Solo Krabi Trip | เที่ยวกระบี่คนเดียว นอนอ่าวต้นไทร ไม่เช่ารถ

ทริปนี้เป็นทริปที่เราเก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปจังหวัดกระบี่คนเดียว ปลายทางของเราอยู่ที่โรงแรม Tinidee Hideaway Tonsai Beach Krabi ซึ่งรีวิวโรงแรมนี้เราได้ทำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และใช่ค่ะทริปนี้เป็นครั้งที่สองของเราที่จะกลับไปพักที่นี่ดี อีกครั้ง

หมายเหตุ : รีวิวนี้อาจจะมีรูปที่ไม่ชัดบ้าง เพราะบางรูปเราแคปจอมาจากไอจี สตอรี่ของเราเองนะ

ขอเริ่มด้วยตั้งแต่สนามบินกระบี่เลยแล้วกันค่ะ (เผื่อว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ใครสักคนที่กำลังจะเดินทางไปกระบี่คนเดียว เที่ยวได้ง่ายขึ้น)

ทริปนี้เราไม่ได้เช่ารถ เพราะเราจะลงเกาะ (จริงๆมันเป็นแค่อ่าว) ไปยังที่พักเลย ตลอดทริปก็ไม่ต้องใช้รถ ดังนั้นการเดินเข้าและออกจากสนามบินกระบี่ เราใช้วิธีเดินทางด้วย Shuttle Bus

  • ค่าโดยสาร 90 บาทสำหรับเข้าเมือง
  • ค่าโดยสาร 150 บาทสำหรับไปโซนอ่าวนาง

โดย Shuttle Bus จะวนส่งเราตามระยะทางสนามบิน – เมืองกระบี่ – อ่าวนาง หากใครมีจุดหมายไหนก็สามารถแจ้งตั้งแต่ตอนซื้อตั๋วได้เลยค่ะ คนขับจะวนส่งตามจุดหมายที่เราแจ้งไว้ ใครที่จะไปท่าเรืออ่าวน้ำเมาก็ส่งนะ หรือใครที่พักโรงแรมโซนอ่าวนางแจ้งชื่อโรงแรมได้เลยค่ะ รถจะวนส่งหน้าโรงแรมเลย

ใครไปพักที่นี่ดีแบบเรา ให้แจ้งจุดลงรถว่า อ่าวนางโค้งโรงแรมพระนางอินน์ จุดนี้คือจุดที่เราจะขึ้นเรือต่อเพื่อไปโรงแรมนั่นเอง

ระยะเวลาจากสนามบินมายังอ่าวนางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งบางครั้งอาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารบนรถด้วย

เรือโดยสารจะเป็นเรือที่จะส่งเราที่อ่าวต้นไทร หรือใครจะไปไร่เลย์ก็ไปจากอ่าวนางได้หมือนกัน ราคาค่าเรือคนละ 100 บาท แจ้งกับเรือได้เลยค่ะว่าจะไปอ่าวต้นไทร พักที่นี่ดี

แนะนำว่าให้ใส่รองเท้าที่เปียกน้ำได้ และกางเกงขาสั้นนะคะ เพราะการขึ้นลงเรือจุดนี้ มีคลื่นซัดตลอดเวลา รับรองว่าเปียกยัน กกน. แน่นอน

ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 10-15 นาที เราก็มาถึงอ่าวต้นไทร ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พักของเราในทริปนี้ Tinidee Hideaway Tonsai Beach Krabi

ทริปนี้เราตั้งใจจะมาพักที่นี่ดีอีกครั้ง เพราะอยากจะทดลองพักห้องแบบ Female Dorm มันคือการพักแบบโฮสเทล ราคาเบาๆ ในบรรยากาศที่พักแบบติดเกาะที่โคตรดีเลย

