บ้านซุกกิ๊กโฮมสเตย์ | ห้วยกุ๊บกั๊บ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

เคยมีอาการคิดถึงเขาจนทนไม่ไหวมั้ยค่ะ

ถ้าไม่เคย มาค่ะ เราจะเล่าให้ฟัง เพราะเรากำลังมีอาการนั้น !!

ห้วยกุ๊บกั๊บ เรารู้จักที่นี่ครั้งแรกผ่านไอจีของใครสักคนที่เราติดตาม จากนั้นเข้าอากู๋ มาค้นหาต่อว่ามันคือที่ไหนกันแน่ แล้วที่นี่มีอะไร

ห้วยกุ๊บกั๊บ อยู่ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 1 ชั่วโมง หมู่บ้านแห่งนี้เปิดเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์มานานแล้ว แต่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก แต่ฝรั่งรู้จัก !! เพราะว่าอยู่ใกล้กับปางช้าง และสถานที่ทำกิจกรรม Adventure

ปัจจุบันเริ่มมีนักท่องเที่ยวรู้จักและเข้าไปพักกันพอสมควรแล้ว ที่นี่มีโฮมสเตย์เปิดให้พักเยอะเลยล่ะ เราหาอยู่นานพอสมควรว่าจะไปพักที่ไหนดี สุดท้ายเลยตกลงปลงใจที่ “บ้านซุกกิ๊ก ห้วยกุ๊บกั๊บ”

บ้านซุกกิ๊ก ห้วยกุ๊บกั๊บ

โฮมสเตย์ของชาวบ้านที่เปิดใหม่ ที่นี่มีรูปแบบที่ค่อยข้างสอดรับกับคนไทยอยู่นะ เรารู้สึกแบบนั้นเลยตัดสินใจเป็นที่นี่ และอีกอย่างคือวิวววววว วิวทิวเขาที่อยู่ตรงหน้าเรามันดึงดูดเราเหลือเกิน

โฮมสเตย์บ้านซุกกิ๊ก ราคาคนละ 650 บาทรวมอาหาร 2 มื้อ ราคานี้สำหรับคนที่มารถส่วนตัว เพราะหากใครที่มารถสาธารณะจะต้องเพิ่มอีก 100 บาท คาดว่าที่พักจะต้องไปรับไกลกว่านะ

ที่นี่ไม่มีไฟฟ้านะคะ ใครมาให้เอาพาวเวอร์แบงค์ และไฟฉาย มาด้วย ส่วนสัญญาณอินเตอร์เน็ตจะมีเป็นมุมๆ

ภายในบ้านซุกกิ๊กจะมีทั้งหมด 4 ห้อง ลานด้านหน้าสามารถกางเต็นท์ได้ และที่พักจะมีเต็นท์กางอยู่แล้วหนึ่งหลัง ภายในบ้านรับนักท่องเที่ยวได้ทั้งหมดในคราวเดียวประมาณ 25-30 คน เยอะมากกก

หลังจากที่เราจองที่พักเรียบร้อยแล้ว ถึงวันเดินทาง น้องเอเชีย แอดมินของเพจบ้านซุกกิ๊กโฮมสเตย์ ห้วยกุ๊บกั๊บ ก็ทักมานัดเวลากับเรา เพราะว่าเราจะต้องขับรถไปจอดฝากไว้ที่ ลานจอดรถร้านช้างยิ้ม ห้วยแก่งกึ้ด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ค่าฝากรถ 60 บาท

โดยที่พักจะเอารถมารับเราเป็นกระบะ เพราะเส้นทางที่จะขึ้นไปยังห้วยกุ๊บกั๊บไม่ง่ายเลย ต้องอาศัยคนชำนาญทาง ทั้งชัน และแคบ สุดๆไปเลยจ้า

รอไม่นานน้องเอเชียก็มารับตามเวลาที่เราได้นัดกันเอาไว้ รอบนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 3 กรุ๊ป 5 คน รวมเราด้วยนะ

ระยะทางประมาณ 15-20 นาที เราก็มาถึงบ้านซุกกิ๊ก ห้วยกุ๊บกั๊บ แล้ววว เย้ !! ระหว่างทางเราทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทางอีก 2 คน ได้ความว่าน้องนายและเพื่อนสนิท เคยมาที่นี่แล้ว เพราะว่าน้องเอเชีย นั่นแหละ พวกเขาคือเพื่อนกัน !!

กรี๊ดดดดดดดดดดดด วิวหน้าบ้านสวยมากกกก ภูเขาลูกใหญ่อยู่แค่ตรงหน้าเรานี่เอง โอ้ยยยยน้ำตาใจ คนคลั่งเขาแบบเรารู้สึกถึงความสุขที่กำลังเอ่อล้นอยู่ในใจทันที

เมื่อมาถึงน้องเอเชีย อธิบายสิ่งต่างๆภายในบ้าน และบอกว่าใครพักห้องไหน ซึ่งเรากับแฟน 2 ห้องพักห้องที่ใหญ่มากกกก น้องเอเชียบอกว่า เพราะว่าวันนี้มีห้องหมด 4 กรุ๊ป กระจายกันไป 4 ห้อง เราเลยได้ห้องใหญ่ จะนอนกลิ้งไปกลิ้งมายังไงก็ได้ เพราะมากันแค่ 2 คนเท่านั้นเอง

พาไปดูห้องน้ำกันหน่อย เมื่อที่นี่เป็นโฮมสเตย์แบบบ้านๆ แน่นอนว่าในห้องเราจะไม่มีห้องน้ำแบบส่วนตัว และไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นอีกด้วย

ห้องน้ำของบ้านซุกกิ๊ก จะแยกออกมาจากตัวบ้าน ห่างกันแค่เพียง 10 ก้าวเดิน โดยจะแบ่งเป็นห้องอาบน้ำ 2 และห้องส้วม 2 มีชักโครกนะ และน้ำเย็นแบบสะใจมากกกกก อ้อที่สำคัญสะอาดเลยค่ะ

กิจกรรมที่ห้วยกุ๊บกั๊บ มีอะไรให้เราทำหลายอย่างเลยนะ แต่ตัวเรานั้นเลือก นั่งๆ นอนๆ มองเขาไปเรื่อยๆ 55555 เอ้าาา ก็เรามาเพื่อมาหาเขาไงงงงง เราเลยอยากมองเขานานๆ (ข้ออ้างของคนขี้เกียจอ่ะแหละ)

การมาพักแบบโฮมสเตย์ มันไม่ใช่ความสะดวกสบาย แต่เสน่ห์ของมันคือการเข้ามาซึมซับในวัฒนธรรมของสถานที่แห่งนั้น เราคงไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในสถานที่นั้นๆได้ในช่วงเวลาแค่ข้ามคืน แต่เราสามารถมองเห็น และเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจวัฒนธรรมเหล่านั้นได้

อีกอย่างหนึ่งสิ่งที่เราจะได้เจอคือมิตรภาพของการพักแบบโฮมสเตย์ ทั้งจากเจ้าของบ้านและนักเดินทางด้วยกัน ทริปนี้โฮมสเตย์บ้านซุกกิ๊ก เป็นโฮมสเตย์ที่แยกออกมาหนึ่งหลังให้นักท่องเที่ยว นักเดินทางอยู่อาศัยอยู่ร่วมกัน สิ่งที่เราจะได้เจอแน่ๆ คือเพื่อนร่วมบ้าน

เราทำความรู้จักพี่วัน พี่สาวคนสวย ที่เดินทางมาที่นี่คนเดียว เราถามพี่วันว่าทำไมถึงมาคนเดียว พี่วันหันมายิ้มแล้วตอบว่า ในเมื่อเพื่อนไม่ว่างที่จะมาด้วยกัน เราก็ไม่ควรที่จะยกเลิกความฝันของเราเพียงเพื่อไม่มีเพื่อนร่วมทางนี่น่า

น้องนาย และ น้องอีกคนที่สนิทกัน (ลืมถามชื่อน้อง) น้องนายบอกว่า ชอบเที่ยวอยู่แล้ว ปีนี้อยู่ปี 4 แล้ว กำลังฝึกงาน มีเวลาว่างเลยมา อีกอย่าง เพราะน้องเป็นเพื่อนกับน้องเอเชียอยู่แล้ว นอกจากได้มาเที่ยวก็ได้มาหาเพื่อนด้วย

ส่วนเรามนุษย์ที่หลงรักการเดินทางมากๆ และแฟนผู้เป็นมนุษย์เงินเดือน ที่พร้อมจะเดินทางไปด้วยเสมอแม้เจ้านายจะด่าบ้างก็ตาม

ตอนนี้เรา 5 คน แลกเปลี่ยนบทสนทนาซึ่งกันและกันอย่างสนุกสนาน เราสนิทกันอย่างไม่น่าเชื่อว่าพึ่งจะรู้จักกันเมื่อ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

ตกเย็น น้องเอเชียพาเราเดินชมหมู่บ้านห้วยกุ๊บกั๊บ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่คือ ชาวเขา ชนเผ่าลาหู่ หรือมูเซอ ภายในหมู่บ้านใช้ไฟฟ้าแบบโซล่าเซล

ที่นี่เป็นหมู่บ้านไม่ใหญ่นัก เราสามารถเดินรอบหมู่บ้านภายในเวลาแค่ 30 นาที ที่นี่มีร้านขายของชำ รับชาตแบตโทรศัพท์ด้วยนะ

ใครที่อยากจะมากางเต็นท์ที่นี่ เขาก็มีลานที่ออกแบบมาเพื่อให้ชาวแคมป์โดยเฉพาะนะคะ ส่วนราคาเราก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ ห้องน้ำที่เขาทำไหว้คือสวยมากกกกก น้ำในไปดูวิวไปด้วย

ด้านหลังบ้านซุกกิ๊ก จะมีเนินเขาให้เราเดินไปชมวิวได้นะคะ มุมนี้จะมีดอกหญ้า ภูเขา และตะวันที่เริ่มคล้อยต่ำลง

เรากลับมาที่บ้านซุกกิ๊ก เวลาตอนเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับ เป็นบรรยากาศที่โรแมนติกมากๆๆเลยล่ะ นักท่องเที่ยวทุกคนรวมตัวกันอยู่ที่ลานบ้าน ต่างคนต่างใช้เวลานั่งๆนอนๆ มองวิวพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับลงหลังเขา บรรยากาศที่ฟ้าเป็นสีชมพู ช่างโรแมนติกหยิ่งนักนะ

เราชอบสถานที่ที่มองความสงบ มิตรภาพ และวิวภูเขาสวยๆแบบนี้ที่สุด

เมื่อพระอาทิตย์ลับหลังเขา อากาศเย็นลง มื้ออาหารกำลังจะมา ใครที่จะมาพักที่นี่ ราคาที่พักนั้นจะรวมอาหารมื้อค่ำอยู่แล้วนะคะ โดยชุดอาหารจะประกอบด้วย น้ำพริกแบบชาวเขา ไข่เจียว ไก่ต้ม (เหมือนต้มแซ่บ) แต่หากใครอยากจะทำหมูกระทะ ที่นี่เขามีอุปกรณ์ชุดหมูกระทะให้เช่า ชุดละ 150 บาท รวมถ่านด้วย ส่วนของวัตถุดิบ อาหารสดนั้น เราต้องซื้อหามาเองนะ หากขาดเหลืออะไรเล็กๆน้อยๆ สามารถหาซื้อได้จากร้านขายของชำในหมู่บ้าน

ส่วนเรานั้นไหนๆ ก็ดูรูปมาก่อนจะมาแล้วว่าลานบ้านซุกกิ๊กเหมาะสำหรับการกินหมูกระทะมาก เลยแวะซื้อวัตถุดิบมานิดหน่อยจากแม็คโครเชียงใหม่ และเมื่อเราได้เพื่อนจากทริปนี้แล้ว เราทั้ง 5 คน เลยมีการมีทติ้งหมูกระทะกันอย่างเป็นทางการ ทุกคนเอาวัตถุดิบของสดมารวมกัน ช่วยกันก่อเตา ต้มน้ำซุป

แก๊งหมูกระทะของเราก็เลยเกิดขึ้น ความสนุกของการเดินทางมันอยู่ตรงนี้สินะ มิตรภาพที่เราได้พบเจอกันในสถานที่ที่เราต่างกันต่างมาเพื่อตอบสนองจิตใจของตัวเอง แก๊งหมูกระทะของเราดำเนินกันไปเรื่อยจนดึก

ฟ้าเริ่มมืดสนิท ลมเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ชาวแก๊งหมูกระทะเริ่มแยกย้ายกันไป เราและพี่วัน บุคคลซึ่งอยากจะนอนดูดาว ไปเอาหมอนและผ้าห่มออกมานอนมันที่ลานนั้นแหละ

