Day’s Cafe | คาเฟ่อบอุ่น ณ กาญจนบุรี

ถ้าใครสักคนมีเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันบ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าอยากได้ความอบอุ่นใจเรามักนึกถึงคนๆนั้น

และถ้าเปรียบคาเฟ่เป็นคนๆนั้น คาเฟ่แห่งนี้ก็คือคนที่อบอุ่นหัวใจของเราเมื่อไปกาญจนบุรี

Day’s Cafe

คาเฟ่สีขาวขนาดกลางที่ตั้งอยู่ริมถนนกาญจนบุรี -ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ด้วยตัวอาคารสีขาว กระจกบานโต และสีเขียวจากต้นไม้ ทำให้คาเฟ่แห่งนี้สะดุดตาไม่น้อยเลยค่ะ และมีความฟีลคล้ายคาเฟ่เกาหลีอยู่เหมือนกันนะ

เข้ามาด้านในเราจะได้เจอเคาน์เตอร์สำหรับสั่งเมนูต่างๆ ด้วยภายในร้านมีหน้าต่างที่เป็นกระจกใสบานใหญ่ ทำให้ภายในโล่ง โปร่ง และด้วยสีเขียวจากต้นไม้ต่างๆที่แอบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุม ทำให้ใครๆก็ตกหลุมรักที่นี่ตั้งแต่เปิดประตูเข้ามา

ส่วนตัวเราชอบมุมหน้าต่างข้างเคาน์เตอร์มาเลยล่ะ

และหันกลับมาเราก็จะได้เจอกับโต๊ะไม้ยาว มุมนี้เราสามารถนั่งทานเค้กอร่อยๆ พร้อมมองออกไปนอกหน้าต่าง เราว่าในวันที่ฝนตกมุมนี้ต้องสวยสุดๆเลยล่ะ

อีกมุมที่เราชอบมากก็คือด้านหลังร้าน สายแคคตัสต้องกรี๊ดดดด มีน้องเต็มไปหมดเลยยยยยยย บางต้นทางร้านก็ขายนะคะ ใครชอบอยากจะรับกลับบ้านก็สามารถทำได้ ใครที่แค่ชอบแต่เลี้ยงอะไรไม่รอด (แบบเรา) ก็ถ่ายรูปให้เต็มที่เลยจ้าาา

มาดูส่วนเมนูเครื่องดื่มกันบ้าง ทริปนี้เรามากันหลายคน สั่งกันหลายแก้วมาก

แต่สรุปง่ายๆว่า ที่นี่กาแฟดีมากทีเดียวค่ะ แต่ตัวเมนูที่เราอยากแนะนำคือ

  • นมชมพู : นมหอมๆ หวานกำลังดี
  • ชามะนาว : เป็นแก้วที่ทำให้เราสดชื่นได้ อร่อยเลยค่ะ
  • mixed honey soda : อันนี้เราชอบมากกก สดชื่นนนนน มาอีกรอบก็ต้องสั่งเลยนะ
  • อเมริกาโน่ : เราชอบกาแฟที่นี่ ดีงามมมมม
  • โกโก้ : โกโก้เข้มๆ อร่อยมากกกกกกก

เราชอบแก้วนี้มากกกกกกกก ถ่ายรูปสวยและสดชื่นนนน

เมนูเค้กที่เราชอบมาก

  • บราวนี่กล้วยตาก : ใครชอบบราวนี่ที่มีความเป็นไทยผสม แนะนำมากกก
  • โอริโอ้ช็อกโกแลตมูส : ดีมากกกกกกกกกกกก ดีมากกกกที่สุด ไม่ต้องบรรยากาศให้เยอะ

หากใครเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี หรือผ่านไปทางนั้น เราอยากแนะนำให้ลองแวะ Day’s Cafe แล้วคุณจะตกหลุมรักคาเฟ่อบอุ่นที่ดีต่อใจแห่งนี้แบบที่เราเป็น

Day’s Cafe

Address : Day’s cafe ตำบล แก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี
เทศบาลเมืองกาญจนบุรี 71000

Tel : 081 389 9980

Time :   เปิดบริการ : เวลา 7.00-17.00 น. ปิดทุกวันพฤหัสบดี

Facebook  https://www.facebook.com/Dayscafe323/

IG : @day.s.cafe

เที่ยว 2 สไตล์ในวันเดียว | อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน จ.พัทลุง

เชื่อว่าในเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาหลายๆคนน่าจะรู้จักจังหวัดพัทลุงมากขึ้นแล้ว

เราถึงแม้จะเป็นคนพัทลุง แต่ต้องสารภาพตามตรงว่ายังมีอีกหลายสถานที่ในจังหวัดพัทลุงที่ทำให้เราประหลาดใจและตกตะลึงกับความสวยงามได้อยู่เสมอ

ทริปนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยว Landscape แห่งหนึ่งของจังหวัดพัทลุงที่ความสวยงามของธรรมชาติสวยจนคุณต้องถามซ้ำว่าที่นี่คือพัทลุงจริงเหรอ

ทริปนี้ตามชื่อทริปเลยค่ะ เราจะพาทุกคนหนีเที่ยวแบบ 2 สไตล์ภายในวันเดียวที่ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง โดยเราจะแบ่งออกเป็น หนีเที่ยวสไตล์สายหวาน และ หนีเที่ยวสไตล์สายลุย แล้วกันเนอะ

อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน

อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน ตั้งอยู่ที่ บ้านโหล๊ะหาร หมู่ 7 ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน เป็นหนึ่งในโครงการที่ช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน และช่วยให้เกษตรกรมีน้ำพอเพียงในการเกษตร

หนีเที่ยวสไตล์สายหวาน

เที่ยวสไตล์แรกที่เราจะพาไปฟินกันเริ่มกันที่สายหวาน ใครที่เป็นสายนี้ต้องชอบแน่ๆ เพราะวิวของอ่างเก็บน้ำในวันที่ฟ้าเคลียร์ ช่างน่ากดชัตเตอร์รัวๆๆ เพราะวิวที่ได้เห็นสวยแบบลืมหายใจเลยล่ะ

การเดินทาง

วิธีที่ง่ายที่สุดของการเดินทางคือการปักหมุดใน GPS “อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน” แล้วขับรถตามมาเรื่อยๆ เราจะได้เจอกับทางเข้าของที่ทำการอ่างเก็บน้ำ จากนั้นให้เราขับรถเข้ามาภายในเลยค่ะ ตามเส้นทางหลักมาเรื่อยๆ เราจะได้เจอกับสันเขื่อน

วิวที่สวยจนต้องหยุดหายใจนั้นอยู่ฝั่งซ้าย

วิวภูเขาที่เป็นฉากหลังพร้อมกับผืนน้ำที่กว้างเวิ้งว้าง ยิ่งในวันที่ฟ้าสีฟ้่าเป็นวิวที่เราต้องบอกตัวเองเบาๆอีกครั้งว่า ตอนนี้เราอยู่จังหวัดพัทลุง ไม่ใช่ต่างประเทศ

จากสันเขื่อนให้ขับรถตรงมาด้านบนจากนั้นเลี้ยวซ้ายไปฝั่งที่มีสะพานเหล็กเล็กๆที่พอให้คนเดินสวนกันค่ะ เพราะตรงนั้นวิวสวยมากกกก

โดยเส้นทางตัวสะพานเป็นระยะที่เดินแบบไป-กลับ น่าจะประมาณ 2 กิโลเมตรเห็นจะได้ จะมีช่วงที่ต้องขึ้นบันไดหลายขั้นบ้าง ตัดเข้ายังในป่าบ้าง เป็นผู้หญิงคนเดียวไม่แนะนำนะคะ เพราะค่อนข้างเปลี่ยว และจะรกๆหน่อยอาจจะมีสัตว์มีพิษได้ค่ะ

ส่วนเรามากัน 4 คนเลยเดินแบบระวังๆกันไปเพื่อจะได้เก็บรูปมาฝากทุกคน

แม้ทางจะไกลและรกๆหน่อย แต่วิวที่ได้คือสวยมากกกกก

คุ้มค่ากับการเดินเลยค่ะ

รับรองว่าสายหวานที่แต่งตัวมาสวยๆต้องฟินแน่นอนนนน

หนีเที่ยวสไตล์สายลุย

หนีเที่ยวสไตล์ที่สองที่เราอยากจะพาไปสัมผัส เราขอเอาใจสายลุย สายธรรมชาติกันสักหน่อย เพราะเราจะพาเข้าป่าลัดเลาะไปตามหา Landscape ที่สวยจนต้องหยุดหายใจกัน(อีกสักครั้ง)

การเดินทาง

ความเดิมจากสายหวาน หลังจากที่เราปักหมุดมายัง “อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอน” หากอยากเที่ยวแบบสายลุย เราจะไม่ขับเข้าตัวที่ทำการอ่างเก็บน้ำนะคะ แต่ให้ขับเลยไปฝั่งถนนลูกรังไปเรื่อยๆ โดยเส้นทางนั้นจะเป็นเส้นเรียบตัวอ่างน้ำธรรมชาติ (น่าจะเรียกแบบนั้นได้นะ)

โดยเราแนะนำให้เริ่มเที่ยวจากด้านในก่อน

เราแนะนำว่าให้ขับมาจนเกือบตีนเขาด้านใน ระยะทางน่าจะประมาณ 2-3 กิโลเมตร ใครใช้รถเล็กสามารถมาได้นะคะ แต่ต้องช้าๆหน่อย

เราขับรถมาจนถึงตีนเขาจุดสังเกตคือจะมีบ้านไม้แบบมีใต้ถุนอยู่ทางฝั่งซ้ายมือ และฝั่งขวามือจะคือธารน้ำตก โดยจะเป็นน้ำไหลมาจากเขา

บริเวณนี้เราสามารถลงมาเล่นน้ำได้นะคะ ธารน้ำจะต่อกับสวนของชาวบ้าน และหากขับรถเข้าไปในป่าต่อจากจุดนี้จะเป็นหมู่บ้านของซาไก ซึ่งวันนั้นเราไม่ได้เข้าไปค่ะ เพราะเกรงว่าจะไปรบกวนชาวซาไก (ระหว่างเราเล่นน้ำที่ธารน้ำตก ก็จะได้เจอชาวซาไกเป็นระยะๆ)

ธารน้ำตกขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ความสดชื่นของน้ำที่ไหลลงมาจากเขา และความเงียบของผู้คน ทำให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติแสนสงบนี้ได้แบบชัดเจน

เล่นน้ำกันพอชุ่มฉ่ำแล้ว เราขับรถย้อนกลับมาทางเดิมหลังจากนี้ให้ขับช้าๆหน่อยนะคะ เพราะแต่ละจุดที่เราลงไปถ่ายรูปนั้นอยู่ที่เราเลือกมุมเลยค่ะ ไม่ได้มีสัญลักษณ์อะไรให้สังเกตเป็นพิเศษมากนัก