เราพักห้อง Female Dorm ห้องแบบ 8 เตียง ราคาคืนละ 680 บาท/คืน/เตียง ราคานี้ไม่รวมค่าอาหารเช้า หากเราจะสั่งก็สามารถมาสั่งได้ที่ห้องอาหาร ชุดอาหารเช้าราคา 250 บาท/เซ็ต

เราได้เตียงล่าง หมายเลขเตียง 3001 ซึ่งเป็นเตียงที่มองเห็นวิวทะเลจากหน้าต่างด้วยนะ ภายในห้องพักจะมีเตียงทั้งหมด 8 เตียง พร้อมล็อกเกอร์ขนาดไม่ใหญ่มากนัก และมีปลั๊ก – ไฟอ่านหนังสือให้ที่เตียงเลย

สำหรับทริปนี้ต้องสารภาพตามตรงว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะมาเที่ยวหรือทำกิจกรรมใดๆเลย ความตั้งใจของเราแค่อยากมาเปลี่ยนที่นอน และเอางานมาทำในออฟฟิศที่บรรยากาศต่างไปก็เท่านั้นเอง

สำหรับใครที่สงสัยว่าเที่ยวคนเดียวจะเหงามั้ย น่ากลัวรึป่าว ??

ต้องบอกว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้กลัวเหงามากนัก แต่ทุกครั้งที่เดินทางคนเดียว เราจะให้ความสำคัญกับที่พักมากๆๆ ต้องปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งเลย ที่เหลือก็แล้วแต่บุญเก่าว่าจะเจอเพื่อนร่วมห้องที่นิสัยดีมั้ย คุยกับเราถูกคอรึป่าว

วันแรกเราใช้เวลาไปกับการนั่งมองทะเล และตอบอีเมล ทำงานที่ยังคงค้างคาอยู่ของวันนี้ให้มันจบๆไปสักที จริงๆก็นั่งๆนอนๆ จนค่ำแบบไม่รู้ตัวเหมือนกัน

วันแรกของเราหมดเวลาไปอย่างรวดเร็ว เพราะต้องเคลียร์งาน และวันนี้อากาศที่กระบี่ก็ร้อนมากด้วย เราเลยเหนียวตัวไปหมด เลยตั้งใจจะขึ้นห้องมาอาบน้ำ และค่อยลงไปนั่งชิลดื่มอะไรเย็นๆหน่อยดีกว่า

ลิเดีย : สวัสดีค้าาาา (ทักทายแบบคนอัธยาศัยดี)

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : สวัสดีค่ะ มาคนเดียวหรอคะ

ลิเดีย : ใช่ค่ะ พี่มาคนเดียวหรอคะ

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : ใช่ค่ะ (พร้อมกับยิ้มมา)

ลิเดีย : กินข้าวแล้วหรอคะ (อินี่ผู้พยามชวนคนแปลกหน้าคุยตลอดเวลา)

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : กินแล้ว พี่นั่งกินเบียร์เล่นๆมาแล้วด้วย

ลิเดีย : อ๋อออ ลิเดียคิดว่าจะอาบน้ำแล้วลงไปข้างล่างใหม่

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : ไปทำไร นั่งเล่นหรอ

ลิเดีย : กินเบียร์ค่ะ ไปด้วยกันมั้ยคะ

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : ไป !!

สุดท้ายก่อนจบวันนี้ เราเลยได้เพื่อนเป็นรุ่นพี่ทั้งอายุ และรุ่นพี่เรื่องการเดินทางคนเดียวมาอีกหนึ่งคน เธอคนนี้ชื่อพี่ “เชอร์รี่” คืนนั้นนั่งคุยกันจนร้านอาหารของโรงแรมปิด คุยกันตั้งแต่เรื่องเที่ยว ทำงาน ชีวิต ประหนึ่งเรารู้จักกันมาเนิ่นนาน

ขอบคุณพี่เชอร์รี่สำหรับเบียร์แก้วนี้ด้วยนะ (ชั้นชวนพี่เขามา แต่พี่เขาเลี้ยงชั้น)