เราและพี่วัน บุคคลที่อายุห่างกันเป็นสิบปี เราพึ่งรู้จักกันเมื่อเย็นของวันนี้เอง แต่ที่น่าแปลกใจ เรารู้สึกเหมือนพี่วันเป็นเพื่อนรุ่นพี่อีกคนที่สนิท เราชื่นชมพี่วันที่ออกเดินทางคนเดียว ไม่ทิ้งความฝันของตัวเองเพียงเพราะไม่มีใครมาด้วย

ถ้าพี่อ่านมาเจอตรงนี้ ไว้คราวหน้าเราเจอกันอีกนะคะ

เช้านี้เรารู้สึกตื่นตั้งแต่ประมาณตี 4 เพราะเสียงฝน ทำให้แพลนที่คิดว่าจะตื่นมาดูพระอาทิตย์ตอนเช้าต้องพับไป นอนกลิ้งไปกลิ้งมาจนเกือบจะหกโมงกว่าๆ เลยลุกขึ้นมานั่งเล่นที่ลานบ้าน

บรรยากาศตอนเช้าดีมากๆๆเลยล่ะ

ใครที่อยากตักบาตรที่นี่ตอนเช้าๆจะมีพระมานะคะ แต่อาจจะไม่ทุกวันนะ อันนี้ต้องถามน้องเอเชียเอง วันที่เราพักตอนเช้ามีพระมาบิณฑบาต เราเลยได้ทำบุญตอนเช้า

ภูเขาที่อยู่ตรงหน้ากับบรรยากาศตอนเช้า สายกาแฟแบบเราต้องเอาอุปกรณ์มาดริปกาแฟกันหน่อย แต่ใครไม่ได้อุปกรณ์ดริปมาก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ที่บ้านซุกกิ๊กมีทั้งกาแฟ และกาแฟสดจากหม้อต้มด้วยนะ

มันคือเช้าที่ดีมากกกกอีกเช้าหนึ่ง

บรรยากาศตอนเช้าในวันเช้าวันที่อากาศเย็นๆ มีสายลมเอื่อยๆมาปะทะตัวเรา ข้างๆที่มีใครสักคนที่พร้อมจะไปกับเราเสมอไม่ว่าเราจะตัดสินใจไปซ้ายหรือขวาในชีวิต เท่านี้มันคือความสุขที่สุดของเราในช่วงเวลาหนึ่งแล้วค่ะ

อาหารเช้าของที่พักนอกจากกาแฟสดแบบหม้อต้ม ขนมปังปิ้ง ก็ยังมีขนมข้าวต้มหอมๆ รสชาติอร่อยแบบไม่ต้องมีอะไรมาก แค่นี่เราว่าโฮมสเตย์แห่งนี้ก้กินใจคนพักแบบเราไปหมดหัวใจแล้ว

เราใช้เวลาเอื่อยๆเหมือนสายลมที่กำลังพัดผ่าน วันนี้เราจะกลับลงข้างล่างในช่วงสาย เราเลยขอให้เวลาแบบช้าๆ ซึมซับบรรยากาศแบบสบายๆ

ก่อนกลับเราทั้งหมดขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้หน่อยที่ครั้งหนึ่งเราทั้งหมดได้มารู้จักกัน ในโฮมสเตย์วิวสวยๆแบบนี้

ส่วนใครกำลังอยากพาตัวเองมาเจอเขา อยากลองนอนโฮมสเตย์ หรือ อยากได้มิตรภาพดีๆแบบที่เราได้กลับมา เราแนะนำเลยค่ะ บ้านซุกกิ๊กที่ห้วยกุ๊บกั๊บ อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่อยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง

บ้านซุกกิ๊กโฮมสเตย์ ห้วยกุ๊บกั๊บ

ต.แก่งกื้ด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

Tel : 083 503 9842

FB : https://www.facebook.com/Baansukkikhomestay/

IG : https://www.instagram.com/baansukkikhomestay_huaykubkab/

La Colline Campground | Glamping สุพรรณบุรี

ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อน ฝุ่นก็เยอะแต่ใจมันก็คิดถึงเขา

ทริปนี้ตัวเราอยากจะแคมป์ แต่ไม่อยากเดินทางไกล อยากไปที่วิวสวยๆ ถ้ามีเต็นท์ให้ด้วยจะดีมากกก ถึงแม้ว่าข้อแม้เรามันจะเยอะๆหน่อย แต่มันก็มีสถานที่นั้นอยู่จริงนะ ทริปนี้เราเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ La Colline Campground

La Colline Campground

La Colline (ลาโคลีน=เนินเขา) เหตุที่ชื่อนี้เพราะลักษณะพื้นที่ เป็นเนินเขาเล็กๆ เอียงลาดไปจนจรด อ่างเก็บน้ำจากไร่อ้อย ไร่มัน เปลี่ยนเป็นลานกางเต็นท์และที่พักบนเนื้อที่ 30 ไร่ กับมุมสวยของอ่างเก็บน้ำลำตะเพินพื้นที่กางเต็นท์ริมน้ำกว้าง

เรารู้จักที่นี่จากใครสักคนที่โพสรูป มันโคตรตรงสเป็กเราเลย อีกอย่างที่นี่เหมาะสำหรับสายรักสบาย และสายลุยในที่แห่งเดียว เพราะเขามีเต็นท์โดมแบบติดแอร์ ห้องน้ำในตัว ราคา 1600 บาท รวมอาหารเช้า ทุกอย่างประหนึ่งเราไปพักรีสอร์ท แต่ให้บรรยากาศของแคมป์ ซึ่งเราจะเรียกอะไรแบบนี้ว่า “Glamping”

หากเรามีเต็นท์ของตัวเอง ก็สามารถเอามากางได้นะคะ มีห้องน้ำรวม แยกชายหญิง สะอาดด้วย

มาดูโดมติดแอร์ของเรากัน มีห้องน้ำในตัว มีเครื่องทำน้ำอุ่น ผ้าขนหนู ไฟฟ้าใช้ได้ตลอดทั้งวัน และที่สำคัญหันหน้าออกไปยังวิวอันเวิ้งว้างด้วย หน้าโดมจะมีโต๊ะ เก้าอี้ ที่ทางที่พักเตรียมไว้ให้ด้วย มุมนี้เองใครอยากจะย่างหมูกระทะ หรือ ทำอะไรกิน หรือแค่นั่งมองน้ำ มองเขา แบบโง่ๆ ก็ตามใจเลย

ระยะ แต่ละเต็นท์ห่างกันพอสมควร เราสามารถขับรถเข้ามาจอดหลงโดมตัวเองได้เลย

มาดูบรรยากาศหน้าโดมของเรากัน ชิลมากกกก ใครจะเอาเก้าอี้สนาม อุปกรณ์แคมป์มาก็ได้นะ ใช้เวลาไปกับการนั่งมองวิวตรงหน้า อ่านหนังสือ หรืออยู่กับคนรู้ใจ ดีไปหมดดด

กิจกรรมของที่นี่ไม่ได้มีแค่เพื่อมานอน หรือ มานั่งโง่ๆมองวิวตรงหน้านะ เพราะที่นี่ เขามีทั้ง sub board คายัค หรือ เสื้อชูชีพ ให้เช่านะคะ

ส่วนเราขอพายคายัคแล้วกัน ไม่อยากตกน้ำ 5555

มาแคมป์แบบนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้คือหมูกระทะ ที่นี่มีให้เราสั่งด้วยนะ ชุดใหญ่เลยล่ะ ใครมา 2 คนแบบเราก็จะอิ่มแบบจุกๆไปเลย หรือใครอยากจะเอาเครื่องดื่ม วัตถุดิบอาหารสด มาทำกินเองก็ได้นะ ที่นี่เรามีเตาแก๊สกระป๋อง หรือเตาถ่านแบบเผากุ้งเผาปลา กระติกน้ำแข็งพร้อมน้ำแข็ง และอื่นๆอีกมากมายให้เช่านะ

เอาเป็นว่าเราอยากกินอะไร ให้เอาอาหารสดมา และอุปกรณ์ทำครัวย่อยๆมา ที่เหลือมาเช่าเอาที่นี่ก็ได้นะ

หมูกระทะ และวิวภูเขาตรงหน้าจะเยียวยาทุกอย่างเอง

วิวตอนเย็นคือสวยมากกกก พระอาทิตย์ตกด้านหลังของเต็นท์เรา แสงสะท้อนไปยังอ่างเก็บน้ำ เป็นบรรยากาศตอนเย็นที่ดีมากๆๆอีกวันหนึ่งของเราเลยนะ

อิ่มกับหมูกระทะ อิ่มกับวิวตรงหน้า คืนนี้กิจกรรมของเราคือการนั่งมองจันทร์ที่อยู่ตรงหน้า เราไปในคืนพระจันทร์เต็มดวงพอดี

เมื่อคืนเราหลับไปตั้งแต่ยังหัวค่ำ มีตื่นมาตอนดึกเพราะว่าปวดหัวมาก หายาแก้ปวดหัวในกระเป๋าตัวเองไม่มี โชคดีที่โดมข้างๆยังไม่นอนและโชคดีที่น้องๆเขาเอายาแก้ปวดหัวติดกระเป๋ามาด้วย ถ้าบังเอิญอ่านมาเจอ ขอบคุณมากนะคะ

เช้านี้เราเลยตื่นก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น บรรยากาศตอนเช้าตรู่สวยไม่แพ้บรรยากาศตอนกลางวัน และตอนเย็นของเมื่อวานเลย

เช้านี้พระอาทิตย์จะขึ้นหลังภูเขาที่อยู่ตรงหน้าเราเลย เราไม่รอช้าค่ะ ขอเอาอุปกรณ์ดริปกาแฟมานั่งดริปกาแฟหอมๆ นั่งรอพระอาทิตย์กันเลยดีกว่า

อาหารเช้าที่รวมมาในราคาพักโดมนั้นจะเริ่มตอน 8 โมงนะ เป็นไข่กระทะ หน้าตาน่ารักเชียวละ

อาหารเช้าแบบเบาๆ กาแฟดริปหอมๆที่พามาเอง หนังสือเล่มโปรด และคนข้างๆ เช้านี้ของเราดีที่สุดเลยค่ะ

La Colline Campground

หมู่ที่ 3 347 ตำบล องค์พระ อำเภอด่านช้าง สุพรรณบุรี 72180

Tel : 090 908 2999

FB : https://www.facebook.com/LaCollineCampground/

Monkey Pod สุขุมวิท 13 | ชวนไปทานอาหารอร่อย ในบรรยากาศสุดชิล

ช่วงนี้จะพาทุกคนหนีเที่ยวไปต่างจังหวัดไกลๆ ก็ดูยังไม่สะดวกมากนัก ทริปนี้เราเลยขอพาทุกคนเข้าเมืองอีกครั้ง พาไปชิมอาหารอร่อยๆ ในบรรยากาศร่มรื่น แต่โคตรอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพ

“Monkey Pod” ทาปาสบาร์เรสเตอรองแอนด์คาเฟ่ สุขุมวิท 13 นำเสนอเมนูอาหารอีสานสไตล์ตะวันตก (East meets West) รสชาติสุดเซอร์ไพรส์ ให้ลิ้มลอง พร้อมเครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่สร้างสรรค์อย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิก กับพื้นที่โซนด้านในของบ้านไม้สักทองอันงดงาม สไตล์โคโลเนียลอายุกว่า 100 ปี

บรรยากายแบบเอ้าท์ดอร์ก็ถือว่าดีมาก นั่งชมวิวอย่างเพลิดเพลินใต้ต้นจามจุรียักษ์ ท่ามกลางความร่มรื่นและสีเขียวขจีของแมกไม้นานาชนิด อีกอย่างที่มาของชื่อ Monkey Pod ก็มาจากต้นจามจุรียักษ์ที่เด่นเป็นสง่าอยู่นี่เอง

Monkey Pod แท้จริงแล้วจะมีความเป็นบาร์มากกว่าร้านอาหาร (แต่ช่วงที่เราไปรัฐยังมีคำสั่งห้ามจำหน่าย แอลกอฮอร์นะ เลยอดลองมาเล่าเลย ) โดยเมนูหลักจะเน้นไปฝั่งของเครื่องดื่มมากกว่า ซึ่งเขามีเมนูเครื่องดื่มมากกว่า 100 รายการเลยนะ ส่วนเมนูอาหารจะเป็นตัวเสริมเพื่อให้เครื่องดื่มอร่อยยิ่งขึ้น

วันนี้เราได้ลองทานอาหารที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอมาก ซึ่งอาหารจะเป็นแนวของอีสาน-ลาว อย่างที่ได้เล่าไปแล้ว (กระซิบกันแบบดังๆว่า ถ้าได้แอลกอฮอร์ พอให้กรึ่มๆ ทุกอย่างคือดีงามมากกก)

