5 Cafe น่าเช็คอิน ฉะเชิงเทรา

“อยากไปคาเฟ่”

มันเป็นประโยคที่หลุดมาจากปากเราบ่อยๆ

ทริปนี้เราก็คงอยากเที่ยวไปด้วย หากาแฟดีๆไปด้วย

นั่งหาจังหวัดที่เราอยากไปอยู่สักพัก

สุดท้ายปลายทางของทริปนี้เราเลยปักหมุดไว้ที่ “ฉะเชิงเทรา”

NAVA House Cafe

คาเฟ่ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในอำเภอ จังหวัดฉะเชิงเทรา

คาเฟ่สุดชิลที่อยู่ริมแม่น้ำปางปะกง

NAVA House Cafe คาเฟ่ขนาดเล็กริมแม่น้ำปางปะกง ฉะเชิงเทรา เป็นคาเฟ่ให้อารมณ์เหมือนอยู่ริมทะเลมากกว่าริมแม่น้ำ คาเฟ่แห่งนี้ตกแต่งสไตล์ด้วยสีเทาและสีขาว และยังมีกระจกบานโต ให้เราได้ทอดสายตามองแม่น้ำบางปะกง เป็นคาเฟ่เล็กๆที่น่ารักมากกกก ภายในร้านมีทั้งโซน indoor และ Outdoor นะคะ ใครมาตอนเย็นๆ นั่ง Outdoor จะชิลมากแน่ๆค่ะ

คาเฟ่เล็กๆที่แอบซ่อนอยู่ ที่นี่เต็มไปด้วยความชิลลลลล เรามาในวันที่แดดร้อนมากกก แต่กำลังจะมีฝนตกซะงั้น ฟ้าในรูปเลยไม่สวยแบบที่คิดไว้ แต่ยังไงเราก็ยังคงชอบที่นี้มาก เพราะที่นี่เป็นสถานที่หลบความวุ่นวาย มานั่งจิบชา ทานขนม ที่ให้อารมณ์ที่ชิลมากก เหมือนไม่ได้อยู่ฉะเชิงเทรา เหมือนเราอยู่ริมทะเลที่ไหนสักแห่งมากกว่า

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟ เครื่องดื่ม และขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • ปังเย็นชาไทย : ใครชอบชาไทย เราแนะนำมากกก เพราะนอกจากจะได้กินชาเย็นหอมๆ อร่อยๆ แล้วยังได้กินขนมปังกรอบๆในแก้วเดียว อร่อยมากกกก
  • Blueberry Smoothie : สมูทตี้รสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว ใครชอบบลูเบอรี่ แนะนำ
  • บลูเบอรี่ครีมชีสโรลโทสต์ : เป็นครีมครีมโรลที่ทานคู่กับไอศกรีม อร่อยมากกกก

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายถ่ายรูป // สายชิล

คะแนน : 9/10

Address : ตำบล บางกรูด อำเภอบ้านโพธิ์ ฉะเชิงเทรา 24140

Tel : 

Time :  11.00-21.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/navahousecafe/

Instagram : @navahousecafe


Tha-nam Cafe : ท่าน้ำ คาเฟ่

คาเฟริ่มแม่น้ำปางปะกงที่แอบซ่อนตัวอยู่ในเมืองเก่าแปดริ้ว

คาเฟ่แห่งนี้มีเสน่ห์บางอย่างที่เราแนะนำว่าใครมาแปดริ้วต้องมาแวะ

Tha-nam Cafe : ท่าน้ำ คาเฟ่ คือคาเฟ่ขนาดเล็กแต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แอบซ่อนอยู่ในเมืองเก่าแปดริ้ว ด้านนอกของคาเฟ่รูปร่างหน้าตาไม่ต่างกับบ้านเก่าในเมืองที่มีอายุยาวนาน แต่เมื่อเข้ามาด้านใน เราชอบการตกแต่งของที่นี่ เรียบแต่มีเสน่ห์ ภายในร้านมีแค่โซน indoor และ Outdoor โดยที่ส่วนของ Outdoor นั้นจะหันออกไปยังแม่น้ำปางปะกง ชิลมากกกกกก

เราชอบคาเฟ่แห่งนี้มากกกก ชอบบรรยากาศด้านหลังของร้าน ที่เป็น Outdoor ให้เราได้นั่งชมวิวแม่น้ำปางปะกง จิบกาแฟไป ชิลมากกกก ชอบมากกกก เราว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่เหมาะกับการคิดงาน หรือหาไอเดียได้เลยนะ

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟและขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Hazelnut Coffee :ส่วนตัวเราชอบ Hazelnut Coffee อยู่แล้ว และที่นี่ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะอร่อย รสชาติดีอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ควรลอง
  • midnight chocolate : ความช็อกโกแลตมาเต็มแก้ว ใครชอบช็อกโกแลตควรลอง
  • Double Chocolate Cake : เราบอกเค้กช็อกโกแลตที่นี่นะ ไม่หวานจนเกินไป เนื้อเค้กนิ่ม อร่อยมากกกกก

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายช็อกโกแลต // สายถ่ายรูป // สายอาร์ต // สายชิล

คะแนน : 9/10

Address :  91 ถนน มรุพงษ์ ตำบล หน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ฉะเชิงเทรา 24000

Tel :   083 114 9333

Time :  10.00-21.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/thanamcafe/

Instagram : @thanamcafe



Baanplachum Cafe (บ้านปลาชุม)

คาเฟ่ที่นอกจากจะน่ารักแล้วยังมีเมนูน่ากินเยอะมากด้วย

คาเฟ่ที่ควรค่าที่จะต้องแวะมาเมื่อมาแปดริ้ว

บ้านปลาชุม คาเฟ่ที่มีเส่นห์อีกหนึ่งของเมืองแปดริ้ว คาเฟ่แห่งนี้มีการดัดแปลงมาจากบ้านหลังเก่า ที่มีเสน่ห์อยู่แล้วให้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการตกแต่งที่ใช้ไม้เป็นหลัก แล้วยังรวมถึงการใช้กระจกสีๆแบบโบราณเข้ามาตกแต่งร่วมกันอย่างมีสไตล์ ใครชอบสไตล์การตกแต่งที่มีความเป็นเรโทรผสมอยู่หน่อยๆ ต้องชอบที่นี่แน่ๆ ภายในร้านมีแค่โซน indoor และ Outdoor โดยที่ส่วนของ Outdoor จะเป็นโซนสวนน่ารักๆให้เรานั่งจิบกาแฟชิลมาก

สิ่งที่เราชอบมากกกกก สำคัญคาเฟ่แห่งนี้นอกจากร้านที่นั่งสบาย ชิลแล้ว เรายังเครื่องดื่มและเค้กในร้านมากกกกกกกกกกก คือเมนูครีเอทีฟมากกก อร่อยมากด้วย คือดีมากกกกก ควรค่าแก่การไปยืนนนน

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟและขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • แปดริ้วสมูทตี้ : เมนูที่อยากแนะนำให้ลอง มันคือสมูทตี้ที่มีขนมจากอยู่ด้านบน หอมมะพร้าว เป็นสมูทตี้ที่ไม่เคยเจอที่ไหน อีกอย่างเมนูนี้เขาบอกว่ารวมของดีเมืองแปดริ้วด้วยเลยนะ ต้องโดนนนนน
  • ชีสเค้กมะม่วงน้ำดอกไม้ : เป็นชีสเค้กที่หอมกลิ่นมะม่วงน้ำดอกไม้มากกก รสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ อร่อยทีเดียวค่ะ

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายถ่ายรูป // สายอาร์ต // สายชิล // สายเรโทร

คะแนน : 9/10

Address : 9, ถนนศรีโสธร-ตัดใหม่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 24000

Tel :   080 557 7661

Time :  06.30-20.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/baanplachum/

Instagram : @baanplachum


Riverbreeze Cafe

คาเฟ่ที่มีเสน่ห์แต่แอบซ่อนอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

คาเฟ่ที่มีกลิ่นอายของป่าและแม่น้ำในที่เดียวกัน

Riverbreeze Cafe คาเฟ่ขนาดเล็กที่เข้ามาในซอยลึกจากถนนใหญ่ระยะทางค่อนข้างเยอะ คาเฟ่แห่งนี้มีการตกแต่งสไตล์ป่าอเมซอน คือที่นี่มีความเป็นป่า มีตัวอาคารหลักของคาเฟ่ที่ให้อารมณ์เหมือนบ้านหลังเล็กที่อยู่ริมแม่น้ำขนาดใหญ่ (เอาจริงๆบรรยายสไตล์เขาไม่ถูก) แต่มันโคตรมีเสน่ห์เลยอ่ะ ภายในร้านมีทั้งโซน indoor และ Outdoor ให้ลูกค้าอย่างเราได้ชิวกับธรรมชาติที่ไม่ได้มีการปรุงแต่ง

ตอนเราหาข้อมูลเกี่ยวกับคาเฟ่แห่งนี้ เราเห็นแค่รูปของคาเฟ่แห่งนี้ก็รู้สึกว่าอยากไป มันดูมีอะไรอ่ะ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินทางมาจริงๆ ที่นี่เข้ามาจากถนนใหญ่ถือว่าลึกมากทีเดียวเลยค่ะ คืออออ ถ้าที่นี่ไม่ดีจริง คงไม่มีนักท่องเที่ยวดั้นด้นมาเยอะหรอกกก แล้วเมื่อได้พิสูจย์แล้วก็เป็นจริงค่ะ ที่นี่ดีมากกกก บรรยากาศชิวววว กาแฟดี ข้าวอร่อย โอเค ครบบบบ ควรมา

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟและขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • กาแฟมะพร้าว : อันนี้ให้อารมณ์เหมือนเอสเพรสโซ่รวมกับมะพร้าว ให้กลิ่นหอมๆของมะพร้าว รวมๆคืออร่อยดีค่ะ
  • สมูทตี้ (ซึ่งจำไม่ได้ว่าสั่งสมูทตี้อะไรมา) : แต่เอาเป็นรสชาติอร่อยมากกก แถมมาในภาชนะรักษาโลกอย่างกะลามะพร้าว คือดีมากกกก
  • ข้าวราดมันกุ้ง : ข้าวสวยหอมๆราดมาด้วยมันกุ้งที่หอมกว่ามาพร้อมกับกุ้งแม่น้ำตัวโต แนะนำมากกกกกก

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายถ่ายรูป // สายเจแปน // สายกระจุ๊กกระจิ๊ก // สายอาร์ต

คะแนน : 9/10

Address : 64 หมู่ 11 ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 24000

Tel :   081 687 3119

Time :  10.00-19.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/RiverBreezeCafe/

Instagram : @riverbreeze_cafe


ท่าข้าม Cafe

คาเฟ่น่ารักอีกแห่งหนึ่งของฉะเชิงเทรา

คาเฟ่แห่งนี้เค้กน่ากินมากกกกกกกกกกกกกก

ท่าข้าม Cafe คาเฟ่ขนาดกลางที่มีการตกแต่งที่น่ารักมากอีกแห่งหนึ่งในฉะเชิงเทรา ตัวอาคารของร้านจะประกอบไปด้วยอาคารหลักและตัวอาคารรอง ซึ่งตัวอาคารรองจะเปิดใช้เฉพาะในวันหยุดเท่านั้น แต่จริงๆเฉพาะตัวอาคารหลักก็น่ารักนะคะ มีการตกแต่งที่ให้บรรยากาศอบอุ่น เหมาะกับวันที่นัดเพื่อนมาจิบกาแฟและเม้ามอย

คาเฟ่แห่งนี้ที่เรารู้สึกว่าจะเด่นที่สุด เด่นกว่าใดๆทั้งสิ้นก็คือเค้กในตู้ เค้กเยอะมากกกกก หน้าตาน่ากินทุกชิ้นเลยยยยย ซึ่งเราสั่งมากินแล้ว คืออร่อยสมหน้าตาด้วยยยย ดีงามม

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟและขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Espresso Yuzu : กาแฟส้ม เราว่าร้านนี้ทำออกมาได้โดยรวมคือดี
  • เฮเซลนัท คาราเมล มูส : เค้กหน้าตาสวย ที่รสชาติอร่อยมากด้วย แนะนำ

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายถ่ายรูป // สายกระจุ๊กกระจิ๊ก // สายชิล

คะแนน : 9/10

Address : ถนน ศุขประยูร เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา 24000

Tel :   090 912 9355

Time :  7.00-20.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/Thakhamcafe/

Instagram : @thakhamcafe


Singapore 2 Day 1 Night ไม่มีวันลา ก็เที่ยวได้

Singapore ประเทศเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากไทย

Singapore ประเทศมหัศจรรย์ที่รวบทุกความต้องการของนักท่องเที่ยวเอาไว้

ดังนั้น “ทุกความชอบที่ใช่ เป็นจริงได้ที่สิงคโปร์” ไม่ใช่คำโฆษณาเกินจริง

ทริปนี้เราเอาใจคนไม่มีวันลา แต่อยากเดินทางไปต่างประเทศ

สิงคโปร์เลยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะ 2 วัน 1 คืน ในสิงคโปร์มีกิจกรรมให้เราได้ทำเยอะมาก เดินทางง่ายด้วยนะ

ตั๋วเครื่องบิน

โดยปกติเวลาที่เราจะเดินทางไปต่างประเทศ เราจะใช้ https://www.skyscanner.co.th/ ในการค้นหาตั๋วเครื่องบิน และถ้าเส้นทางนั้นเป็นเส้นทางสั้นๆที่ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 – 4 ชม.

เกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกตั๋วเครื่องบินของเราอยู่ที่

  1. ราคา
  2. เวลาในการเดินทาง
  3. ความคุ้มค่า

โดยเราจะเลือกทั้ง 3 อย่างนี้ให้เหมาะสมกับเงินในกระเป๋า เวลาที่เรามี แค่นั้นถือว่าคุ้มค่าละคะ

Visa

คนไทยสามารถเดินทางไปสิงคโปร์โดยที่เราไม่ต้องขอวีซ่า เพราะสิงคโปร์อนุญาตให้คนไทยสามารถอยู่ในประเทศได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยที่เราไม่ต้องยื่นเรื่องขอวีซ่า

Hotel

เราเดินทางไปสิงคโปร์มาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะเลือกไปพักที่เดิม เพราะขี้เกียจหาที่พักใหม่ 5555 มันคุ้นเคยกับโลเคชั่นแถวนั้นแล้ว เดินทางง่าย มีของกิน เหตุผลเราคือเท่านี้เอง

เราพักที่ V Hotel Lavender ราคาคืนละ 2500 บาท เราจองผ่าน https://th.trip.com/hotels/

ห้องขนาดไม่ใหญ่ตามสไตล์เมืองที่ค่าครองชีพสูง แต่รวมๆถือว่าโอเคมากสำหรับเรา

เหตุผลสำคัญที่เรายังคงพักที่ V Hotel Lavender ซ้ำๆๆก็เพราะทำเล

ใกล้ๆที่พักมีศูนย์อาหาร มีแมคโดนัล มีร้าน Toast Box ที่ขายอาหารเช้าแบบสิงคโปร์ด้วยนะ แต่ไม่มีร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชม. และความเดินทางง่ายดายลงสถานีรถไฟฟ้า Lavender ออกมาจากสถานีจะมีป้ายโรงแรม ไม่หลงแน่นอนจ้า


Internet & Pocket WiFi

จริงๆมีซิมหลายเครือข่ายให้เราเลือกซื้อไปจากไทย หรือจะไปซื้อที่สิงคโปร์ก็ได้

แต่ส่วนตัวเราเป็นคนไม่ชอบถอดซิมโทรศัพท์ เลยหา Pocket Wifi ไปจากไทยเลย ทริปนี้เราใช้ Smile WiFi หนีเที่ยวกับเราตอนไปอินเดียมาแล้ว

ทริปนี้ Smile WiFi ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะเน็ตแรงดีมาก แถมแบตก็อึดถึกทน ยังๆไม่พอ เพราะว่าเขามีพาวเวอร์แบงค์เล็กๆมาให้เราได้ใช้ด้วยนะ

สรุปรวมๆคือดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

และเราจอง Pocket Wifi ผ่าน https://www.traveloka.com/th-th/activities/singapore/product/singapore-pocket-wi-fi-rental-thailand-pick-up-by-smile-wi-fi-2002100184932?source=5

วันละ 180 บาท รับและส่งคืนได้ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง


การเดินทางจากสนามบินและภายในประเทศสิงคโปร์

ปกติเวลาที่เราเดินทางไปสิงคโปร์เรามักจะใช้บริการขนส่งมวลชนอยู่ 2 อย่างคือ Taxi และ MRT

ซึ่งเราชอบ MRT ของสิงคโปร์นะ เพราะราคาค่าโดยสารเข้าออกสนามบินไม่แพง ไม่เหมือนหลายๆประเทศที่ค่าเข้าออกสนามบินจะแพงหน่อย แต่ที่สิงคโปร์ถ้าจำไม่ผิด เที่ยวละไม่เกิน 3 ดอล (ประมาณ 75 บาท)

วิธีการเดินทางก็เหมือนกับรถไฟฟ้าทั่วๆไปค่ะ (แต่รอบนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปวิธีการซื้อตั๋วและการใช้แบบละเอียดมานะ )

และเพื่อความสะดวกเราแนะนำว่าควรซื้อบัตร EZ Link จากนั้นก็เติมเงินเข้าไป จะได้ไม่ต้องซื้อตั๋วทุกครั้งที่เดินทาง จะไปไหนก็แตะๆๆบัตรเอาค่ะ ง่ายดี (รอบหน้าจะมาเขียนรีวิวแบบละเอียดให้นะ)

เวลา 2 วัน 1 คืน ทำอะไรดี ??

Day 1

1. Singapore Cable Car Skypass นั่งกระเช้าไปเกาะเซนโตซ่า

การนั่งกระเช้าลอยฟ้า เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเดินทางไปยังเกาะเซนโตซ่า อันนี้ใครมาครั้งแรกแนะนำว่าควรมาลองเลยค่ะ

แนะนำว่าให้ซื้อบัตรผ่านไปล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องต่อแถวซื้อให้เสียเวลา ส่วนเราซื้อบัตรผ่าน https://www.klook.com/th/activity/130-faber-peak-cable-car-singapore/?krt=s30&krid=4b0f7e8d-8646-417e-623f-0c286c315a7a

ราคา (เที่ยวละ) 551 บาท

นั่งชมวิวชิลๆๆ ไม่นานก็ถึงเกาะเซนโตซ่า

ส่วนใครมาสิงคโปร์และเกาะเซนโตซ่าหลายครั้งแล้ว ไม่อยากนั่งกระเช้าแล้วก็ใช้วิธีเดินทางด้วย Sentosa Express Monorail

ค่าเดินทางไป-กลับ : 4 ดอล (ประมาณ 100 บาท)  จ่ายครั้งเดียวจากสถานี Sentosa จะไปลงที่สถานีไหนก็ได้ ใครมีบัตร EZ-Link แล้ว สามารถใช้บัตรนี้ในการขึ้นรถไฟได้เลย


2.ยกทั้งวันให้เกาะเซนโตซ่า

ศูนย์รวมความบันเทิงกว่าครึ่งอยู่บนเกาะเซนโตซ่า ดังนั้นถึงจะมีเวลาน้อย เราว่าก็สามารถยกเวลาที่มี 1 วันให้เกาะเซนโตซ่าได้แบบไม่เสียดายเลย

  • Universal Studio Singapore

ใครที่ชอบสวนสนุกควรจัดมากๆๆ แต่ถ้าจัด Universal แล้วก็ควรยกเวลาให้ไปเลยทั้งวัน (แต่รอบนี้เราไม่ได้ไป เอาเป็นรอบหน้าจะเอารีวิวฉบับเต็มมาฝากนะคะ)

ค่าใช้จ่าย : (ประมาณ) 1600 บาท สามารถจองผ่าน klook https://www.klook.com/th/activity/117-universal-studios-singapore/?krt=r20&krid=1eb420fb-c5dd-4df3-7ec1-ea5aded7e43b

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Waterfront

  •  S.E.A. Aquarium

S.E.A. Aquarium หนึ่งในอควาเรี่ยมที่ควรค่าแก่การไปเยือน ภายในมีโซนต่างๆเยอะมาก มีปลาแปลกๆเยอะมากเช่นกัน ใครมีลูกน้อย เราแนะนำว่าควรพาน้องๆไปเพราะเราขนาดโตแล้ว ยังตื่นเต้นเลย ดังนั้นเด็กๆต้องชอบมากแน่ๆ

ถ้าใครเที่ยวแบบซึมซับไปเรื่อยๆต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 – 3 ชม. เลยนะ แต่ฟินและคุ้มค่าแน่นอน

ค่าใช้จ่าย : (ประมาณ) 750 บาท เราจองผ่าน klook https://www.klook.com/th/activity/119-sea-aquarium-singapore/?krt=s30&krid=2add4ba6-6b49-4f96-723f-eb586feff6ce

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Waterfront

  • Skyline Luge

Luge (ลูจ) เป็นเครื่องเล่นที่มีต้นกำเนิดมาจากนิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ก็เป็นที่เดียวในเอเชีย ที่นำลูจมาให้ขับบนเส้นทางที่ยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร ความพิเศษของที่นี่คือการเอา สกายไลน์และ ลูจ มารวมกัน วิธีการเล่นไม่ยากค่ะ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่สอนก่อนที่เราจะเล่นจริง และความพิเศษคือเราสามารถนั่งกระเช้าเพื่อขึ้นไปยังจุดปล่อยตัวด้านบนของเส้นทางลูจ ซึ่งเราจะได้ชมความสวยงามของ เกาะเซ็นโตซ่า และ ทะเลจีนใต้ เอาจริงวิวสวยมากกกกกกกกกกกก

เราถ่ายรูปมาน้อย แต่เอาไว้จะเอาวิดีโอมาแปะไว้ให้นะคะ

แต่แนะนำมากกกกกกกกกกกก ว่าควรมาเล่นให้ได้ มันสนุกกกกกกกกกกกกกก

ค่าใช้จ่าย : (ประมาณ) 350 บาท/ 2 รอบ สามารถจองผ่าน klook https://www.klook.com/th/activity/132-skyline-luge-singapore/?krt=s30&krid=2add4ba6-6b49-4f96-723f-eb586feff6ce

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Beach (ทางเข้าจะอยู่ใกล้ๆๆกับ Wings of Time)

  • Sentosa Merlion

ไหนๆก็มาเกาะเซ็นโตซ่าแล้ว ก็แวะมาถ่ายรูปกับ Merlion ตัวใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์สักหน่อย จะได้เก็บแต้มว่ามาถึงแล้ว

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Imbiah 

จริงๆแล้วเกาะเซ็นโตซ่ามีกิจกรรมอีกเยอะมาาาาากกก ให้เราได้ใช้เวลาบนเกาะแห่งนี้ แต่รีวิวนี้เราขอยกตัวอย่างแค่ 1 วัน บนเกาะแล้วกันเนอะ เอาไว้รอบหน้าจะพาไปเที่ยวเกาะเซ็นโตซ่าแบบละเอียดกว่านี้นะคะ


3. Wonder Full-Light & Water at Marina Bay Sands

ถ้าจะจบโปรแกรมเที่ยววันแรกในสิงคโปร์ให้สวยงาม ก็ต้องมาดูโชว์แสง สี เสียง ที่มารีน่าเบย์แซน ถึงจะบอกว่าวันนี้หมดไปกับเที่ยวสิงคโปร์แบบคุ้มค่าที่สุด

เวลาในการแสดง Wonder Full – Light & Water Spectacular

  • วันอาทิตย์ – พฤหัสบดี : 20:00 น., 21:30 น.
  • วันศุกร์, เสาร์ : 20:00 น., 21:30 น., 23:00 น.

ใช้เวลาการแสดง 15 นาที ชมได้ฟรี ทั้งสองการแสดงมีขึ้นในเวลาเดียวกัน ในแต่ละรอบ แต่การชมแต่ละการแสดงจะอยู่คนละตำแหน่งกัน ต้องเลือกดูอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนเราชอบโชว์น้ำพุมากกว่า

วิธีการเดินทาง :

  • ชมการแสดงไฟจากตึก Marina Bay Sands

ดูจากฝั่ง Merlion : นั่ง MRT ลงที่สถานี City Hall จากนั้นให้เดินผ่านทางเดินใต้ดิน CityLink Mall จะเจอโรงละคร Esplanade แล้วให้เดินข้ามสะพานมายังฝั่ง Merlion

  • ชมการแสดงน้ำพุ ที่ตึก Marina Bay Sands

นั่ง MRT ไปลงที่สถานี Bayfront ทางออกมายังตึก Marina Bay Sands จากนั้นหาทางออกมายังร้าน Louis Vuitton ริมแม่น้ำ


Day 2

4. ทานอาหารเช้าแบบสิงคโปร์ Kaya Toast

Kaya Toast (กายาโทสต์) เป็นอาหารประเภทขนม ที่แพร่หลายในมาเลเซียและสิงคโปร์ มันคือขนมปังปิ้งทาสังขยาที่ทำจากใบเตย เป็นที่นิยมของชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า พร้อมกับไข่ไก่ที่ต้มกึ่งสุกกึ่งดิบและเหยาะด้วยซีอิ๊วขาวเล็กน้อย ทานพร้อมกับ ชา นม หรือกาแฟ

ซึ่งจริงๆร้าน Toast แบบนี้ก็มีอยู่ทั่วเกาะสิงคโปร์ ส่วนเรานั้นเพื่อความสะดวก ก็ขอจัดร้าน Box Toast ที่มีสาขาหน้าโรงแรมแล้วกัน (สาขานี้คนเยอะตลอดเวลาเลยนะ)

อร่อยนะชอบบบ ไปทุกครั้งก็ต้องกินมันทุกครั้ง


5. Arab Street

ย่านอาหรับสตรีทเป็นอีกหนึ่งย่านของสิงคโปร์ที่ถ่ายรูปสนุกมาก เป็นย่านที่มีสีสันไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน

ย่านอาหรับสตรีทมีสินค้าจำพวกเสื้อผ้าและพรมจากเปอร์เซีย คือให้อารมณ์เหมือนอยู่อาหรับมากกว่าสิงคโปร์อีกกก

และย่านนี้เคยเป็นดินแดนที่มอบให้กับ Sultan เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมทำให้ย่านนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนเป็นย่านการค้าสำคัญ

วิธีการเดินทาง : Arab Stree จะอยู่ใกล้ๆกับ Haji Lane โดยให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bugis ทางออก B

% Arabica Coffee

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เรามาเดินเล่นย่านอาหรับสตรีทก็เพราะ เมื่อไม่นานมานี้เองมีแบรนด์กาแฟสัญชาติญี่ปุ่นที่กำลังโด่งดังและขยายสาขาไปหลายๆประเทศในตอนนี้ พึ่งจะมาเปิดสาขาแรกของสิงคโปร์อยู่ในย่านอาหรับสตรีทนี่แหละ

คือเราเคยไปลองกินกาแฟของ Arabica Coffee สาขาที่เซี่ยงไฮ้มาแล้ว รสชาติถือว่าดีมากทีเดียว ตอนเซี่ยงไฮ้ คนเยอะมาก ใช้รอกาแฟรวมๆเกือบ 3 ชั่วโมง คราวนี้มาสิงคโปร์ทั้งทีก็เลยตามมาจัด

Arabica Coffee สิงคโปร์ใช้เวลารอไม่นาน รวมๆน่าจะประมาณ 30 นาที เพราะคนน้อยกว่าสาขาในประเทศจีน ส่วนราคานั้นขึ้นอยู่กับค่าครองชีพในประเทศนั้น และรสชาติยังคงอร่อยเหมือนเดิม ใครชอบคาเฟ่และกาแฟแบบเราแนะนำว่าไม่ควรพลาด

เปิด-ปิด : 8.00-20.00 น.

