MTR Hong Kong & Check In Town พร้อมบอกที่ฝากกระเป๋า

Hong Kong ประเทศที่คนไทยอย่างเราสามารถเดินทางไปเที่ยวได้ง่าย เพราะ ไม่ต้องขอวีซ่า และใช้เวลาในการเดินทางด้วยเครื่องบินแค่ 2 ชม. จากกรุงเทพ

จากที่เราเคยรีวิวเกี่ยวกับเที่ยวบิน กรุงเทพ – ฮ่องกง – กรุงเทพ ของสายการบิน Hong Kong Airline เอาไว้ : https://wp.me/p8RAsl-2sj

รอบนี้เลยจะมารีวิวพร้อมกับอธิบายการเดินทางในประเทศฮ่องกง เผื่อว่าใครจองตั๋วแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจวิธีการเดินทาง จะได้เรียนรู้ไว้ ไปแล้วจะได้ไม่ งง เนอะ

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0053.jpg

Hong Kong ก็เหมือนประเทศที่เจริญแล้วอื่นๆ ที่มีการเดินทางในประเทศที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แท็กซี่ รถเมล์ รถไฟฟ้า แถมยังมีรถรางอีกด้วยนะ

แต่รีวิวนี้เราขอพูดถึงแค่เฉพาะรถไฟฟ้า หรือที่ฮ่องกงเรียกว่า Metro HongKong Subway  เรียกสั้นๆว่า MTR นะ เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างครอบคลุมทั่วประเทศเลยทีเดียว

การเดินทางก็เหมือนกับรถไฟฟ้าบ้านเรา หรือ ประเทศอื่นๆนั้นแหละ คือเราจะต้องซื้อตั๋วตามอัตราค่าบริการที่เราจะเดินทางไปยังสถานีปลายทาง แต่นักท่องเที่ยวแบบเรา ไปเที่ยวครั้งนึง เราเดินทางไปหลายสถานที่ หลายสถานีแน่นอน

ดังนั้นรีวิวนี้เราจะมาพูดถึงบัตรที่ช่วยให้การเดินทางด้วย MTR ง่ายขึ้นแล้วกันเนอะ 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0052

Tourist Day Pass 

บัตร MTR สำหรับนักท่องเที่ยว ใช้เดินทางได้เฉพาะ MTR ภายใน 24 ชม. คือออออออออ จะเดินทางกี่เที่ยว กี่รอบ กี่สถานีก็ได้ แต่ต้องเดินทางภายใน 24 ชม.

เรามองว่าบัตรใบนี้จะคุ้มมากกก กับนักท่องเที่ยวที่มีวันน้อยในการเที่ยวฮ่องกง แต่อยากไปหลายๆสถานีในวันเดียว ใช้บัตรแบบ Day Pass คุ้มมากกกกกกกกกกกกกกก

เจ้าบัตรใบนี้สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ MRT ทั่วฮ่องกง หรือที่ เคาเตอร์ Airport Express ในสนามบิน แต่ใครอยากซื้อไปจากไทยก็ได้นะ  เราซื้อจาก https://www.klook.com/th

Tourist Day Pass ราคา 65 HKD หรือประมาณ 300 บาท/ใบ 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0051.jpg

Octopus Card 

บัตร Octopus หรือ บัตรปลาหมึก ที่คนไทยเรานิยมเรียกบัตรสารพัดประโยชน์ของฮ่องกง

เป็นบัตรที่เราควรจะมีไว้เมื่อเดินทางไปฮ่องกง เพราะเจ้าบัตรปลาหมึกนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายในประเทศฮ่องกงได้มากกกกกกกกกกกกก อธิบายง่ายๆว่ามันเหมือนบัตร Rabbit บ้านเรานั้นแหละ