จุดที่ 1 : ธารน้ำที่มีหินขนาดใหญ่ เป็นบริเวณที่ชาวบ้านเอาวัวมาเลี้ยง จุดนี้จะมีคอกวัวอยู่ในพุ่มไม้พอให้สังเกตได้

จุดนี้จะเป็นวิวธารน้ำขนาดใหญ่ มีหินก้อนใหญ่ที่ชะลอน้ำก่อนจะไหลสู่ปากอ่างน้ำ (ธรรมชาติ) แนะนำให้เดินลงมาตามทางเรื่อยๆ (ทางจะชันๆหน่อย)

แต่วิวที่ได้คือสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

สวยแบบโคตรคุ้มค่าาที่ดั้นด้นตามหาาาา

จุดที่ 2 : ทุ่งหญ้ากว้างริมธารน้ำ

จุดนี้จะเป็นวิวทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ริมธารน้ำ โดยทางลงให้สังเกตป้ายจุดเช็คอินคลองป่าบอน จะมีทางหลังใกล้ๆป้ายอยู่หลายทางเหมือนกันค่ะ

ทางลงค่อนข้างชันเหมือนเดิม ระยะทางเดินไกลพอสมควร แต่วิวสวยมากกกกกกและมากกกกกกกก

ตอนที่เราไปจุดบริเวณนี้ฝนกำลังตั้งเค้าพร้อมที่จะกระหน่ำลงมาแล้วล่ะ

จุดที่ 3 : จุดที่สามารตั้งแคมป์ได้

จุดนี้เป็นทำเลที่เหมาะกับการตั้งแคมป์เนื่องจากตัวพื้นค่อนข้างเรียบ มีทางลงสำหรับรถกระบะลงได้ และวิวดีมากกกก

แต่จุดนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปมาฝากนะคะ เนื่องจากตอนที่เราถึงบริเวณนี้ฝนตกหนักแล้ว แต่ยืนยันได้เพราะว่าบริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวมาตั้งแคมป์อยู่แล้ว

ส่วนก่อนกลับสายลุยก็ต้องไม่พลาดวนกลับเข้ามาภายในอ่างเก็บน้ำคลองป่าบอนนะคะ เพราะว่าวิวตรงถนนสันเขื่อนเป็นอีกจุดที่ถ่ายรูปสวยมากเลยละค่ะ

เราหวังว่ารีวิวนี้จะทำให้ใครสักคนอยากจะเก็บกระเป๋าแล้วหนีเที่ยวมายังพัทลุง

พัทลุงจังหวัดเงียบๆที่ไม่ควรเป็นทางผ่านกับใคร รอใหคุณออกค้นหาพัทลุงในแบบของคุณอยู่นะคะ

Eastin Thana City Golf Resort Bangkok | โรงแรมใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

เดือนนี้เรากับเแก๊งเพื่อนสาวมีนัดกัน แต่สถานที่ปลายทางที่เรานัดกันไม่ใช่คาเฟ่แบบเคย เพราะการไม่ได้เจอกันหลายเดือน ทำให้ความคิดถึงมากกว่าเก่า เราจึงมองหาปลายทางที่อยู่ในกรุงเทพ เดินทางสะดวก อาหารอร่อย มีกิจกรรมให้เราทำ และห้องนอนต้องสบาย

ทริปนี้เราเลยมีปลายทางอยู่ที่ Eastin Thana City Golf Resort Bangkok

Eastin Thana City Golf Resort Bangkok

อีสติน ธนาซิตี้ กอล์ฟ รีสอร์ท กรุงเทพ ที่พักใกล้สนามสุวรรณภูมิเพียง 4.8 กม มีรถรับส่งสนามบินให้ฟรีทุกชั่วโมงตั้งแต่ 7 โมงครึ่งตอนเช้าถึง 4 ทุ่ม ตัวโรงแรมเป็นโรงแรมแนวสปอร์ตคลับ เหมาะสำหรับคนที่อยากออกกำลังกาย เน้นเดินทางสะดวก

หลายคนน่าจะหรี่ตามองลิเดียแน่ๆ อวบอ้วนแบบเธอเนี่ยนะ จะมาโรงแรมที่เน้นสปอร์ตคลับ แหม๋ๆๆทุกคนขา ก่อนจะอวบอ้วนเท่าตอนนี้ เมื่อก่อนลิเดียก็สายออกกำลังกายเหมือนกันนะ แค่ช่วงหลังอาหารมันอร่อยกว่าเดิมเท่านั้นเอง 555555

Location

อีสติน ธนาซิตี้ กอล์ฟ รีสอร์ท กรุงเทพ ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกมากๆ เพราะอยู่ห่างจากใจกลางกรุงเทพแค่ 25 นาที ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิเพียงแค่ 10 นาที ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่เดินทางสะดวกมากๆ

ภายในโรงแรม

ภายในโรงแรมถูกออกแบบมาให้บรรยากาศภายในคล้ายรีสอร์ท สำหรับให้เราได้พักผ่อนได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นตัวสนามกอล์ฟที่สวยมากๆ บริเวณภายในโซนโรงแรมที่มาในบรรยากาศสบายๆ