วิธีการเดินทาง : Arab Stree จะอยู่ใกล้ๆกับ Haji Lane โดยให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bugis ทางออก B ปักหมุดที่ 56 Arab St. หรือพิมพ์ว่า Arabica Coffee เดินมาเรื่อยๆเลยจ้า


6. Garden by The Bay

สวนสาธารณะขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศสิงคโปร์ คือที่บอกว่ามันเป็นสวนสาธารณะเพราะมีทั้งส่วนที่เปิดให้เข้าฟรี และต้องจ่ายตังค์เพื่อเข้าชม

ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดของสิงคโปร์เลยนะ และสวนแห่งนี้เราถือว่าเป็นสวนที่บ่งบอกความเป็นสิงคโปร์ได้ดีมากกก เพราะที่นี่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีต่างๆของสิงคโปร์ได้ดีมากกกกก

สวนแห่งนี้มีพื้นที่ซึ่งเกิดจากการถมทะเล โดยพื้นที่ทั้งหมดรวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 600 กว่าไร่ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 โซน คือ Bay Center Garden, Bay East Garden และ Bay South Garden ซึ่งโซนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักจะรวมกันอยู่ที่ฝั่ง South Garden โดยภายในสวนจะฟรีเกือบหมด ยกเว้น Super Tree และ Dome เรือนกระจก 2 แห่งที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

จริงๆตอนกลางคืนวิวที่สวนจะสวยมากกก แต่ในเมื่อมีเวลาน้อย กลางวันก็สวยเช่นกันนะคะ

ค่าใช้จ่าย :

ส่วนของการเข้าชม Flower dome  & Cloud Forest  ราคา 512 บาท สามารถซื้อได้ที่ : https://www.klook.com/th/activity/127-gardens-by-the-bay-singapore/?krt=r20&krid=ef685543-cb56-47dd-61e0-f9c51aef0af9

ส่วนราคาของ OCBC Skyway (ทางเดินลอยฟ้าระหว่าง Supertree Grove ) 125 บาท (ประมาณ) สามารถซื้อได้ที่ก่อนทางขึ้นเลยค่ะ

วิธีการเดินทาง : ให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bayfront ทางออก B จะมีป้ายเขียนว่า Gardens by the Bay เดินตามมาได้เลยจ้า


7.Shopping

สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่รวมเอาแบรนด์แฟชั่นระดับโลกเอาไว้เยอะมากกกก แต่ราคานั้นอาจจะสูงตามค่าครองชีพของในประเทศ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้สนเรื่องราคา อยากได้ลอคเลคชั่นใหม่ๆ เราว่าควรค่าแก่การช้อปปิ้งมากกก

แต่หากให้แนะนำแบรนด์แฟชั่นที่ราคาถูกกว่าไทย คงหนีไม่พ้นแบรนด์ Charle & Keith แบรนด์กระเป๋า เครื่องประดับสัญชาติสิงคโปร์ที่ราคาจับต้องได้ ดีไซน์สวยงาม และภายในประเทศสิงคโปร์ คอลเลคชั่นในแต่ละสาขาก็ไม่เหมือนกันด้วยนะคะ ใครชอบแบรนด์นี้อยู่แล้วต้องจัด

ส่วนแหล่งช้อปปิ้งแนะนำ ก็คือย่าน Orchard Rd. ถนนที่รวมห้างสรรพสินค้าแบรนด์หรูจากทั่วโลก ถ้ามีเวลาเดินทั้งวันก็คงไม่หมดแน่นอนค่ะย่านนี้ แต่ถ้าใครเวลาน้อย เราแนะนำว่าไปช้อปปิ้งที่ห้าง The Shoppes at Marina Bay Sands ที่นี่ได้รับขนานนามว่า  “The Largest Luxury Shopping Mall” ดังนั้นที่นี่จึงเหมาะมากสำหรับคนที่มีเวลาน้อยแต่อยากช้อปปิ้ง

วิธีการเดินทาง :

Orchard : นั่ง MRT มาลงที่สถานี Orchard

The Shoppes at Marina Bay Sands : นั่งรถไฟ MRT ไปลงที่สถานี Bayfront


8. Marina Bay

อ่าวมาริน่า เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่สำคัญของสิงคโปร์ เป็นแหล่งรวมสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกความเป็นสิงคโปค์ได้ดีมากกกกกกกก

และวิวตอนเย็นก่อนค่ำคือสวยมากกกกกกกกกกก เป็นสถานที่ที่ปิดทริปสิงคโปร์ได้ดีมากก

ส่วนเราชอบมุมจากสะพานจูบิลลี่ Jubilee Bridge เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยมากกก

วิธีการเดินทาง : นั่งรถ MRT มาลงที่สถานี Clark Quay  แล้วเดินเรียบแม่น้ำสิงคโปร์มาตามถนน Boat Quay ย่านนี้จะถ่ายรูปออกมาสวยเลยทีเดียวค่ะ จากนั้นให้เดินมาเรื่อยๆ จะมาถึงโรงแรม Fullerton แล้วข้ามฝั่งไปยัง Merlion Park


Domohorn Wrinkle ผู้เชี่ยวชาญด้านริ้วรอยและจุดด่างดำจากญี่ปุ่น

รู้สึกเหมือนกันมั้ยคะ

ว่าเมื่ออายุเราเริ่มขึ้น ร่างกายเราก็เริ่มไม่เหมือนเดิม

เรารับรู้ได้ว่าตอนนี้ร่างกายเราไม่เหมือนตอนอายุ 20

ลิเดียอายุ 26 เองค่ะ แต่เมื่อชีวิตตอนนี้เข้าสู่วัยทำงานจริงจัง

การเผาผลาญที่เคยดี หนังหน้าที่เคยไม่มีริ้วรอยใดๆ ก็เริ่มมีร่องรอยต่างๆมาปรากฏบนใบหน้า

เห้ออออออ

จนมาช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาลิเดียได้รู้จักกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสัญชาติญี่ปุ่นแบรนด์หนึ่งด้วยความบังเอิญ

นั้นก็คือ Domohorn Wrinkle (โดโมฮอร์น ริงเคิล) ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลจุดด่างดำและริ้วรอยจากประเทศญี่ปุ่น

Domohorn Wrinkle คือใคร แล้วทำไมลิเดียต้องมารีวิว ?????

Domohorn Wrinkle คือ ผลิตภัณฑ์ที่เชียวชาญในการดูแลริ้วรอยและจุดด่างดำ

Domohorn Wrinkle คือ แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น ที่มีความเป็นญี่ปุ่นสูงมากกกกกกกกกกกกกกกกก (เดี๋ยวจะเล่าต่อนะว่ามีความเป็นญี่ปุ่นสูงยังไง)

และเหตุผลที่ลิเดียมารีวิว หรือ มาเล่า เกี่ยวกับแบรนด์นี้ก็คือ ลิเดียชอบในแนวคิด กระบวนการต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้มากๆ เลยอยากจะเอามาเล่าสู่กันฟัง

คือลิเดียชอบแนวคิดของทางแบรนด์ ที่เชื่อว่าคนเราทุกคนมีพลังอยู่ในตัวเอง แต่เมื่ออายุเราเริ่มมากขึ้น พลังเหล่านั้นก็จะเสื่อมลงไป เราจึงจำเป็นที่จะต้องมีตัวช่วยที่จะมาฟื้นฟูพลังเหล่านั้นให้มันกลับคืนมา

ลิเดียเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในพลังของตัวเองและร่างกาย ว่าคนเรามีพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง เราต้องหามันให้เจอ ทำให้มันแสดงศักยภาพออกมาให้ได้ แล้วเราจะได้รู้ว่าสิ่งมหัศจรรย์นั้นมีอยู่จริง

เมื่อเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ลิเดียงานยุ่งมากกก ร่างพัง หน้าก็เกือบพัง เพราะไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย แล้วยังจะต้องไปทำทริปที่สิงคโปร์อีก คือตอนนั้นกำลังคิดว่าหมองๆแบบนี้ แล้วจะเอาตัวเองเป็นแบบเวลาถ่ายรูปไปสู้กับคนอื่นยังไงละเนี่ยยยยย 

เป็นความโชคดีมากๆๆ ที่ได้รู้จัก Domohorn Wrinkle ก่อนไปทริปก็เลยสั่งชุดทดลองที่สามารถใช้ได้ 3 วัน เอาไปทดลองใช้ก่อน และได้ถือโอกาสใช้เป็นทราเวลเซ็ตไปในตัว

ต่อไปนี้เป็นการรีวิว ผลิตภัณฑ์แบบคนที่ไม่ได้มีความรู้ด้านความงามอะไรมากมาย

เอาเป็นว่าลิเดียจะเล่าแบบฉบับบันทึกนักหนีเที่ยวแล้วกันเนอะ

คือออออออออ Domohorn Wrinkle มีแค่ One Line ซึ่งจะประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ 8 ตัว

ต้องมีคนคิ้วขมวดแน่ๆ ว่า เอ้ะ อะไรนะ 8 ตัว อะไรมันจะเยอะขนาดนั้นนนนนนน

คือ 8 ตัวที่ว่าเนี่ยยย มันครอบคลุมทุกขั้นตอนเลยนะ ตั้งแต่ การทำความสะอาดหน้าจากเครื่องสำอาง ไปจนถึงครีมกันแดด

แต่ถ้าแยกให้เข้าใจง่ายๆ ของลิเดียคือ 8 ผลิตภัณฑ์ประกอบไปด้วย 3 + 4 + 1

3 แรก คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำความสะอาดหน้า >> Refining 3  มันคือขั้นตอนการเตรียมผิวเพื่อให้พร้อมต่อการบำรุง

  • Oil-in-Gel Remover : เจลทำความสะอาดเครื่องสำอาง ที่สามารถล้างตาและปากได้ด้วย
  • Silky Cream Foam : โฟมล้างหน้าที่ให้ความสะอาดและสดชื่นภายในผิวแบบที่น่าทึ่งมาก
  • Softenning Foam Mark : โฟมมาร์กที่ช่วยดูแลผิวที่ถูกทำร้ายมาตลอดทั้งวัน

4 ต่อมา คือ Essential 4 เป็นการมอบคุณค่าบำรุง เพิ่มพลังฟื้นฟูผิว

  • Intense Hydrator : น้ำตบที่มอบความชุ่มชื่นได้อย่างล้ำลึกแก่ผิว
  • Vital White Essence : กระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวเพื่อผิวสว่าง กระจ่างใส
  • Cream 20 : ถือว่าเป็นนางเอกของแบรนด์เลย ตัวนี้จะเป็นครีมที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน เพื่อให้ผิวยืดหยุ่น เปล่งปลั่งจากภายใน
  • Milky Veil Lotion : โลชั่นที่ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันไม่ให้ผิวโดนทำร้าย

1 ตัวสุดท้ายก็คือครีมกันแดด

UV Dress Cream : กันแดดที่จะช่วยปกป้องเราจากแสงแดดและแสงสีฟ้าจากหน้าจอ

บ้าจริงงงง ดูเหมือนบิวตี้บล็อกเกอร์มั้ยฮะ 5555555

รู้จัก 8 ตัวใน One Line ของ Domohorn Wrinkle แล้ว

มารู้จักความเป็นญี่ปุ๊นนนน ญี่ปุ่นนนน ที่แบรนด์นี้มีจนทำให้ลิเดียหลงรัก จนอยากมาบอกต่อ !!

คือออออออออ Domohorn Wrinkle อ่ะ เป็นแบรนด์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูงมากกกก ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ การขาย วิธีการสต็อกสินค้า ทั้งหมดล้วนเป็นวิธีการขายที่คนไทยแบบเรายังไม่คุ้นชิน

เพราะความเป็นญี่ปุ่นแรกที่เราอยากจะให้ทุกคนได้รู้จัก คือ วิธีการที่เราจะดูแลผิวด้วยเจ้าตัวผลิตภัณฑ์ Domohorn Wrinkle เนี่ยเขามีชื่อเรียกว่า “การทำโอเทะอาเทะ”

“โอเทะอาเทะ” คืออะไร?

