SAGANO ROMANTIC TRAIN | รถไฟสายโรแมนติกที่เกียวโต

ปลายปีแล้วลมหนาวกำลังมา คิดว่าใครหลายคนเตรียมเก็บกระเป๋าออกเดินทางไปญี่ปุ่นกันแล้ว

เพราะหากให้ถามว่าประเทศไหนเหมาะที่ไปดูใบไม้เปลี่ยนสีมากสุด หนึ่งในคำตอบคงไม่พ้น “ญี่ปุ่น” แน่นอน ทริปนี้เราเลยจะมาบอกเล่าวิธีการจองตั๋วรถไฟสายโรแมนติกมาฝาก สำหรับคนที่กำลังวางแผนจะไปที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่นกัน

เกียวโตเป็นหนึ่งในเมืองยอดฮิตที่เหมาะมากแก่การไปดูใบไม้เปลี่ยนสี และจะดูใบไม้เปลี่ยนสีให้ดีก็ควรได้ดูผ่านเส้นทางโรแมนติกด้วย

หากจะไปเกียวโตเพื่อจะไปดูใบไม้เปลี่ยนสี เราแนะนำว่าควรไปดูผ่านเส้นทาง “รถไฟสายโรแมนติก” หรือ Sagano Romantic Train

ก่อนจะออกเดินทางเรามาทำความรู้จักกับรถไฟ Sagano Romantic Train กันก่อนค่ะ

  •  Sagano Romantic Train คือ รถไฟท่องเที่ยวสายพิเศษซึ่งมีเส้นทางแยกออกจากสายรถไฟปกติ
  • มีทั้งหมด 4 สถานี ได้แก่  Saga torokko station / Arashiyama torokko station / Hozukyo torokko station / Kameoka Torokko Station
  •  ราคา ผู้ใหญ่ 630 เยน เด็ก 320 เยน
  • ความพิเศษคือรถไฟขบวนนี้มีแค่ 5 ตู้ ซึ่งจะมีตู้นั่งปกติ 4 ตู้ และตู้พิเศษที่จะเปิดโล่ง หลังคาก็เป็นกระจกใสๆ อีก 1 ตู้
  • ตู้ธรรมดา เราสามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้จากเคาน์เตอร์จองตั๋วของ JR West
  • ตู้พิเศษ เราต้องไปฝ่าฟันต่อคิวเอาในวันที่จะเดินทางเองนะจ้ะ
  • แนะนำว่าควรจองล่วงหน้า เพราะจะได้ที่นั่งริมหน้าต่าง ส่วนเราไม่ทันได้ที่นั่งริมทางเดินแทน
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sagano-kanko.co.jp/en/index.php

เส้นทาง Sagano Romantic Train

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Sagano Romantic Train มี 4 สถานี ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะผ่านป่าที่มีวิวสวยงามอยู่ในเขตอาราชิยามะ (โซนป่าไผ่ชื่อดังของเกียวโต) ดังนั้นเส้นทางนี้จะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางรถไฟขบวนพิเศษที่มีชื่อเสียงมากของญี่ปุ่น

โดยปกติเส้นทางนี้จะเริ่มที่สถานี Saga torokko station แล้วจบลงที่ Kameoka Torokko Station โดยเราจะเดินทางจากสถานีไหนก็ได้ (แต่คนส่วนใหญ่จะเริ่มและจบแบบที่เราบอกไป) ซึ่งจะเดินทางแบบไป-กลับ ได้เช่นกัน

วิธีการจองตั๋วผ่าน JR West

  • แนะนำว่าวันแรกของทริปให้ไปจองตั๋วที่สำนักงานสำรองที่นั่งของ JR West ซึ่งตัวเราไปจองที่สถานี Shin Osaka
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าเราจะซื้อตั๋ว Sagano Romantic Train วันที่เท่าไร ขึ้นที่สถานีไหน ซึ่งก็มี 2 ทางเลือกให้ว่าจะขึ้น Saga torokko station หรือ Kameoka Torokko Station ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเช็คตั๋วให้ค่ะ ว่าวันนั้นยังมีตั๋วมั้ย เป็นตั๋วริมหน้าต่าง หรือริมทางเดิน หรือแม้กระทั่งตั๋วยืน (ถ้ามีทางเลือกอย่าเอาเลยยยยย)
  • จากนั้นก็จ่ายเงินและรอรับตั๋วได้เลยค่ะ

ส่วนใครที่จะมาจองตั๋วที่สถานี Saga torokko station หรือ Kameoka Torokko Station แนะนำว่าให้มาแต่เช้าเลยนะคะ เพราะว่าถ้าในฤดูกาลท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะเยอะมากจริงๆ

วิธีการเดินทาง

เราจะแบ่งวิธีการเดินทางเป็น 2 Step

Step 1 : จากโอซาก้ามายังสถานีต้นทาง JR SAGAARASHIYAMA (Saga torokko station )