Thana City Country Club

ธนาซิตี้ คันทรี คลับ บริการสปอร์ตคลับครบวงจร รวมถึงสนามกอล์ฟชื่อดังมาตราฐานสากล 18 หลุม แห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการออกแบบโดยนักกอล์ฟชื่อดังระดับโลก เกรก นอร์แมน เจ้าของ
ฉายา “เจ้าฉลามขาว”

สตาฟเล่าให้เราฟังว่าสนามกอล์ฟแห่งนี้ยังเป็นสนามที่ท้าทายนักกอล์ฟมากทีเดียว เพราะมีหลุมที่ต้องตีข้ามน้ำ มีลมจากสนามบิน ใครเป็นสายออกกำลังกายโดยเฉพาะกอล์ฟ ต้องไม่ควรพลาดเลยค่ะ

ส่วนใครที่อยากเริ่มต้นเล่นกอล์ฟบ้าง ที่นี่ก็มีสนามไดร์ฟกอล์ฟ ให้เราได้มาลองฝึกกันด้วยนะคะ และที่นี่ยังมีโปรกอล์ฟที่คอยให้คำแนะนำเราประจำอยู่ด้วย หรือใครที่อยากมีโปรส่วนตัวสอน ก็สามารถติดต่อที่นี่ได้นะคะ

SPORTS CENTRE

ที่นี่ไม่ได้มีแค่สนามกอล์ฟเท่านั้นนะคะ เพราะที่นี่ยังให้เราสนุกกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายด้านกีฬาที่ ธนาซิตี้ คันทรี คลับ

  • แบดมินตัน
  • เทนนิส
  • เทนนิส (เทนนิสสนามดินเทียม)
  • ฟุตซอล
  • สควอช

ดูข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่www.thanacitycountryclub.com

แบดมินตัน

กีฬาที่แก๊งเราถนัดที่สุดก็คงเป็นแบดมินตัน ใครมากับเพื่อนแบบเราสามารถมาใช้เวลาว่าง หรือจะเป็นเวลาแห่งการพักผ่อน เป็นห้วงเวลาแห่งความสนุกและสุขภาพไปพร้อมๆกันก็ได้นะคะ

  • เทนนิส
  • เทนนิส (เทนนิสสนามดินเทียม)

ใครที่ชอบเล่นเทนนิสก็ต้องไม่พลาดเลยนะคะ ที่นี่มีสนามดินเทียมด้วย พี่สตาฟบอกเราว่าคุณภราดร ศรีชาพันธุ์ ก็มาเล่นที่นี่บ่อยๆด้วยนะ

FITNESS CENTRE

ฟิตเนสที่ความดีงามเทียบเท่ากับฟิตเนสขนาดใหญ่ อุปกรณ์มีครบและทันสมัยมากเลยค่ะ ไม่พอยังมีเทนเนอร์สอนให้เราฟรีด้วยนะ โดยฟิตเนสจะเปิดตั้งแต่ 6.00-22.00 น แขกโรงแรมใช้บริการฟรี

ใครเป็นสายฟิตเนสอยากเปลี่ยนบรรยากาศ มานอนเล่น และเล่นฟิตเนสที่นี่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงามในวันหยุดของเราเลยนะ

Swimming Pools

สายออกกำลังกาย (น้อย) แบบเรา สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็น่าจะเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสระน้ำเกลือที่รองรับการซ้อมกีฬา และ การเล่นน้ำสไตล์รีสอร์ท

สระเปิดตั้งแต่ 6.00-22.00 น. ช่วงของโควิดสระจะปิดทุกหนึ่งชั่วโมงเพื่อทำความสะอาดนะคะ

ใครที่เป็นสายตื่นเช้าแบบเรา เราแนะนำให้มาเล่นน้ำตอนเช้าๆค่ะ อากาศดีมาก คนน้อย ใครมากับแก๊งเพื่อนสาวแบบเรารับรองได้เล่นน้ำสนุกมากเลยละค่ะ

Hotel

มาดูโซนห้องพักกันบ้างค่ะ ภายในโรงแรมจะประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 194 ห้อง แบ่งเป็น 7 room type

  • ห้องซูพีเรีย
  • ห้องซูพีเรีย พรีเมี่ยม
  • ห้องซูพีเรีย วิวสนามกอลฟ
  • ห้องเทอร์เรซ วิวสนามกอลฟ์
  • ห้องสวีท 1 ห้องนอน
  • ห้องสวีท 1 ห้องนอน วิวสนามกอลฟ
  • ห้องสวีท 2 ห้องนอน

ห้องซูพีเรียวิวสนามกอล์ฟ

ห้องพักขนาด 32 ตร.ม. ภายในห้องได้รับการออกแบบอย่างดี ทันสมัย สะดวกสบาย ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องนี้เหมาะกับใครที่มาพักแบบ 2 คน มีวิวสนามกอล์ฟให้เราได้มองเพลินๆด้วยนะ

ห้องสวีท 1 ห้องนอน วิวสนามกอล์ฟ

ห้องสวีทขนาด 64 ตร.ม. ภายในห้องได้รับการออกแบบอย่างหรูหราเพื่อความสะดวกสบายเป็นสำคัญ เน้นพื้นที่พักผ่อนกว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ระเบียงส่วนตัวชมสวน พื้นที่รับประทานอาหาร พร้อมครัวขนาดเล็ก

ใครชอบห้องที่มีพืนที่กว้าง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ต้องหลงรักห้องนี้มากๆเลยค่ะ