 “โอเทะอาเทะ”  คือ “การดูแลบำรุงผิวด้วยมือ”

เพราะมือเป็นอวัยวะที่มีผิวเหมือนกับผิวหน้า

สัมผัสจากมืออันอ่อนโยน จะช่วยส่งผ่านสารบำรุงสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และในแต่ละขั้นตอนในการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น มันมีวิธีการที่ใส่ใจรายละเอียดมากกกกกกกกกกกกกกกก

ซึ่งวิธีการเหล่านี้แหละทำให้ลิเดียรู้สึกได้ว่า นี่ไม่ใช่แค่การทาครีม แต่มันคือการปรนนิบัติผิว มันคือวิธีการที่เรากำลังช่วยให้ทั้งผิวหน้าและตัวเราได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน

โดยวิธีการที่ลิเดียเล่าว่ามันคือ “โอเทะอาเทะ” เลยจะขอเล่าแต่ละขั้นตอนโดยสังเขปเอาไว้นะ เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเล่าถูกต้องแค่นั้น แต่จะพยายามอธิบาย ว่าทำไมขั้นตอนนี้ต้องทำแบบนี้เพราะอะไรแล้วกันเนอะ

  1. Oil – in Gel Remover : เจลทำความสะอาดน้ำมันบนผิวหนังหรือเครื่องสำอาง และยังสามารถใช้ทำความสะอาดรอบดวงตาและปากได้ด้วย

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>> ตัวนี้เป็นตัวที่ชอบเลยนะ เพราะมันคือเจลที่เปลี่ยนเป็นออยล์ที่เอาสิ่งที่เกาะหน้าเราออก ไม่ว่าจะเครื่องสำอางค์หรือฝุ่น เหงื่อ คือรู้สึกได้ถึงความสะอาดอ่ะ

2. Silky Cream Foam : โฟมล้างหน้าที่ให้ความสะอาดและสดชื่นภายในผิวแบบที่น่าทึ่งมาก

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  ตัวนี้เป็นตัวที่ชอบมากกกกกกกกกกกที่สุด คือมันสัมผัสถึงความสะอาดของผิวจริงๆ

3. Softening Foam Mask : โฟมมาร์กที่ช่วยดูแลผิวที่ถูกทำร้ายมาตลอดทั้งวัน

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  เห่ยยยย ชอบบบโฟมมาร์ก มันคือตัวที่จะคืนความสดชื่นให้ผิวที่เหนื่อยล้า โดนมลภาวะมาตลอดทั้งวัน มาร์กเสร็จจะรู้สึกเย็นๆๆผิว สบายๆ

4. Intense Hydrator : น้ำตบที่มอบความชุ่มชื่นได้อย่างล้ำลึกแก่ผิว

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  เจ้าตัวนี้จะมีกลิ่นหอมๆๆของดอกชิรานุยคิคุด้วยนะ คือมันเป็นกลิ่นที่เราเคยใช้ผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่างในโรงแรมที่ญี่ปุ่น

ผลลัพธ์ของตัวนี้คือการทำให้ผิวเราอิ่มน้ำ ซึ่งตัวนี้ใช้ประมาณ 3 วัน เรารับรู้ได้ว่าผิวเราดูฟูๆอิ่มๆขึ้นนะ คือไม่ดูแห้งๆแบบผิวขาดน้ำอ่ะ

5. Vital White Essence : กระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวเพื่อผิวสว่าง กระจ่างใส

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>> เมื่อเราใช้เจ้าตัวนี้ด้วยวิธีการทำโอเทะอาเทะ จะให้อารมณ์เหมือนเราได้ปรนนิบัติผิว คือนอกจากผิวจะสว่างกระจ่างใสแล้ว ยังให้อารมณ์เหมือนตัวเองกำลังทำสปาหน้าเลยนะ ชอบบบบบ

6. Cream 20 : ถือว่าเป็นนางเอกของแบรนด์เลย แล้วยังเป็นครีมบำรุงผิวยอดขายอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นด้วยนะ ซึ่งเจ้า Cream 20 เป็นครีมที่จะช่วยให้ผิวยืดหยุ่น เปล่งปลั่งจากภายใน

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  คือเล่าก่อนว่า ครีมตัวนี้ คือนางเอกของ Domohorn Wrinkle เลยนะ เพราะเป็นครีมตัวแรกที่ผลิตออกมา แต่ปัจจุบันก็มีการพัฒนาสูตรทุกๆ 3 ปี นะ แล้วเจ้าครีมตัวนี้อ่ะมีส่วนผสมของโสมขาว ซึ่งถือว่าเป็นราชาของสมุนไพรเลยนะ ดังนั้นครีมตัวนี้มีคุณสมบัติที่จะมาช่วยดึงพลังของคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ตัวนี้ใช้แล้ว ลิเดียรับรู้ได้ถึงความเปล่งปลั่งของผิวนะ แต่ด้วยอายุเรา การทำงานของผิวอาจจะยังแข็งแรง มันเลยไม่ได้ชัดมาก หากใครที่อายุ 30 ขึ้นเริ่มมีริ้วรอยของวัย ลิเดียว่าผลลัพธ์ตัวนี้ชัดเจนขึ้นแน่นอนเลย

7. Milky Veil Lotion : โลชั่นที่ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันไม่ให้ผิวโดนทำร้าย

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  โลชั่นตัวนี้เป็นอีกตัวที่ให้อารมณ์เหมือนเราได้สปาหน้าที่บ้าน แล้วเมื่อใช้แล้วเราจะรู้สึกได้ว่าหน้าเราในวันนั้นจะถูกทำร้ายน้อยกว่าวันอื่นๆที่ไม่ได้ใช้ Milky Veil Lotion

8. UV Dress Cream : กันแดดที่จะช่วยปกป้องเราจากแสงแดดและแสงสีฟ้าจากหน้าจอ

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  เอาจริงกันแดดตัวนี้อ่ะดีมากกก ตั้งแต่ใช้เซ็ตทดลองตอนไปสิงคโปร์ จากนั้นลิเดียก็ใช้มาทุกวัน  เพราะนอกจากมันจะกันแดดแล้ว มันยังป้องกันเราจากแสงสีฟ้า ก็คือแสงจากหน้าจออ่ะแหละ ยิ่งทำงานกับจอแบบนี้มันโค-ตะ-ระ สำคัญเลย ยังค่ะ ยังไม่จบ เพราะเจ้าครีมตัวนี้มันเหมือนเป็นคุชชั่นไปในตัวด้วยนะ สำหรับคนที่ไม่ชอบแต่งหน้า ทากันแดดตัวนี้ ทาแป้งก็ออกจากบ้านได้เลยนะ ชอบบบบบบบบ

( สำหรับคนที่ใช้ครั้งแรก ขอบอกว่าให้ใช้ปริมาณน้อยๆก่อนนะคะ เพราะว่าถ้าเราเกลี่ยไม่ดี มันก็มีสิทธิ์ที่วันนั้นจะหน้าเทา และลิเดียก็เป็นมาแล้วด้วยยยย ไม่ได้เกลี่ยให้ดีไง รีบบบบบ )

ต่อมาคือวิธีการขายและการสต็อกสินค้าที่คนไทยแบบเราไม่ค่อยคุ้นชิน

วิธีการขายของ Domohorn Wrinkle จะไม่มีการสต็อกสินค้าเอาไว้ที่ Store  และไม่ได้ขายผ่านตัวแทน แต่ถ้าเราสนใจจะซื้อสินค้าเราสามารถซื้อได้ 2 วิธีคือ 1.โทรไปที่ 02-260-2222  วิธีที่ 2 คือ  https://bit.ly/2SXZ1l8

แต่ๆๆๆถ้าหลายคนยังไม่มั่นใจว่าจะซื้อดีมั้ย อยากรู้จักสินค้าก่อนที่จะซื้ออ่ะ ทำไงดี ???  

หายห่วงค่ะ ทาง Domohorn Wrinkle เข้าใจความต้องการของเรา  ทางแบรนด์เลยจัดสถานที่ๆจะให้เราได้เข้าไปทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น ซึ่งสถานที่นั้นก็คือ Domohorn Wrinkle Experience Space

นี่ลิเดียก็ไม่ได้เล่าเปล่านะ เพราะไปมาแล้วด้วยจ้า ไปหาข้อมูลมาให้ก่อนที่จะมาเราสู่กันฟัง

Domohorn Wrinkle Experience Space คืออะไร มาแล้วได้อะไร ??

Domohorn Wrinkle Experience Space เนี่ยคือสถานที่ๆให้เราได้รู้จัก Domohorn Wrinkle มากขึ้น เราจะ workshop เล็กๆในห้องที่จัดไว้ส่วนตัว คือมีแค่เราและพนักงานที่จะมาช่วยสอนวิธีการ “การทำโอเทะอาเทะ”  ปริมาณหรือวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อให้เราใช้ผลิตภัณฑ์ Domohorn Wrinkle ได้ผลที่สุด

แถมจะมีพนักงานช่วยบอกเล่าเกี่ยวกับความสงสัยต่างๆที่เรามี และไม่ต้องกลัวนะคะว่า เขาจะขายของ ขายคอร์ส สมัครสมาชิกอะไรก็ตาม เพราะไม่มีเลยจ้า แบรนด์ไม่ได้สต็อกสินค้าเอาไว้ (เดี๋ยวจะเล่าว่าทำไม) ดังนั้นถ้าเราจะซื้อต้องโทรสั่ง หรือ กดสั่งทางหน้าเว็บเท่านั้น

ลิเดียไปมาแล้วรู้สึกยังไง ??

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ไปมา อยากจะบอกว่าใครที่อยู่ กทม แล้วอยากรู้จัก Domohorn Wrinkle แนะนำว่าควรไป เพราะเราจะได้รู้จักผลิตภัณฑ์มากขึ้น แล้วจะได้สัมผัสถึงความเป็นญี่ปุ๊นนนนน ญี่ปุ่นที่แบรนด์มี

สรุปสั้นๆๆ ว่าดีมากกกกกกกกกกกก ควรไปปปปปปปปปปปปป

อยากไปสัมผัสประสบการณ์แบบนี้บ้าง ต้องทำไง ??

แค่โทรไปนัดเวลาที่เบอร์ 02-258-5306 ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆๆนะคะ

แล้วเมื่อถึงวันนัดก็พุ่งตัวไปที่ Domohorn Wrinkle Experience Space 

ตั้งอยู่ที่ 93/333 Emporio Place 2F, สุขุมวิท 24

เวลาให้บริการ :  11.00-19.00 น. วันอังคาร – วันอาทิตย์  (ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

สำคัญคือต้องโทรจองก่อนนะคะ เพราะว่าเราจะได้ใช้ห้องส่วนตัว ที่มีเราคนเดียว ดังนั้นถ้าไม่จอง ห้องอาจจะไม่ว่างนะคะ

“Pleaser” (พรีเซอร์)

ความสำคัญของ Pleaser คือ เขาจะช่วยตอบคำถามทุกข้อสงสัยที่เรามีเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ทั้งก่อนใช้ หลังใช้ สงสัยยังไงถามได้เลย

ต้องมีหลายๆคนสงสัยแน่ๆว่า Pleaser คือใคร

Pleaser จะเป็นคนไทยที่จะรับสายเรา แต่เหล่า Pleaser ของ Domohorn Wrinkle ไม่ได้นั่งรับสายชิลๆอยู่ที่กรุงเทพ หรือจ้างเอเจนซี่มารับสายนะจ้ะ เพราะความใส่ใจของ Domohorn Wrinkle พา Pleaser ไปสแตนบายที่ออฟฟิศใหญ่ที่ญี่ปุ่นเลยนะ 

โดยทางแบรนด์อธิบายเราว่า เหตุที่จะต้องให้ Pleaser ประจำอยู่ที่ญี่ปุ่น ทั้งที่รับสายคนไทยก็เพราะ Pleaser ไม่ได้ตอบคำถามตามสคริปนะคะ Pleaser จะไขทุกข้อสงสัยแบบกระจ่างแจ้งเลย ดังนั้นแบรนด์จึงต้องจำเป็นให้ Pleaser อยู่ที่ออฟฟิศที่ญี่ปุ่น เพราะหากมีคำถามที่สงสัยแล้วตัว Pleaser เองไม่มีความรู้พอที่จะตอบได้ จะไปถามผู้เชี่ยวชาญแผนกอื่นๆให้ได้ทันที

และนี่แหละคือความหมายของคำว่า Pleaser คือ “ผู้ช่วยทำให้คนอื่นพึงพอใจและมีความสุข”

ใครมีอะไรสงสัย อยากคุยเรื่องผิว อยากรู้ว่าผิวแบบเราควรใช้แบบไหน โทรไปที่ 02-260-2222 เลยจ้า

ส่วนสุดท้ายคือวิธีการไม่สต็อกสินค้าไว้ที่ Store  เพื่อให้ได้สินค้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ความไม่คุ้นชินของคนไทยกับการสต็อกสินค้าของ Domohorn Wrinkle นั่นเพราะ Domohorn Wrinkle จะไม่มีการสต็อกสินค้าไว้ ถ้าลูกค้าสั่งทางแบรนด์ก็จัดส่งตรงมาจากโรงงานที่คุมะโมโตะ ซึ่งวิธีนี้แบรนด์เล่าให้เราฟังว่า มันเป็นการที่ทางแบรนด์แน่ใจที่สุดว่าสินค้าทุกชิ้นที่ส่งออกมาจะมีประสิทธิภาพสูงสุด แล้วยังช่วยให้ทางแบรนด์ประหยัดต้นทุน ซึ่งทางแบรนด์เอาต้นทุนส่วนนั้นไปใช้ในการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าแทน ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเป็นผู้รับภาระ เมื่อแบรนด์ต้องวิจัย แล้วพัฒนาสูตรใหม่ ลูกค้าก็ยังสามารถซื้อสินค้าในราคาเดิม ซึ่งหากเราจะสั่งสินค้า สามารถสั่งได้ 2 วิธี คือ โทรไปที่  02-260-2222 หรือ เว็บไซต์ของแบรนด์

อ้ะ ๆๆ ถึงตอนนี้เชื่อว่ามีหลายคนอยากลองใช้ Domohorn Wrinkle แล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ว่าเชื่อถือได้แน่มั้ยนะ

คือเอาจริงตอนแรกลิเดียก็มีความรู้สึกเดียวกัน เพราะเราไม่คุ้นชินกับผลิตภัณฑ์แบบนี้ วิธีการขายแบบนี้สักเท่าไหร่ ก็เลยไปหาข้อมูลมาให้เพิ่ม

Domohorn Wrinkle เข้ามาในประเทศไทยครบ 1 ปีเมื่อไม่นานมานี่เอง แต่เป็นแบรนด์ในญี่ปุ่นมายาวนานถึง 40 กว่าปี เป็นแบรนด์สกินแคร์ที่ผลิตโดยบริษัทผลิตยาชื่อ Saishunkan Pharmaceutical ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดขึ้นจากแนวคิดว่า “อยากช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดจากการที่เรามีอายุเพิ่มมากขึ้น”  

แถมตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเค้าจึงไม่ได้มีแค่สกินแคร์อย่างเดียว ทางแบรนด์เริ่มจากยาชงแก้ปวดตามไขข้อ ยาที่ช่วยให้มีกำลัง วิตามินที่ช่วยในการนอนหลับต่างๆ ด้วยนะ  

คือเราว่าโดยรวมถือเป็นบริษัทที่ดูมีความน่าเชื่อถือสูงมากทีเดียว

ยังค่ะ แค่นั้นลิเดียรู้ว่าหลายคนยังไม่แน่ใจ  เลยไปหาข้อมูลมาให้เพิ่ม

ปัจจุบัน Domohorn Wrinkle ประเทศไทย มี Brand Endorser คือคุณจ๋า ยศสินี ณ นคร ผู้ผลิตละครและรายกายทีวี