  • เราสามารถเช็คเที่ยวรถไฟเดินทางได้จาก http://www.hyperdia.com/ โดยครั้งนี้เราเริ่มเดินทางจากสถานี JR Shin – Osaka ปลายทางที่สถานี JR SAGAARASHIYAMA

เราจะต้องเริ่มเดินทางจาก Shin – Osaka มายัง Kyoto แล้วต่อมายัง SAGAARASHIYAMA ซึ่งเส้นทางนี้เดินทางด้วยรถไฟ JR west

ซึ่งครั้งนี้เรามี KANSAI WIDE AREA PASS ก็จะเดินทางได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม (อ่านรีวิวเกี่ยวกับ Pass ได้ที่ https://neetiewdiary.com/2019/07/12/osaka-pass-พาสไหนอะไรดี/

Step 2 : เริ่มขบวนรถไฟสายโรแมนติก Sagano Romantic Train

จากที่เล่าไปว่ารถไฟสายโรแมนติก หรือ Sagano Romantic Train เป็นรถไฟสายพิเศษ ซึ่งจะมีเส้นทางแยกออกมาจากรถไฟสายปกติ ดังนั้นสถานีก็จะแยกออกมาจาก JR ปกติ

  • เมื่อมาถึงสถานี JR SAGAARASHIYAMA ให้เราเดินออกมาด้านหน้าสถานีแล้วมองไปฝั่งขวามือ เราจะได้เจอกับสถานี Saga torokko station ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของรถไฟสายโรแมนติก
  • จากนั้นรอเวลาเรียกเลยค่ะ แล้วก็เหมือนรถไฟอื่นๆเลยค่ะ หาที่นั่งตามหมายเลขในตั๋วของเราได้เลย

Saga torokko station

ความจริงแล้วนอกจากใครจะมานั่งรถไฟสายโรแมนติกแล้ว จากสถานี Saga torokko station ก็สามารถนับเป็นต้นทางที่จะสามารถเดินไปเที่ยวชม “ป่าไผ่ซากาโนะ” ได้ด้วยนะ

และบริเวณสถานีก็บรรยากาศน่ารักนะคะ เหมาะแก่การมาเดินถ่ายรูปเล่น

Kameoka Torokko Station

หากใครเริ่มต้นเดินทางจาก Saga Torokko Station นั่นคือปลายทางจะอยู่ที่สถานี Kameoka Torokko Station ซึ่งถ้าใครชอบความบ้านญี่ปุ่นแบบเรา จะต้องรักสถานีนี้แน่ๆ เพราะสถานีนี้มีวิวหมู่บ้านของคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่จริงๆ

ซึ่งจากสถานีนี้เราสามารถเดินไปยังสถานี JR UMAHORI ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ซึ่งเป็นสถานีของรถไฟ JR แบบปกติที่เราจะสามารถเดินทางไปยังเกียวโตและโอซาก้าได้

Sagano Romantic Train

เราไปครั้งนี้ไม่ได้ไปตอนใบไม้เปลี่ยนสี แต่ไปช่วงซากุระของญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะมากกกก เราซื้อตั๋วก่อนจะเดินทางประมาณ 2 วัน แต่ตั๋วติดหน้าต่างหมดแล้วเลยได้ริมทางเดินมาแทน แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าตั๋วยืนนะคะ

ภายในรถไฟขบวนนี้จะแตกต่างจากขบวนทั่วไป เพราะภายในจะเป็นเก้าอี้ไม้ ภายในตกแต่งแบบโบราณ ให้บรรยากาศคลาสสิค

รถไฟจะใช้เวลาเที่ยวละประมาณ 25 นาที โดยรถไฟจะวิ่งเลียบแม่น้ำโฮสุ ซึ่งเราก็จะได้เห็นวิวแม่น้ำและใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆไปตลอดเส้นทางรถไฟขบวนนี้เลยนะ

ถ้าถามว่าสวยมั้ย เราว่าให้ภาพเป็นตัวช่วยตอบคำถามแล้วกันเนอะ

ระหว่างทาง (เราจำไม่ได้ว่าสถานีไหน) บริเวณสถานีจะมีรูปปั้นเหล่าทานูกิ มารอให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปด้วยนะ

ส่วนถ้าถามความเห็นส่วนตัวจากเรา เราว่าสวยนะคะ แต่ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เยอะและเราไม่ได้นั่งติดหน้าต่างความชิลมันอาจจะหายไปบ้าง เพราะต้องลุกขึ้นยืนเพื่อนดูวิว ถึงจะได้เห็นวิวและบรรยากาศแบบชัดๆ

ซึ่งถ้าใครแพลนว่าจะต้องไปให้ได้ เราแนะนำว่าให้รีบไปจองตั๋วไปก่อนเลย จะได้นั่งริมหน้าต่างชมบรรยากาศ ธรรมชาติสวยๆ รับรองฟินแน่นอน

OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN

โลกใต้น้ำคือโลกที่วิเศษ

แต่ถ้าไม่มีเวลาไปทะเล ก็ไปอควาเรี่ยมแทนละกันเนอะ

เราเคยไปโอซาก้าแล้ว คิดกรรมเด่นๆในโอซาก้าก็เคยทำมาหลายอย่าง เคยไปมาหลายแห่ง

การเดินทางครั้งนี้เราเลยอยากสถานที่ใหม่ที่ยังไม่เคยไปป

และสถานที่แห่งนั้นก็คือ อควาเรี่ยม

OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN จัดเป็นอควาเรี่ยมที่ใหญ่ติด 1 ใน อควาเรียมที่มีความยิ่งใหญ่ระดับโลก และถูกจัดเป็นอควาเรียมที่ดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่นและเอเชีย

เดินทางไปโอซาก้ารอบนี้เราไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชมโลกใต้ทะเลแบบที่ตัวเองไม่ต้องดำน้ำเอง เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลาไปทะเล และไม่ได้เรียนดำน้ำแบบเรา ฮ่าาาาา

วิธีการเดินทางมายัง OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN

  • สถานี: Osakako Station
  • ทางออก: ทางออกหมายเลข 1 (Exit 1)

จากทางออก 1 เดินตรงมาตามถนนมาเรื่อยๆ ให้สังเกตชิงช้าสวรรค์อันใหญ่โต แล้วก็เดินมาตามมาเลย เดินมาเรื่อยๆประมาณ 5 นาที เราก็จะเห็นตึกสีฟ้าสลับแดงตั้งสง่าอยู่ไม่ไกล

ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์

  • ผู้ใหญ่ ค่่าเข้าชม 2,300 เยน
  • ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ค่าเข้าชม 2,000  เยน
  • เด็กโต (อายุ 7-15 ปี)ค่าเข้าชม 1,200 เยน
  • เด็กเล็ก (อายุ 4 – 6 ปี) ค่าเข้าชม 600 เยน
    เด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเช้าชม

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.kaiyukan.com/language/thai/ticket.html

ส่วนตัวเราเองนั้นซื้อตั๋วผ่าน https://www.klook.com/th ราคาคนละ 657 บาท

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า ลิเดีย เป็นวัยรุ่น มีสถานที่ตั้งมากมายในโอซาก้าให้ไปเที่ยว ทำไมเลือกมาอควาเรี่ยม เพราะสถานที่แห่งนี้น่าจะเหมาะกับการเที่ยวในครอบครัวมากกว่า

จริงๆหลายๆครั้งที่เราออกเดินทาง ไปยังประเทศที่เราไม่คุ้นชิน เรากลับอยากลองทำอะไร ที่ตอนเราอยู่บ้านเราไม่ได้อยากทำ เช่นเดียวกัน การเดินทางไปโอซาก้าครั้งนี้ เราเลยชวนคุณแฟน ไปเที่ยวเล่นอควาเรี่ยมกันดีกว่า

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงให้ชมทั้งสัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ไม่มีกระดูกรวมไปถึงพืชพันธุ์ต่าง ๆ มากถึง 30,000 ชีวิต ราว 620 สายพันธุ์

โดยจะจัดสิ่งมีชีวิตประเภทต่าง ๆ เอาไว้ร่วมกันแบบใกล้เคียงกับระบบนิเวศน์ในธรรมชาติมากที่สุด คือเราจะได้ชมโลกใต้น้ำเสมือนเราได้ดำดิ่งแหวกว่ายลงไปเองประมาณนั้น

การเที่ยวชมอควาเรียมแห่งนี้ เราจะเริ่มเดินจากชั้นบนสุดก่อนแล้วค่อย ๆ เดินวนลงมาจนถึงชั้นล่างสุด ขณะที่เดินชมในแต่ละชั้นก็จะได้พบกับสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในระดับน้ำที่มีความลึกต่างกัน จึงมีโซนต่าง ๆ ให้เราได้ชม

ให้อารมณ์ค่อยๆดำดิ่งลงไปในท้องทะเลดึก

โซนที่ 1 : Aqua Gate อุโมงค์ใต้น้ำ

อุโมงค์นี้จะเป็นช่วงสั้นๆ ให้เราพอได้ตื่นเต้นที่กำลังจะดำดิ่งลงไปในโลกใต้ท้องทะเล

โซนที่ 2 : Japan Forest (ป่าญี่ปุ่น)

เมื่อผ่านอุโมงค์ใต้น้ำมาแล้ว เราจะได้เจอกับโซนป่าญี่ปุ่น โซนนี้ถูกสร้างให้คล้ายกับป่าริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นการจำลองระบบนิเวศป่าญี่ปุ่น

ส่วนใหญ่จะมีสัตว์บก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์น้ำ สัตว์หลายๆชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันและเกื้อกูลกัน