ห้องสวีท 2 ห้องนอน

ห้องสวีท 2 ห้องนอน ขนาด 96 ตร.ม. ได้รับการออกแบบอย่างหรูหราเพื่อความสะดวกสบายของครอบครัวเป็นสำคัญ เน้นพื้นที่พักผ่อนขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ระเบียงส่วนตัวชมสวน พื้นที่รับประทานอาหาร พร้อมครัวขนาดเล็ก

ห้องนี้คือห้องที่เราพักในทริปนี้ เป็นห้องสวีทแบบ 2 ห้อง มีห้องน้ำ 2 ห้อง มีครัวเล็กๆ และห้องนั่งเล่น ใครมาเป็นครอบครัว หรือเป็นแก๊งเพื่อนแบบเรา ต้องห้องนี้เลยค่ะเหมาะสุด

มาดูห้องนอนใหญ่กันก่อนค่ะ

เตียงนุ่มๆขนาดใหญ่ พื้นที่ภายในห้องกว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกครอบครัน

มีห้องน้ำภายในห้อง แถมยังมี bathtub ให้เราได้แช่น้ำเพลินๆด้วยนะคะ

มาดูห้องนอนเล็กที่ไม่ได้เล็กไปกว่ากันเลยค่ะ

ห้องนี้ใครมาเป็นครอบครัวก็คงเหมาะกับลูกๆ ภายในมีสิ่งอำนวยครบครัน และมีห้องน้ำในตัวเหมือนเดิม

มาดูส่วนของห้องนั่งเล่น และห้องครัวเล็กๆกันค่ะ

เราชอบสเปรซส่วนนี้มากที่สุด เพราะทำให้ห้องพักเป็นมากกว่าห้องพัก เป็นห้องที่สมาชิกทุกคนสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ พื้นที่กว้างขวางเหมาะมากกับเดอะแก๊ง หรือ ครอบครัว

DINING 

Shark Bite Restaurant

ชาร์กไบร์ท ตั้งอยู่ในคลับเฮ้าส์ของธนาซิตี้ คันทรีคลับ ห้องอาหารสุดโปรดของนักกอล์ฟ เสิร์ฟอาหารนานาชาติและเครื่องดื่มตลอดวัน

เราฝากท้องไว้ที่ห้องอาหารชาร์กไบร์ทถึง 2 มื้อเลยค่ะ

ความพิเศษของที่นี่คือพิซซ่าเตาถ่าน ไม่รอช้าค่ะเราสั่ง 2 ถาดเลย ใครอยากมาดูตอนที่เชฟเอาเข้าเตาถ่านก็ได้นะคะ เพราะเขาทำอยู่ด้านหน้าห้องอาหารเลย

มาดูอาหารมื้อค่ำของเรากัน

ใครๆก็บอกว่ามาทานอาหารที่ห้องอาหารชาร์กไบร์ทต้องจัดชาบู เพราะชาบูที่นี่คือที่สุด เนื้อเป็นเนื้อ น้ำซุปอร่อยย

ส่วนพิซซ่าก็อร่อยมาก แป้งบางกรอบ หอมการอบแบบเตาถ่าน โอ้ยดีงามมมมมมม

เป็นมื้อค่ำที่ดีมากกกก ใครที่มาพักที่นี่ ไม่ต้องออกไปหาอะไรทานด้านนอกเลยค่ะ มาที่ห้องอาหารชาร์กไบร์ท รับรองไม่มีผิดหวัง

ส่วนมื้อเที่ยงก่อนเช็คอินเราก็มาฝากท้องไว้ที่ห้องอาหารชาร์ก ไบร์ท อีกครั้ง

มื้อนี้เราสั่งเป็นอาหารไทย – จีน เริ่มที่ข้าวซอยไก่ อร่อยมากกกกกกกกกกกกก ตามมาด้วยแกงเขียวหวานไก่ อร่อยชาติเข้มข้นกำลังดี , เป็ดย่าง – หมูกรอบ อันนี้เด็ดมากกกก , ยำคอหมูย่าง แซ่บมากกกก

รสชาติอาหารที่ห้องอาหารชาร์กไบร์ทคืออร่อยมากกกก อร่อยประดับภัตตาคารหรูเลยละค่ะ ใครที่พักที่นี่เราแนะนำว่าต้องมาลองให้ได้

Breakfast 

SPLASH

ห้องอาหารสแปลช ออกแบบตกแต่งทันสมัย เน้นพื้นที่แบบเปิดโล่ง ให้เราได้สามารถนั่งทานอาหารในบรรยากาศสบายๆ ที่เราจะได้ผ่อนคลายจากวิวสระว่ายน้ำและสีเขียวจากสนามกอล์ฟ

ที่นี่เปิดให้บริการมื้อเช้า มื้อเที่ยง และมื้อเย็น

และสำหรับที่ลงมาทานอาหารเช้า ก็จะได้ทานกันที่ห้องอาหารสแปลชนี่ละค่ะ

ช่วงที่เราไปพัก อาหารเช้าจะเป็นแบบ  A la carte  เนื่องจากแขกส่วนใหญ่จะสั่งอาหารขึ้นไปทานบนห้อง แต่  A la carte  ของที่นี่คือสั่งได้ไม่อั้นนะคะ

เรามากันสามคนสั่งอาหารเช้ามาเต็มโต๊ะอลังการมาเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเช้าสไตล์ตะวันตก ข้าวต้ม โจ๊ก เบเกอรี่ สลัด และ ผลไม้ จัดเต็มที่สุด