บัตร Octopus จริงๆจะซื้อ หรือ ไม่ซื้อ ก็ได้ แค่ถ้าใครอยากจะสะดวก ไม่ต้องรอเงินทอน หรือ รอซื้อตั๋ว MTR เป็นเที่ยว ก็แนะนำว่าให้ซื้อเอาไว้ แต่ถ้าเรามีเจ้าบัตรใบนี้เราก็สามารถจ่ายสิ่งต่างๆได้ง่ายดายมากกกกกก  แล้วเจ้าบัตรใบนี้สามารถใช้ได้ครอบคลุมทั้งเกาะฮ่องกง ไม่ว่าจะเป็น MTR รถเมล์ รถราง สตาบัค หรือ เซเว่น

สามารถซื้อบัตร Octopus ได้ที่เคาเตอร์ Airport Express ในสนามบิน, เคาเตอร์ MTR ตามสถานีต่างๆ ตู้ซื้อตั๋วรถไฟอัตโนมัติ หรือ ที่เซเว่น ก็มีนะ

Octopus Card ราคาใบละ 150 HKD แต่เราสามารถใช้เงินในบัตรแค่ 100 HKD อีก 50 HKD เป็นค่ามัดจำบัตร จะได้คืนเมื่อเราเอาบัตรไปคืนที่เคาเตอร์ MTR หรือ Airport Express แต่ใครที่ต้องการใช้จ่ายมากกว่า 100 HKD ก็สามารถเติมเงินเข้าบัตรได้ ตามตู้เติมอัตโนมัติ หรือ เคาเตอร์  MTR

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0054.jpg

วิธีเดินทางด้วย MTR 

หลังจากรู้แล้วว่าทริปเราเหมาะกับการใช้บัตรไหน เราเลยจะขออธิบายคราวๆ เกี่ยวกับวิธีใช้รถไฟฟ้า MTR ในส่วนของการขึ้น-ลง นั้นเหมือนทุกอย่างกับรถไฟฟ้าทุกประเทศ

แต่วิธีการเช็คสถานีของ MTR นั้นเราสามารถทำได้ง่ายๆ คือ

  1. เราแค่ไปโหลด Application ชื่อว่า Hong Kong Metro 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0060.jpg

     

   2.เมื่อโหลด App มาแล้ว เปิดขึ้นมาหน้าตา App จะเป็นแบบนี้ 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0059.jpg

   

 3. กรอกสถานีต้นทาง และ ปลายทาง ที่เราต้องการจะเดินทาง แล้วกด Search

Ex.     From  >> Causeway Bay 

           To      >>  Tsim Sha Tsui 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0058.jpg

     

4. หลังจาก Search แล้ว App จะค้นหาเส้นทางที่เราต้องการเดินทาง จากนั้นให้เรากดเลือกตารางเวลาอันแรก 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0057.jpg

 

5. สุดท้าย App จะบอกเกี่ยวกับเส้นทาง MTR สายต่างๆที่เราจะต้องเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่เรากรอก พร้อมกับบอกราคาค่าโดยสารในรอบนั้นมาด้วย 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0056.jpg

Airport Express & Check In Town

Hong Kong มีบริการที่อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวแบบเราค่อนข้างเยอะ หนึ่งในบริการนั้นก็คือการ Check In Town ที่เราสามารถเช็คอินสายการบิน พร้อมโหลดกระเป๋าแบบเดียวกับที่เราทำที่สนามบินทุกอย่าง แค่เราสามารถจัดการสิ่งเหล่าได้ตั้งแต่ยังอยู่ในเมือง

บริการ Check In Town นั้น เป็นบริการที่ Airport Express อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า หรือ ผู้โดยสารของ AE (ชื่อย่อนะ) ดังนั้นใครที่จะใช้บริการ Check In Town ได้ จะต้องมีบัตรโดยสารของ  Airport Express นะคะ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถใช้บริการนี้ได้ค่ะ

* จริงๆบัตร Octopus สามารถแตะจ่ายได้นะ แต่ค่าบริการจะคิดตั้งแต่ตอนที่เราแตะบัตรเข้าไปยังบริเวณเคาเตอร์ Check In Town แล้ว นั้นหมายความว่า เราจ่ายเงินค่า AE ไปแล้ว แม้เราจะแค่เข้าไปโหลดกระเป๋าเท่านั้น แล้วตอนที่จะไปสนามบินจริงๆจะต้องจ่ายเงินอีกครั้ง สรุปคือถ้าใช้ Octopus จ่าย เราจะต้องจ่ายเงิน 2 รอบ 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0050.jpg

บริการ Check In Town ไม่ได้ใช้ได้กับทุกสายการบินนะคะ ใครเดินทางด้วยแอร์ เอเชีย ไม่สามารถใช้บริการได้นะคะ แต่หากใครใช้ การบินไทย, Hong Kong Airline, Emirate หรือ Cathay Pacific สามารถใช้ได้เลยนะ 

วิธีการใช้บริการ Check In Town 

จุดเช็คอินทาวน์ อยู่ที่สถานี Hong Kong หรือ สถานี Central (สองสถานีนี้สามารถเดินต่อกันได้) 

  1. นั่ง MTR มาที่สถานี Hong Kong หรือ สถานี Central ก็ได้ จากนั้นให้เดินตามป้าย Airport Express ต่อมาเรื่อยๆ จนเจอลิฟต์ที่จะขึ้นไปยังสถานี Airport Express

PB250713.jpgPB250715.jpg

2.ขึ้นลิฟต์มาแล้ว เราจะเจอกับเคาเตอร์ของ Airport Express และด้านหลังคือสถานีรถไฟ Airport Express ซึ่งตอนนี้เราอยู่ชั้น L2  ใครยังไม่มีบัตร AE สามารถซื้อได้ที่บริเวณนี้ หรือจะขึ้นไปซื้อบริเวณที่ทำ Check In Town ก็ได้นะ

ส่วนตัวเราซื้อบัตร AE แบบขาเดียวสำหรับกลับเข้าสนามบิน ซื้อบัตรแบบกลุ่ม 3 คน ราคารวม 230 HKD เฉลี่ยคนละ 330 บาท

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0062.jpg

3. ใครที่ไม่เดินทางไปสนามบิน แต่ต้องการ Check In Town แบบเรา ก็แค่ขึ้นต่อไปยังชั้น G

IMG_3062.jpgOLYMPUS DIGITAL CAMERA

4. ออกมาจากลิฟต์ปุ้บบบ เราก็จะกับเคาเตอร์เช็คอินของแต่ละสายการบิน ขั้นตอนเช็คอินก็เหมือนกับที่เราทำที่สนามบินทุกอย่าง

เท่านี้เราก็จะได้ Boarding Pass และไปเที่ยวต่อได้แบบสบายใจ ถึงเวลาก็ไปสนามบินแล้วเดินตรงเข้าไปยัง ตม. ได้เลยจ้าาาาาาาาาา

* ซึ่งตรงนี้เราจะต้องใช้บัตร AE แตะ เพื่อเข้าไปยังบริเวณเช็คอินนะคะ *

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0061

Left Baggage 

สำหรับคนที่บินด้วยสายการบินที่ไม่สามารถเช็คอินทาวน์ได้ หรือ ไม่สะดวกที่จะโหลดกระเป๋า หรือ ยังไม่ถึงเวลาที่จะเช็คอินโรงแรม และยังไม่อยากเอากระเป๋าติดตัวไปตลอดเวลาาาา

จริงๆในฮ่องกงก็พอจะมีจุดฝากกระเป๋าอยู่หลายที่ แต่ก็ไม่เยอะเท่ากับประเทศญี่ปุ่นแน่นอน คราวนี้บันทึกนักหนีเที่ยวเลยจะเอาประสบการณ์ตัวเองที่เอากระเป๋าไปฝากมารีวิว

จุดฝากกระเป๋านี้อยู่ใกล้กับบริเวณ Check In Town

ให้เราสังเกตป้ายบอกทางที่เขียนว่า Left Baggage ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของบริเวณเช็คอินทาวน์นะ (ให้มองหาร้าน GOD) ให้เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ 

ค่าบริการ : ภายใน 3 ชม. ราคา 57 HKD/ 1 ใบ,  3 ชม. – 24 ชม. ราคา 79 HKD / 1 ใบ 

IMG_3065.jpgIMG_3067IMG_3068.jpgIMG_3070IMG_3072.jpgIMG_3074.jpg

How to … Visa จีน (ฉบับวีซ่าท่องเที่ยว)

0

เมื่อคนกลัวจีน ต้องไปจีน …

ใช่ค่ะ !! เราเป็นโรคกลัวจีน โรคที่ไม่แน่ใจว่ามียารักษารึป่าว หรือว่าควรไปเจอกับตัวแล้วถึงจะหาย ก็ไม่แน่ใจ   

แต่ในเมื่อสุดท้ายเราต้องไปจีน สิ่งแรกที่จะทำให้เราผ่านเข้าไปในประเทศจีนได้ ก็คงหนีไม่พ้นวีซ่า

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าคนไทยเราต้องขอวีซ่าไปจีนนะคะ แต่ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่า วีซ่า มันก็ไม่น่ากลัวและยุ่งยากเท่า วีซ่าอเมริกา หรือ ยุโรป แต่อย่างใด เพราะวีซ่าจีนนั้น ไม่ต้องใช้ใบลางาน ไม่ต้องแสดง statement ซึ่งอันนี้ถือว่าง่ายไปเยอะเลยค่ะ 

ขั้นตอนการเตรียมข้อมูลและเอกสารเราเองก่อนจะไปยื่นขอวีซ่าจีน 

มีดังนี้

  1. Passport มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน และต้องมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า
  2. สำเนาหน้าแรกของ Passport 1 ใบ
  3. ใบจองตั๋วเครื่องบิน (ไป-กลับ)  * ข้อนี้เข้าใจว่าบางท่านอาจจะยังไม่อยากจองตั๋วเครื่องบินจนกว่าจะได้วีซ่ามาครอง หรือ อาจจะเดินทางด้วยรถไปทางภาคเหนือของไทย แต่มันก็ยุ่งยากถ้าจะส่งเอกสารเรื่องรถ เพราะหลายต่อ  ดังนั้นเอกสารในส่วนนี้ให้เราไปจองตั๋วไป-กลับของการบินไทย ผ่านทางออนไลน์ แต่ให้เลือกชำระเงินแบบไปจ่ายที่เคาเตอร์ภายใน 48 ชม แล้วทางการบินไทยก็จะส่งเมลล์ booking มาให้เราค่ะ ก็ให้เราปริ้นใบนั้นออกมาเพื่อนำไปยื่นขอวีซ่าค่ะ 
  4. ใบจองโรงแรม (ทุกคืน) แบบมีชื่อของผู้เข้าพักทุกคน  **สำหรับคนที่มีแพลนจะต้องจองรถไฟนอนในจีนแบบเรา ก็จะมีหนึ่งคืนที่เราไม่ต้องพักโรงแรม แต่เวลาไปยื่นวีซ่า ก็ให้จองแบบยกเลิกได้ผ่านทาง http://www.booking.com 
  5. รูปถ่ายสี พื้นหลังสีขาว ไม่มีขอบ และถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ขนาด 48 x 33มม กว้างส่วนศีรษะ:15มม. ถึง 22มม., ความสูงส่วนศีรษะ: 28มม. ถึง 33มม. หน้าตรง เปิดหู ไม่หลับตา จำนวน 2 ใบ  *** 1 รูป ติดลงไปในแบบฟอร์มขอวีซ่า อีก 1 ใบ ยื่นให้เจ้าหน้าที่วันที่ไปยื่นขอวีซ่า 
  6. เเบบฟอร์มการขอยื่นวีซ่าจีน ****สามารถดาวน์โหลดได้ที่  https://www.visaforchina.org/BKK_TH/generalinformation/downloads/278317.shtml

ขั้นตอนการกรอกแบบฟอร์มขอยื่นวีซ่าจีน 

ให้เรากรอกให้ครบทุกช่อง ถ้าช่องไหนไม่ไม่มี ไม่ให้เว้นว่าง ให้กรอก N/A 

แบบฟอร์มมีทั้งหมด 4 หน้า

หน้าที่ 1 : ข้อมูลส่วนตัว

วีซ่าจีน1วีซ่าจีน2

หน้าที่ 2

วีซ่าจีน3วีซ่าจีน4

หน้าที่ 3 วีซ่าจีน5วีซ่าจีน6

หน้าที่ 4 วีซ่าจีน7วีซ่าจีน8


เมื่อกรอกแบบฟอร์มครบแล้ว มีเอกสารสำหรับใช้ในการขอวีซ่าครบแล้ว ก็ไปขอวีซ่ากันค่ะ

สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในประเทศไทยมีทั้งหมด 3 แห่ง 

  1. อยู่ในกรุงเทพ

ที่อยู่      1550 อาคารธนภูมิ ชั้น 5 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400  แฟกซ์ 02-207-5988,022075933 Call Center 02-207-5888

ค่าใช้จ่ายสำหรับการขอวีซ่าจีน (วีซ่าท่องเที่ยว) 1500 บาท / คน

2. อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่

ที่อยู่        111 ถ.ช่างหล่อ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100 

โทรศัพท์    +66-5328-0380; +66-5327-6457; +66-5327-6125  แฟ๊กซ์        +66-5327-4614

ค่าใช้จ่ายสำหรับการขอวีซ่าจีน (วีซ่าท่องเที่ยว) 1000 บาท / คน  (ไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์ยื่นขอวีซ่า)

3. อยู่ที่จังหวัดสงขลา

สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา

ที่อยู่         เลขที่ 9 .สะเดา สงขลา 90110 

โทรศัพท์  (074) 322034, 325045     แฟ๊กซ์       (074) 323772

ค่าใช้จ่ายสำหรับการขอวีซ่าจีน (วีซ่าท่องเที่ยว) 1000 บาท / คน  (ไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์ยื่นขอวีซ่า)


สำหรับชาวหาดใหญ่แบบเราไปขอวีซ่าได้ง่ายๆที่ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา ไปง่ายๆ สถานกงสุล อยู่ไม่ไกลจากศูนย์ราชการค่ะ  และเพื่อความรวดเร็วให้เตรียมเอกสารไปให้พร้อม  สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา ลักษณะคล้ายๆกับบ้านคนทั่วไป แต่จะมีธงชาติจีนประดับอยู่ค่ะ เมื่อไปถึงแจ้งพี่ยามว่ามาขอวีซ่า พี่ยามก็ให้แลกบัตรเอาไว้ให้ค่ะ แล้วให้เราเดินเข้าไปในตัวอาคาร จะมีลุงเจ้าหน้าที่หน้าด้าน ให้เราผ่านเครื่องสแกนเข้าไปแล้ว เอาของฝากไว้ในล็อกเกอร์ เอาเข้าไปได้แค่ เอกสาร ปากกา แค่นั้นค่ะ  เมื่อเข้ามาด้านในแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่คนไทยสองคน ช่วยในการตรวจเอกสารของเราค่ะ ถ้าเอกสารเรียบร้อยแล้วไม่เกิน 15 นาที ก็เสร็จค่ะ แล้วเจ้าหน้าที่จะออกบัตรให้เรา ซึ่งถ้าใครไม่ว่างมารับวันที่เจ้าหน้าที่แจ้งสามารถมารับหลังจากนั้นได้ค่ะ ( เราก็ไม่ว่าง กว่าจะได้ไปเอาวีซ่าก็เลทมาเกือบ 2 สัปดาห์เลยค่ะ) และเงินค่าวีซ่าให้จ่ายวันมารับวีซ่านะคะ   ช่วงเวลาในการไปขอวีซ่า คือช่วงเช้า 9.00-12.00 น  ช่วงบ่าย 14.30-16.00 น ส่วนเวลาที่จะมารับวีซ่าได้นั้นคือ 14.30-16.00 น เท่านั้นนะคะ 

วีซ่าจีนไม่ยากเลยค่ะ แค่เราเตรียมเอกสารไปให้พร้อม ไม่เกิน 15 นาที ก็เรียบร้อย รอ4วันก็ได้วีซ่าจีนมาครอง


ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com

จองตั๋วรถไฟไทย แบบออนไลน์

ตั้งแต่การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีการปรับปรุงขบวนรถไฟ เป็นตู้ขบวนใหม่และการจองตั๋วแบบใหม่ ให้ทันสมัยขึ้น ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น เราก็ยังไม่มีโอกาสได้เดินทางกับรถไฟขบวนใหม่อย่างเป็นทางการสักที แต่เมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา เรามีแพลนที่จะเดินทางไป อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี กับรถไฟไทย เพราะอยากนั่งรถไฟชิลๆ พร้อมชมวิถีชีวิตของคนใช้ยานพาหนะชนิดนี้แบบเพลินๆ  ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นค้นหาข้อมูล จนมาเจอว่าตอนนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีการให้บริการจองตั๋วโดยสารผ่านระบบออนไลน์แล้ว ทำให้คนที่อยากสำรองที่นั่ง สามารถจองได้ล่วงหน้าตั้งแต่ 60 วัน ถึง 2 ชม. ก่อนเดินทาง  ซึ่งเป็นอะไรที่สะดวกมากๆ เราเลยตั้งใจจะเขียนวิธีการจองผ่านระบบออนไลน์สำหรับคนที่อยากจองแบบเรากัน

eTSRTPR

โดยเว็บไซต์ที่ใช้ในการจองตั๋วโดยสารแบบออนไลน์ เราสามารถไปจองได้ที่ https://www.thairailwayticket.com/eTSRT/  

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 20

เราก็จะมาเจอภาพหน้าจอแบบนี้  จากนั้นให้เราเลือกเส้นทางที่เราจะเดินทางค่ะ จะเป็นสายภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคใต้ มีครอบคลุมทุกเส้นทางที่เราจะเดินทางค่ะ  จากนั้นก็ให้คลิกรายละเอียดการเดินทางของเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวันที่จะเดินทาง จำนวนผู้เดินทาง เมื่อกรอกครบแล้วก็ให้เราคลิกที่คำว่า ค้นหาขบวนรถ 

ยกตัวอย่างของเราคือ

เราจะเดินทางไปสถานีปลายทาง คือ มวกเหล็ก  สถานีต้นทางคือ กรุงเทพ เดินทางวันที่ 20 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 คน 

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 21

เมื่อเราคลิกค้นหาขบวนรถ

หน้าจอก็จะแสดงผลตามภาพด้านบน คือ มีขบวนรถที่มีการเดินทางไปมวกเหล็กทั้งหมด เวลาออก เวลาถึง ประเภทรถและเลขขบวน  จากนั้นเราก็เลือกว่าเราต้องการจะไปขบวนรถเวลาไหน เมื่อตัดสินใจเลือกเวลาแล้วก็ให้กดที่เลือกตู้ 

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 23.08

หลังจากคลิกเลือกขบวนรถเรียบร้อยแล้ว

หน้าจอจะแสดงประเภทของตู้โดยสาร พร้อมราคาค่าโดยสาร จากนั้นให้เรากดเลือกที่นั่งว่างตามประเภทชั้นของรถไฟที่เราเลือก   ครั้งนี้เราเลือกเดินทางแบบชั้น3 ราคาค่าโดยสาร 81 บาท ต่อคน

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 23

หลังจากคลิกเลือกที่นั่งว่าง หากเรายังไม่ได้สมัครสมาชิก ระบบจะให้เราสมัครสมาชิกก่อนเพื่อที่จะได้ทำการเข้าระบบ เข้าสู่ขั้นตอนการจองตั๋วโดยสาร  ซึ่งเมื่อเราสมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้วก็ให้กรอกข้อมูลเพื่อเข้าสู่ระบบ 

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 23.19

จากนั้นให้เรากรอกข้อมูลของผู้โดยสารให้ครบ แล้วคลิกเลือกที่นั่งเอง (เราจะสามารถเลือกที่นั่งของเราได้เอง) 

2017-08-16 23

ทำการเลือกที่นั่งที่เราต้องการ   ขั้นตอนนี้หน้าจอจะแสดงผลของที่นั่งว่าง (เก้าอี้สีเขียว) ให้เราเลือก  เมื่อเลือกที่นั่งที่เราต้องการได้แล้วให้คลิก ยืนยันการเลือกที่นั่ง

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 23.27

ขั้นตอนการชำระค่าโดยสาร 

ก่อนจะกรอกข้อมูลจ่ายเงินให้เราตรวจสอบขบวนรถไฟ เวลาที่ออก สถานีต้นทาง สถานีปลายทางให้เรียบร้อย  เมื่อข้อมูลถูกต้องตามที่เราต้องการแล้วนั้นให้คลิกชำระเงิน เราสามารถจ่ายได้ทั้งบัตรเครดิตและเดบิต ซึ่งจากหน้าจอจะเห็นว่าจะมีค่าบริการคนละ 20 บาทด้วย

08-16 23

ขั้นตอนสุดท้าย คือ การปริ้นตั๋วโดยสาร

หลังจากที่เราคลิกชำระเงินเรียบร้อยแล้วระบบจะแสดงหน้าจอที่มีรูปตั๋วโดยสารของเรา ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดมาเก็บไว้ก่อนได้ แต่ก่อนเดินทางต้องอย่าลืมปริ้นตั๋วไปด้วยโดยเด็ดขาด เพราะไม่งั้นเจ้าหน้าที่จะถือว่าเราไม่มีตั๋วโดยสาร อาจจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อใหม่ได้

0090

ข้อดีของการจองตั๋วแบบออนไลน์

  1. ง่ายสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ใกล้สถานีรถไฟ แล้วต้องเดินทางระยะไกลไปจองที่นั่ง(และนอน)ล่วงหน้า
  2. สะดวกสำหรับคนที่ต้องการสำรองที่นั่งแบบแน่นอน สำหรับช่วงการเดินทางที่เป็นวันหยุดยาวเสี่ยงแก่การต้องแย่งที่นั่งกัน
  3. สามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ สำหรับคนที่ชอบสะสมแต้มบัตรเครดิตแบบเราก็เข้าทางเลย

ข้อเสียของการจองตั๋วแบบออนไลน์

  1. ต้องจ่ายค่าบริการ 20 บาทต่อคน
  2. หากต้องการจองแบบออนไลน์จะต้องเป็นเส้นทางที่เริ่มจากต้นทางของขบวนรถไฟสายนั้น หรือ จบที่ปลายทางของขบวนรถไฟสายนั้นเท่านั้น เช่น กทม – มวกเหล็ก สามารถจองออนไลน์ได้  หากจะเดินทางเป็น รังสิต – มวกเหล็ก จะไม่สามารถจองแบบออนไลน์ได้

ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com