และสัตว์ที่ดูจะได้รับความสนใจมากที่สุดก็น่าจะเป็น นุ้งนาก ที่มีแต่นักท่องเที่ยวรุมถ่ายรูป

โซนที่ 3 : Aleutian Island หมู่เกาะอะลูเชียน

โซนนี้เป็นการจำลองหมู่เกาะอะลูเชียนของสหรัฐอเมริกา เกาะที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น สัตว์ที่อยู่ในโซนนี้มีทั้งสัตว์ปีก แล้วสัตว์น้ำ รวมถึงเจ้านกพัฟฟินด้วยนะ

โซนที่ 4 : Monterey Bay อ่าวมอนเทอเรย์

โซนนี้จะเป็นการจำลองอ่าวเทอเรย์ท่าชายฝั่งลิฟอร์เนีย มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ เราจะได้เห็นเจ้าแมวน้ำแหวกว่ายตามโขดหิน

โซนที่ 5 : Ecuador Rainforest ป่าฝนเขตร้อนเอกวาดอร์

โซนนี้จะเป็นการจำลองป่าฝนเขตร้อนของ เอกวาดอร์ ประเทศที่อยู่ทางใต้ของอเมริกา ที่ป่าฝนที่ตั้งอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตร ปลาที่อยู่ในเขตนี้มีมานานมากกว่า 1ล้านล้านปีเลยด้วยนะ

โซนที่ 6 : Antarctica ทวีปแอนตาร์กติกา

โดยโซนนี้ก็จะมีนุ้งกวิ้นน่ารักมากกกกกกกกกก ให้เราได้ชมการใช้ชีวิตของเพรนกวินแบบใกล้ชิด

ใครชอบนุ้งกวิ้นต้องไม่พลาดดดดด

โซนที่ 7 : Antarctica ทวีปแอนตาร์กติกา

โซนนี้เป็นโซนที่อยู่ของปลาโลมาลายเว้นแปซิฟิก

เราจะได้ชมน้องโลมาแหวกว่ายหน่ำใจมากกกกกกกกก

โซนที่ 8 : Great Barrier Reef เกรตแบร์ริเออร์รีฟ

โซนนี้เป็นการจำลองเกรตแบร์ริเออร์รีฟของประเทศออสเตรเลีย ที่มีแนวประการังมากถึง 5000 กว่าแนว โซนนี้เราจะได้ชมปะการังที่มีรูปร่างและสีสันที่หลากหลาย พร้อมด้วยเจ้าปลาสีสันสดใส โซนนี้เอาใจเด็กๆไปเล้ยยย

ไม่พอแค่นั้นเพราะภายในโซนนี้จะมีนิทรรศการสำหรับเด็กๆ แถมยังมีปลานีโม น่ารักๆ อีกด้วยนะ เด็กๆๆต้องชอบโซนนี้แน่นอน

โซนที่ 9 : Pacific Ocean (มหาสมุทรแปซิฟิก) โซนที่อยู่ของปลาฉลามวาฬซึ่งเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไฮไลท์ของควาเรี่ยมแห่งนี้ ก็คือตู้โชว์ขนาดใหญ่ที่สุดในอควาเรียมแห่งนี้ มีความลึกมาถึง 9 เมตร และจุน้ำถึง 5,400 ลูกบาศก์เมตร โดยมีพระเอกของตู้โชว์ขนาดยักษ์นี้ก็คือ เจ้าฉลามวาฬ เจ้าจุดตัวใหญ่ที่จะมาแหวกว่ายโชว์ตัวให้เราดูได้ชม

และโซนนี้คือโซนที่ทำให้เราลืมเวลาไปเลย เพลินมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

โซนนี้เป็นโซนที่มีที่นั่ง ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ นั่งชิลมากเวอร์ !!!

เพราะโซนนี้เองทำให้เรารู้สึกว่าความจริงแล้วอควาเรี่ยม ไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับครอบครัว แต่มันคือสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัน อควาเรี่ยมให้อารมณ์เหมือนกับมิวเซี่ยมที่มีชีวิต มันให้ทั้งความเพลิดเพลิน และความลึกซึ่งในตัวตน

โซนที่ 10 : Seto Island ทะเลเซะโตะใน

ทะเลเซะโตะใน เป็นโซนของทะเลที่โด่งดัง มีชื่อเสียงในฐานะต้นกำเนินของการประมงแบบเพาะเลี้ยง

โซนที่ 11 : Seasonal Exhibit แทงค์น้ำจัดแสดงพิเศษ

โซนนี้จะจัดแสดงสิ่งมีชีวิตที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังคัดสรรว่าน่าสนใจ โดยการแสดงก็จะวนเวียนเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ

คือตอนที่เราไป เราดันจำไม่ได้ว่าตู้นี้จัดแสดงอะไร แถมไม่ได้ถ่ายรูปอีกกกกกก

เก๊าขอโทษ เก๊ามัวแต่ตื่นเต้นกับน้องจุดตัวใหญ่ 555555555555555

โซนที่ 12 : Jellyfish แมงกะพรุน

ส่วนตัวเราชอบโซนนี้มากกกก มันดูมีอารายมากกกกกกกกกกกกกกก

โซนนี้เจ้าแมงกะพรุน มาในธีมกาแล็กซี่ แมงกะพรุนโปร่งใส เคลื่อนไหวตัวไปมา คล้ายดาวบนฟ้า

คือถ่ายรูปออกมาสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

โซนที่ : 13 ให้เราได้สัมผัสกัน

โซนนี้จะเป็นโซนที่เราจะได้เห็นสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด อย่างเช้นเจ้าแมวน้ำอ้วนๆที่นอนอวดพุงให้นักท่องเที่ยวแบบเราได้ชมกัน

โซนที่ 14 : คาเฟ่ และ ร้านของที่ระลึก

ก่อนกลับแวะมาละลายทรัพย์กันที่ร้านของที่ระลึกที่มีแต่ของน่ารักกกกกกกก และอย่าลืมแวะทานซอฟครีมน้องวาฬด้วยนะ

OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN

หากถามเราว่าควาเรี่ยมแห่งนี้เป็นสถานที่ห้ามพลาดรึป่าว

เราก็คงตอบว่าห้ามพลาดดดดดดดดดดดด

เพราะจากตอนแรกที่เราคิดว่าจะมาแค่สนุกๆ ใช้เวลาไม่นาน กลายเป็นว่าเราใช้เวลาอยู่ในอควาเรี่ยมแห่งนี้นานเป็นครึ่งวัน อควาเรี่ยมคือสถานที่ๆทุกคนในครอบครัวสามารถสนุกร่วมกันได้ วัยหนุ่มสาวแบบเรา มาเดทกันที่สถานที่แห่งนี้ก็ให้อารมณ์โรแมนติกไปอีกแบบนะ

สุดท้ายอวาเรี่ยมสำหรับเราคืออีกหนึ่งสถานที่ๆให้เราได้รู้สึกหลากหลายอารมณ์ ให้เราได้รู้สึกใกล้ชิดสิ่งมีชีวิตใน มันคือความสุนทรีย์ที่มีชีวิต มันคือความอาร์ตสีฟ้า

Hotel in Tokyo : Hotel Horidome Villa

เราเป็นคนที่หลงไหลในประเทศญี่ปุ่นมากกกกกกกกกกกก

แล้วก็เดินทางไปญี่ปุ่นค่อยข้างบ่อยยยยย

ซึ่งทุกครั้งที่เราไปญี่ปุ่น โตเกียวก็มักจะเป็นเมืองแรกที่เราจะไปตั้งต้นเพื่อเริ่มเที่ยว

เราก็พยามที่จะเปลี่ยนโรงแรมไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะหาโรงแรมในโตเกียวที่คุ้มค่าที่สุด

และในที่สุดเราก็เจอโรงแรมในโตเกียวที่คุ้มค่าทั้งราคา ทำเล และห้องพัก นั้นก็คือ Hotel Horidome Villa 

ครั้งนี้เราก็เหมือนเดิมค่ะ ใช้ Agoda ในการจองห้องพัก เราได้มาในราคาคืนละ 1700 บาท เข้าพักได้ 2 คน ก็เท่ากับว่าคนละ 850บาท/คืน คุ้มมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

o7l3tdocsx9il6js3OB-o

จริงๆราคานี้ก็ไม่ได้ถือว่าถูกที่สุด แต่เราลองอ่านคะแนนรีวิวใน Agoda  โรงแรมนี้อยู่ที่ 8 คะแนน จาก 1,931 รีวิวสำหรับเราถือว่าโอเคแล้ว เมื่อเทียบราคากับคะแนนรีวิว

โรงแรมอยู่ไม่ไกลจากย่าน Akihabara ทำเลของโรงแรมสำหรับเราถือว่ากำลังดีไม่ไกลค่ะ แนะนำว่าให้โหลด app Tokyo subway  เอาไว้นะคะ ทุกอย่างง่ายมาก

2 นาทีจากย่าน Akihabara

S__79380483

10 นาทีจากย่าน Ginza 

S__79380482

การเดินทางมาโรงแรมนี้ สะดวกที่สุดคือการนั่ง Subway มาลงสถานี Kodemmacho (H14) ทางออก1

o7l4p8et4iZfF2XpFH-o.jpg

จากทางออก1 ให้เลี้ยวซ้ายแล้วจะเจอทางม้าลาย ให้ข้ามไปอีกฝั่ง แล้วเดินลงไปทางซ้ายเรื่อยๆเลยค่ะ

o7l5oe6l9yHl29Pqdly-o.jpg

เมื่อเดินมาเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นป้ายสีฟ้าๆยาวๆ ให้เดินไปตรงนั้นเลยคะ

o7l5ex73a4ichZuMifA-o.jpg

ก่อนจะถึงโรงแรมเราจะเจอร้านข้าวหน้าเนื้อ yoshinoya จากร้านข้าวหน้าเนื้อข้ามทางม้าลายไปจะเจอโรงแรมเลยค่ะ ซึ่งฝั่งขวาของโรงแรม คือ Family mart

o7l60d7169jybZPwyEI-oo7l60pzs1K9LoLbfbkq-o

ตึกโรงแรมสีอิฐมีป้ายแถบยาวสีฟ้าตามในรูปเลยค่ะ

o7l4f4zs0CRmJS6O4zx-o                                 (เครดิตรูป http://www.agoda.com)