ฮอทด็อกหมันโถวทอดไส้กั่ว (LAO DOG)

ซิกเนเจอร์เมนูของ Monkey Pod ที่ต้องลิ้มลอง ฮอทด็อกที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจจากหมันโถวทอดสไตล์ไต้หวันที่หอมกลิ่นนมเนย รับประทานคู่กับใส้กั่วสูตรพิเศษ ความลงตัวรสชาติที่โดดเด่น ที่มีเอกลักษณ์ของใส้อั่วและไส้กรอกอีสาน ซึ่งเชฟได้รับการถ่ายทอดสูตรลับมาจากของคุณแม่ เคียงด้วยแจ่วมะเขือเทศ

เมนูคือดีมากก อร่อยมีความเป็นไส้กรอกและไส้อั่วผสมกัน

 ลาบเห็ดทอด

เมนูนี้เป็นลาบเห็ดทอดที่มาในรูปแบบคล้ายปอเปี๊ยะทอด ด้านนอกมีความกรอบ ด้านในมีความแซ่บของลาบเห็ด

เป็นเมนูที่เราชอบมากกก ลาบเห็ดแซ่บๆ ในมิติใหม่

ไก่คลองไผ่อบพริกเหลือง(ครึ่งตัว)- KLONG PHAI CHILLI CHICKEN (1/2 Chicken)

สัมผัสเนื้อไก่อบที่ชุ่มฉ่ำกำลังดี ซึ่งผ่านการหมักด้วยน้ำหมักพริกเหลืองและสมุนไพรไทย อาทิ ตะไคร้ น้ำมะขาม รากผักชี กระเทียม ให้รสสไลต์ไก่พิริพิริรับประทานคู่กับซอสChimichurriกับหอมแขกดองบีทรูทที่หวานหอมและน้ำจิ้มสูตรพิเศษของ MonkeyPod

เมนูนี้อร่อยทานคู่กับซอสที่ให้มาคือดีมากกก

ข้าวผัดแจ่วบองเนื้อแบล็คแองกัสย่างปลาร้า ไข่ดองนํ้าปลา (BLACK ANGUS 4-5 MB PLA RA KHAO PHAD JEOW BONG)

อิ่มเบา ๆ และสัมผัสความหอมละมุนของสมุนไพรจากแจ่วปลาร้าบองลาว ที่นำมาผัดคลุกเคล้ากันอย่างลงตัว เสิร์ฟกับเนื้อแบล็คแองกัส ย่างปลาร้าที่นุ่นกำลังพอดีและไข่ดองนํ้าปลา

เมนูสำหรับคนรักเนื้อ แต่มีความแซ่บแบบเบาๆในตัวของข้าว เราแนะนำมากเมนูนี้

สเต๊กพอร์คชอปย่างปลาร้า ยำสามชี

ลิ้มลองเนื้อย่างในสไลต์ Monkey Pod ที่ย่างสุกกำลังดี มีให้เลือกทั้งพอร์คชอปและเนื้อแบล็คแองกัส ซึ่งเป็นเนื้อคุณภาพสูงจากวัวที่ขุนที่มีความนุ่ม และหอมด้วยไขมันแทรกในเนื้อแบบพอดีเป็นลายหินอ่อน รับประทานคู่กับจิ้มแจ่วปลาร้าและยำสามชี จะรับประทานเล่นหรือจะรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ก็ฟินจนหยุดไม่อยู่

เมนูคือให้กินทุกอย่างพร้อมกัน มันคือที่สุดดด

มาต่อกันที่เมนูของหวาน

ผ่อนคลายกับเมนูขนมหวาน ไอศครีมนม ซอสส้มซ่า ราดด้วยซอสโหระพา รสชาติอมเปรี้ยว อมหวาน สัมผัสความสดชื่นและผ่อนคลายน้ำมันหอมละเหยจากใบโหระพา ในระหว่างรับประทาน

และแน่นอนค่ะ ถึงแม้ว่าช่วงที่เราไปอาจจะไม่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ได้ แต่เราก็ได้ลองทานเครื่องดื่มอีกหลายตัวที่ไม่มีแอลกอฮอร์คือ ดีมากกเช่นกันนะ

ทำให้คิดว่าในวันที่ร้านสามารถเปิดได้เต็มรูปแบบ จำหน่ายเครื่องดื่มแบบที่ทางร้านถนัด ที่นี่ต้องเป็นอีกหนึ่งสถานที่แฮงเอ้าท์ใจกลางเมืองที่ดีมากๆๆเลยล่ะ

Monkey Pod

27 ซอย สุขุมวิท 13 แขวง คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

เวลา 11.00 – 21.00 น.

โทร : 02-115-9830

https://www.facebook.com/Monkeypodbkk

Line : @monkey_pod

จุดชมวิวกิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ | Unseen แม่ฮ่องสอน

แม่ฮ่องสอนคือเมืองที่มีภูเขาเยอะมากและสวยมากกก

ช่วงที่ผ่านมาเราหลงรักภูเขาเป็นพิเศษ ทำให้ได้รู้จักกับอันซีนแห่งใหม่ของแม่ฮ่องสอน ที่เราสามารถเห็นภูเขาสวยๆ และยังเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ตกหลังภูเขาได้สวยสุดๆๆอีกแห่งหนึ่งเลยล่ะ

จุดชมวิวกิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ ตั้งอยู่ ตำบลปางมะผ้า อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถ้าเอ่ยชื่อนี้เชื่อว่า หลายคนน่าจะไม่คุ้นหูกันมากนัก แต่จริงๆแล้วจุดชมวิวแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากบ้านจ่าโบ่ ซึ่งระยะทางห่างกันแค่ 12 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

กิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ เป็นจุดที่เหมาะแก่การนั่งดูพระอาทิตย์ตก ภาพที่เราจะได้เห็นคือทิวเขาที่สลับซับซ้อน ด้านล่างคืออีกหนึ่งหมู่บ้านเล็กๆ ด้วยเสน่ห์ของจุดชมวิวกิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ ทำให้ใครๆก็ต่างหลงเสนห์ในสถานที่แห่งนี้ ความเงียบสงบ ที่มีธรรมชาติเป็นฉากหลัง เท่านี้เราเชื่อว่ามันเพียงพอกับคนที่โหยหาภูเขาและธรรมชาติแบบเราแล้วล่ะ

ตัวเราเองถึงแม้ว่าจะชอบพระอาทิตย์ขึ้นมากกว่า พระอาทิตย์ตกก็ตาม แต่วิวที่เห็นตรงหน้า ทำให้เราไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย อยากจะใช้เวลานั่งมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆลับลงไปหลังเขา แต่อีกความรู้สึกก็คือ พระอาทิตย์ตกในหน้าหนาวมันแอบเหงามากเลยนะ

ปัจจุบันกิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ มีที่พักแบบโฮมสเตย์ไว้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ไม่กี่หลัง และยังมีจุดกางเต็นท์ด้วยเช่นกัน สามารถ สอบถามข้อมูลที่พักเพิ่มเติมได้ที่ 098 778 5366

ช่วงเวลาที่กิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะสวยที่สุด คือ เดือนพฤศจิกายน

ใครกำลังมองหาอันซีนแบบฮ่องสอน สถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมากอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย เราแนะนำว่าต้องไม่พลาดมาเยือน “จุดชมวิวกิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ”

บ้านจ่าโบ่ | หมู่บ้านในสายหมอกแม่ฮ่องสอน

เราเชื่อว่าทุกคนที่ชอบเที่ยว ชอบเดินทาง มักจะเซฟรูปสถานที่ที่อยากไปเอาไว้ในโทรศัพท์ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เปลี่ยนโทรศัพท์ไปกี่เครื่องก็ตาม หากสถานที่เหล่านั้นตัวเรายังไม่ได้ไปเยือน มันก็ยังอยู่ในโทรศัพท์ของเราเหมือนเดิม

เราก็เป็นเหมือนกันค่ะ สถานที่แห่งนั้นที่เคยอยากไปมากๆๆ ชื่อว่า “บ้านจ่าโบ่” เรารู้จักชื่อหมู่บ้านแห่งนี้จากนิตยสารท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง หลังจากนั้นปลายทางแห่งนี้อยู่ในใจเรามาตลอด รอคอยวันที่จะได้ไปเยือนสักที

ท้าวความก่อนว่า เนื่องจากเรามีเวลาว่างให้ช่วงปลายปี 2020 ค่อนข้างหลายวันเหมือนกัน และมีมนุษย์เพื่อนที่พร้อมจะไปด้วยกันอีกหนึ่งหน่วย ทำให้ “บ้านจ่าโบ่” ปลายทางที่อยากไปมาเนิ่นนาน เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

ซึ่งทริปนี้เป็นส่วนที่สองของทริปขับรถ 600 กิโลเมตร ด้วยมอไซค์เที่ยวเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ก่อนหน้านี้เราอยู่ที่ปาย หากอยากอ่านทริปปาย สามารถจิ้มไปได้เลย https://neetiewdiary.com/2021/01/16/ปาย-ไปทำไม-อ-ปาย-จ-แม่ฮ่อง/

บ้านจ่าโบ่ ชื่อชุมชนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในดอยสูง ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่บนเทือกเขาหินปูน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวลาหู่ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากห้วยยาว ซึ่งนำโดย นายจ่าโบ่ ไพรเนติธรรม เลยเป็นที่มาของชื่อชุมชนแห่งนี้

การเดินทางมายังหมู่บ้านจ่าโบ่

ทริปนี้เราเดินทางต่อมาจาก “ปาย” ระยะในการเดินทางประมาณ 60 กิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นทางชัน และทางโค้งคดเคี้ยว ทำให้ใช้เวลานานกว่าปกติหน่อย และทริปนี้เราเดินทางด้วยมอไซค์ ทำให้ใช้เวลาประมาณ เกือบ 2 ชั่;โมงเลยนะ แต่ไม่ว่ากี่โค้งก็ไม่มีอ้วก เพราะโต้ลมกันมาสุดๆ

ส่วนใครที่ไม่ได้เช่ารถขับเอง หรือใช้รถส่วนตัว การเดินทางมายังหมู่บ้านจ่าโบ่ ก็มีรถตู้ หรือ รถทัวร์ ให้บริการนะ โดยให้นั่งรถ เชียงใหม่ – ปาย – แม่ฮ่องสอน โดยให้ลงที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านจ่าโบ่ แล้วจากนั้นเราต้องหาวิธีต่อรถเข้าหมู่บ้านอีกหนึ่งต่อนะ

โฮมสเตย์บ้านจ่าโบ่

ที่พักในหมู่บ้านจ่าโบ่ ล้วนแต่เป็นโฮมสเตย์ล้วน หากใครที่อยากจะมาเที่ยวที่นี่ ต้องรับให้ได้กับความที่อาจจะไม่สะดวกไม่สบาย แต่วิวที่เราจะได้เห็นนั้นคุ่มค่าแน่นอน

ซึ่งวิธีการจองที่พักก็มีอยู่หลายวิธีเหมือนกันนะ โดยจะติดต่อไปยังผู้ประสานงาน ชื่อ ป้านะกอ 099-894-6654 หรือ https://www.facebook.com/cbtbaanjabo/

ส่วนวิธีของเรานั้น เราติดต่อไปยังที่พักเลย โฮมสเตย์ที่เราเลือกจอง ชื่อว่า โฮมสเตย์บ้านชายขอบ ค่าที่พักคืนละ 300 บาท โดยเราเลือกเป็นห้องที่นอนได้ 2 คน มัดจำครึ่งนึง

สอบถามเพิ่มเติม : โฮมสเตย์บ้านชายขอบ 093-180-5869

เราเลือกพักแบบ 2 คน คือจริงๆก็ไม่รู้หรอกว่ามีแบบไหนบ้าง แต่โฮมสเตย์ที่เราได้ เหมือนจะพึ่งสร้างใหม่ไว้รองรับนักท่องเที่ยว มีพัดลม ที่นอน หมอน มุ้ง มีห้องน้ำในตัว และมีเครื่องทำน้ำอุ่น แม้ว่าวันที่เราไปมันจะเสียก็เถอะ !! แน่นอนว่ามีเครื่องทำน้ำอุ่นคือมีไฟฟ้า

มีระเบียงหน้าห้อง พร้อมโต๊ะให้นั่งกินข้าวได้ด้วย และที่สำคัญวิวดีมากกกก ซึ่งวิวหน้าโฮมสเตย์ที่เราได้นั้น จะคนละวิวกับที่ร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ใครพักที่นี่ คือได้วิวรอบหมู่บ้านจ่าโบ่ ครบ !!