การมาเที่ยวคนเดียว เราว่าไม่เหงาหรอก เพราะเราจะเจอเพื่อนใหม่ได้ง่ายมาก และด้วยการเจอกันด้วยการเที่ยว เราก็จะมีเรื่องคุยกันมากมายจนเมื่อยปากเลยค่ะ

เช้าวันที่สองเราตื่นขึ้นมาด้วยเสียงรื้อของดังภายในห้อง เพราะมีใครสักคนอื่นแล้ว วันนี้เราตั้งใจตื่นสายๆ เพราะเราไม่มีแพลนไปไหนเลย เปิดม่านเตียงตัวเองออกมา ถึงได้เห็นวิวจากหน้าต่างที่อยู่ที่ปลายเตียงเรา มันดีมากกก

ด้วยเราพักแบบ Dome ห้องพักจะไม่รวมอาหารเช้า แต่เราสามารถมาสั่งทานได้เลย เพราะยังไงอาหารเช้าที่นี่ก็จะเสิร์ฟเป็น A la carte อยู่แล้ว

วันนี้คนทั้งโรงแรมแทบจะไม่มีใครอยู่เลย ทุกคนออกไปทำกิจกรรมกันหมดเลย เหลือแค่เราผู้ที่อยู่ในสายชิลไม่อยากออกไปไหนเลย อยากแค่นั่งเล่น นอนเล่น (จริงๆวันนี้เรามีงานที่ต้องเคลียร์ให้จบเลยไปไหนไม่ได้)

ระหว่างวันเราก็ทักทาย คุยเล่นกับพนักงานในโรงแรมไปเรื่อยๆ อีกหนึ่งเหตุผลที่ชอบที่นี่ก็เพราะพนักงานน่ารัก เป็นมิตร

ช่วงกลางวันของวันนี้ ที่โรงแรมก็จะมีแขกมาเช็คอินใหม่กันตลอด เรานั่งอยู่ใกล้ๆล็อบบี้ก็จะเห็นแขกที่มาเช็คอินกันตลอดทั้งวัน และระหว่างที่เรากำลังนั่งทำงานอยู่

ผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตารุ่นราวคราวเดียวกับเรา : ขอนั่งด้วยได้มั้ยคะ

ลิเดีย : เชิญเลยค่ะ (อินี่นั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ เพราะมันทำงานสะดวก)

ลิเดีย : มาคนเดียวหรอคะ (ชั้นผู้เปิดบทสนทนากับคนแปลกหน้าก่อนอีกครั้ง)

ผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตารุ่นราวคราวเดียวกับเรา : ใช่ค่ะ เรามาคนเดียว มาคนเดียวเหมือนกันหรอคะ

ลิเดีย : ใช่ค้าาา

เราต่างคนต่างก้มหน้าทำงานหน้าโน๊ตบุ๊คตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ๆ

ลิเดีย : ไปกินข้าวกันมั้ยคะ

ผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตารุ่นราวคราวเดียวกับเรา : ไปค่ะ

และวันนี้เราก็ได้เพื่อนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน “พี่กิ๊ก” ผู้หญิงตัวเล็ก หน้าตาน่ารัก อายุมากกว่าเรา 1 ปี ซึ่งจริงๆ พี่กิ๊กบอกให้เราไม่ต้องเรียกพี่หรอก แต่เราก็เผลอเรียกออกไปอย่างอัตโนมัติทุกครั้งเลย

ระหว่างมื้อเที่ยง เรากับพี่กิ๊กแลกเปลี่ยนการเดินทางเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน พี่กิ๊ก พึ่งเคยเดินทางเที่ยวคนเดียวครั้งแรก เลยมีความกล้าๆกลัวๆ หลักๆน่าจะกลัวเหงา แต่หลังจากนี้ไม่มีเหงาแน่นอน เพราะพี่กิ๊กได้เจอเรา บุคคลที่พูดมากกกก 555555 (สงสารพี่แกนะคะ)