ในส่วนของ Lobby จะมีกาแฟฟรีบริการเช้าถึงเที่ยงของแต่ละวันด้วย

เรามาถึงโรงแรมตอนเที่ยงค่ะ หวังว่าจะฝากกระเป๋าไว้ แล้วออกไปตะลุยข้างนอก ก็เข้าไปบอกพนักงานว่าเราจองที่นี้ไว้นะ พนักงานก็จัดแจงให้เราเช็คอินได้เลยค่ะ เนื่องจากมีห้องว่างพอดี

ห้องพักเราอยู่ชั้น 9 เป็นห้องไม่สูบบุหรี่

o7l6e36n12fNu79esLZ-oo7l6f8zrp6YgA7tDHwI-o

ขนาดห้องก็เล็กปกติตามมาตรฐานโรงแรมในญี่ปุ่น แต่ก็มีอุปกรณ์ครบค่ะ

o7l6h8lgaRfQR1G913M-o

โดยสรุป 

– สำหรับเราถือว่าเป็นโรงแรมที่อยู่ในทำเลดี ไม่ไกลจาก subway ใกล้ร้านข้าวและร้านสะดวกซื้อ กลับห้องมาดึกๆหาอะไรทานได้สบายเลยค่ะ

– สามารถเช็คอินได้ก่อนเวลา (กรณีมีห้องว่าง)

– พนักงานเต็มใจให้บริการ และช่วยเหลืออย่างดีค่ะ

– แต่มีส่วนที่แปลกคือ เวลาที่เราจะออกไปข้างนอกเราต้องเอากุญแจมาฝากไว้ที่ Lobby กลับมาก็มาเอาจากพนักงาน

Japan_๑๗๐๙๐๘_0015

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่ต้องการที่พักใน Tokyo ทำเลดี ราคาสบายกระเป๋านะคะ

ปล.รูปในรีวิวนี้อาจจะไม่ชัดนะคะ เราทำรูปต้นฉบับหายไป เลยต้องก็อปมาจากกระทู้ตัวเองในพันทิป

 

 

หนีไปญี่ปุ่นกับเวียดนามแอร์ไลน์

เราเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ชอบเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น บวกกับปัจจุบันสายการบินหลายๆสายการบินออกโปรโมชั่น ยั่วใจขนาดนี้ ใครจะไปอดใจไหว (ข้ออ้างชัดๆๆ) และเมื่อกลางปีที่แล้ว (2559) ที่เราเจอตั๋วโปรโมชั่นราคาดีดี้ ของสายการบิน Vietnam Airline ที่ทำราคาโปรออกมาน่าสนใจมากๆค่ะ นักหนีเที่ยวแบบเราไม่ต้องคิดมากกดจองเลยจ้าาาาา (ใจง่ายตลอดดด) ซึ่งสายการบินนี้ไม่ค่อยจะมีกระทู้รีวิวสักเท่าไร เราเลยขอเอาประสบการณ์ของตัวเองมาแชร์ เผื่อว่าจะสามารถเป็นตัวเลือกให้กับคนที่อยากประหยัดงบไว้ช้อปปิ้งแบบเรากันค่ะ

16UTx-o
ทริปนี้เราเดินทางเมื่อวันที่ 10/5/59 กลับ 17/5/59  โดยการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางด้วย Vietnam Airline ครั้งแรกของเราค่ะ ตอนแรกก็หวั่นๆใจเพราะยังไม่เคยบินสายการบินนี้มาก่อน แต่เพราะได้ราคาโปรรวมภาษีโนนนี่สิริรวมอยู่ที่คนละ 8300 บาท จองผ่าน expedia ให้น้ำหนักกระเป๋าคนละ 30 kg (กระเป๋าไม่เกิน2ใบ)

0210

ซึ่งถามเราว่าราคา 8300 บาท มันถูกที่สุดรึป่าว ก็มันก็ไม่ค่ะ เพราะเชื่อว่ามีหลายคนเคยได้ราคาไปญี่ปุ่นจากโลวคอร์สให้ราคาต่ำกว่านี้แน่นอน แต่สำหรับเราว่าราคานี้คุ้มมาก เพราะโหลดกระเป๋าได้ 30 kg เลือกที่นั่งได้ เลือกอาหารได้ ไม่ต้องซื้อใดๆเพิ่มเลยค่ะ 