ราคา 600 บาท กับสิ่งที่ได้ถือว่าคุ้มนะ

แต่อยากจะกระซิบดังๆว่า ใครมาเป็นแก๊ง หรืออยากพักห้องที่ใหญ่ขึ้น มีครัว มีลานบ้านกว้าง และที่สำคัญวิวบ้านหลังนั้นโคตรสวยเลย แนะนำให้ถามหาบ้านที่ห้องใหญ่นะคะ เราไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ แต่เราถ่ายรูปมาฝากแล้วนะ

ส่วนอาหารค่ำ ราคาที่พักไม่ได้รวมอาหารค่ำ หรือ เช้านะคะ และน่าจะทุกๆโฮมสเตย์ในบ้านจ่าโบ่เลยนะ เพราะตอนเช้านักท่องเที่ยวทุกคนจะไปกินก๋วยเตี๋ยวกัน ส่วนมื้อค่ำ จะสั่งเป็นชุดหมูกะทะ หรือชุดข้าวก็ได้ ส่วนเรานั้นไม่รู้ว่ามีหมูกะทะด้วย เลยสั่งข้าวมา ราคาหัวละ 100 บาทนะ

ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา บ้านจ่าโบ่

ใครมาเที่ยวบ้านจ่าโบ่ ก็ต้องมากินก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ร้านก๋วยเตี๋ยวราคาหลักสิบ แต่มีวิวโคตรสวยย ภายในร้านกว้างพอสมควร แต่ลูกค้าก็เยอะมากเช่นกัน แนะนำหลีกเลี่ยงมื้อเที่ยง เพราะไม่งั้นอาจจะต้องแย่งวิวสวยๆกัน

ก๋วยเตี๋ยวราคาชามละประมาณ 30-40 บาท และวิวตรงหน้าที่ราคาหลักล้านเลยล่ะ ไม่แปลกเลยที่ใครๆก็อยากมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่นี่

ม่านหมอก – ร้านอาหารตามสั่ง

ใช่ว่าหมู่บ้านจ่าโบ่ จะมีแต่ร้านก๋วยเตี๋ยวที่วิวสวยเท่านั้น เพราะใกล้ๆกันก็มีร้านอาหารตามสั่งที่วิวโคตรสวยเช่นกัน ราคาอาหารจานละประมาณ 30-40 บาท และรสชาติอร่อยเลยล่ะ

ใครที่ไม่อยากกินก๋วยเตี๋ยวทุกมื้อแบบเรา แนะนำว่าอาหารตามสั่งก็ดีไม่น้อยหน้าเลย

ร้านกาแฟเด็กดอย

ร้านกาแฟ หรือจะเรียกว่าคาเฟ่ประจำหมู่บ้านเลยก็ได้นะ ร้านนี้กาแฟอร่อย ราคาทั่วไป แต่บรรยากาศภายในร้านที่เราจะได้มองเห็นวิวเทือกเขาสุดลูกหูลูกตา ดีมากกกกกกกกกก

ใครที่มาหมู่บ้านนี้ไม่รู้จะทำไรดี แนะนำมานั่งเล่น นอนเล่น ที่ร้านกาแฟแห่งนี้ก็ได้นะ ได้คุยแลกเปลี่ยน ทำความรู้จักกับพี่เจ้าของร้าน ก็เพลินไปอีกแบบ

บรรยากาศภายในหมู่บ้านจ่าโบ่

ตัวหมู่บ้านจ่าโบ่ เป็นชุมชนเล็กๆ ตัวหมู่บ้านมีถนนเส้นหลักและน่าจะเป็นเส้นเดียวกั้นกลางระหว่างบ้านของชาวบ้านสองฝั่ง อาชีพหลักของคนในชุมชน คือทำไร่และเลี้ยงสัตว์ อาชีพรอง คือเก็บของป่าขาย และรับจ้างทั่วไป

ปัจจุบันชาวบ้านหลายคนปรับเปลี่ยนอาชีพ หรืออาจจะเป็นอาชีพเสริม หลายอย่างที่อิงกับนักท่องเที่ยวด้วย

กิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ

ตอนเย็นของวันนี้จริงๆเราตั้งใจจะนั่งชิลๆ มองวิวไปเรื่อยๆ หน้าโฮมสเตย์นี่แหละ แต่พี่เจ้าของที่พัก บอกกับเราว่ามีที่ชมวิวพระอาทิตย์ตกสวยมาแนะนำ ที่นี่เป็นจุดชมวิวใหม่ชื่อว่า “กิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ”

จุดชมวิวกิกอคอบ้านห้วยเฮี๊ยะ ตั้งอยู่ที่ตำบลปางมะผ้า อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งห่างจากหมู่บ้านจ่าโบ่อีกประมาณ 12 กิโลเมตร ซึ่งจุดนี้พึ่งจะเปิดเป็นจุดชมวิวเมื่อปีที่แล้วเอง (2563) โดยปัจจุบัน มีที่พักแบบโฮมสเตย์ ลานกางเต้นท์ และ ร้านกาแฟ ให้เราเลือกได้เลยว่าอยากชมวิวแบบไหน

เรามาปักหลักรอพระอาทิตย์ตกกันประมาณ 5 โมงครึ่ง ด้วยระยะทางที่ไม่ได้ใกล้มากนัก แต่ความคดเคี้ยวของเขาไม่ได้ลดลงไปเลย ทำให้เราตั้งใจที่จะมารอพระอาทิตย์ตกก่อนเวลาหน่อย เพราะเมื่อเห็นว่าพระอาทิตย์ลับหลังเขาไปแล้ว เราจะได้ขับรถกลับกันทันที เพราะจากความคดเคี้ยวของเขา และริมถนนไม่มีไฟฟ้าเลยนั้น บอกเลยว่าการขับมอไซค์กลางคืนในหุบเขาไม่ง่ายนัก

เรามารอดูพระอาทิตย์ตกกันที่ร้านกาแฟที่มีวิวสวยมากก เราไม่ได้สั่งกาแฟแล้ว เพราะวันนี้ทั้งวันกินไปหลายแก้วมากละ ก็เลยเลือกที่จะสั่งลูกชิ้นปิ้งมานั่งแกล้มวิวสวยๆแทน

ตัวเราเองถึงแม้ว่าจะชอบพระอาทิตย์ขึ้นมากกว่า พระอาทิตย์ตกก็ตาม แต่วิวที่เห็นตรงหน้า ทำให้เราไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย อยากจะใช้เวลานั่งมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆลับลงไปหลังเขา แต่อีกความรู้สึกก็คือ พระอาทิตย์ตกในหน้าหนาวมันแอบเหงามากเลยนะ

ภูผาหมอก – จุดชมทะเลหมอก

เมื่อคืนเราหลับไปอย่างรวดเร็ว คงเพราะเหนื่อยกับการขับรถเที่ยวมาทั้งวัน เมื่อคืนอากาศค่อนข้างหนาวมากทีเดียว บ้านไม้ไผ่ที่ไม่คิดว่าจะกันหนาวได้มากมายนัก แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อคืนเรานอนหลับในผ้าห่มที่อุ่นสบาย ไม่มีลมหนาวลอดเข้ามาในบ้านเลย

เช้านี้เราตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตี 5 เพราะว่าเช้านี้เรามีนัดกับพระอาทิตย์ และที่สำคัญคาดหวังว่าเราจะได้เห็นทะเลหมอกขาวๆด้วยนะ

ใครมาพักที่หมู่บ้านจ่าโบ่ หนึ่งในไฮไลท์ของหมู่บ้านแห่งนี้คือการเป็นหมู่บ้านที่ทะเลหมอกล้อมรอบ เราสอบถามถึงการขึ้นไปบนภูผาหมอก เพื่อชมวิวตั้งแต่เมื่อวาน เพราะว่าการขึ้นภูผาหมอกนั้นต้องใช้ผู้นำทาง และมีค่าใช้จ่ายคนละ 100 บาท ส่วนหนึ่งเอาไว้ทำนุบำรุงหมู่บ้าน

เนื่องจากโฮมสเตย์ของเราอยู่ไกลสุดของหมู่บ้าน ไกด์นำทางที่จะขึ้นภูผาหมอก เลยตกลงว่าจะมารับเรา และเมื่อถึงเวลาที่นัดไว้ พี่ไกด์ก็มาพร้อมกับมอไซค์คู่ใจพาเราไปยังทางขึ้นภูผาหมอก

ภูผาหมอก เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในหมู่บ้านจ่าโบ่ก็ว่าได้ ซึ่งภูเขาแห่งนี้เป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ช่วงต้นก่อนเข้าหมู่บ้าน ซึ่งไม่ไกลมากนักจากร้านก๋วยเตี๋ยว ระยะทางเดินถึงแต่เหนื่อยหน่อย

ทางขึ้นจากตีนเขาไปยังด้านบนที่เป็นจุดชมวิว ไม่ไกลนัก แต่ทางโหดเอาเรื่องเลยนะ แนะนำใส่รองเท้าผ้าใบนะคะ และคนที่ข้อเข่าไม่ดี ไม่แนะนำให้ขึ้นมานะ

(ใครไม่ขึ้นมาบนภูผาหมอก เดี๋ยวเรามีอีกที่ที่ชมหมอกมาแนะนำ ฟินมากเช่นกัน)

ด้านบนที่เป็นหินปูนที่มีความหยัก ให้เราได้นั่งนิ่งๆ เฝ้ามองทะเลหมอกที่ค่อยๆไหลเป็นทาง พร้อมกับพระาทิตย์ที่ค่อยๆโผล่ออกมาจากหลังภูเขาที่อยู่ตรงหน้า

หมอกด้านบนนี้คือสวยมากกกกก และแม่ฮ่องสอนคือเมืองแห่งสายหมอกที่แท้จริง วิวที่เห็นตรงหน้ายากจะหาที่ไหนมาแทนในความทรงจำได้เลยล่ะ

อย่างที่บอกว่า ภูผาหมอก เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของหมู่บ้านจ่าโบ่ ทำให้เราสามารถมองเห็น หมู่บ้านจ่าโบ่ได้ชัดเจนเลยนะ ใครไม่มีโดรนแบบเราก็สามารถถ่ายมุมสูงของหมู่บ้านได้นะ

และที่บอกว่า “นั่งนิ่งๆ” มันคือนั่งนิ่งๆ จริงๆนะ ไม่ใช่ว่าภาพตรงหน้ามันสวยขนาดสะกดให้เราไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนหรอก แต่ด้วยบนภูผาหมอกนั้น หากไม่นั่งนิ่งๆ มีหวังได้ตกเขา หรือไม่ก็โดนยอดแหลมของหินปูนเสียบท้องเอาแน่ๆ

ส่วนที่เราบอกว่า หากไม่ไหวที่จะไต่ขึ้นไปบนภูผาหมอก เรามีอีกที่ที่วิวสวยมากมาแนะนำ ที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับดูหมอกเหมือนกัน แต่เราไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าตรูแบบด้านบนภูผาหมอก เพราะว่าที่แห่งนี้อยู่ในหมู่บ้าน หมอกจะค่อยๆเคลื่อนตัวมาอยู่ที่นี่หลังจากที่พระอาทิตย์ขึ้นจนสาดแสงสว่างทั่วภูผาหมอกแล้ว

ที่แห่งนี้ก็คือ “ร้านกาแฟเด็กดอย” นี่เอง

ใครที่ลงจากภูผาหมอกแล้ว ไม่รู้จะไปไหน เราแนะนำว่ามาปักหลักต่อที่ร้านกาแฟเด็กดอยนี่แหละ หมอกแน่นๆเลยล่ะ

เราใช้เวลาเอื่อยๆไปกับสายหมอก กาแฟ และเพลงเพราะๆ ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศ จุดหมายปลายทางที่เราอยากมากๆ วันนี้เราได้พาตัวเองมาแล้ว ได้มาเห็นมันด้วยตาตัวเอง ได้มาสัมผัสและรู้สึกด้วยตัวเอง มันเป็นอะไรที่ดีมากๆๆเลยล่ะ

เราเชื่อเสมอว่าทุกคนมีปลายทางที่ใฝ่ฝัน และทริปนี้เราได้มาเยือนปลายทางนั้นของเราแล้ว หากบ้านจ่าโบ่ เป็นปลายทางที่คุณฝันแบบเรา เราแนะนำว่าชีวิตนี้ต้องมาทำความรู้จักหมู่บ้านเล็กๆนี้ดูสักครั้ง แล้วคุณจะหลงรักที่นี่แบบที่เรากำลังเป็น “บ้านจ่าโบ่”

ค่าใช้จ่าย

  • ค่าเช่ารถ : วันละ 300 บาท
  • เติมน้ำมันหลอด : 50 บาท
  • ค่าที่พัก : 300 บาท/คน
  • ค่าขึ้นภูผาหมอก : 100 บาท
  • ค่าอาหารเย็น 100 บาท/คน
  • ค่ากาแฟ ขนม ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง : 300 บาท