ลิเดีย : เราไปถ่ายรูปเล่นตรงโขดหินที่น้ำลดมั้ยคะ

พี่กิ๊ก : ไปๆ มันเดินไปไร่เลย์ได้มั้ย

ลิเดีย : อืมมม เหมือนจะได้นะคะ เราลองไปดูมั้ย

พี่กิ๊ก : ไปๆ

ผู้หญิงสองคนที่พึ่งรู้จักกันเมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมา ดูจะตกลงปลงใจกันอย่างง่ายดาย เมื่อพูดถึงการถ่ายรูป

ลิเดีย : พี่กิ๊กตรงนั้นสวยยยยยย ถ่ายรูปมั้ย

พี่กิ๊ก : มาๆสลับกัน

เชื่อมั้ยคะ ว่าจริงๆแล้วจากอ่าวต้นไทรไปไร่เลย์ มีทางเดินที่รอดผ่านภูเขาอยู่ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที แต่เราและพี่กิ๊กเดินทางทะเลที่น้ำกำลังลดอยู่ และแวะถ่ายรูปไปตลอดทาง เราใช้เวลาในการเดินนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ 55555555

เดินผ่านเขาจะง่ายมากเลยค่ะ อย่าหาทำเดินในทะเลเหมือนเรา เพราะกว่าจะถึงทั้งเปียก ทั้งลื่น เหนื่อยมาก แต่รูปสวย 5555555

ในที่สุดเราก็มาถึงไร่เลย์

พี่กิ๊ก : ลิเดียเราไปคาเฟ่กันดีกว่า

ลิเดีย : คาเฟ่อะไรหรอ ใช่อันที่สวยๆป่ะ

พี่กิ๊ก : ใช่ๆ อันที่ยื่นลงไปในน้ำอ่ะ แต่พี่ไม่รู้ว่ะ ว่าชื่ออะไร

ยังไม่ทันได้ออกความเห็นพี่กิ๊กก็เดินไปถามชาวบ้านแถวนั้นแล้วว่า คาเฟ่ที่สวยๆ ที่ยื่นลงไปในน้ำ ไปทางไหนคะ ? ใช่ค่ะ นางถามโดยที่ไม่รู้จักชื่อคาเฟ่

โชคดีที่คาเฟ่แห่งนั้นดังมากในไร่เลย์ คุณพี่ที่พี่กิ๊กไปถามทางเลยรู้จัก และบอกทางเราแบบละเอียดมาก ขอบคุณมากค่าาาาา

ในที่สุดเราก็มาถึงแล้ว Tew Lay Bar คาเฟ่ที่วิวสวยมากในไร่เลย์ แต่ใครมาจากอ่าวต้นไทรแบบเรา คือเดินกันลิ้นห้อย เหนื่อยยยย 5555

Tew Lay Bar ใครจะมาที่นี่แนะนำให้มาช่วงเช้า เพราะน้ำทะเลจะเต็ม ถ่ายรูปออกมาจะสวย (เหมือนในรีวิวต่างๆ) แต่ถ้ามาช่วงบ่ายที่กำลังจะเย็นแบบเรา คือน้ำทะเลลดลงไปเกือบหมด รูปมันเลยจะดูเหมือนแห้งๆหน่อย แต่บรรยากาศที่นี่ดีมาก มีโซนให้นั่งเยอะ มุมถ่ายรูปเยอะมากกกก

เมนูที่นี่มีตั้งแต่เครื่องดื่ม อาหารทานเล่น และอาหารจานหลัก เรากับพี่กิ๊กพึ่งกินข้าวมื้อเที่ยงกันมา เลยสั่งแค่เครื่องดื่มกันคนละแก้ว