ขาไป Bangkok – Ho Chi Minh – Narita 

แน่นอนว่าถ้าบินสายการบินนี้เราต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเวียดนาม ส่วนเวลาที่จอดแวะก็แล้วแต่เราจะเลือกหาดูตามความชอบและเหมาะสมของเราเลยค่ะ 

แนะนำให้ทำ web check-in มาก่อนค่ะ เราจะได้เลือกที่นั่งได้ (เราจองผ่าน expedia จะเลือกที่นั่งจากกรุงเทพ-เวียดนาม ให้ตั้งแต่จอง) ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพ-โฮจิมินห์ประมาน 1 ชม 30 นาที พร้อมกับเสิร์ฟอาหาร 1 มื้อ  CG9-o ขาไปเราลืมถ่ายรูปภายในเครื่องจากกทม – โฮจิมินห์ มาค่ะ แต่ทีนั่งจะเป็นแบบ 3 – 3 มีจอร่วมที่ใช้ประมาณ 3 แถวต่อ 1 จอ ในส่วนของเบาะนั่งสบายดีคะ ไม่อึดอัด  โดยเที่ยวขาไป เราเลือกเวลาต่อเครื่อง 3.30 ชม ตอนเราไปเราลืมแลกเงินดองหรือเงินดอลล่าห์ไป เราเลยตัดบัตร visa ก็สามารถซื้อขนมกินเพลินๆระหว่างรอเครื่องได้ค่ะ และที่สนามบินมี wifi ให้เล่นฟรี แต่ความเร็วอาจจะขัดใจหน่อย 

SMpcqyL-o

เครื่องจากโฮจิมิน – นาริตะ เครื่องลำใหญ่นั่งสบายเลยคะ แถวที่นั่งจะเป็น 2-4-2 มีจอส่วนตัวก่อนถึงนาริตะจะเสิร์ฟอาหารอีก 1 มื้อ (ซึ่งเราลืมถ่ายรูปมาอีกละ) ในส่วนของรสชาติอาหาร ความเห็นส่วนเราคือ ไม่ได้อร่อย แต่ก็พอกินได้ เชื่อว่าหลายคนไม่ชอบการบินต่อเครื่องเพราะกลัวไฟลท์ดีเลย์ ซึ่งในครั้งนี้เราก็เจอค่ะ ตามเวลาเราจะบินต่อไปนาริตะ เวลา 0.35 น แต่กลับกลายเป็นว่าทางสายการบินเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องเลทไปประมาน 30 นาที และให้ไปนั่งรอนิ่งๆอยู่บนเครื่องอีกประมาณ 1 ชม แต่ตอนนั้นเราง่วงมากๆ เลยไม่ได้ฟังว่าเหตุผลที่ดีเลย์เพราะอะไร สรุปว่าเรามาถึง นาริตะ เลทไป 1 ชม เลยค่ะ  ตามแพลนเที่ยวเราไม่ได้รีบไปไหนต่อ ไม่ต้องทำเวลาก็เลยไม่ซีเรียสกับเวลาที่เลทไป ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้ค่ะ ส่วนใครที่ต้องบินต่อเครื่องแบบนี้ต้องแพลนดีๆเรื่องเวลาให้สามารถยืดหยุ่นได้ เราจะไม่ต้องมากังวลลุ้นว่าจะทันมั้ย

ขากลับ Narita – Ha noi – Bangkok

ขากลับเราเลือกเที่ยวบินออกจาก นาริตะ 10.00 น. รอบนี้ไม่มีดีเลย์ ตรงเวลาเป้ะ ภายในเครื่องที่นั่งเป็นแบบ 3-3-3 มีจอส่วนตัว เหมือนเดิมค่ะเราทำ web check-in มาล่วงหน้าคะ แถวเราอยู่ฝั่งขวาเรานั่งแค่2คนแฟน อีกที่ว่าง นั่งสบายๆ 

51HE65-o2QS4H-oเราสูง 165 นั่งได้สบายๆ93SD237oJQn4-oหลังเครื่องขึ้นแตะระดับได้แล้วก็จะมีบริการขอว่าง7Z-oต่อมาก็เป็นเวลาขอมื้ออาหาร8wRjY75-o3Vd5k-o

รอบนี้เรามาต่อเครื่องที่ ฮานอย ค่ะ สนามบินใหม่มีร้านค้าและร้านอาหารให้เลือกซื้อได้เพลินๆค่ะ รอบนี้เรารอต่อเครื่อง 2.30 ชม รอบนี้ไม่เจอดีเลย์ เมื่อมาถึงสนามบินฮานอยก็มองหาป้าย transfer แล้วก็เดินตามไปเรื่อยๆเลยคะ จากนั้นก็สแกนกระเป๋าก่อนจะไปนั่งรอเครื่องที่ Gate เมื่อถึงเวลา 16.15 น. เราก็เดินทางกลับไทยกันจ้า 