ส่วนรสชาติก็ไม่ต้องบรรยากาศให้เยอะ เพราะอร่อยมากกกก วัตถุดิบสด เน้นคุณภาพเป็นหลัก ใครมาพักที่นี่ ตื่นมาเล่นน้ำในสระว่ายยน้ำแล้ว สายๆเริ่มหิวก็แนะนำว่าลงมาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารสแปลช คือการเริ่มวันใหม่ที่ดีมากๆเลยละค่ะ

ทสรุป

อีสติน ธนาซิตี้ กอล์ฟ รีสอร์ท กรุงเทพ โรงแรมที่เหมาะกับการออกกำลัง เล่นกีฬา และ พักผ่อน โดยเฉพาะนักกอล์ฟ หรือ บุคคลที่หลงรักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ ที่นี่ยังเป็นโรงแรมที่อยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกไม่ว่าจะมาจากใจกลางกรุงเทพ หรือจะเดินทางต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่พอแค่นั้นเพราะห้องอาหารของที่นี่อาหารอร่อยมากก

ส่วนตัวเราชอบ อีสติน ธนาซิตี้ กอล์ฟ รีสอร์ท กรุงเทพ เนื่องจากที่นี่เป็นโรงแรมที่ทำเลดีมาก เดินทางสะดวก ทั้งยังเป็นโรงแรมที่มีกิจกรรมให้เราได้ทำเยอะมาก ไม่ว่าจะมากับแก๊งเพื่อน คู่รัก หรือครอบครัว สำหรับคุณจะมีกจกรรมที่ทำให้ทั้งวันไม่มีเบื่อแน่นอน อีกทั้งเป็นโรงแรมที่เราไม่จำเป็นต้องออกไปไนเลย เพราะภายในโรงแรมยังมีห้องอาหารอร่อย ใครมาเป็นแก๊งแบบเราต้องจัดชาบู อร่อยมากกก ใครชอบพิซซ่าก็ต้องไม่พลาด เพราะพิซซ่าเตาถ่านคือดีงามสุด  

ใครกำลังมองโรงแรมที่อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางไม่ไกลจากใจกลางกรุงเทพ และมีกิจกรรมให้เราได้เลือกทำได้ทั้งวัน ที่สำคัญอาหารอร่อย เราว่า อีสติน ธนาซิตี้ กอล์ฟ รีสอร์ท กรุงเทพ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้ามเลยละค่ะ

Eastin Thana City Golf Resort Bangkok

Address : 104 หมู่ 4 บางนา-ตราด กม.14 ต.บางโฉลง
อ.บางพลี สมุทรปราการ 10540

Tel :02 172 2333

Facebook: https://www.facebook.com/EastinThanacity/

Web : https://www.eastinhotelsresidences.com/th/eastinthanacitygolfbangkok/

“พัทลุง” เมืองรอง | บ้านเรา | มองมุมใหม่ with GoPro HERO7 Black

พัทลุง จังหวัดบ้านเกิดของตัวเราเอง

พัทลุง เป็นจังหวัดเงียบๆจังหวัดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ใช้เพื่อเป็นทางผ่าน

พัทลุง คือจังหวัดที่ใครหลายๆคนมองว่าเป็นจังหวัดที่ไม่มีอะไร

แต่ตอนนี้ ททท (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) จัดให้พัทลุงเป็นหนึ่งในเมืองรอง ต้องห้ามพลาด

ทริปนี้บันทึกนักหนีเที่ยว เลยอยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักพัทลุงกันอีกสักครั้ง

แต่การจะเที่ยวบ้านเกิดตัวเอง ที่เป็นเมืองรองให้สนุกนั้นมันต้องมีอุปกรณ์ที่เป็นตัวช่วยกันหน่อย

ทริปนี้บันทึกนักหนีเที่ยวมีผู้ใหญ่ใจดีอย่าง GoPro ที่มอบอุปกรณ์สนุกๆอย่าง GoPro HERO7 Black ให้เราได้เที่ยวเมืองรองได้มุมมองใหม่

อย่ารอช้า ไปเที่ยวพัทลุงกันเลยค้าาาาาา

แต่ก่อนจะไปเที่ยวเมืองรองอย่างพัทลุง เราขอพามาทำความรู้จัก GoPro HERO7 Black ตัวช่วยที่จะทำให้เราเที่ยวสนุกยิ่งขึ้น

คุณสมบัติ Gopro HERO7 Black (แบบเข้าใจง่ายฉบับบันทึกนักหนีเที่ยว)

  • GoPro HERO7 Black เป็น Action Camera ที่เจ๋งที่สุดเท่าที่มีในตอนนี้
  • กล้องรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60FPS เอาเป็นว่าคมชัดสุดดดดดด
  • ตัวกล้องสามารถลงน้ำได้ลึกสุด 10 เมตร โดยที่ไม่ใส่ต้องเคสป้องกันใดๆ (แต่ถ้าลงมากกว่า 10 เมตรจะต้องใส่เคสนะคะ) ยังไม่พอยังทนต่อการตกและฝุ่นดีด้วยนะ
  • Hyper Smooth เป็นที่สุดของกันสั่นของ Gopro เอาเป็นว่าเราทดลองด้วยการไปกระโดดน้ำมา vdo ยัง Smooth ถือว่าดีมากกกกก
  • ตัวกล้องมีปุ่มสั่งถ่ายภาพ และเมื่อกล้องปิด กดแล้วจะเปิดถ่ายภาพอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความสะดวกอย่างมาก คืออออ มันเร็วต่อความต้องการของเราาาา
  • TimeWarp Video คือมันยกระดับจาก Time Lapse ขึ้นไปอีก ทำให้เราสามารถถ่าย vdo สนุกขึ้นมากกกกกกก
  • สามารถใช้งาน Live ได้ทันทีไม่ต้องเชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่น ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
  • และอีกอย่างคือ ยังถ่ายรูปและ vdo ได้แม้ในที่แสงน้อย