Skyview Hotel Bangkok | โรงแรมวิวสวย เหมาะกับการหนีมาพักผ่อน

บางครั้งการเปลี่ยนที่นอน

ก็คือการพักผ่อนและท่องเที่ยวที่ดีมากอย่างหนึ่ง

และโดยเฉพาะที่นอนที่มีวิวสวยมากๆแบบนี้

ทริปนี้เราหนีเที่ยวมาพักผ่อนที่ใจกลางกรุงเทพ Skyview Hotel Bangkok ต้องบอกตามตรงว่าช่วงนี้สถานการณ์ทำให้เราเอื่อยๆ อยากจะไปเที่ยวให้สบายใจ แต่ด้วยต้องห่วงความปลอดภัยจากโรคระบาด จะไปไหนไกลๆ ก็ดูจะเป็นข้อจำกัดไปหมด ทริปนี้เราเลยไม่ได้เดินทางไปไหนไกล สุขุมวิท 24 แค่นั้นเอง

Skyview Hotel Bangkok

โรงแรมวิวสวยที่ตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 24 ทำเลที่อยู่โคตรใจกลางเมือง เดินทางสะดวกล้อมรอบไปด้วย แหล่งช้อปปิ้งระดับท็อปของกรุงเทพฯ ซึ่งประกอบไปด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Emporium และ EmQuartier ที่สำคัญเดินทางสะดวกมากเพราะอยู่ใกล้ สถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เรียกว่าเป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์คนที่อยากพักผ่อนในเมือง ไม่อยากเดินทางไกลแบบเราที่สุด

SkyView Executive Suite

ทริปนี้เราเลือกห้องพักที่ดีที่สุด ใหญ่ที่สุด และวิวสวยที่สุด ทำให้การพักผ่อนของเราเอ็กคูลซีฟที่สุด ฮ่าาา ด้วยขนาดห้องที่กว้างถึง  62 ตารางเมตร ภายในห้องนี้แบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ คือห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องน้ำที่วิวอลังการมากกก

ด้วยภายในห้องให้อารมณ์เหมือนอยู่คอนโด เราเลยจะชอบเป็นพิเศษ เพราะมันให้ความรู้สึกที่อบอุ่นมากกว่า

มาดูส่วนของห้องนอนกันหน่อย

ภายในห้องนอนจะมีเตียงขนาดคิงไซต์ ภายในห้องประกอบไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกแบบครบครัน และที่สำคัญเตียงนอน นอนสบายมากกกก

ห้องนั่งเล่น & ห้องครัว

ในส่วนของห้องนั่งเล่นและห้องครัว แบบเปิดโล่ง สามารถมองเห็นเคาน์เตอร์ครัวและพื้นที่รับประทานอาหาร เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับห้าดาวในแบบที่เราต้องการ

ต้องบอกว่าส่วนตัวเราชอบห้องนี้เป็นพิเศษเพราะด้วยโต๊ะทานอาหาร ที่เราสามารถประยุกต์เป็นโต๊ะทำงาน ได้ในเวลาเดียวกัน และด้านหลังคือมินิครัว ที่มีตั้งแต่เครื่องซักผ้า เตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ ตู้เย็น พร้อมด้วยแก้วและจานชาม

เหมาะมากสำหรับใครที่อยากจะมาอยู่นานๆ

ห้องน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของห้องนี้เลย ภายในตกแต่งแบบหรูหรา มีทั้งกระจกบานใหญ่ ฝักบัวแบบเรนชาวเวอร์ และที่ดีที่สุดคืออ่างน้ำที่ให้เราได้นอนแช่น้ำอุ่นๆ มองวิวมหานครไปด้วย

ความเหนื่อยล้าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถหายไปพร้อมกับการนอนแช่น้ำอุ่นๆ เราว่านี่แหละที่สุดของการพักผ่อนที่เรากำลังมองหา

MOJJO ROOFTOP LOUNGE & BAR

คืนนี้เรากับเพื่อนมาทานอาหารอร่อยๆกันที่ชั้น 32 ของโรงแรม นั่นก็คือ MOJJO Rooftop Lounge & Bar บาร์สไตล์คิวบาที่ฮิปที่สุดในกรุงเทพฯ

เราจองโต๊ะเอาไว้ และขอโต๊ะมุมที่วิวสวยที่สุดด้วย (บอกแล้วว่าทริปพักผ่อน เรานี่มันอลังการทุกที) แนะนำสาวๆว่าให้มาตั้งแต่ตอนเย็นที่ยังไม่มืด เพราะว่าถ่ายรูปได้ชัดกว่า และสวยกว่า แต่บรรยากาศยามค่ำคืนที่ได้นั่งมองกรุงเทพในมุมสูงแบบนี้มันสวยมากๆๆเลยล่ะ

ในวันที่เราไปต้องบอกเลยว่าที่นี่ฮอตฮิตมากกก ลูกค้าเยอะเลยค่ะ ทำให้เราไม่สามารถถ่ายบรรยากาศโดยภายในร้านมาฝากได้มากนัก โดยที่นี่จะมีทั้งแบบบาร์เอาท์ดอร์ และแบบอินดอร์ MOJJO เป็นบาร์ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นกลิ่นอายคิวบา พร้อมดนตรีแนวละตินที่จะพาคุณกลับไปสัมผัสกับบรรยากาศของฮาวานาในยุค 1905

ด้วยตอนนี้แม้ตัวบาร์จะเปิดให้เราได้นั่งชิล หรือทานอาหารได้ แต่ก็ไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอร์นะ สาวๆแบบเราเลยได้ดื่มเป็น Soft drink แทนนะ

ใครอยากได้วิวสวยๆแนะนำจองโต๊ะล่วงหน้านะคะ อิอิ

 ส่วนเมนูอาหารของที่นี่จะมีกลิ่นอายละติน อย่างอาหารอเมริกาใต้ซึ่งมีให้เลือกสั่งหลากหลายเมนู รวมถึงบรรยากาศและการตกแต่งอันสวยงามของบาร์แห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดนตรีละตินที่มีความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา เล่นโดยดีเจ รวมถึงยังมีกิจกรรมพิเศษในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรี ปาร์ตี้ในธีมต่าง ๆ และงานสังสรรค์อีกมากมาย

มาดูเมนูที่เราสั่งในคืนนี้กัน และขอสารภาพว่าเราจำชื่อเมนูไม่ได้ แต่ขอยืนยัน นอนยัน ว่าทุกเมนูอร่อยมากกกกก ใครมาทานอาหารที่นี่ไม่ต้องกลัวว่าวิวสวยแล้วอาหารจะไม่อร่อย หรือว่าราคาอาหารจะแพงหูฉี่ บอกเลยว่าราคาที่นี่สมเหตุสมผลมาก ไม่แพงเกินไป บวกกับวิวที่เราได้ไปคุ้มค่ามากก

ค่ำคืนนี้เราเลยอิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งตา เพราะอาหารก็อร่อยมากกก วิวตอนกลางคืนสวยสุดๆไปเลย ใครกำลังมองหาบาร์หรือร้านอาหารที่วิวสวยเราแนะนำมากก ตัวร้านอยู่ชั้น 32 ของ Skyview Hotel Bangkok ใครไม่พักที่นี่ก็สามารถมาทานอาหารหรือเครื่องดื่มได้นะ

เช้านี้เราตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นมากกกก เพราะเมื่อคืนกินอิ่มนอนหลับ และเตียงนอนในห้องก็เหมาะกับการพักผ่อนที่สุด (ดูดวิญญาณจริงงงงงง) เราเลยมาออกกำลังกายให้ร่างกายตื่นตัวกันหน่อย

Fitness ที่นี่เปิด 24 ชั่วโมงนะคะ ใครสะดวกตอนไหนก็เชิญได้ตามสบายเลย ภายในมีเครื่องออกกำลังกายครบเลยทีเดียว

ใครจะต่อด้วยการว่ายน้ำ หรือแช่จากุซชี่ในสระก็ได้นะ เพราะสระจะมีส่วนด้านหน้าที่เป็นระบบจากุซชี่ด้วย ให้เราได้ชมวิวเมืองกรุงเทพมหานครจากสระว่ายน้ำไร้ขอบที่ทำให้เราได้สัมผัสกับความผ่อนคลายเหนือระดับ และสามารถจิบเครื่องดื่มริมสระว่ายน้ำได้ที่ Liquid Pool Bar อีกด้วยนะ

หลังว่ายน้ำและแช่น้ำกันผ่อนคลายขั้นสุดไปแล้ว ท้องก็หิวทันทีเลยล่ะ ถึงเวลาของอาหารเช้าพอดี เช้านี้เราไม่ได้ลงไปทานที่ห้องอาหาร เพราะอยากจะทานไปช้าๆ อ่านข่าว และดูตารางงานของวันนี้มากว่า เลยใช้บริการรูมเซอร์วิช ให้ทางห้องอาหารจัดมาส่งให้ที่ห้องแทน

โดยทางโรงแรมจะมีเมนูให้เราเลือก 3 เมนู เริ่มต้นด้วย อาหารแบบอเมริกัน อาหารเอเชีย (ข้าวต้ม) ชุดขนมและผลไม้ ซึ่งเราขอสั่งมาทั้งหมด 3 ชุดเลย เพราะหน้าตาในรูปน่าทานมากกก มันต้องอร่อยแน่ๆ

รอไม่นานอาหารเช้าของเราก็มาเสิร์ฟที่ห้อง หน้าตาอาหารเช้าของเราน่าทานมากกก และที่สำคัญกาแฟหอมๆในเหยือกที่จัดมา ช่วยเราได้มากในเช้าวันนี้

ใครที่มาพักที่นี่แล้วไม่อยากลงไปห้องอาหาร หรืออยากจะทานอาหารช้าๆแบบเรา สามารถสั่งให้ทางห้องอาหารมาเสิร์ฟที่ห้องได้นะ

หากใครสักคนกำลังมองหาทริปในเมืองที่เดินทางสะดวกมากๆ มองหาโรงแรมที่จะเป็นจุดหมายปลายให้เราได้มีทริปเปลี่ยนที่นอน ได้พักผ่อนไปกับห้องดีๆ วิวสวยๆ อาหารเช้าอร่อยๆ หรือห้องอาหารค่ำที่มีวิวสุดเลิศ เราว่า Skyview Hotel Bangkok เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมากๆเลยล่ะ

Skyview Hotel Bangkok

Address : 12 ซอยสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

Tel : +66 (0) 2011 1111

Web :https://skyviewhotel.com/th/

Facebook  :https://www.facebook.com/Skyviewhotelbangkok

IG : https://www.instagram.com/skyviewhotelbangkok/

mini review : Bake | Phuket

หากใครติดตามบันทึกหนีเที่ยวมาตลอด จะรู้ว่าเราเป็นบุคคลที่ชอบไปคาเฟ่มากกก ถ้าที่ไหนมีดีไม่ว่าจะเป็น กาแฟ ขนม หรือ วิว เราก็มักจะขอแวะไปเช็คอิน และชิมความอร่อยมาฝากกันเสมอ

รีวิวฉบับนี้เลยขอมารีวิวอีกหนึ่งคาเฟ่ที่กาแฟดี ขนมเริ่ด และอาหารอร่อยมาฝากกกก

Bake Phuket

คาเฟ่และร้านอาหารที่เราได้รู้จักเมื่อครั้งไปเที่ยวภูเก็ต ก่อนจะมาก็ได้ฟังคนภูเก็ตบอกเล่าเรื่องราวของ Bake เพราะที่นี่ถือว่าเป็นร้านในตำนานของภูเก็ตเกี่ยวกับเบเกอรี่ก็ว่าได้ เพราะ Bake เป็นร้านแรกๆในภูเก็ตที่นำเสนอขนมอบใหม่ทุกวัน

Bake สาขาที่เราจะพาไปวันนี้คือ ตั้งอยู่ใกล้ Laguna ที่นี่เป็นทั้งร้านอาหาร เบเกอรี่ และคาเฟ่ เรียกได้ว่าเข้ามาแล้วสามารถเลือกสั่งได้หลากหลายมากตามใจชอบเลย

ภายในร้านตกแต่งแบบสบายๆ เน้นให้เราได้นั่งรับประทานอาหาร หรือทานขนมแบบสบายๆ วันที่เราไป ที่ร้านมีลูกค้าอยู่หลายโต๊ะทีเดียว ทำให้เราเลือกที่จะนั่งด้านในอินเดอร์แทน เพราะนอกจากจะไม่ร้อนแล้ว ยังได้กลิ่นกาแฟหอมๆ ดูขนมน่ากินๆอีกด้วย

สายคาเฟ่ ขนม และ บุคคลชอบชิมอาหารแบบเราต้องไม่พลาดเลยค่ะ เพราะที่นี่เขามีเมนูให้เราได้เลือกทานเยอะมากกก สายขนมแบบเราก็เริ่มที่เบเกอรี่ก่อนแล้วกัน เมนูต่างๆของที่ร้านน่าทานมากกก

ส่วนของรสชาติขนมคืออร่อยมากกกกกกกกก ใครรักการทานขนม เบเกอรี่ แนะนำว่าต้องมา เพราะสมคำล่ำลือจริงๆนะ

ไหนๆก็มาแล้ว เราเลยขอลองชิมอาหารคาวกันบ้าง และแน่นอนค่ะ ระดับเราแล้วต้องจัดเมนูที่เด็ดๆ วันนี้เราเลยสั่ง ไก่ย่าง , พิซซ่าจากเตาถ่าน , พาสต้าแบบตำหรับอินตาเลี่ยน และอีกหลากหลายเมนู อะไรที่ว่าเด็ดจัดมาให้หมดเลยค้าาา

ทุกอย่างคืออร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เอาเป็นว่าใครที่หนีเที่ยวภูเก็ต แล้วอยากหาร้านที่มีตั้งแต่ กาแฟ เบเกอรี่ และอาหาร การันตีเรื่องรสชาติ เราแนะนำว่า Bake เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมากๆๆเลยนะ

บันทึกนักหนีเที่ยวคอนเฟิร์ม

Bake

Address : ถนนลากูน ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง ภูเก็ต 83110

Tel : 091 532 0015

Time :   7.00 – 20.00 น.

Facebook  :https://www.facebook.com/bakephuketofficial

ปาย | ไปทำไม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

ปาย ไปทำไมวะ

เพื่อนผู้ตกกะไดพลอยโจร มาเป็นเพื่อนร่วมทริปและไบค์เกอร์แบบงงๆ ถามเราด้วยความสงสัยไม่ใช่กวนตีนแบบที่เรารู้สึกได้

“มึงทำไม ก็แค่กูอยากไปปาย” เราตอบคำถามไปแค่นั้น เพราะเราไม่รู้เหมือนกันว่าจะหาเหตุผลให้กับปลายทางที่เราชอบไปทำไม เพราะเราชอบไงงงง ใครจะทำไมวะ

จริงๆแล้วทริปไปเที่ยวปายเป็นส่วนหนึ่งของทริปไบค์เกอร์ของเราเอง ด้วยเส้นทางที่เราอยากจะไปเที่ยวนั้นมันต้องผ่านอำเภอปาย ทำให้เราไม่ลังเลที่จะหยุดแวะที่ปาย และนอนที่นี่ 1 คืน

ทริปนี้เราเช่ารถมอไซค์มาจากเชียงใหม่ ขับมาเรื่อยๆบนเส้นทาง 1095 ผ่านไม่รู้กี่ร้อยโค้ง แต่โชคดีไม่อ้วกเพราะเราขับมอไซค์กันมา อ้าปากรับลมตลอดทาง 55555

เช่ารถขับจากเชียงใหม่

สำหรับใครสนใจจะเช่ารถแบบเราสามารถเช้าได้ที่ ร้าน Bikky Chiangmai สาขากาดสวนแก้ว ที่ร้านมีรถให้เราเลือกเยอะมากกก ขึ้นดอยแนะนำให้เอารถที่มีแรงหน่อยนะคะ เพราะไม่งั้นอาจจะต้องลงเข็นได้น้าาา 5555

ทริปนี้เราเลือกเป็นรถ Click125 ราคาวันละ 300 บาท ไม่ต้องวางเงินประกันและที่ร้านมีหมวกกันน็อกให้เรายืมได้ฟรีด้วยนะ แต่เป็นแบบไม่มีกระจกปิดหน้า หากใครอยากได้แบบมีกระจกปิดหน้าต้องเช่าวันละ 50 บาทต่อใบนะ

แต่แนะนำว่าใครที่ขับรถออกไปนอกเมืองเชียงใหม่ ให้เช่าหมวกกันน็อกแบบมีกระจกปิดหน้าเพิ่มไป เพราะมันช่วยกันลม กันฝุ่น ได้ดีกว่าแบบไม่มีกระจกมากนะ

ใครสนใจจะเช่ารถสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/Bikkychiangmai

Hotel Pai Country Hut

เขาใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ บนถนน เราไม่เร่งไม่รีบ ไปกันเรื่อยๆ เน้นปลอดภัยไม่ลงไปกลิ้งบนถนนก็พอ

จุดหมายแรกที่เราไปเช็คอินก็คือโรงแรม เพราะเอาจริงอยากล้างหน้าล้างตามากก ฝุ่นเกาะตัวไปหมด ช่วงที่เราไปโชคดีที่อากาศหนาวอย่างน้อยตัวก็ไม่ได้เหนียวไปด้วยเหงื่อจากความร้อน

ทริปนี้เราใช้โปรเราเที่ยวด้วยกันจองที่พักในปาย โดยจ่ายในราคาคืนละ 433 บาท ถูกมากกกกกก ในความอยากประหยัดก็มีความระแวงไปด้วย ว่าที่พักจะตรงปกมั้ยนะ แต่จองไปแล้วที่เหลือก็แค่ไปลุ้นเอา

เราขับรถตาม maps ไปเรื่อยๆๆ กว่าจะหาที่พักเจอก็หลงอยู่หลายรอบเหมือนกัน แต่เมื่อมาถึงโอ้ยยยย ชั้นรอดดดด ที่พักคืนนี้ของชั้นดี !! มีที่จอดรถเป็นสัดส่วน ที่พักจะแบ่งเป็นหลังๆ มีสนามหญ้าสีเขียวชะอุ่มอยู่ตรงกลาง

https://www.facebook.com/paicountryhut/?ref=page_internal

บ้านของเรา หน้าบ้านจะมีส่วนให้นั่งพักผ่อน มีเปลให้นอนเล่นด้วย ภายในห้องมีครบ เตียง ผ้านุ่มแบบอุ่นๆ โต๊ะเครื่องแป้งขนาดเล็ก พัดลม และที่ดีสุดคือห้องน้ำสะอาดดดด มีเครื่องทำน้ำอุ่น

ราคา 433 บาท คือโคตรคุ้มมมมมม มีอาหารเช้าให้ด้วยนะ เป็นกาแฟ ขนมปัง น้ำผลไม้ และผลไม้จ้า

ปายครั้งที่สอง

เราเคยมาปายแล้ว ครั้งแรกน่าจะเมื่อ 6-7 ปีก่อน ครั้งนั้นเราเลือกมาปายในหน้าฝน บรรยากาศปายช่วงโลว์ซีชั่น มีนักท่องเที่ยวบางตา ทำให้เราหลงรักปาย

ครั้งนี้เรากลับมาปายอีกครั้ง เรามาในช่วงหน้าหนาว แต่ก็ไม่ได้มีนักท่องเที่ยวหนาตามากกว่าเมื่อ 6-7 ปีก่อน คงอาจจะเพราะโรคระบาดที่เป็นตัวการสำคัญให้เมืองท่องเที่ยวเงียบกว่าที่มันควรจะเป็น

เราพาเพื่อนบุคคลที่มาปายครั้งแรก ออกสำรวจเมืองปายโดยรอบแบบหยาบๆ เพื่อให้เพื่อนเราได้เห็นปายในมุมกว้างๆสักหน่อย

เอาจริงเราก็ไม่รู้ว่ามาปายต้องไปไหน เพราะปกติมาปาย เรามาเดินเล่น หาคาเฟ่นั่งจิบกาแฟมองวิว แค่นั้นจริงๆนะ สุดท้ายเราเลยพาเพื่อนมานั่งพักผ่อนหย่อนใจที่บ้านสีเหลือง Coffee in Love เพราะถ้าถามเราว่าที่ไหนเลยเห็นแล้วผู้คนต้องร้องอ๋อทันที ก็คงจะหนีไม่พ้นที่นี่เป็นแน่แท้

เราใช้เวลาช่วงเย็นไปกับกาแฟ ภูเขา และเพื่อนเรา ทริปนี้เราเดินทางกับเพื่อนสนิทก็จริง แต่เมื่อโตแล้ว ต่างคนก็ต่างไปตั้งใจใช้ชีวิตของใครของมันกัน จะได้คุยกันยาวๆก็ตอนออกเดินทางด้วยกันนี่ล่ะค่ะ

“มึง คนส่วนใหญ่เขามาปายกันทำไมวะ”

ประโยคคำถามที่เพื่อนเราถามมานั้น เราไม่แน่ใจมันกวนตีน หรือมันสงสัยจริงๆ แต่นั่นก็ทำให้เราสงสัยเหมือนกันว่าจริงๆ คนที่มาเที่ยวปายเขามาทำไมกันนะ

ถนนคนเดินปาย

เรากลับมายังที่พักเพื่อจะจอดรถเอาไว้ แล้วไปเดินเล่นที่ถนนคนเดินปายกัน จากที่พักของเราสามารถเดินไปยังถนนคนเดินปายได้เลยไม่ไกลนัก แค่ข้ามสะพานไม้ไผ่ก็ถึงแล้ว

เราชอบถนนคนเดินปายนะ เราว่าการมาปายก็คงต้องมาเดินที่ถนนคนเดินแห่งนี้ เพราะมันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ อีกหนึ่งแลนมาร์ค ที่จะทำให้เราได้เห็นปายอีกมุมหนึ่ง

ถนนคนเดินปายก็ไม่ได้แตกต่างกับถนนคนเดินในจังหวัดมากนัก พ่อค้าแม่ค้ามาขายของกันมากมาย แต่ช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวบางตากว่าที่มันควรจะเป็น ถนนแห่งนี้เลยมีความเหงาปกคลุมอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ

เราแวะกินข้าวซอย ต่อด้วยข้าวปุกงา และไม่วายที่จะลิ้มลองข้าวโพดปิ้งหอมๆที่ส่งกลิ่นโชยในค่ำคืนที่อากาศหนาวแบบนี้

สุดท้ายเราใช้เวลาในค่ำคืนหนาวๆนี้ไปกับการนั่งมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา พร้อมกับคำถามในใจว่าจริงๆแล้วเรามาปายทำไมหรอ เพราะตัวเราก็ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วเรามาปายเพื่ออะไร

อรุณสวัสดิ์

ตี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ตี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

นาฬิกาปลุกจากไหนสักที่กำลังโวยวาย เราจำใจตื่นเพราะจะนอนต่อก็ไม่ไหวถ้าเสียงนาฬิกาจะดังขนาดนี้ จากที่เมื่อวานเพื่อนเราถามว่ามาปายเพื่ออะไร ทำไมต้องมาปาย ซึ่งเราบุคคลซึ่งเคยมาปายแล้วก็ไม่สามารถตอบคำถามข้อนั้นได้ เลยต้องหากิจกรรมที่ให้มันรู้สึกว่าเมื่อมาปายเขามากันทำไม

เช้านี้เราตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อจะได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวหยุนไหล โดยจุดชมวิวแห่งนี้เป็นจุดชมวิวที่จะทำให้เราได้เห็นทะเลหมอกที่สวยสุดในปายเลยก็ว่าได้

จุดชมวิวหยุนไหล จะต้องขับรถออกมาจากในตัวตลาดปายหน่อย เราขับมอไซค์ประมาณ 15 นาที ถ้าใครที่พารถยนต์มาจะมีลานจอดรถให้ และจะต้องขึ้นรถรับส่ง เพราะทางมันแคบอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่นัก ส่วนชาวไบค์เกอร์แบบเราขึ้นลงเองได้เลยจ้า

เมื่อขึ้นมาแล้วจะต้องจ่ายค่าเข้าคนละ 20 บาท หลังจากนั้นก็หามุมปักหลักที่จะรอชมพระอาทิตย์ขึ้นกันให้มั่น

ที่ใครสักคนเคยบอกไว้ว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเมืองแห่งม่านหมอก เห็นท่าจะจริง เพราะหมอกยามเช้าในวันนี้มันชดเชยหมอกทั้งปีในปีนี้ของเราได้เลยนะ

เราเฝ้ารออย่างจดจ่อเเพื่อรอเวลาที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น เพราะนั่นสำหรับเราคือการเริ่มต้นใหม่ในแต่ละวัน ลืมเมื่อวานไปให้หมด วันนี้เรามีเวลาเริ่มต้นใหม่กับมันอีกครั้ง

เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานพอสมควร มองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆเคลื่อนที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ใครที่อยากมากางเต็นท์ที่นี่ก็ได้นะ น่าจะชิลดีเหมือนกัน