51c4N6u-o3QhURF-o86ZWXXz3z-oบริการอาหารอีก 1 มื้อ

33i3f2FU-o

การบริการของแอร์ เราว่าโอเคนะ ขออะไรให้หมด ช่วยเหลือทุกอย่าง แต่อาจจะไม่ได้ยิ้มแย้มแบบคนไทย ในส่วนของอาหาร ไม่ได้ถึงกับอร่อยแต่ก็พอทานได้ (ความเห็นส่วนตัว) ถือว่าโอเคมากๆคะ กับราคาที่จ่ายไป  ซึ่งถ้ามีโปรราคานี้มากอีกเราไม่พลาดแน่นอนค่ะ

สรุป

ข้อดี

  • ราคา 8300 บาท รวมอาหารไปกลับ ทั้งหมด 4 มื้อ
  • โหลดกระเป๋าฟรีคนละ 30 kg
  • เลือกที่นั่งได้ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
  • เบาะนั่งสบายไม่เมื้อย
  • บริการแอร์อยู่ในระดับดี

ข้อเสีย

  • ต้องต่อเครื่อง ทำให้เวลาเดินทางยาวขึ้น
  • อาจจะเจอดีเลย์

 

สามารถเข้าไปดูเที่ยวบินและราคาโปรแบบนี้ได้ที่  

https://www.vietnamairlines.com/th/en/plan-book/book-flight-now/promotions/promotions-detail/thailand/TH-NEA/BKK-JP?utm_source=GDN&utm_medium=CPC&utm_campaign=IDM-TH-EN

ภาพหน้าจอ 2017-09-24 12


ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com

Shirakawago

ภาพหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุมอยู่บนหลังคากระท่อม เป็นภาพที่เราเห็นบนอินเทอร์เน็ตเมื่อหลายปีก่อนและเราเรียกภาพนั้นว่า หมู่บ้านในนิทาน โดยไม่คิดว่ามันจะมีหมู่บ้านนั้นอยู่จริงๆ จนเมื่อเรากำลังจะเดินทางไปญี่ปุ่น ค้นหาข้อมูลมากมาย จึงได้รู้ว่า หมู่บ้านในนิทาน ที่เราให้คำนิยามนั้นมีอยู่จริงในญี่ปุ่น ชื่อ หมู่บ้าน Shirakawago จนเราต้องดั้นด้นไปคิดหมู่บ้านนี้ด้วยตาตัวเองให้ได้

07

การเดินทาง

เราขอเริ่มเดินทางจาก Osaka นะคะ โดยเราสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงจาก Osaka ไป Takayama แล้วแวะนอนที่ Takayama 1 คืน ตอนเช้าให้นั่งรถบัสจาก Takayama ไป Shirakawago 

0001

ภาพหน้าจอ 2017-09-05 17.16

สำหรับคนที่ใช้บัตร JR Pass ใช้เส้นทางนี้ได้ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม สามารถเข้าไปเช็ครอบเดินทางได้ที่  http://www.hyperdia.com/en/   โดยเริ่มต้นทางจากสถานี Shin – Osaka ปลายทางที่สถานี Takayama  วิวระหว่างของเส้นทางนี้จะสวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆ  โดยเมื่อมาถึง Takayama แนะนำให้แวะพักที่นี่ก่อน 1 คืน แล้วตอนเช้าไป Shirakawago

การซื้อตั๋วรถบัสไป Shirakawago 

  สามารถใช้รอบรถได้ที่ https://www.nouhibus.co.jp/english/  

 รอบรถจาก Takayama to Shirakawago2017-09-05 17

 รอบรถจาก Shirakawago to Takayama17

สำหรับบริเวณขึ้นรถบัสอยู่ด้านหน้าของสถานีรถไฟ Takayama เลยค่ะ ตอนเช้าจะเห็นรถทัวร์จอดอยู่เรียงรายก็ตรงนั้นเลย ส่วนตอนที่เราไปเราไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้านะคะ ไปซื้อตอนเช้าก่อนไป ก็โอเคมีตั๋วตามต้องการ   ส่วนขากลับก็ให้มาซื้อตั๋วกลับหรือขึ้นรถกลับจุดเดิมที่รถมาส่งใน Shirakawago เลยนะคะ

00040002000300050006000800090010001200130011

เราใช้เวลาในการเที่ยวในหมู่บ้าน 2- 3 ชม สำหรับใครที่จะเดินทางมาแนะนำให้เช็คอากาศให้ดีและเตรียมเสื้อหนาวให้พร้อมเลยค่าาา เราไป Shirakawago ช่วงเดือนมกราคมวันที่ไปเจอทั้งฝนทั้งหิมะตกภาพเลยออกมาเทาๆอย่างที่เห็น ภาพเราอาจจะไม่สวยแบบที่เคยเห็นแต่สำหรับเราภาพนี้สวยสุดเท่าที่ตาเราเห็นได้แล้วค่ะ 


ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com