“พี่กิ๊กกลับกันเถอะ ถ้ามืดแล้วเราจะเดินกลับโรงแรมลำบากนะ” เราก้มมองนาฬิกาตัวเองแล้วพึ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ 5โมงครึ่งแล้ว ขากลับรอบนี้เราไม่สามารถกลับทางทะเลตอนที่น้ำลดได้แล้ว เพราะช่วงเวลาตอนเย็นที่จะค่ำ น้ำทะเลจะขึ้นกลับมาตามปกติ พี่ๆชาวเรือบนไร่เลย์บอกเราว่า ให้เดินกลับผ่านทางภูเขา มันจะมีช่องอยู่ เดินไม่ยาก แต่อย่าค่ำมาก เพราะอาจจะมองทางไม่ค่อยเห็น จะพลัดตก อันตราย

เราเดินกลับมาหาดไร่เลย์ ฝั่งที่เชื่อมกับอ่าวต้นไทรมาถึงตรงหน้าหาดก็เวลา 6 โมงเย็นพอดี พระอาทิตย์กำลังใกล้จะตก ไร่เลย์ตอนนี้สวยมากทีเดียวค่ะ

ขากลับไม่ยากแบบที่คิด เพราะว่าทางเดินภูเขาที่ทะลุจากไร่เลย์ไปอ่าวต้นไทร เดินไม่ยากค่ะ เป็นทางที่มีการทำให้เดินไม่ยากไว้แล้ว จะมีหินเป็นบันไดเป็นขั้นๆ มีเชือกให้จับอยู่ทุกช่วง เราใช้เวลาขากลับในการเดินประมาณ 15 นาที อเมซิ่งมากกก ทำไมตอนเราไปเราไม่ขึ้นทางนี้นะ 5555555

ระหว่างวันที่ผ่านมา พี่เชอร์รี่ไปทำกิจกรรมผญจภัยแบบมนุษย์พลังเยอะ เราเลยเล่าพี่กิ๊กว่าตอนเย็นจะแนะนำให้รู้จักกับพี่เชอร์รี่นะ

ตอนเย็นเรากลับพี่กิ๊กมาถึงโรงแรม พร้อมๆกับพี่เชอร์รี่กลับมาพอดี เดิมที่เมื่อวานเรานัดกับพี่เชอร์รี่ว่า ตอนเย็นจะชวนไปพายคายัคกัน วันนี้เลยถามพี่เชอร์รี่อีกครั้งว่า ยังจะไปพายคายัคด้วยกันอีกมั้ย

พี่เชอร์รี่ตอบตกลง พร้อมกับพี่กิ๊กที่ไปด้วยเช่นกัน สุดท้ายเรากลายเป็นดรีมทีมที่ไปพายคายัค เล่นน้ำทะเล และต่อด้วยเล่นน้ำสระ โดยที่ลืมไปแล้วว่าเราพึ่งรู้กันเมื่อไม่นานนี้เอง

คืนนี้เราปิดท้ายด้วยการนั่งกินข้าวแล้วพูดคุยสิ่งต่างๆที่แต่ละคนได้ทำในวันนี้ แลกเปลี่ยนที่เที่ยวในทริปที่ผ่านมาของแต่ละคน อาหารคืนนี้ของเราเลยอร่อยพิเศษ เพราะเราได้เพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย

ตื่นๆ ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน พี่เชอร์รี่ปลุกเรา พร้อมกับไปปลุกพี่กิ๊กต่อ

เราและพี่กิ๊กลุกขึ้นด้วยหน้าตางัวเงี่ยแต่ก็ลุกไปแปรงฟันโดยดี เพราะเราสมัครใจไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเอง เช้านี้เป็นเช้าสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่นี่ดี และเป็นวันสุดท้ายของทริปนี้แล้ว

ลิเดีย : คือบุคคลที่ออกจากเกาะเร็วสุดในกลุ่มเรา 3 คน เพราะไฟล์ทกลับกรุงเทพคือเที่ยง

พี่เชอร์รี่ : ออกจากเกาะตอนเที่ยง ยังไม่กลับกรุงเทพ เพราะมีทริปไปเกาะลันตาต่อ

พี่กิ๊ก : ยังอยู่ที่นี่ดีอีกหนึ่งคืน และได้เที่ยวต่อ (อยากเที่ยวด้วย)