คาเฟ่เมืองปาย

ปัจจุบันปายก็คงเหมือนเมืองอื่นๆในไทยที่มีคาเฟ่สวยๆดีๆมากมาย ขนาดปายเมืองเล็กๆแบบนี้ ยังอัดแน่นไปด้วยคาเฟ่น่ารักๆมากมาย แต่ทริปนี้เรามีเวลาไม่มากนัก จึงเก็บคาเฟ่มาฝากแค่สองแห่งเท่านั้น

Monko in Pai คาเฟ่น้องใหม่แต่เสน่ห์แรงมากกที่สุดแห่งหนึ่งของปาย แต่แค่ชื่อหลายคนยังคงขมวดคิ้วและนึกไม่ออกแน่ๆ แต่ถ้าบอกว่าคือคาเฟ่ใหม่ของปายที่มีภาพจำเป็น ภาพหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ที่เห็นวิวด้านนอกต้องร้องอ๋อแน่ๆ

คาเฟ่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พักเรามากนัก ขับรถมาสั่งกาแฟ และนั่งเล่นชิลๆได้ ช่วงที่เราไปลูกค้าไม่เยอะ เลยได้พูดคุยกับเจ้าของร้านนิดหน่อย เลยได้รู้ว่า คาเฟ่แห่งนี้พึ่งเปิดช่วงหลังโควิดระลอกแรกนั่นเอง แต่ด้วยความสวยของร้าน บรรยากาศสบายๆ ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาที่นี่เมื่อมาปาย

https://www.facebook.com/%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%89-Monko-in-pai-100229525082761

Dammie cafe’ อีกหนึ่งคาเฟ่ของปายที่เราหลงรักตั้งแต่เห็นเพียงหน้าประตู(รั้ว) คาเฟ่แห่งนี้อยู่ปากซอยก่อนที่จะไปยังที่พักของเรา ทำให้เราหมายตาไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาปายว่าก่อนจะออกจากบ้าน เราจะต้องได้แวะมาที่นี่

คาเฟ่น่ารักๆ บรรยากาศสบายๆ ให้อารมณ์เหมือนมาบ้านเพื่อนรุ่นพี่ที่ใจดี เราสั่งกาแฟ แล้วนั่งมองแสงแดดที่สาดเข้ามาภายในตัวบ้าน บรรยากาศสบายๆ ที่เจ้าของตั้งใจทำไว้ ส่งมาถึงผู้มาเยือนแบบเราอย่างง่ายดาย

https://www.facebook.com/paicafe/

สุดท้ายเมื่อเวลาที่ต้องเดินทางต่อมาถึง เราก็ต้องบอกลาปาย ออกเดินต่อไปยังปลายทางที่เราใฝ่ฝัน ก่อนออกจากปายเราย้อนถามตัวเองอีกครั้งว่า แท้จริงแล้ว เรามาปายทำไม ??

และเราก็ยังไม่สามารถตอบคำถามเพื่อนและตอบตัวเองได้อยู่ดีว่า เรามาปายทำไม แต่เรารู้แค่ว่าปายเป็นจุดหมายปายทางที่เรามาแล้วสบายใจ ปายคือเมืองเล็กๆที่เป็นมิตรกับผู้มาเยือนเสมอ และแทนที่เราจะถามว่าใครๆเขามาปายกันทำไม ลองเปลี่ยนเป็นว่ามาปายแล้วได้อะไร เราว่ามันน่าจะเป็นคำถามที่ตอบง่ายขึ้นมาเยอะทีเดียว

เพราะอย่างน้อยเราก็สามารถตอบคำถามนี้ได้ ว่าเรามา “ปาย” แล้ว “สบายใจ” แล้วคุณล่ะ ตอบได้มั้ยว่า “ไปปายทำไม”

แม่กำปอง | ทริปขับมอไซค์ไปหมู่บ้านในหุบเขา

ธรรมชาติ โปรดทำให้เธอได้ลืมทุกสิ่ง
   ที่ตรงนี้ไม่มีอดีต ไม่มีแม้กาลเวลา
   อยู่กับชีวิตที่ธรรมดา ไม่มี อะไรให้มองหา

แม่กำปอง หมู่บ้านในหุบเขาที่ใครๆก็ล้วนอยากจะไปเยือนสักครั้ง

ทริปนี้เราออกเดินทางไปเชียงใหม่ โดยมีจุดหมายปลายทางของทริปอยู่ที่หมู่บ้านแม่กำปอง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ในช่วงปลายปีดูจะเป็นจุดหมายปลายทางของทุกคน ทำให้ช่วงเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม เป็นช่วงที่รถยนต์เช่าราคาแรงมากกกก ไอ้คนเที่ยวบ่อยแบบเราหากจะให้จ่ายค่าเช่ารถยนต์ที่แพงเกินไปมันก็ดูจะเกินงบไปหน่อย ทริปนี้เราเลยเลือกที่จะเช่ามอไซค์ขับไปแม่กำปองแทน อย่างน้อยงบเราก็จะไม่บานปลาย และได้ประสบการณ์ใหม่ด้วยยย

ตื่นเต้นเหมือนกันนะ

เช่ารถมอไซค์

ทริปนี้เราเช่ารถที่ร้าน Bikky Chiangmai สาขากาดสวนแก้ว ซึ่งจริงๆร้านไบค์กี้ เขาจะมีสองสาขานะคะ คือ อาเขต และ กาดสวนแก้ว ซึ่งที่ร้านมีรถให้เราเลือกเยอะมากกก เอาตามความถนัด ตามความต้องการ รสนิยมและปลายทางได้เลย

ทริปนี้เราเลือกเป็นรถ Click125 ราคาวันละ 300 บาท ไม่ต้องวางเงินประกันและที่ร้านมีหมวกกันน็อกให้เรายืมได้ฟรีด้วยนะ แต่เป็นแบบไม่มีกระจกปิดหน้า หากใครอยากได้แบบมีกระจกปิดหน้าต้องเช่าวันละ 50 บาทต่อใบนะ

แต่แนะนำว่าใครที่ขับรถออกไปนอกเมืองเชียงใหม่ ให้เช่าหมวกกันน็อกแบบมีกระจกปิดหน้าเพิ่มไป เหมาะมันช่วยกันลม กันฝุ่น ได้ดีกว่าแบบไม่มีกระจกมากนะ

ใครสนใจจะเช่ารถสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/Bikkychiangmai

ออกเดินทาง

เราออกเดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 118 ขับไม่ยากนัก เราว่าการขับรถมอไซค์ไปแม่กำปอง เหมาะสำหรับใครที่อยากเปิดซิงค์ทริปมอไซค์ดูสักครั้ง เส้นทางไม่ยาก โค้งไม่เยอะ ไม่ต้องขึ้นดอยชันๆ และระยะทางไม่ไกลนัก

ส่วนทริคที่เราใช้กับทริปมอไซค์คือการหาระหว่างทางให้แวะ ให้เราได้พักคนพักรถ มันจะดูไม่ไกลเกินไป ไม่เหนื่อยจนเกินไป

ระหว่างทาง

ต้องบอกตามตรงว่าช่วงโควิดระบาดรอบแรก เราเป็นอีกหนึ่งคนที่มีงานหลักคือการไถไอจีไปเรื่อยๆ เจอคาเฟ่ที่ไหนสวย สถานที่ที่ไหนน่าไปก็จะเก็บไว้ในลิสต์เพียบ รอเวลาที่จะได้เดินทางไป จะได้ไปตามเก็บปลายทางที่ตัวเองอยากไปให้ครบ

และเชียงใหม่เป็นจังหวัดต้นๆเลยนะ ที่เราเก็บลิสต์คาเฟ่ไว้เยอะมากกก มาแต่ละครั้งก็พยายามเก็บทีละเล็กที่ละน้อยไปเรื่อยๆ

ทริปนี้เราขอแวะระหว่างทางที่ไม่ใช่ระหวางทาง เพราะเราขอขับรถเกินมาแถวมหาลัยแม่โจ้หน่อย ไหนๆๆก็ไหนๆๆละ ขอแวะไปเก็บคาเฟ่ในลิสต์สักหน่อย

Some Hours Cafe คาเฟ่ที่อยู่เยื้องๆกับมหาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เป็นคาเฟ่ที่นั่งสบาย เหมาะแก่การหิ้วงานมาด้วย อีกอย่างที่เราชอบก็คือคาเฟ่แห่งนี้อยู่ในบ้านไม้สองชั้นหลังเก่าที่รีโนเวตด้านในใหม่ แต่มีเสน่ห์แบบสบายๆ https://www.instagram.com/somehourscafe/

ที่พัก – บ้านอิงดอย

หลังจากได้แวะคาเฟ่สมใจแล้ว ก็ออกเดินทางกันต่อ รอบนี้เรายิงยาวไปหมู่บ้านแม่กำปองกันเลย ช่วงนี้มีการทำทางนะคะ ฝุ่นเยอะหน่อย แต่ทางถือว่าขับง่ายมาก ไม่ได้มีโค้งหรือชันอะไรมากนัก

เราจองที่พักไว้ที่บ้านอิงดอย เอาจริงเลยนะ การเลือกที่พักในหมู่บ้านแม่กำปองไม่ง่ายเลย เพราะแต่ละแห่งน่าพักมาก วิวหลากหลาย และราคาก็มีให้เลือกหลายระดับเช่นกัน

สุดท้ายเราเลือกเป็นบ้านอิงดอย ด้วยเหตุผลอะไรไม่แน่ใจ แต่รวมๆๆแล้วเราว่าที่นี่เหมาะกับเราที่สุด

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ : https://www.facebook.com/maekamphong6

ห้องที่เราพักเป็นห้องสำหรับสองคนรวมอาหารเช้าและเย็น ราคา 1650 บาท เราสองคนน่าจะเป็นคู่แรกๆที่มาเช็คอินในวันนี้ ด้วยเราถึงตั้งแต่ยังไม่เที่ยง

ห้องของเราคือห้องแรกสุด เป็นบ้านชั้นบนที่มีห้องพักเรียงรายอยู่ทั้งหมด 4 ห้อง ภายในมีห้องน้ำในตัว มีชั้นลอยให้เราสามารถขึ้นไปด้านบนได้ ซึ่งเอาจริงๆห้องนี้เราว่าพักได้มากสุดคือ 4-5 คนเลยนะ

ภายในห้องมีห้องน้ำส่วนตัว ซึ่งมีเครื่องทำน้ำอุ่นนะ ภายในห้องมีพัดลมนะคะ ไม่มีแอร์ แต่ตลอดที่เราพัก เราเปิดหน้าต่าง ไม่ต้องเปิดพัดลมก็หนาวมากแล้ววววว (เราลืมรูปถ่ายรูปห้องน้ำไว้นะ)

ส่วนของชั้นลอยจะมีระเบียงเล็กๆ พร้อมกับแปลที่ผูกเอาไว้ให้เราได้ออกไปนอนชิลได้ด้วยล่ะ

หน้าบ้านเราพักเรา ชิลดีนะ ชอบมากกก มีโต๊ะและเก้าอี้ให้เราได้ออกมานั่งเล่นด้วย

ข้าวซอยกลอยใจ

หลังจากเอากระเป๋าเก็บเข้าห้องเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาหาอะไรกินเป็นมื้อเที่ยงกันหน่อย เพราะหิวมาก ไม่ได้แวะทานข้าวมาจากในเมืองเชียงใหม่ด้วย

ทุกครั้งที่เรามาภาคเหนือสิ่งแรกที่อยากกินคือ ข้าวซอย และรอบนี้ก็ยังเหมือนเดิมเรายังอยากกินข้าวซอย เดินมากลางหมู่บ้านเลยได้เจอร้านข้าวซอยกลอยใจ ที่ใครๆก็บอกว่าอร่อยต้องไปลอง

เราสั่งทุกอย่างที่อยากกิน เพราะหิวมากกก ผู้คนในร้านเยอะมากกก ส่วนรสชาติถือว่าอร่อยสมคำล่ำลืออยู่นะ ใครมาแล้วอยากกินข้าวซอยต้องแวะมาลองนะคะ

ทอดน่อง

เราว่าเสน่ห์ของแม่กำปองอยู่ที่เราจะได้ใช้เวลาไปช้าๆทีละนิด ให้ใจเราได้จดจ่อกับสิ่งที่อยู่รอบตัว ให้เราได้ลืมความวุ่นวายจากภายนอกไปบ้าง แม้ผู้คนรอบตัวจะเยอะไปหน่อยแต่ถ้าใช้ใจมองดีๆมันก็เพลินเหมือนกันนะ

เราว่าอีกหนึ่งกิจกรรมเพลินๆในแม่กำปองก็คือการเดินทอดน่องแล้วแวะชิมของอร่อยต่างๆที่ขายอยู่ริมถนน ไม่ว่าจะเป็นบัวลอยที่มาในกะลามะพร้าว ไส้อั่ว และที่ขาดไม่ได้เมื่อมาแม่กำปองก็คงต้องเป็น ไข่ป่าม

หมอกคลุ้งลงเคล้าที่สองเราออกเดินทาง
แวะแอ่วถามว่าไข่ป่ามเป็นจะใด

ชมนกชมไม้

เรารู้จักคาเฟ่ชมนกชมไม้ น่าจะพร้อมๆกับรู้จักหมู่บ้านแม่กำปองนี่แหละ เพราะน้องชายผู้ที่มาแม่กำปองเมื่อหลายปีก่อน ถ่ายรูปวิวร้านกาแฟที่มีทะเลหลังคามาให้ดู จากนั้นเราก็เก็บใส่ลิสต์มาตลอดว่า เมื่อมาแม่กำปองเมื่อไหร่จะไปคาเฟ่ชมนกชมไม้

แต่เมื่อเข้ามาในร้านเรากลับหามุมที่เห็นวิวทะเลหลังคาไม่เจอ จนต้องถามพี่เจ้าของร้านพร้อมเอารูปวิวนั้นให้ดู พี่เจ้าของร้านบอกว่า เดิมวิวนั้นเป็นที่ตั้งของร้านตนจริงๆ แต่ปัจจุบันได้หมดสัญญาเช่าที่ไปแล้ว เลยย้ายมาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านเดิมแทน ทำให้ไม่มีวิวทะเลหลังคาอีกแล้ว

เมื่อไม่มีวิวเป็นจุดขายเราก็กลับมาให้ความสนใจกับสิ่งที่ควรสนใจตั้งแต่แรกนั่นก็คือ กาแฟ พร้อมกับพาตัวเองไปนั่งริมระเบียง สูดอากาศดีๆ สัมผัสอากาศหนาวๆ และอ่านหนังสือที่เอาติดกระเป๋ามาด้วย

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าเรานั่งอยู่ที่ร้านจนเวลาล่วงมาถึงเย็น ร้านปิดเรียบร้อยแล้ว แต่เราขอนั่งอ้อยอิ่งกับบรรยากาศสบายๆอีกหน่อย

ความเงียบงัน ที่ทำให้ฉันได้ยินเสียงตัวเอง
หมู่นกที่ร้องบรรเลง เป็นบทเพลงจากป่าเขา

พลบค่ำ

ลงมาจากคาเฟ่ชมนกชมไม้ เรามาในนั่งเล่นหน้าห้องพัก เราว่าบรรยากาศตอนเย็นนี้แหละ มันคือความชิล ความเงียบ ความสงบ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ใครสักคนน่าจะหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่าเดินทางมาแม่กำปองเพื่ออะไร

มื้อเย็นวันนี้เรากินอาหารที่ทางที่พักเตรียมไว้ให้ เป็นบุฟเฟ่ต์นะคะ ส่วนใครที่อยากจะทานหมูกระทะ หรือใดๆก็ตามสามารถเดินเล่นไปทานในโซนกลางๆหมู่บ้านเนอะ แต่เราคิดว่าคนเยอะ เราไม่อยากเบียดสักเท่าไหร่ และไหนๆที่พักก็รวมอาหารอยู่แล้ว เราก็กินมันที่นี่แหละ

แมวดอย

กินอิ่มแล้ว เราไม่อยากปล่อยเวลาให้สูญเปล่าเลยขอมาเดินเล่นในหมู่บ้านตอนค่ำกันอีกสักรอบ ช่วงค่ำอากาศหนาวขึ้น แต่ความครึนครื้นก็มากขึ้นเช่นกัน ผู้คนออกมาเดินเล่น นั่งทานอาหาร เคล้าบรรยากาศสุดชิลนี้

มาเชียงใหม่ทุกครั้ง สิ่งที่ดูจะไม่เป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์เราทุกครั้งก็เห็นทีจะเป็นงานคราฟ แล้วไง ที่แม่กำปองดันมีร้านของฝากที่เป็นงานคราฟอีกกก ไม่ต้องถามว่าเราเสียหายไปเท่าไหร่ เพราะเราก็ไม่อยากจะนับมันเหมือนกัน ฮ่าาาาา

ร้านแมวดอย ร้านของฝากงานคราฟที่มีคาเร็กเตอร์หลักคือผู้หญิงและแมวน้อย ภายในร้านน่ารักเต็มไปด้วยของน่ารักๆ ที่รอให้เรารับกลับบ้านมาด้วย หน้าร้านยังมีโปสการ์ดให้เราได้ส่งกลับมาหาตัวเองเช่นกัน แต่ที่สำคัญที่สุด เราว่าพี่เจ้าของร้านน่ารัก เราเอ่ยปากขอถ่ายรูปในร้าน พี่เจ้าของร้านบอกว่า ถ่ายได้ตามแต่ใจเราอยากจะถ่ายเลย

คืนที่หลับสนิท

หลังจากเสียทรัพย์ให้ของน่ารักแล้ว เราเดินเล่นอยู่อีกหน่อยก็เริ่มรู้สึกว่าอยากกลับไปนอนกลิ้งบนเตียงมากกว่า ด้วยอากาศคืนนี้หนาวมากกกก การอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆดูจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

คืนนี้น่าจะเป็นคืนที่เรานอนหลับเร็วที่สุดในรอบปี เพราะในห้องพักแม่กำปอง ไม่มีทีวี มีแต่เสียงลมที่พัดพาลมหนาวมาปะทะตัวเรา

อรุณสวัสดิ์

แม้จะเข้านอนเร็ว เราก็เหมือนจะตื่นสายกว่าแขกห้องอื่นๆ เพราะเราได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินบนแผ่นไม้ผ่านหน้าห้องตั้งแต่เช้าตรู่ เหลือบมองนาฬิกาแล้วบอกตัวเองว่าขอนอนต่ออีกนิด ก็อากาศมันหนาววว อยากอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆนานๆหน่อยนะ

แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราลุกขึ้นจากเตียงได้ก็คืออาหารเช้า เมนูจะเป็นข้าวต้ม ไข่ลวก ขนมปังปิ้ง และยังมีกาแฟสดให้เราสั่งได้ฟรีคนละ 1 เมนู

ข้าวต้มร้อนๆแสนอร่อยกับอากาศหนาวๆ ดีใจจจจจจจ ที่เราพาตัวเองมาที่นี่

น้ำตกแม่กำปอง

เช้าวันที่สองหลังจากกินข้าวเช้า อาบน้ำอุ่น แต่ออกจากห้องน้ำปุ้บ โคตรหนาววเลยยยยนั่น เสร็จเรียบร้อยก็จัดการเก็บกระเป๋าเตรียมเช็คเอ้าท์ แต่เราฝากกระเป๋าไว้ที่ที่พักก่อน เพราะเราจะขึ้นไปยังน้ำตกแม่กำปองซะหน่อย

น้ำตกแม่กำปองนั้นมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติด้วยนะคะ เราสามารถเดินขึ้นไปด้านบนโดยที่มีทั้งหมด 7 ชั้น โดยเจ้าน้ำตกแห่งนี้เองคือต้นน้ำที่ไหลลงไปยังในหมู่บ้าน แต่ต้องบอกว่าตัวเราเองนั้นมาแค่ชั้นแรกเท่านั้น เพราะด้วยเวลาที่มีน้อย แต่แค่ชั้นแรกก็ชุ่มฉ่ำมากเลยนะ

ระเบียงวิว

จากที่เมื่อวานเราอยากจะไปชมวิวทะเลหลังคาของหมู่บ้านแม่กำปอง แต่กลายเป็นว่าทำเลนั้นได้เปลี่ยนร้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้เราเลยขอมาแก้มืออีกครั้ง

ระเบียงวิวคาเฟ่ เป็นคาเฟ่ที่เราสามารถมานั่งทานกาแฟชมวิวทะเลหลังคาของหมู่บ้านแม่กำปองได้ เราแนะนำว่าใครนอนที่นี่ให้มาช่วงบ่ายๆถึงเย็น เพราะคนน้อยจะได้ความชิวมากกว่า ส่วนเรามาช่วงก่อนเที่ยงคนเยอะมากกก ต้องรอคิวที่จะได้ทำที่มองวิวเห็นอยู่นานพอสมควรเหมือนกัน

อุตส่าห์มา – อุตสาชงที่บ้าน

ก่อนจะกลับเข้าเมืองไหนๆก็มาแถวแม่กำปองแล้ว เราขอแวะนอกลู่นอกทางไปคาเฟ่ที่ลิสต์เอาไว้อีกแห่งหนึ่งละกัน ที่นี่พึ่งเปิดไม่นานแต่ฮอตฮิตสุดๆๆเลยนะ สายคาเฟ่ต้องเคยเห็นรูปแน่ๆ

อุตสาชงที่บ้าน คือคาเฟ่บ้านไม้เล็กๆ ตั้งอยู่ริมธารน้ำล้อมรอบไปด้วยหุบเขา เป็นคาเฟ่ที่ให้ฟีลสบายๆ ตัวร้านน่ารัก มีบริเวณให้เราได้เลือกนั่งริมธารด้วยนะ

ขับมอไซค์ไปแม่กำปอง

เราเคยฝันว่าอยากจะชวนแฟนขับมอไซค์ที่มะนาลี-เลห์ ลาดัก ประเทศอินเดีย ดูสักครั้ง ซึ่งจากการวางแผนหากไม่มีโควิด ทริปนั้นก็น่าจะเกิดขึ้นในปี 2020 แต่เมื่อไปไม่ได้ ความฝันไม่ได้หายไป เราเลยขอซ้อมขับมอไซค์ไปแม่กำปองก่อนแล้วกัน

หากพูดกันตรงๆทริปที่ฝันเอาไว้กับทริปนี้การขับมอไซค์ไม่ได้มีความใกล้เคียงกันแต่อย่างใด แต่คิดว่าซ้อมการเดินทางด้วยสองล้อดูสักหน่อย เราจะได้รู้ว่าหากวันหนึ่งเราออกเดินทางไกลด้วยกัน บางครั้งยานพาหนะที่จะพาเราไปสู่จุดหมายมันอาจจะไม่ได้สะดวกสบาย เราสองคนยังจะยินดีร่วมทางกันอยู่ไหม

หากใครที่ขับรถมอไซค์แข่งอยู่แล้ว หรือเคยขับรถยนต์ไปดอยมาแล้ว เราว่าการขับรถมอไซค์มาแม่กำปองไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ขอแค่เลือกรุ่นมอไซค์ที่เหมาะกับทริปของเรา จัดสัมภาระมาแบบพอดี เท่านี้เราก็ออกเดินทางกันได้สบายมาก

ทริปแม่กำปองของเราเติมน้ำมันไป 1 ครั้ง เต็มถัง ราคา 90 บาท

แม่กำปอง

แม่กำปอง หมู่บ้านที่ใครๆๆก็ต้องมาให้ได้สักครั้ง ต้องบอกเขินๆว่า แม้เราจะเป็นคนที่เดินทางบ่อยและเยอะพอสมควร แต่เราพึ่งมาแม่กำปองครั้งแรกก็เอาใกล้จะสิ้นปี 2020 แล้ว อาจจะเพราะก่อนหน้านี้คนรอบตัวเราพลัดเปลี่ยนกันไปเยือนหมู่บ้านนี้บ่อยมาก และเมื่อทุกคนไปก็จะส่งรูปและข้อความรีวิวหมู่บ้านแห่งนี้มาให้ตลอด จนตัวเราเองแทบเหมือนจะได้ไปด้วยตัวเองอยู่แล้ว

ถามว่าแม่กำปองในความรู้สึกเราคืออะไร คงเป็นข้อความจากพี่สาวของเราเองที่ทำให้เรารู้จักแม่กำปอง พี่สาวเราส่งข้อความมาบอกว่า ตอนนี้มาเที่ยวเชียงใหม่ มาหมู่บ้านแม่กำปอง เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในหุบเขา มีน้ำตกไหลผ่านหมู่บ้านนี้ด้วย ชาวบ้านเป็นมิตรน่ารัก อยากให้แกได้มา

นั้นคือนิยามของหมู่บ้านแม่กำปองที่อยู่ในความรู้สึกเราเสมอ

ก่อนมาเราไม่ได้คาดหวังว่าแม่กำปองที่เราจะได้เจอจะเป็นยังไง ในความรู้สึกมีแต่ความว่างเปล่าที่รอเติมเต็มเท่านั้น แต่หากจะพูดกันตรงๆ เรากลัว กลัวการผิดหวัง หากเราคาดหวังว่า แม่กำปอง ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วเมื่อเราได้เจอมันไม่ใช่ ก็เท่านั้นเอง