ซึ่งตัวลิเดียเองอ่ะ ชื่นชมคุณจ๋าอยู่แล้ว ชื่นชมในการทำงาน การใช้ชีวิต การเอาพลังในร่างกายออกมาแบบไม่มีขีดจำกัดสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง และส่วนตัวลิเดียก็ติดตามไอจีคุณจ๋าอยู่แล้ว ทำให้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่า หากแบรนด์ Domohorn Wrinkle ไม่ดีจริง คุณจ๋าคงไม่มาร่วมงานด้วยหรอก

ตอนนี้แน่ใจแล้วเนอะว่าลิเดียไม่ได้มาหลอกขายของ หรือมาชวนไปสมัครสมาชิกแต่อย่างใด

ดังนั้นใครที่อยากลองใช้ Domohorn Wrinkle อยากรู้ว่ามันจะเป็นแบบที่ลิเดียบอกไว้มั้ยนะ สามารถสั่งเซ็ตทดลองแบบที่ลิเดียสั่งตอนแรกได้ที่ลิงค์นี้นะคะ  https://bit.ly/2K8Qnxk หรือโทรไปได้ที่ : 02-260-2222  

เซ็ตทดลองทางแบรนด์ให้เราลองฟรีนะคะ แต่มีค่านำเข้าสินค้า 200 บาท

 แต่ๆๆๆ ใครอยู่กรุงเทพ อยากไปสัมผัส Domohorn Wrinkle ที่หน้าร้านก็สามารถโทรไปจองคิวได้ที่ 02-258-5306

#domohornwrinkleth #oteate

OSAKA Pass พาสไหนอะไรดี

โอซาก้า และ เกียวโต หนึ่งในจุดหมายยอดฮิตในการเดินทางของนักท่องเที่ยว

ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนักเดินทางที่เลือก โอซาก้าและเกียวโตเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทาง

รอบนี้เรารวมเอา 4 Pass สำหรับการท่องเที่ยวโอซาก้าและเกียวโต ที่เราไปทดลองใช้ทริปที่ไปโอซาก้าและเกียวโตล่าสุดมากฝาก

เผื่อว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ใครสักคนที่จะกำลังจะเดินทาง ตัดสินใจเลือก Pass ที่เหมาะกับตัวเองได้

รีวิวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งรีวิวพลีชีพ(เงินในกระเป๋า)ของเรา เพราะจริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องซื้อถึง 4 Pass ก็สามารถเที่ยวได้ครอบคลุมในทริปนี้แล้ว แต่เราตั้งใจจะเอาพาสหลักๆมารีวิว เดี๋ยวจะเล่าว่าต้องเที่ยวยังไงถึงจะคุ้มนะ

OSAKA Amazing Pass

Osaka Amazing Pass เป็นพาสที่ถือว่าเป็นพาสที่มหัศจรรย์สำหรับคนที่เลือกที่จะเที่ยวโอซาก้าแบบทั้งวัน หรือแบบ 2 วันเต็ม ถือว่าคุ้มค่ามากกกกกกก

รายละเอียด

พื้นที่ที่ครอบคลุม : เฉพาะโอซาก้า 
ราคา : 1 วัน ราคา 2,700 เยน และ 2 วัน ราคา 3,600 เยน โดยสามารถขึ้นได้ไม่จำกัดเที่ยว และครอบคลุมสถานที่เที่ยวมากถึง 50 แห่ง

มาพร้อมกับคูปองสำหรับเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในโอซาก้าได้ฟรี (นำพาสปอร์ตไปด้วยเผื่อใช้ในการซื้อ)

ซื้อที่ไหน : เราซื้อผ่าน https://www.klook.com/th/city/29-osaka/

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.osp.osaka-info.jp/en/index.html

สายรถไฟที่ใช้พาสได้ : สำหรับ 1 วัน สามารถนั่ง Osaka Municipal Subway, New Tram and Bus, Hankyu, Kintetsu,Keihan,Hanshin และ Nankai Line
สำหรับ 2 วัน สามารถนั่ง Osaka Municipal Subway, New Tram and Bus ได้


เหมาะกับใคร : ผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวในโอซาก้า 1 หรือ 2 วัน

รับพาสได้ที่ไหน : ใครที่จองผ่าน klook แบบเรา สามารถแลกรับพาสได้ที่

สนามบินนานาชาติโอซาก้า คันไซ เทอร์มินอล 1

  • เคาน์เตอร์ HIS ชั้น1 ถัดจากทางออกฝั่งเหนือของล็อบบี้ผู้โดยสารขาเข้า
  • เวลาทำการ: 8:30-22:00 น.

ความเห็นจากบันทึกนักหนีเที่ยว : สำหรับการได้ลองใช้พาสนี้แล้ว เราว่าใครที่ต้องการเที่ยวแบบแน่นๆๆทั้งวันในโอซาก้า คือคุ้มมากกกกกกเลยนะ แต่ถ้าใครแพลนหลวมๆ แนะนำซื้อตํ่วแต่ละสถานที่แยกจะคุ้มกว่า

เที่ยวยังไงให้คุ้ม : วิธีง่ายๆก็คือ ให้เราเอาราคา Pass ที่เราซื้อมา แล้วลองเลือกกิจกรรมที่รวมอยู่ในพาสให้เกินราคา ก็คุ้มแล้ว ซึ่งเราขอแนะนำกิจกรรมเด่นๆ ดังนี้

  • การเดินทางในโอซาก้าไม่จำกัดเที่ยว :เดินทางด้วย Subway และ Bus ฟรีตลอดทั้งวัน โดยเริ่มนับเมื่อเสียบตั๋วเข้าช่องเสียบตั๋วอัตโนมัติของรถไฟหรือรถบัส โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งเป็นเวลา 1 วัน(หากเป็นตั๋ว 2 วันสามารถใช้ได้ 2 วันต่อเนื่องกัน) // ปกติราคา วันธรรมดา 800 เยน วันหยุด 600 เยน
  • Osaka Tennoji Zoo : เที่ยวสวนสัตว์โอซาก้าไปดูหมีขาว // ปกติราคา 500 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.city.osaka.lg.jp/contents/wdu170/tennojizoo/en/
  • OSAKA WONDER CRUISE : เป็นการเที่ยวชมโอซาก้าด้วยการล่องเรือ // ปกติราคา 1,800 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : https://wondercruise.osaka/en/
  • Tombori River Cruise : เป็นการเที่ยวชมคลองโดทงโบริ (ย่านท่องเที่ยวโอซาก้าที่มีป้ายกูลิโกะ) แนะนำล่องเรือตอนค่ำบรรยากาศดีมาก // ปกติราคา 900 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.ipponmatsu.co.jp/gallery/images/pdf/tonbori-en-150224.pdf
  • Osaka Castle Museum : ปราสาทโอซาก้าและมิวเซียมภายในปราสาท // ปกติราคา 600 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.osakacastle.net/english
  • Tempozan Giant Ferris Wheel : นั่งชมวิวบนชิงช้ายักษ์ ชิลมากกกก // ปกติราคา 800 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.senyo.co.jp/tempozan/index.html

KANSAI THRU PASS

พาสแม่มด (เพราะมีสัญลักษณ์แม่มดเขียว) พาสเดียวเที่ยวคุ้มในเขตคันไซ ซึ่งเจ้าคันไซ ทรู พาส ถือเป็นพาสที่ค่อนข้างครอบคลุมที่เที่ยวหลักๆในเขตคันไซทั้งหมด มีแบบ 2 วัน และ 3 วัน และความดีงามของพาสแม่มดคือ เราสามารถใช้แบบไม่ติดกันได้

รายละเอียด

พื้นที่ที่ครอบคลุม : เขตคันไซ ( โอซาก้า เกียวโต โกเบ นารา วากายาม่า ชิกะ )
ราคา : 2 วัน ราคา 4,300 เยน และ 3 วัน ราคา 5,300 เยน

ซื้อที่ไหน : เราซื้อผ่าน https://www.klook.com/th/city/29-osaka/

ข้อมูลเพิ่มเติม :  https://www.surutto.com/tickets/kansai_thru_thai.html

สายรถไฟและบัสที่ใช้พาสได้ : บัส >> ให้สังเกตจากสติกเกอร์แม่มดเขียวที่อยู่บริเวณประตูรถนะคะ // รถไฟ >> สามารถดูได้จากรูปที่แนบมาได้เลย (คือมันเยอะ พิมพ์ไม่หมด ฮ่าาาา)


เหมาะกับใคร : ผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวในเขตคันไซ ( โอซาก้า เกียวโต โกเบ นารา วากายาม่า ชิกะ ) แบบ 2 วัน หรือ 3วัน

รับพาสได้ที่ไหน : ใครที่จองผ่าน klook แบบเรา สามารถแลกรับพาสได้ที่

สนามบินนานาชาติโอซาก้า คันไซ เทอร์มินอล 1

  • เคาน์เตอร์ HIS ชั้น1 ถัดจากทางออกฝั่งเหนือของล็อบบี้ผู้โดยสารขาเข้า
  • เวลาทำการ: 8:30-22:00 น.

ความเห็นจากบันทึกนักหนีเที่ยว : ส่วนตัวเราใช้พาสนี้ในการเดินทางไปกลับโอซาก้า – เกียวโต // โอซาก้า – นารา หรือเมืองอื่นๆ แล้วใช้สำหรับ subway และ bus ตะลอนในเมืองต่างๆต่อ ถือว่าคุ้มอยู่นะ

เที่ยวยังไงให้คุ้ม : เราแนะนำว่าใครที่จะเดินทางระหว่างเมื่อต่างๆกับโอซาก้าเกือบทุกวันแบบเรา และใช้บัสตะลอนในเมืองต่างๆถือว่าคุ้มอยู่นะ

ยกตัวอย่างการเดินทาง

  • สนามบินคันไซ – โอซาก้า (Namba) ราคาเที่ยวละ 920 เยน >> ไปกลับ = 1840 เยน
  • โอซาก้า (Umeda) – เกียวโต (Kawaramachi) ราคาเที่ยวละ 400 เยน >> ไปกลับ = 800 เยน
  • โอซาก้า (Osaka – Namba) – นารา (Kintetsunara) ราคาเที่ยวละ 560 เยน >> ไปกลับ 1120 เยน
  • ฺBus ในเมืองเกียวโต แบบ 1 day ราคา 500 เยน
  • Bus ในเมืองนารา
  • Metro ในเมืองโอซาก้า

KANSAI WIDE AREA PASS

JR PASS บนพื้นที่ Kansai ที่เราถือว่าโคตรคุ้มเลยสำหรับคนที่จะเดินทางเที่ยวรอบนอก แต่มีเวลาน้อยแล้วต้องไปกลับเข้าโอซาก้า เราถือว่าพาสนี้เซฟเงินในกระเป๋าไปได้เยอะมากกกกก

Kansai Wide Area Pass คือพาสสีฟ้าซ้ายสุด

รายละเอียด

พื้นที่ที่ครอบคลุม : Kansai (ดูได้จากรูปพื้นที่หน้าพาส)
ราคา : 5 วัน ราคา 9000 เยน ( ราคา 4500 เยน/สำหรับเด็ก)

ซื้อที่ไหน : เราซื้อผ่าน https://www.klook.com/th/city/29-osaka/

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kansai_wide/

สายรถไฟที่ใช้พาสได้ : พาสต้องใช้ 5 วันติดกันในเขตพื้นที่คันไซ สามารถดูเส้นทางที่ครอบคลุมได้คราวๆจากบนหน้าพาส หรือตามรูปด้านล่างนี้เลย

เหมาะกับใคร : ผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวในโอซาก้า 1 หรือ 2 วัน

รับพาสได้ที่ไหน : ใครที่จองผ่าน klook แบบเรา สามารถแลกรับพาสได้ที่

สนามบินนานาชาติโอซาก้า คันไซ เทอร์มินอล 1

  • เคาน์เตอร์ HIS ชั้น1 ถัดจากทางออกฝั่งเหนือของล็อบบี้ผู้โดยสารขาเข้า
  • เวลาทำการ: 8:30-22:00 น.

ความเห็นจากบันทึกนักหนีเที่ยว : พาสนี้เราว่าเหมาะสำหรับคนที่จะเดินทางออกไปรอบๆโอซาก้าแต่ไม่ได้ค้างคืน คือต้องกลับเข้าโอซาก้าเกือบทุกวัน ส่วนตัวเราใช้สำหรับเดินทางไปยัง Ine (อ่านรีวิว Ine ได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2019/04/16/ine-amanohashidate-kyoto/) วันเดียวก็คุ้มค่าพาสแล้ว

เที่ยวยังไงให้คุ้ม : เราแนะนำว่าใครที่จะเดินทางระหว่างเมื่อต่างๆกับโอซาก้าเกือบทุกวันแบบเรา และใช้บัสตะลอนในเมืองต่างๆถือว่าคุ้มอยู่นะ

ยกตัวอย่างการเดินทาง

  • โอซาก้า (Shin-Osaka) – อามาโน๊ะฮาชิเตะ (AMANOHASHIDATE) ซึ่งจากต้นทาง จนถึงปลายทางแบบไม่จองที่นั่ง ราคาไป-กลับ (5230 เยน * 2 ) = 10460 เยน แค่วันเดียวก็คุ้มแล้ว

Nankai Line Airport Express 

พาสรถไฟเอ็กเพรสสำหรับเข้าออกสนามบินคันไซ ซึ่งพาสนี้เราเอามารีวิว กรณีคนที่ไม่ต้องการซื้ออื่นๆ ซึ่งเราถือ Nankai Line Airport Express เป็นการเดินทางออกจากสนามบินด้วยรถไฟที่ใช้เวลาไม่นาน และสะดวกสำหรับคนที่พักย่านในเมืองของโอซาก้า

รายละเอียด

พื้นที่ที่ครอบคลุม : ไป-กลับ ระหว่าง โอซาก้า (Namba) – สนามบินคันไซ
ราคา : เที่ยวละ 1270 เยน

ซื้อที่ไหน : เราซื้อผ่าน https://www.klook.com/th/city/29-osaka/

ข้อมูลเพิ่มเติม :  https://www.howto-osaka.com/en/rapit/aboutrapit/

สายรถไฟที่ใช้พาสได้ : เราสามารถใช้เดินทางด้วยรถไฟ Nankai Express ด้วยความเร็ว 34 นาที

เหมาะกับใคร : ผู้ต้องการความสะดวกในการเดินทางเข้าออกสนามบินคันไซ

รับพาสได้ที่ไหน : ใครที่จองผ่าน klook แบบเรา สามารถแลกรับพาสได้ที่

บัตรโดยสารสำหรับการเดินทางจากสนามบินคันไซ:

สำนักงานบัตร สถานี Nankai Kansai-Airport (เคาน์เตอร์พิเศษสำหรับแลกรับบัตร)

บัตรโดยสารสำหรับการเดินทางจากเซ็นทรัลโอซาก้า:

สถานี Nankai Namba เคาน์เตอร์บริการ ชั้น 2

สถานี Nankai Shin-imamiya

  • สถานที่: สถานี Nankai Shin-imamiya
  • ที่อยู่: 〒556-0003 Ōsaka-fu, Ōsaka-shi, Naniwa-ku, Ebisunishi, 3 Chome−17−1
  • เวลาทำการ: 05:30-23:45 น. ทุกวัน
  • หมายเลขโทรศัพท์: ยังไม่มีบริการสายด่วน

สถานี Nankai Tengachaya

  • สถานที่: สถานี Nankai Tengachaya
  • ที่อยู่: 1 Chome-1 Kishinosato, Nishinari-ku, Ōsaka-shi, Ōsaka-fu 557-0041
  • เวลาทำการ: 05:30-23:45 น. ทุกวัน
  • หมายเลขโทรศัพท์: ยังไม่มีบริการสายด่วน

ความเห็นจากบันทึกนักหนีเที่ยว : เราชอบการเดินทางด้วยรถไฟขบวนนี้นะ นั่งสบายมากกก ใช้เวลาแค่ 34 นาที แถมคนที่พักแถวนัมบะแบบเราคือเดินทางง่ายมากกก


“มาเด” ปากพะยูน | MADE’ Cafe & Bistro | in พัทลุง

คำเตือน !!! บทความต่อไปนี้ ไม่ใช่รีวิว

คำเตือน !!! บทความต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่อยากบอกเล่า

คำเตือน !!! เรื่องราวต่อไปนี้อาจจะส่งผลต่อต่อมเช็คอินคาเฟ่ ต่อมกาแฟ และ ต่อมอาหาร ของทุกคน

อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง

คืออำเภอที่เราขนานนามว่าเป็นเมืองลับแล เพราะหากคุณไม่มีเพื่อน ญาติพี่น้อง มันยากมากที่คุณจะรู้จักอำเภอนี้

แต่ในเมื่ออำเภอนี้คือบ้านเกิดของเรา และเราก็รู้สึกได้ว่า บ้านเกิดของเรานั้นมีอะไรมากกว่าการที่จะเป็นเมืองลับแล

วันหนึ่งความฝันและการต้องการพัฒนาบ้านเกิดตัวเองจึงเกิดขึ้น เราตัดสินใจเปิด “คาเฟ่ และ ร้านอาหาร” ในอำเภอลับแลแห่งนี้ เพราะเราอยากขายกาแฟ อยากขายอาหาร และอยากขายบ้านตัวเอง

เหตุที่ต้องบอกว่าบทความฉบับนี้ไม่ใช่รีวิวเหมือนกับบทความรีวิวก่อนๆมา ก็เพราะบทความฉบับนี้จะเล่าถึงร้านกาแฟและร้านอาหารที่ชื่อว่า MADE’ Cafe & Bistro ร้านกาแฟและร้านอาหารใหม่ของจังหวัดพัทลุง

หากร้านนี้เป็นของบุคคลอื่นไกล หรือ ถ้าเราเป็นคนที่จะฉวยโอกาส เราก็จะอวยร้านนี้เต็มที่

แต่เพราะร้านนี้มันคือร้านของเราเอง และเพจบันทึกนักหนีเที่ยว ก็คือเพจของเราเอง ดังนั้นบทความฉบับนี้จึงจะไม่ใช่รีวิว แต่จะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวกว่าจะมาเป็น MADE’ Cafe & Bistro

MADE’ Cafe & Bistro อ่านว่า มา-เด คาเฟ่ แอนท์ บิสโทร

คำว่า MA-DE ไม่ใช่ภาษาฝรั่งเศษ หรือ ภาษาอิตาลี แต่มันคือภาษาใต้

คำว่า “มาเด” ในภาษาใต้ แปลว่า “มานี่ซิ” มันคือการเชิญชวนให้มาหากัน

ความฝัน การเดินทาง และความจริง

หากใครที่ติดตามบันทึกนักหนีเที่ยวมาบ้าง ไม่มากก็น้อย จะรู้ว่า ลิเดีย เป็นคนมีความฝันในการเดินทาง ไปให้ไกลที่สุด เห็นโลกใบนี้ให้กว้างที่สุด

และอีกหนึ่งความฝันและความชอบ นั่นคือ “กาแฟ”

หลายๆทริปในปีนี้ ใช้ “กาแฟ” ในการนำทางของทริป

เราไม่แน่ใจว่าตัวเองหลงรักการลิ้มรสกาแฟไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เรารู้ตัวแค่ว่า คาเฟ่สบายๆ กาแฟดีๆ มันทำให้สมองเราโปร่ง เราทำงานที่ใช้ความคิดและไอเดียได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นหากมีเวลาว่างเราก็เดินทางเพื่อหาสิ่งเหล่านี้เสมอมา

เดินทางวันแล้ววันเล่า

ชิมกาแฟแก้วแล้วแก้วเล่า

จนวันหนึ่งความฝันที่ก็เริ่มก่อตัวและเปล่งเสียงออกมาจากตัวมันเอง

เราโชคดีที่ๆความฝันที่จะมีร้านกาแฟดีๆ มันไม่ใช่ความฝันของเราคนเดียวในครอบครัว แต่มันดันเป็นความฝันของทุกคนในครอบครัว จากฝันเล็กๆจึงก่อรูป ก่อร่างขึ้นมาทีละนิด

เราใช้เวลาประมาณ 2 ปี เปลี่ยนบ้านเก่าและพื้นที่รกร้างที่มี ให้ภาพในความฝันค่อยๆกลายเป็นความจริง

แต่จากความฝันที่ เราอยากมีคาเฟ่นั่งสบายๆ มีกาแฟดีๆให้จิบ เราจำเป็นต้องเข้าใจโลกของความจริงโลกของธุรกิจ

ร้านกาแฟ คาเฟ่ ในพื้นที่ชนบท อย่างอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ธุรกิจในความฝัน จะอยู่รอดในโลกแห่งความจริง

สุดท้ายเมื่อโลกความเป็นจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง ความฝันมันต้องมีสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ จากแค่ “คาเฟ่” และ “กาแฟ” เราจึงกลับให้ร้านแห่งนี้เป็นคาเฟ่และร้านอาหารในที่เดียวกัน

ชนบท “คาเฟ่” และ “กาแฟ” ไม่สามารถอยู่ด้วยตัวมันเองได้

สุดท้ายมันจึงกลายเป็น “MADE’ Cafe & Bistro”

เราไม่สามารถบอกได้ว่า กาแฟ เราอร่อยมาก

เราไม่สามารถบอกได้ว่า อาหารเรารสชาติดีแค่ไหน

แต่สิ่งที่เราจะบอกได้ คือ ความตั้งใจทุ่มเท ที่จะพยามทำร้านกาแฟ ร้านอาหาร ในอำเภอที่แทบไม่มีคนรู้จักเลยในจังหวัดพัทลุงที่เป็นบ้านเกิด

MADE ที่เราตั้งใจให้อ่านว่า ” มา – เด ”

แต่อีกหนึ่งความหมายที่เราตั้งใจเขียนให้มันมีความหมายตามภาษาอังกฤษว่า “เมด” เพราะทุกอย่างในร้านคือ โฮมเมด เราตั้งใจทำทุกอย่างออกมาด้วยความรู้สึก

“กาแฟ

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

เราเดินทางกินกาแฟมาแม้จะไม่มากเท่าบล็อกเกอร์หลายๆท่าน แต่ก็คงไม่น้อยจนไม่สามารถพูดไม่ได้เลยว่า “หลงรักกาแฟ”

เมื่อในวันที่ MADE’ Cafe ก่อขึ้นมา เราจำเป็นต้องเลือกกาแฟที่เป็นของเรา และมันคือความโชคดีที่เราได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับความรู้ด้านกาแฟมาจากหลายๆคาเฟ่ที่เราไป

เราได้เลือกโรงคั่วกาแฟคุณภาพดี โรงคั่วที่สามารถคัดสรรคัดกาแฟแบบที่เราต้องการให้ได้

ส่วนตัวเราไม่ชอบกาแฟเปรี้ยว แต่ชอบกาแฟที่มีความเข้มและให้กลิ่นดาร์กช็อกโกแลต

แต่เรายังยืนหยัดที่จะใช้กาแฟไทย เพราะเราเคยฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเกษตรกรชาวไทย ที่ปลูกเมล็ดกาแฟ เราอยากให้คาเฟ่อยู่ได้ ชาวไร่ก็อยู่ได้

และในที่สุดเราก็มีโรงคั่วที่ปรับรสชาติเมล็ดกาแฟแบบที่เราต้องการได้

เราจึงได้กาแฟรสชาติที่เป็น “มาเด”

ด้วยประสบการณ์และความชอบลองของตัวเราเอง เลยทำให้ “มาเด” มีเมนูเครื่องดื่มที่เราคิดค้นมันขึ้นมาเองหลายเมนู

MADE’ Signature

  • Espresso Honey Lemon Soda เจ้าตัวนี้เกิดการตัวเราที่อยากกินกาแฟไม่ผสมนม แต่ก็ยังไม่สามารถกินกาแฟขมได้ ดังนั้นเลยเอาเจ้าน้ำผึ้งมะนาว มาเป็นตัวช่วยให้มีความหวานอมเปรี้ยว และเพิ่มโซดา เพื่อเพิ่มความสดชื่นเข้าไปด้วย
  • ชานมมาเด หรือ ชาเย็นมาเด : นอกจากเราจะเป็นบุคคลที่ชอบกินกาแฟแล้ว เรายังเป็นอีกบุคคลที่ติดชาเย็นมากเช่นกัน 55555

ดังนั้นบุคคลที่ติดชานมแบบเรา แน่นอนค่ะเราหาตัวชาที่เป็นสูตรพิเศษของตัวเอง เป็นอีกหนึ่งในเมนูที่ภูมิใจนำเสนออออ

  • ลูกโหนดนมสด (ลูกตาลนมสด) : เมนูนี้เกิดจากความบังเอิญที่มีเพื่อนของคุณพ่อเอาลูกตาลมาให้เป็นจำนวนมากกก ด้วยอารมณ์อยากจจะคิดเมนูแปลกใหม่

ทั้งคิด ทั้งค้น ไปๆๆมาๆๆ ก็ได้อีกหนึ่งเมนูที่เรียกว่าเป็น เมนูของ “มาเด” โดยเฉพาะเลย

  • เมนูเครื่องดื่มตามฤดูกาล ก่อนหน้านี้เรามีเมนูชื่อ “มะม่วงเบามาเดปั่น” เป็นเมนูมะม่วงเบาปั่น โดนมีท็อปปิ้งเป็นน้ำปลาหวานแล้วโรยกุ้งแก้ง

แต่ตอนนี้มะม่วงเบากำลังจะหมดไปตามฤดูกาล เมนูเครื่องดื่มตัวใหม่เลยกำลังจะมาแทนที่

“น้ำกระท้อนมาเด” เมื่อฤดูกาลของมะม่วงเบากำลังจะจากไป ก็ถึงเวลาของกระท้อน ซึ่งภายในร้านเราก็มีอยู่หลายต้นเลยค่ะ เราเลยคิดว่า เราน่าจะเอาลูกกระท้อนมาทำเครื่องดื่ม

สุดท้ายมันเลยออกมาเป็นเมนู “น้ำกระท้อนมาเด” รสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ และสีของเจ้าน้ำนี้ก็มีสีอมชมพู น่ารักเชียววว อร่อยมั้ยมาชิมนะ

  • Passion Strawberry Smoothies Ice Cream

เมนูนี้เป็นเมนูสำหรับคนชอบความหวานและไอศกรีมในเวลาเดียวกัน เราเลยจัดเครื่องดื่มกลิ่นหอมๆ มาพร้อมไอศกรีมสตอเบอรี่ด้วยนะ

อร่อยมั้ย ไว้มาลองดูน้าาาาา 5555555

“มาเด” อาจจะไม่ใช่คาเฟ่แบบคาเฟ่ใหญ่ๆที่มีตู้เค้กขนาดใหญ่ แช่เค้กไว้เรียงราย แต่ “มาเด” เป็นแค่ร้านกาแฟที่มีเค้กและขนมไม่กี่อย่างที่ถูกหมุนเวียนกันไป ตามเวลาที่คนทำขนมมี

และบุคคลที่เป็นคนทำขนมในร้าน ก็คือเราเอง เราไม่ใช่คนที่เข้าครัวเก่งนัก เป็นคนที่กินเก่งมากกว่าทำซะอีก แต่ขนมในร้านเราตั้งใจทำทุกอย่าง สุดความสามารถที่ตัวเองมี

ขนมในร้านเลยถูกหมุนเวียนกันมาในแต่ละวัน

ไม่ว่าจะเป็น “บราวนี่คลาสสิคอเมริกัน” บราวนี่สูตรดังเดิม ที่เราเลือกใช้ช็อกโกแลตแท้ ไม่ใช่โกโก้ เพื่อลดต้นทุนของสินค้า เราอยากให้ลูกค้า อร่อยกับขนม มากกว่า ได้กำไรจากขนม

“คุ้กกี้อินทผลัม” คุ้กกี้โฮมเมดที่ชิ้นใหญ่ยักษ์

ขนมชิ้นนี้มันเกิดมาจากการที่เราไม่ชอบกินลูกเกด แต่คุ้กกี้ควรมีผลไม้อบแห้งที่มีรสชาติหวานๆ มาเพิ่มความอร่อยให้ขนม จากการลองผิดลองถูก ทำให้เราหาส่วนผสมที่ลงตัว จนเกิดเป็นคุ้กกี้อินทผลัมแบบที่เห็น

“เค้กกล้วยหอมโฮมเมด”

เค้กกล้วยหอม ขนมเค้กง่ายๆ ที่ปรับสูตรให้เป็นแบบเราเอง ขนมที่อบหอมๆพร้อมทานกับกาแฟ

จะฟินแบบที่โม้มั้ยยย มาลองดูน้าาาาาา

“หม้อแกงมาเด” การเอาขนมไทยๆในท้องถิ่นมาอยู่ในคาเฟ่ มันคือความตั้งใจของเราในการเอาสินค้าท้องถิ่นมาประกาศว่าบ้านเรามีของดีอะไร

เราจึงเอาขนมหม้อแกงแบบทั่วไปมาพัฒนาสูตร เพื่อให้ทานเป็นเค้ก และทานกับไอศกรีมได้ลงตัว ทำให้ “หม้อแกงมาเด” กลายเป็นอีกขนมขึ้นชื่อของที่ร้านไปเลย

อร่อยมั้ย ไว้มาลองนะ (ขายของนิดนึงงงง)

ต่อไปก็คงเป็นเรื่องราวของอาหาร อย่างที่บอกนั่นละค่ะ เราเป็นคนเข้าครัวไม่เก่งเท่ากับกิน ดังนั้นเมื่อเข้าสู่โหมดอาหารก็จะเป็นคุณแม่เราที่เป็นคนดูแล

บ้านเราไม่ใช่มือใหม่สำหรับร้านอาหารหรอกค่ะ เพราะเมื่อ 20 กว่าปีก่อนบ้านเราเคยมีร้านอาหารขนาดใหญ่ประจำอำเภอปากพะยูน หากใครเคยได้ยินชื่ออำเภอปากพะยูน ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ก็คงจะได้ยินชื่อร้าน “ไหมไอศกรีม” เช่นกัน

คุณพ่อ คุณแม่ เราให้เหตุผลว่า ร้านกาแฟในชนบทมันอยู่ไม่ได้ง่ายๆหรอก คนในพื้นที่ ไม่มีใครกินกาแฟและขนมในคาเฟ่ทุกวัน เราต้องเอาร้านข้าวมาช่วยเสริมนะ นั่นเป็นสาเหตุให้ คุณแม่ขอเปิดครัวอีกครั้ง

เราไม่สามารถบอกได้ว่าอาหารที่ร้านอร่อยแค่ไหน เราบอกได้แค่ว่าทุกๆเมนูเราใส่ใจในการทำ

และเรามีเมนูเด็ดที่อยากให้ทุกคนได้ลอง

“ไข่ฟ๊กในตำนาน” เหตุที่บอกว่าเป็นไข่ฟ๊กในตำนาน นั้นก็เพราะว่าเมื่อ 30 ปี ก่อนเมนูนี้เคยเป็นเมนูที่ขึ้นชื่อมากของร้านไหมไอศกรีม และบุคคลที่ทำเมนูนี้ได้นั้นมีไม่กี่คนหรอกค่ะ หนึ่งในนั้นคือคุณแม่เราเอง

เราอยากให้ทุกคนได้มาลองว่า “ไข่ฟ๊ก” คืออะไร รสชาติเป็นไงด้วยตัวเอง

“ยำมาเด” เมนูยำพิเศษของเรา ที่ทำมาเป็นทั้งทั้งกินเล่นและเมนูจริงจัง โดยมีน้ำยำสูตรพิเศษของเรา

“ข้าวกุ้งแม่น้ำมาเด” หรือ “กุ้งแม่น้ำเผา”

อำเภอปากพะยูน ที่มีอาหารทะเลที่อุดมสมบรูณ์ เป็นพื้นที่ๆมีอาหารทะเลอร่อยที่สุดในประเทศก็ว่าได้ เพราะที่นี่น้ำทะเลนั่นเป็นน้ำกร่อย คือน้ำจืดจากพัทลุง และน้ำเค็มจากสงขลามาเจอกันที่นี่

ดังนั่นที่นี่จึงขึ้นชื่อว่ามีอาหารทะเลอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกก

เราจึงภูมิใจนำเสนอ กุ้งแม่น้ำ ที่ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู๊ดสูตรของเราเอง

“อกไก่ย่างสลัดแขก”

เมนูนี้เราดัดแปลงมาจากเมนูสลัดที่เป็นเอกลักษณ์ของในชุมชนปากพะยูน ให้กลายเป็นเมนูกึ่งสุขภาพ เพื่อเอาใจคนที่อยากทานผัก แต่อยากลองน้ำสลัดที่แปลกใหม่ไปจากเดิม

เอาจริงๆ ถ้าให้เรานำเสนอเมนูมันคงไม่สามารถเขียนบทความนี้จบได้ง่ายๆ หรอกค่ะ เพราะว่าที่ร้านเรามีเมนูอาหารเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก จัดเต็มมากกกกกกกกกกกกกกกก ถ้าผ่านมา หรือ จะตั้งใจมาก็แวะมาลองเมนูอาหารเราได้นะคะ อิอิ (ขายของอีกกกกก)

“มาเด” เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ที่อยู่บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จากพื้นที่ๆเราเอาไว้สำหรับเก็บของ เราจัดการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ร้านอาหารและร้านกาแฟสำหรับทุกวัยในครอบครัว

เริ่มจากตัวอาคารหลัก จากบ้านหลังเดิม เรามีการรีโนเวทใหม่ให้มีกลิ่นอายของคาเฟ่ที่มีสไตล์ที่ผสมผสานแต่คงไว้ซึ่งความอบอุ่น

สำหรับคนที่ชอบการเดินทางแบบเรา อยากจะบอกว่าในร้านเราพลีชีพตัวเองด้วยการเอาหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและประสบการณ์เดินทางทั้งหมดที่ตัวเองสะสมมาตลอดหลายปี เอามาให้ลูกค้าได้อ่านกันแบบเต็มๆไม่มีกั๊ก

และที่สำคัญเรามีมุมให้ถ่ายรูปเพียบบบบบบบบ

บรรยากาศภายนอกของร้าน เรายังจัดบรรยากาศให้มีความร่มรื่น อยากให้ “มาเด” เป็นเหมือนบ้านเล็กในป่าใหญ่ และอยากให้คนที่มาได้มีความสุขกับวันผักผ่อน

ภายในบริเวณร้าน เรายังสร้างสระว่ายน้ำไว้ด้วยนะ แต่ต้องขออนุญาตบอกว่า สระว่ายน้ำอันนี้ เราไม่ได้เปิดให้ลูกค้าใช้บริการเพื่อว่ายน้ำ แต่เราทำเพื่อสร้างแหล่งน้ำเอาไว้ เพราะเราไม่สามารถที่จะควบคุมแหล่งน้ำธรรมชาติได้ และเราก็เชื่อว่าที่ไหนที่มีน้ำที่นั่น มันจะบรรยากาศดี เราเลยอยากสร้างบรรยากาศแสนชิลไว้ให้ลูกค้าที่ “มาเด”

เรายังจะพยามสอดแทรกวัฒนธรรมของปักษ์ใต้ไว้ในร้าน และในอนาคตเราจะพยามเอาสินค้า Otop ของอำเภอปากพะยูนมาขายในร้าน เพื่อเป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยวและช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับชาวบ้านในชุมชน

เราอยากให้ ” มาเด ” เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ทำให้คนรู้จักปากพะยูน

หากใครผ่านมาพัทลุง ลองเปิดใจและเผื่อเวลาแล้วเข้ามาทำความรู้จัก “มาเด” ดูสักครั้ง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมต้อง “มาเด”

ถ้าอยากนั่งคาเฟ่ที่บาริต้าพูดเยอะ (มากกกกกกกกกกกกกกก) แวะมาหาลิเดียได้นะคะ

แล้วเจอกันที่ “มาเด” นะคะ

MADE’ Cafe & Bistro มาเด คาเฟ่ แอนท์ บิสโทร


ตั้งอยู่ : 18/1 ม.3 ต.ปากพะยูน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง 93120


โทร : 098-8246519 หรือ 086-7896328


Facebook : https://www.facebook.com/madecafeandbistro/


เปิด-ปิด : 10.00 – 21.00 น.

OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN

โลกใต้น้ำคือโลกที่วิเศษ

แต่ถ้าไม่มีเวลาไปทะเล ก็ไปอควาเรี่ยมแทนละกันเนอะ

เราเคยไปโอซาก้าแล้ว คิดกรรมเด่นๆในโอซาก้าก็เคยทำมาหลายอย่าง เคยไปมาหลายแห่ง

การเดินทางครั้งนี้เราเลยอยากสถานที่ใหม่ที่ยังไม่เคยไปป

และสถานที่แห่งนั้นก็คือ อควาเรี่ยม

OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN จัดเป็นอควาเรี่ยมที่ใหญ่ติด 1 ใน อควาเรียมที่มีความยิ่งใหญ่ระดับโลก และถูกจัดเป็นอควาเรียมที่ดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่นและเอเชีย

เดินทางไปโอซาก้ารอบนี้เราไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชมโลกใต้ทะเลแบบที่ตัวเองไม่ต้องดำน้ำเอง เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลาไปทะเล และไม่ได้เรียนดำน้ำแบบเรา ฮ่าาาาา

วิธีการเดินทางมายัง OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN

  • สถานี: Osakako Station
  • ทางออก: ทางออกหมายเลข 1 (Exit 1)

จากทางออก 1 เดินตรงมาตามถนนมาเรื่อยๆ ให้สังเกตชิงช้าสวรรค์อันใหญ่โต แล้วก็เดินมาตามมาเลย เดินมาเรื่อยๆประมาณ 5 นาที เราก็จะเห็นตึกสีฟ้าสลับแดงตั้งสง่าอยู่ไม่ไกล

ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์

  • ผู้ใหญ่ ค่่าเข้าชม 2,300 เยน
  • ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ค่าเข้าชม 2,000  เยน
  • เด็กโต (อายุ 7-15 ปี)ค่าเข้าชม 1,200 เยน
  • เด็กเล็ก (อายุ 4 – 6 ปี) ค่าเข้าชม 600 เยน
    เด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเช้าชม

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.kaiyukan.com/language/thai/ticket.html

ส่วนตัวเราเองนั้นซื้อตั๋วผ่าน https://www.klook.com/th ราคาคนละ 657 บาท

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า ลิเดีย เป็นวัยรุ่น มีสถานที่ตั้งมากมายในโอซาก้าให้ไปเที่ยว ทำไมเลือกมาอควาเรี่ยม เพราะสถานที่แห่งนี้น่าจะเหมาะกับการเที่ยวในครอบครัวมากกว่า

จริงๆหลายๆครั้งที่เราออกเดินทาง ไปยังประเทศที่เราไม่คุ้นชิน เรากลับอยากลองทำอะไร ที่ตอนเราอยู่บ้านเราไม่ได้อยากทำ เช่นเดียวกัน การเดินทางไปโอซาก้าครั้งนี้ เราเลยชวนคุณแฟน ไปเที่ยวเล่นอควาเรี่ยมกันดีกว่า

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงให้ชมทั้งสัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ไม่มีกระดูกรวมไปถึงพืชพันธุ์ต่าง ๆ มากถึง 30,000 ชีวิต ราว 620 สายพันธุ์

โดยจะจัดสิ่งมีชีวิตประเภทต่าง ๆ เอาไว้ร่วมกันแบบใกล้เคียงกับระบบนิเวศน์ในธรรมชาติมากที่สุด คือเราจะได้ชมโลกใต้น้ำเสมือนเราได้ดำดิ่งแหวกว่ายลงไปเองประมาณนั้น

การเที่ยวชมอควาเรียมแห่งนี้ เราจะเริ่มเดินจากชั้นบนสุดก่อนแล้วค่อย ๆ เดินวนลงมาจนถึงชั้นล่างสุด ขณะที่เดินชมในแต่ละชั้นก็จะได้พบกับสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในระดับน้ำที่มีความลึกต่างกัน จึงมีโซนต่าง ๆ ให้เราได้ชม

ให้อารมณ์ค่อยๆดำดิ่งลงไปในท้องทะเลดึก

โซนที่ 1 : Aqua Gate อุโมงค์ใต้น้ำ

อุโมงค์นี้จะเป็นช่วงสั้นๆ ให้เราพอได้ตื่นเต้นที่กำลังจะดำดิ่งลงไปในโลกใต้ท้องทะเล

โซนที่ 2 : Japan Forest (ป่าญี่ปุ่น)

เมื่อผ่านอุโมงค์ใต้น้ำมาแล้ว เราจะได้เจอกับโซนป่าญี่ปุ่น โซนนี้ถูกสร้างให้คล้ายกับป่าริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นการจำลองระบบนิเวศป่าญี่ปุ่น

ส่วนใหญ่จะมีสัตว์บก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์น้ำ สัตว์หลายๆชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันและเกื้อกูลกัน

และสัตว์ที่ดูจะได้รับความสนใจมากที่สุดก็น่าจะเป็น นุ้งนาก ที่มีแต่นักท่องเที่ยวรุมถ่ายรูป

โซนที่ 3 : Aleutian Island หมู่เกาะอะลูเชียน

โซนนี้เป็นการจำลองหมู่เกาะอะลูเชียนของสหรัฐอเมริกา เกาะที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น สัตว์ที่อยู่ในโซนนี้มีทั้งสัตว์ปีก แล้วสัตว์น้ำ รวมถึงเจ้านกพัฟฟินด้วยนะ

โซนที่ 4 : Monterey Bay อ่าวมอนเทอเรย์

โซนนี้จะเป็นการจำลองอ่าวเทอเรย์ท่าชายฝั่งลิฟอร์เนีย มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ เราจะได้เห็นเจ้าแมวน้ำแหวกว่ายตามโขดหิน

โซนที่ 5 : Ecuador Rainforest ป่าฝนเขตร้อนเอกวาดอร์

โซนนี้จะเป็นการจำลองป่าฝนเขตร้อนของ เอกวาดอร์ ประเทศที่อยู่ทางใต้ของอเมริกา ที่ป่าฝนที่ตั้งอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตร ปลาที่อยู่ในเขตนี้มีมานานมากกว่า 1ล้านล้านปีเลยด้วยนะ

โซนที่ 6 : Antarctica ทวีปแอนตาร์กติกา

โดยโซนนี้ก็จะมีนุ้งกวิ้นน่ารักมากกกกกกกกกก ให้เราได้ชมการใช้ชีวิตของเพรนกวินแบบใกล้ชิด

ใครชอบนุ้งกวิ้นต้องไม่พลาดดดดด

โซนที่ 7 : Antarctica ทวีปแอนตาร์กติกา

โซนนี้เป็นโซนที่อยู่ของปลาโลมาลายเว้นแปซิฟิก

เราจะได้ชมน้องโลมาแหวกว่ายหน่ำใจมากกกกกกกกก

โซนที่ 8 : Great Barrier Reef เกรตแบร์ริเออร์รีฟ

โซนนี้เป็นการจำลองเกรตแบร์ริเออร์รีฟของประเทศออสเตรเลีย ที่มีแนวประการังมากถึง 5000 กว่าแนว โซนนี้เราจะได้ชมปะการังที่มีรูปร่างและสีสันที่หลากหลาย พร้อมด้วยเจ้าปลาสีสันสดใส โซนนี้เอาใจเด็กๆไปเล้ยยย

ไม่พอแค่นั้นเพราะภายในโซนนี้จะมีนิทรรศการสำหรับเด็กๆ แถมยังมีปลานีโม น่ารักๆ อีกด้วยนะ เด็กๆๆต้องชอบโซนนี้แน่นอน

โซนที่ 9 : Pacific Ocean (มหาสมุทรแปซิฟิก) โซนที่อยู่ของปลาฉลามวาฬซึ่งเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไฮไลท์ของควาเรี่ยมแห่งนี้ ก็คือตู้โชว์ขนาดใหญ่ที่สุดในอควาเรียมแห่งนี้ มีความลึกมาถึง 9 เมตร และจุน้ำถึง 5,400 ลูกบาศก์เมตร โดยมีพระเอกของตู้โชว์ขนาดยักษ์นี้ก็คือ เจ้าฉลามวาฬ เจ้าจุดตัวใหญ่ที่จะมาแหวกว่ายโชว์ตัวให้เราดูได้ชม

และโซนนี้คือโซนที่ทำให้เราลืมเวลาไปเลย เพลินมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

โซนนี้เป็นโซนที่มีที่นั่ง ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ นั่งชิลมากเวอร์ !!!

เพราะโซนนี้เองทำให้เรารู้สึกว่าความจริงแล้วอควาเรี่ยม ไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับครอบครัว แต่มันคือสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัน อควาเรี่ยมให้อารมณ์เหมือนกับมิวเซี่ยมที่มีชีวิต มันให้ทั้งความเพลิดเพลิน และความลึกซึ่งในตัวตน

โซนที่ 10 : Seto Island ทะเลเซะโตะใน

ทะเลเซะโตะใน เป็นโซนของทะเลที่โด่งดัง มีชื่อเสียงในฐานะต้นกำเนินของการประมงแบบเพาะเลี้ยง

โซนที่ 11 : Seasonal Exhibit แทงค์น้ำจัดแสดงพิเศษ

โซนนี้จะจัดแสดงสิ่งมีชีวิตที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังคัดสรรว่าน่าสนใจ โดยการแสดงก็จะวนเวียนเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ

คือตอนที่เราไป เราดันจำไม่ได้ว่าตู้นี้จัดแสดงอะไร แถมไม่ได้ถ่ายรูปอีกกกกกก

เก๊าขอโทษ เก๊ามัวแต่ตื่นเต้นกับน้องจุดตัวใหญ่ 555555555555555

โซนที่ 12 : Jellyfish แมงกะพรุน

ส่วนตัวเราชอบโซนนี้มากกกก มันดูมีอารายมากกกกกกกกกกกกกกก

โซนนี้เจ้าแมงกะพรุน มาในธีมกาแล็กซี่ แมงกะพรุนโปร่งใส เคลื่อนไหวตัวไปมา คล้ายดาวบนฟ้า

คือถ่ายรูปออกมาสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

โซนที่ : 13 ให้เราได้สัมผัสกัน

โซนนี้จะเป็นโซนที่เราจะได้เห็นสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด อย่างเช้นเจ้าแมวน้ำอ้วนๆที่นอนอวดพุงให้นักท่องเที่ยวแบบเราได้ชมกัน

โซนที่ 14 : คาเฟ่ และ ร้านของที่ระลึก

ก่อนกลับแวะมาละลายทรัพย์กันที่ร้านของที่ระลึกที่มีแต่ของน่ารักกกกกกกก และอย่าลืมแวะทานซอฟครีมน้องวาฬด้วยนะ

OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN

หากถามเราว่าควาเรี่ยมแห่งนี้เป็นสถานที่ห้ามพลาดรึป่าว

เราก็คงตอบว่าห้ามพลาดดดดดดดดดดดด

เพราะจากตอนแรกที่เราคิดว่าจะมาแค่สนุกๆ ใช้เวลาไม่นาน กลายเป็นว่าเราใช้เวลาอยู่ในอควาเรี่ยมแห่งนี้นานเป็นครึ่งวัน อควาเรี่ยมคือสถานที่ๆทุกคนในครอบครัวสามารถสนุกร่วมกันได้ วัยหนุ่มสาวแบบเรา มาเดทกันที่สถานที่แห่งนี้ก็ให้อารมณ์โรแมนติกไปอีกแบบนะ

สุดท้ายอวาเรี่ยมสำหรับเราคืออีกหนึ่งสถานที่ๆให้เราได้รู้สึกหลากหลายอารมณ์ ให้เราได้รู้สึกใกล้ชิดสิ่งมีชีวิตใน มันคือความสุนทรีย์ที่มีชีวิต มันคือความอาร์ตสีฟ้า

ตลาดโอ๊ะป่อย | สายน้ำ วัฒนธรรม ชีวิต

ตั้งแต่ต้นปี 2562 เป็นปีที่เราตั้งใจว่าจะเที่ยวไทยให้มากขึ้น

ออกเดินทางเพื่อทำความรู้จักประเทศตัวเองให้มากกว่าเดิม

และในช่วงที่เรางานยุ่งมากกกกกกกกกกกกกกก

อยากพักผ่อนแต่เวลาก็ดันมีน้อยกว่าเงินในกระเป๋าที่ว่าน้อยแล้วนะ

เห้อออออออออออออออออออออ

หาข้อมูลไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็ได้เจอกับ “ตลาดเช้าริมธาร” แห่งใหม่ของจังหวัดราชบุรี

“ตลาดโอ๊ะป่อย” เป็นชื่อภาษากระเหรี่ยง

คำว่า “โอ๊ะป่อย” แปลว่า “พักผ่อน”

ตลาดแห่งนี้เป็นการรวมตัวของชาวบ้านในชุมชน ต้องการที่จะบอกเล่าเรื่องราวของชนเผ่ากระเหรี่ยง ที่ปัจจุบันกำลังจะเลือนหาไป

ความน่าสนใจของ “ตลาดโอ๊ะป่อย” เป็นตลาดเช้าริมลำน้ำแม่น้ำภาชี เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ ธารมีน้ำไหลผ่านตลอดปี โดยบรรยากาศรอบๆปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้สถานที่แห่งนี้ร่มเย็น มันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆให้คนเมืองได้ออกมาชาตแบตพร้อมกับการสัมผัสวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้

ไฮไลท์ของที่นี่ ที่ทำให้เราและชาวคณะยอมตื่นเช้าขับรถออกมาจากกรุงเทพตั้งแต่ตี 5 ก็เพราะที่ตลาดแห่งนี้จะมีพระบิณฑบาตร ความพิเศษและเราถือได้ว่าเป็นอันซีนอีกอย่างเลย นั่นก็เพราะพระท่านจะยืนมาบนแพไม้ไผ่ที่มีผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน ถ่อแพมาตามลำน้ำ

ซึ่งพระถ่อแพมาบิณฑบาตร ไม่ใช่ประเพณีที่พึ่งสร้างขึ้นมา แต่เป็นประเพณีเก่าแก่ของที่นี่ แต่เมื่อถนน หนทางมันสะดวกขึ้นแบบในปัจจุบัน ประเพณีเลยเลือนหายไป

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่สำคัญ คือ ผู้ใหญ่บ้านซึ่งถือเป็นผู้นำชุมชน จะเป่าแตรที่ทำมาจากเขาสัตว์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกชาวบ้านให้รับรู้ ว่ามีพระท่านเดินทางมาบิณฑบาตรแล้วนะ

ประเพณีนี้ไม่ใช่ภาพที่เราจะหาชมได้ง่ายในปัจจุบัน แล้วมีหรอบันทึกนักหนีเที่ยวจะพลาดที่จะมาตักบาตรริมน้ำที่ตลาดโอ๊ะป่อยแห่งนี้

นักท่องเที่ยวแบบเรา ใครจะเอาของมาบิณฑบาตรมาเองตั้งแต่บ้านเลยก็ได้ หากใครไม่ได้เตรียมมาก็สามารถหาซื้อที่ตลาดได้แบบเรา ชุดละ 50 บาท เป็นอาหารแห้งที่มาในชะลอมอันขนาดเหมาะมือ

เมื่อถึงเวลาที่พระท่านเดินทางมาตามลำน้ำ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ประกาศเรียกเราให้ไปเข้าแถว เพื่อจะเข้าแถวตักบาตร

ก่อนจะพาทุกคนไปทัวร์ร้านค้าต่างๆในตลาด เราอยากเอาความน่ารักของตลาดแห่งนี้มานำเสนอก่อน

  • ที่นี่ชาวบ้านจะแต่งชุดแบบกระเหรี่ยง
  • ที่นี่มีชุดกระเหรี่ยงให้เราได้เช่าใส่ถ่ายรูปด้วยนะ
  • ที่นี่มีดนตรีไทยที่บรรเลงสดๆจากน้องๆชาวกระเหรี่ยง

เมื่อที่นี่ คือ ตลาด แน่นอนค่ะ สิ่งที่มี ตั้งแต่อาหารที่เป็นวัฒนธรรม อาหารทั่วไป ให้เราได้เลือกซื้อ เลือกรับประทานกันตามใจชอบเลย

ที่นี่ไม่ได้ขายแค่ของกินนะคะ ยังมีสินค้าฝีมือชาวบ้านให้เราได้เลือกซื้อกลับไปอีกด้วย

ยังมีแม่เฒ่าที่นับถือของหมู่บ้าน มาคอยผูกข้อมือให้กับนักท่องเที่ยวด้วยนะ

เราชื่นชมการบริหารงานของตลาดแห่งนี้ เพราะให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเด็กน้อยที่เป็นมัคคุเทศน์น้อย และคอยบริการช่วยเก็บขยะจากนักท่องเที่ยว ชาวบ้านในชุมชนมาเป็นพ่อค้าแม่ค้า มันเป็นภาพที่น่ารัก และทำให้คนที่ได้มองแบบเราก็สุขใจไปด้วย

กิจกรรมของตลาดโอ๊ะป่อย ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ เพราะที่นี่ยังมีบริการที่ให้นักท่องเที่ยวแบบเราได้ชื่นชมธรรมชาติด้วยการล่องแพไม้ไผ่

ค่าบริการเที่ยวละ 200 บาท

บอกเลยว่าคุ้มค่า คุ้มราคามากกกกกกกกกกกกกกกกกก

ได้ล่องแพไปตามลำน้ำที่ไหลเย็น สดชื่นมากกกกกกก แนะนำมาแล้วก็ควรล่องแพด้วย

ใครจะเล่นน้ำก็เตรียมชุดมาเปลี่ยนได้เลยนะ

แต่แนะนำว่าควรเล่นน้ำก่อนเที่ยง เพราะหลังจากนั้นจะมีมวลมหาประชนอีกล้นนนนนนนนน มาเล่นน้ำเต็มลำธารเลยจ้าาาาา

ใครที่รักในธรรมชาติ ชื่นชอบในวัฒนธรรม ประเพณีเก่าแก่ แถมยังเป็นการท่องเที่ยวชุมชน เที่ยวเมืองรองด้วยมุมมองใหม่แบบเราเอง เราแนะนำว่าตลาดโอ๊ะป่อย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆคุณควรไปเยือนให้ได้

ตลาดริมธาร โอ๊ะป่อย เปิดทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00

หากใครต้องการไปตักบาตร : แนะนำว่าควรไปให้ถึงก่อน 7.30- 8.00 น.

ที่ตั้ง : ตรงข้ามกับวัดป่าท่ามะขาม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

สอบถามรายเพิ่มเติมที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง โทร 092-371-7799

5 cafe น่าเช็คอิน นครนายก

เมื่อโตขึ้นเราเริ่มมีเงินมาขึ้นจากการทำงาน

แต่เราจำเป็นต้องสูญเสียเวลาไปกับการทำงานเช่นกัน

ดังนั้นทริปนี้บันทึกนักหนีเที่ยวยังอยากชวนคุณไปเที่ยวคาเฟ่

แต่บุคคลเวลามีไม่เยอะแบบเรา ไปใกล้ๆแต่ให้อารมณ์ต่างจังหวัดแล้วกันเนอะ

ทริปนี้เราเลยอยากจะชวนทุกคนไปกินกาแฟ ดูวิว ถ่ายรูปเล่นกันที่ นครนายกกกกกกกกกกกกก