เรานั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน แล้วจึงย้ายตัวเองมากินข้าวเช้าด้วยกัน ก่อนที่เราจะต้องแยกไปจัดการธุระของแต่ละคน

เราแลกโซเชียลมีเดียกัน หวังแค่ว่าวันหนึ่งเราคงได้มาเจอกันอีกครั้งในที่ไหนที่หนึ่ง หรือทริปใดทริปหนึ่งของการเดินทาง

เดินทางปลอดภัยและสนุกกับทุกทริปนะคะพี่ๆ

ขอบคุณรูปจากพี่เชอร์รี่ค่ะ

ทริปนี้เป็นทริปที่เราแบกเป้ไปคนเดียว ที่เราเอาพาวเวอร์แบ็งค์ ขาตั้งกล้อง แบตสำรองกล้องถ่ายรูปไปพร้อม แต่กลับเป็นทริปที่เราแบตมือถือไม่หมด เพราะเรามัวแต่สนุกกับเพื่อนใหม่ เป็นทริปที่เราไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องเลย เพราะว่ามีเพื่อนใหม่คอยสลับกันถ่ายรูป ที่กดมาแบบรัวมาก

ทริปนี้เป็นทริปคนเดียวแบบที่เราไม่เหงาเลย แถมเรายังพูดไม่หยุดอีกด้วย 55555

ยังค่ะยังไม่จบ

ปกติวิธีการเดินทางกลับจากที่นี่ดี เราสามารถแจ้งเที่ยวเรือให้ทางโรงแรมช่วยติดต่อเรือไว้ให้ได้ ถ้ามีแขกคนอื่นกลับเที่ยวเดียวกับเราด้วย ราคาค่าเรือก็จะหารกันไป แต่ถ้าไม่มีใครกลับเวลาเดียวกับเรา เราก็ต้องเหมาลำ ราคาเรือ 600 บาท หารด้วยจำนวนคน โดยเรือรับมากสุดคือ 6 คนต่อเที่ยวเท่านั้น

อ่าาา อ่านมาตั้งนานน่าจะรู้ว่า แน่นอนค่ะ ลิเดียกลับคนเดียวค่ะ จ่ายแบบเหมาลำกันไปเลยยยย พี่เชอร์รี่ยังแซวให้ฝรั่งในห้องฟังว่าเราเป็น rich women (ขอให้สมพรปากค้าาาา 5555)

ส่วนวิธีการกลับสนามบินก็ไม่ยากเลยค่ะ ให้เราโทรไปตามเบอร์โทรที่เราได้รับมาพร้อมตั๋ว Shuttle bus โดยแนะนำให้เราจองก่อนล่วงหน้า 1 วันที่จะกลับสนามบิน โดยให้เราแจ้งเวลาเที่ยวบินขากลับ ทางรถจะคำนวณให้เราเองว่าเราควรจะกลับเที่ยวกี่โมง เพื่อให้ทันกับเที่ยวบิน ราคาค่ารถ 150 บาทเหมือนเดิม เราขึ้นจากอ่าวนางจุดเดิมที่ลงเรือ หรือที่รถตู้มักจะเรียกว่าโค้งโรงแรมพระนางอินน์

บะบายยย เราเดินทางกลับแล้วนะ

หวังว่าทริปหน้าเราจะได้เจอเพื่อนใหม่ที่น่ารัก หรือเจอความสุขเหมือนทริปที่ผ่านมานะ

ขอบคุณที่เดินทางไปด้วยกันนะคะ

ลิเดีย – บันทึกนักหนีเที่ยว

Tinidee Hideaway Tonsai Beach Krabi

1057 Moo 2 Tonsai Beach, ตำบล อ่าวนาง Ampur Muang, กระบี่ 81000

Tel :  075 818 301

FB :https://www.facebook.com/Tinideekrabi/

Web : https://www.tinideekrabiresort.com/

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: