร์ ให้บริการนะ โดยให้นั่งรถ เชียงใหม่ – ปาย – แม่ฮ่องสอน โดยให้ลงที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านจ่าโบ่ แล้วจากนั้นเราต้องหาวิธีต่อรถเข้าหมู่บ้านอีกหนึ่งต่อนะ

โฮมสเตย์บ้านจ่าโบ่

ที่พักในหมู่บ้านจ่าโบ่ ล้วนแต่เป็นโฮมสเตย์ล้วน หากใครที่อยากจะมาเที่ยวที่นี่ ต้องรับให้ได้กับความที่อาจจะไม่สะดวกไม่สบาย แต่วิวที่เราจะได้เห็นนั้นคุ่มค่าแน่นอน

ซึ่งวิธีการจองที่พักก็มีอยู่หลายวิธีเหมือนกันนะ โดยจะติดต่อไปยังผู้ประสานงาน ชื่อ ป้านะกอ 099-894-6654 หรือ https://www.facebook.com/cbtbaanjabo/

ส่วนวิธีของเรานั้น เราติดต่อไปยังที่พักเลย โฮมสเตย์ที่เราเลือกจอง ชื่อว่า โฮมสเตย์บ้านชายขอบ ค่าที่พักคืนละ 300 บาท โดยเราเลือกเป็นห้องที่นอนได้ 2 คน มัดจำครึ่งนึง

สอบถามเพิ่มเติม : โฮมสเตย์บ้านชายขอบ 093-180-5869

เราเลือกพักแบบ 2 คน คือจริงๆก็ไม่รู้หรอกว่ามีแบบไหนบ้าง แต่โฮมสเตย์ที่เราได้ เหมือนจะพึ่งสร้างใหม่ไว้รองรับนักท่องเที่ยว มีพัดลม ที่นอน หมอน มุ้ง มีห้องน้ำในตัว และมีเครื่องทำน้ำอุ่น แม้ว่าวันที่เราไปมันจะเสียก็เถอะ !! แน่นอนว่ามีเครื่องทำน้ำอุ่นคือมีไฟฟ้า

มีระเบียงหน้าห้อง พร้อมโต๊ะให้นั่งกินข้าวได้ด้วย และที่สำคัญวิวดีมากกกก ซึ่งวิวหน้าโฮมสเตย์ที่เราได้นั้น จะคนละวิวกับที่ร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ใครพักที่นี่ คือได้วิวรอบหมู่บ้านจ่าโบ่ ครบ !!

ราคา 600 บาท กับสิ่งที่ได้ถือว่าคุ้มนะ

แต่อยากจะกระซิบดังๆว่า ใครมาเป็นแก๊ง หรืออยากพักห้องที่ใหญ่ขึ้น มีครัว มีลานบ้านกว้าง และที่สำคัญวิวบ้านหลังนั้นโคตรสวยเลย แนะนำให้ถามหาบ้านที่ห้องใหญ่นะคะ เราไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ แต่เราถ่ายรูปมาฝากแล้วนะ

ส่วนอาหารค่ำ ราคาที่พักไม่ได้รวมอาหารค่ำ หรือ เช้านะคะ และน่าจะทุกๆโฮมสเตย์ในบ้านจ่าโบ่เลยนะ เพราะตอนเช้านักท่องเที่ยวทุกคนจะไปกินก๋วยเตี๋ยวกัน ส่วนมื้อค่ำ จะสั่งเป็นชุดหมูกะทะ หรือชุดข้าวก็ได้ ส่วนเรานั้นไม่รู้ว่ามีหมูกะทะด้วย เลยสั่งข้าวมา ราคาหัวละ 100 บาทนะ

ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา บ้านจ่าโบ่

ใครมาเที่ยวบ้านจ่าโบ่ ก็ต้องมากินก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ร้านก๋วยเตี๋ยวราคาหลักสิบ แต่มีวิวโคตรสวยย ภายในร้านกว้างพอสมควร แต่ลูกค้าก็เยอะมากเช่นกัน แนะนำหลีกเลี่ยงมื้อเที่ยง เพราะไม่งั้นอาจจะต้องแย่งวิวสวยๆกัน

ก๋วยเตี๋ยวราคาชามละประมาณ 30-40 บาท และวิวตรงหน้าที่ราคาหลักล้านเลยล่ะ ไม่แปลกเลยที่ใครๆก็อยากมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่นี่

ม่านหมอก – ร้านอาหารตามสั่ง

ใช่ว่าหมู่บ้านจ่าโบ่ จะมีแต่ร้านก๋วยเตี๋ยวที่วิวสวยเท่านั้น เพราะใกล้ๆกันก็มีร้านอาหารตามสั่งที่วิวโคตรสวยเช่นกัน ราคาอาหารจานละประมาณ 30-40 บาท และรสชาติอร่อยเลยล่ะ

ใครที่ไม่อยากกินก๋วยเตี๋ยวทุกมื้อแบบเรา แนะนำว่าอาหารตามสั่งก็ดีไม่น้อยหน้าเลย

ร้านกาแฟเด็กดอย

ร้านกาแฟ หรือจะเรียกว่าคาเฟ่ประจำหมู่บ้านเลยก็ได้นะ ร้านนี้กาแฟอร่อย ราคาทั่วไป แต่บรรยากาศภายในร้านที่เราจะได้มองเห็นวิวเทือกเขาสุดลูกหูลูกตา ดีมากกกกกกกกกก

ใครที่มาหมู่บ้านนี้ไม่รู้จะทำไรดี แนะนำมานั่งเล่น นอนเล่น ที่ร้านกาแฟแห่งนี้ก็ได้นะ ได้คุยแลกเปลี่ยน ทำความรู้จักกับพี่เจ้าของร้าน ก็เพลินไปอีกแบบ

บรรยากาศภายในหมู่บ้านจ่าโบ่

ตัวหมู่บ้านจ่าโบ่ เป็นชุมชนเล็กๆ ตัวหมู่บ้านมีถนนเส้นหลักและน่าจะเป็นเส้นเดียวกั้นกลางระหว่างบ้านของชาวบ้านสองฝั่ง อาชีพหลักของคนในชุมชน คือทำไร่และเลี้ยงสัตว์ อาชีพรอง คือเก็บของป่าขาย และรับจ้างทั่วไป

ปัจจุบันชาวบ้านหลายคนปรับเปลี่ยนอาชีพ หรืออาจจะเป็นอาชีพเสริม หลายอย่างที่อิงกับนักท่องเที่ยวด้วย

กิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ

ตอนเย็นของวันนี้จริงๆเราตั้งใจจะนั่งชิลๆ มองวิวไปเรื่อยๆ หน้าโฮมสเตย์นี่แหละ แต่พี่เจ้าของที่พัก บอกกับเราว่ามีที่ชมวิวพระอาทิตย์ตกสวยมาแนะนำ ที่นี่เป็นจุดชมวิวใหม่ชื่อว่า “กิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ”

จุดชมวิวกิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ ตั้งอยู่ที่ตำบลปางมะผ้า อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งห่างจากหมู่บ้านจ่าโบ่อีกประมาณ 12 กิโลเมตร ซึ่งจุดนี้พึ่งจะเปิดเป็นจุดชมวิวเมื่อปีที่แล้วเอง (2563) โดยปัจจุบัน มีที่พักแบบโฮมสเตย์ ลานกางเต้นท์ และ ร้านกาแฟ ให้เราเลือกได้เลยว่าอยากชมวิวแบบไหน

เรามาปักหลักรอพระอาทิตย์ตกกันประมาณ 5 โมงครึ่ง ด้วยระยะทางที่ไม่ได้ใกล้มากนัก แต่ความคดเคี้ยวของเขาไม่ได้ลดลงไปเลย ทำให้เราตั้งใจที่จะมารอพระอาทิตย์ตกก่อนเวลาหน่อย เพราะเมื่อเห็นว่าพระอาทิตย์ลับหลังเขาไปแล้ว เราจะได้ขับรถกลับกันทันที เพราะจากความคดเคี้ยวของเขา และริมถนนไม่มีไฟฟ้าเลยนั้น บอกเลยว่าการขับมอไซค์กลางคืนในหุบเขาไม่ง่ายนัก

เรามารอดูพระอาทิตย์ตกกันที่ร้านกาแฟที่มีวิวสวยมากก เราไม่ได้สั่งกาแฟแล้ว เพราะวันนี้ทั้งวันกินไปหลายแก้วมากละ ก็เลยเลือกที่จะสั่งลูกชิ้นปิ้งมานั่งแกล้มวิวสวยๆแทน

ตัวเราเองถึงแม้ว่าจะชอบพระอาทิตย์ขึ้นมากกว่า พระอาทิตย์ตกก็ตาม แต่วิวที่เห็นตรงหน้า ทำให้เราไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย อยากจะใช้เวลานั่งมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆลับลงไปหลังเขา แต่อีกความรู้สึกก็คือ พระอาทิตย์ตกในหน้าหนาวมันแอบเหงามากเลยนะ

ภูผาหมอก – จุดชมทะเลหมอก

เมื่อคืนเราหลับไปอย่างรวดเร็ว คงเพราะเหนื่อยกับการขับรถเที่ยวมาทั้งวัน เมื่อคืนอากาศค่อนข้างหนาวมากทีเดียว บ้านไม้ไผ่ที่ไม่คิดว่าจะกันหนาวได้มากมายนัก แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อคืนเรานอนหลับในผ้าห่มที่อุ่นสบาย ไม่มีลมหนาวลอดเข้ามาในบ้านเลย

เช้านี้เราตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตี 5 เพราะว่าเช้านี้เรามีนัดกับพระอาทิตย์ และที่สำคัญคาดหวังว่าเราจะได้เห็นทะเลหมอกขาวๆด้วยนะ

ใครมาพักที่หมู่บ้านจ่าโบ่ หนึ่งในไฮไลท์ของหมู่บ้านแห่งนี้คือการเป็นหมู่บ้านที่ทะเลหมอกล้อมรอบ เราสอบถามถึงการขึ้นไปบนภูผาหมอก เพื่อชมวิวตั้งแต่เมื่อวาน เพราะว่าการขึ้นภูผาหมอกนั้นต้องใช้ผู้นำทาง และมีค่าใช้จ่ายคนละ 100 บาท ส่วนหนึ่งเอาไว้ทำนุบำรุงหมู่บ้าน

เนื่องจากโฮมสเตย์ของเราอยู่ไกลสุดของหมู่บ้าน ไกด์นำทางที่จะขึ้นภูผาหมอก เลยตกลงว่าจะมารับเรา และเมื่อถึงเวลาที่นัดไว้ พี่ไกด์ก็มาพร้อมกับมอไซค์คู่ใจพาเราไปยังทางขึ้นภูผาหมอก

ภูผาหมอก เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในหมู่บ้านจ่าโบ่ก็ว่าได้ ซึ่งภูเขาแห่งนี้เป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ช่วงต้นก่อนเข้าหมู่บ้าน ซึ่งไม่ไกลมากนักจากร้านก๋วยเตี๋ยว ระยะทางเดินถึงแต่เหนื่อยหน่อย

ทางขึ้นจากตีนเขาไปยังด้านบนที่เป็นจุดชมวิว ไม่ไกลนัก แต่ทางโหดเอาเรื่องเลยนะ แนะนำใส่รองเท้าผ้าใบนะคะ และคนที่ข้อเข่าไม่ดี ไม่แนะนำให้ขึ้นมานะ

(ใครไม่ขึ้นมาบนภูผาหมอก เดี๋ยวเรามีอีกที่ที่ชมหมอกมาแนะนำ ฟินมากเช่นกัน)

ด้านบนที่เป็นหินปูนที่มีความหยัก ให้เราได้นั่งนิ่งๆ เฝ้ามองทะเลหมอกที่ค่อยๆไหลเป็นทาง พร้อมกับพระาทิตย์ที่ค่อยๆโผล่ออกมาจากหลังภูเขาที่อยู่ตรงหน้า

หมอกด้านบนนี้คือสวยมากกกกก และแม่ฮ่องสอนคือเมืองแห่งสายหมอกที่แท้จริง วิวที่เห็นตรงหน้ายากจะหาที่ไหนมาแทนในความทรงจำได้เลยล่ะ

อย่างที่บอกว่า ภูผาหมอก เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของหมู่บ้านจ่าโบ่ ทำให้เราสามารถมองเห็น หมู่บ้านจ่าโบ่ได้ชัดเจนเลยนะ ใครไม่มีโดรนแบบเราก็สามารถถ่ายมุมสูงของหมู่บ้านได้นะ

และที่บอกว่า “นั่งนิ่งๆ” มันคือนั่งนิ่งๆ จริงๆนะ ไม่ใช่ว่าภาพตรงหน้ามันสวยขนาดสะกดให้เราไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนหรอก แต่ด้วยบนภูผาหมอกนั้น หากไม่นั่งนิ่งๆ มีหวังได้ตกเขา หรือไม่ก็โดนยอดแหลมของหินปูนเสียบท้องเอาแน่ๆ

ส่วนที่เราบอกว่า หากไม่ไหวที่จะไต่ขึ้นไปบนภูผาหมอก เรามีอีกที่ที่วิวสวยมากมาแนะนำ ที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับดูหมอกเหมือนกัน แต่เราไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าตรูแบบด้านบนภูผาหมอก เพราะว่าที่แห่งนี้อยู่ในหมู่บ้าน หมอกจะค่อยๆเคลื่อนตัวมาอยู่ที่นี่หลังจากที่พระอาทิตย์ขึ้นจนสาดแสงสว่างทั่วภูผาหมอกแล้ว

ที่แห่งนี้ก็คือ “ร้านกาแฟเด็กดอย” นี่เอง

ใครที่ลงจากภูผาหมอกแล้ว ไม่รู้จะไปไหน เราแนะนำว่ามาปักหลักต่อที่ร้านกาแฟเด็กดอยนี่แหละ หมอกแน่นๆเลยล่ะ

เราใช้เวลาเอื่อยๆไปกับสายหมอก กาแฟ และเพลงเพราะๆ ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศ จุดหมายปลายทางที่เราอยากมากๆ วันนี้เราได้พาตัวเองมาแล้ว ได้มาเห็นมันด้วยตาตัวเอง ได้มาสัมผัสและรู้สึกด้วยตัวเอง มันเป็นอะไรที่ดีมากๆๆเลยล่ะ

เราเชื่อเสมอว่าทุกคนมีปลายทางที่ใฝ่ฝัน และทริปนี้เราได้มาเยือนปลายทางนั้นของเราแล้ว หากบ้านจ่าโบ่ เป็นปลายทางที่คุณฝันแบบเรา เราแนะนำว่าชีวิตนี้ต้องมาทำความรู้จักหมู่บ้านเล็กๆนี้ดูสักครั้ง แล้วคุณจะหลงรักที่นี่แบบที่เรากำลังเป็น “บ้านจ่าโบ่”

ค่าใช้จ่าย

  • ค่าเช่ารถ : วันละ 300 บาท
  • เติมน้ำมันหลอด : 50 บาท
  • ค่าที่พัก : 300 บาท/คน
  • ค่าขึ้นภูผาหมอก : 100 บาท
  • ค่าอาหารเย็น 100 บาท/คน
  • ค่ากาแฟ ขนม ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง : 300 บาท