รู้จักตัวช่วยที่จะทำให้การเที่ยวเมืองรองของเราสนุกขึ้นแล้ว

แล้วก็ได้เวลาออกเดินทางไปกับบันทึกนักหนีเที่ยวแล้วววว

ทริปนี้เรามีปลายทางหลักอยู่ที่ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของพัทลุง ที่มีชื่อว่า “ทะเลน้อย” หากใครนึกไม่ออกว่ามันคือที่ไหน ลองคิดภาพตาม ว่าคุณเคยได้เห็นภาพทะเลที่มีดอกบัวสีชมพูบานเต็มไปหมดของพัทลุงมั้ยยยย ถ้าคุณเคยเห็น นั่นแหละมันคือ “ทะเลน้อย”

แต่บันทึกนักหนีเที่ยวซะอย่าง ถึงจะพามาเที่ยวเมืองรอง เราก็จะไม่ยอมไปที่แมสแน่นอน มันต้อง unseen ให้สมกับคอนเซ็ป “เที่ยวเมืองรอง มองมุมใหม่” ของเราซะหน่อยยย

ทริปนี้เราพักที่โรงแรม ศรีปากประ อันดาคูรา บูตีค รีสอร์ท ซึ่งเป็นโรงแรมที่สวย มีสระว่ายน้ำให้เราได้เล่นน้ำไปดูวิวยอไป โอ้ยยย สบายจายยยยย

เราทำรีวิวโรงแรมแยกเอาไว้สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2019/03/16/sripakpra-andacura-boutique-resort-

เราเช็คอินเข้าห้องเก็บของแล้วรีบเปลี่ยนชุดว่ายน้ำมาเล่นน้ำกันทันที คราวนี้แหละมี GoPro HERO7 Black แล้ววว มันจะทำให้การเล่นน้ำ (ห่างไกลกับคำว่าว่ายน้ำมากนะ) สนุกมากขึ้นนน

กระโดดลงน้ำพร้อมกล้องกันน้ำได้ไม่มีหวั่นนนน

การมีกล้องที่กันน้ำได้มันสนุกอย่างนี้นี่เองงงงงง

กิจกรรมในโรงแรมของเราไม่มีอะไรนอกจาก เล่นน้ำ กิน แล้วก็นอน ฮ่าาาาาา

แต่ความตื่นเต้นมันอยู่วันพรุ่งนี้ที่เราจะพาตัวเองและทุกคนไปเจอ Unseen พัทลุง ว่ามันสวยแค่ไหนต่างหากกกกกกก

อย่ารีรอรีบนอนเหอะ พรุ่งนี้ทัวร์นั่งเรือชมวิวของเราเริ่ม 6 โมงเช้า


นั่งเรือชมวิว Unseen พัทลุง

เช้าวันที่สองโปรแกรมเที่ยวเราเริ่มต้นตั้งแต่ 6 โมงเช้า

โดยเรือจะมารอเราที่ท่าน้ำของทางที่พัก ค่าบริการราคา 1200 บาท ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง สามารถจองกับทางโรงแรมได้เลย ใครไม่ได้เป็นแขกที่มาพักของโรงแรมก็สามารถใช้บริการนี้ได้นะ ขอแค่ต้องแจ้งล่วงหน้านิดนึงจ้า

โดยจุดแรกที่เรือจะพาไปเรานั่นก็คือ การชมพระอาทิตย์ขึ้นจากน้ำพร้อมกับมีฉากประกอบจากยอของชาวบ้านที่คลองปากประ ติดกับโรงแรมนั่นเอง

ขออธิบายเพิ่มเรื่อง “ยอ” คืออุปกรณ์ที่ชาวบ้านในพัทลุงใช้ในการดักจับปลาชนิดที่มีขนาดเล็กๆ ซึ่งวิธีการก็คือการหย่อนตาข่ายนั้นลงไปในน้ำ แล้วจะดึงขึ้นมาในเวลาเช้าและเย็นของในแต่ละวันนั่นเอง

ตอนนี้ภาพตรงหน้าที่เราเห็นมันเป็นภาพที่สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เป็นภาพที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็นจากจังหวัดพัทลุง มันสวยมากกกกกกก สวยจนเราไม่รู้จะพิมพ์บรรยากาศยังไงให้ทุกคนเข้าใจความรู้สึกและภาพที่ดวงตาเราได้รับรู้ ณ เวลานั้น

จุดที่สองเป็นจุดดูนก อยากจะบอกว่านกเยอะมากกกกก เยอะจนเราทึ่ง จนไม่รู้ว่าควรจะถ่ายรูปหรือนั่งนิ่งเพื่อซึมซับความรู้สึกภาพที่อยู่ตรงหน้าแทน

ฝูงนกนานาชนิดนับร้อยๆตัว กำลังออกหากินในรุ่งอรุณของวัน เป็นภาพที่ทำให้เราทึ่งไปชั่วขณะ เพื่อนที่มาด้วยของเราในสถานะเด็กทรัพยากรธรรมชาติ (ม.อ.) บอกว่า แสดงว่าพัทลุงยังคงสมบูรณ์อยู่มาก นกเลยเยอะขนาดนี้

จุดที่สามเรือพาเราลอดใต้สะพานเฉลิมพระเกียรติไปดูวิถีชีวิตควายน้ำ

แต่ก่อนที่จะไปดูควายน้ำ วันนี้ดันมีควายบนบกด้วย (จริงๆมันก็ชนิดเดียวกัน แต่น้องควายขอกินหญ้าบนเกาะดีกว่า

ก่อนที่จะไปดูควายน้ำ เราขอแวะเกาะเล็กๆที่อยู่กลางน้ำ ซึ่งเราสามารถขึ้นไปได้ด้วย

ขึ้นไปบนเกาะแห่งนี้แล้วใช้ Gopro Hero 7 Black ถ่ายออกมาสวยมากกกกก

เรือค่อยๆแล่นพาเราไปจอดดูควายที่กำลังแช่น้ำ บางตัวกำลังดำผุดดำว่าย แต่ทุกตัวกำลังสำราญกับการกินจอกแหน โดยไม่สนใจว่าเราจะถ่ายรูป หรือนั่งจ้องนานขนาดไหน

เราไม่อยากจะเชื่อ ว่าภาพบรรยากาศของควายน้ำที่เราเห็น จะทำให้เราที่เดินทางมาก็มากมายแล้วทึ่งกับบรรยากาศที่เห็น

มันสวยมากกกกกกกกกก มันคือ Unseen Thailand ที่อยากให้ทุกคนมาสัมผัส เมืองรองอย่างพัทลุงยังทำให้คนพัทลุงอย่างเราทึ่งและเข้าใจคำว่า Unseen Thailand อย่างแท้จริงก็วันนี้

จุดที่สี่เรือพาเราไปชมทุ่งสาหร่ายข้าวเหนียว ซึ่งบอกตามตรงว่าพึ่งเคยได้ยินชื่อครั้งแรก ซึ่งเจ้าสาหร่ายข้าวเหนียวเนี่ยยย จะออกดอกบานสะพรั่งช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ส่วนเราไปมีนาคม ก็จะมีความร่อยหรอไปพอสมควร

แต่ยังไงก็ยังสวยมากกกกกกกกก

สุดท้ายจุดที่ห้า จุดนี้ถือเป็นไฮไลท์ของจังหวัดพัทลุงเลยก็ว่าได้นะคะ เพราะมันคือดอกบัวแดงทะเลน้อย ซึ่งเจ้าดอกบัวแดงจะบานสะพรั่งสวยงามจริงๆจะอยู่ช่วงเดือนเมษายน

คือตรงจุดนี้ก่อนมาเราไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไหร่ (อีกละ) ก็มันเคยเห็นตั้งแต่เด็กๆ แต่ครั้งนี้จะเป็นการเข้าไปใกล้ หรือการนั่งเรือเข้าไปอยู่ท่ามกลางดอกบัวเหล่านี้

บรรยากาศที่เราเห็นทำให้เรารับรู้ถึงความสวยงามของธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ของพัทลุง

มันสวยมากกกกกกกกกกกกกกกก มองไปสุดลูกหูลูกตา เราก็จะเห็นสีชมพูเต็มไปหมด

เราใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษในการเที่ยวชมธรรมชาติสุดแสนจะ Unseen พัทลุง ที่สวยมากๆ สวยขนาดที่ว่าอยากให้ทุกคนมาลองสัมผัสและมาเห็นความสวยของพัทลุงด้วยตาตัวเองสักครั้งหนึ่ง


สวนพฤกษศาสตร์

บันทึกนักหนีเที่ยวมาเที่ยวกับ GoPro HERO7 Black ทั้งที จะพาไปเที่ยวแค่ชมวิวบนเรือก็ดูจะไม่สมฐานะเท่าไหร่

เราเลยขอพาทุกคนมาเที่ยวกันต่อที่สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งภายในสวนแห่งนี้ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวหรือพักผ่อนหย่อนใจได้ทุกวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ภายในนอกจากจะมีวิวที่สวยแล้ว ยังมีนกนานาชนิดที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ใครชอบนกควรไปมากกกก หรือจะแค่ไปนั่งดูวิวทะเล ปล่อยใจไปกับสายน้ำก็ดีนะ


สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.พัทลุง

สะพานเฉลิมพระเกียรติ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า สะพานเอกชัย เป็นสะพานยาวที่เชื่อมจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลาเข้าด้วยกัน

จุดเด่นของสะพานแห่งนี้ คือความยาวที่ยาวเกือบ 6 กิโลเมตร และวิวที่สวยงาม แถมบางวันยังได้เห็นวิถีชีวิตของควายที่มากินหญ้าแถวนั้นอีกด้วยนะ


พระอาทิตย์ตกน้ำที่ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง

ก่อนที่จะหมดวันเราขอพาทุกคนไปชมวิวพระอาทิตย์ตกน้ำกันที่ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ซึ่งรับรองว่าจุดนี้น้อยคนนักที่จะรู้จัก แต่ธรรมชาติที่เห็นนั้นคุ้มค่าแน่นอน

เมื่อมาถึงอ.ปากพะยูนแล้ว เรากระโดดขึ้นรถพ่วงข้าง รถที่ชาวบ้านใช้ในการสัญจรเพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกตามการใช้งาน นั่งรถมาประมาณ 5 นาที ก็มาถึงจุดชมพระอาทิตย์ตกน้ำ ใกล้กับที่ทำการเทศบาลอ่าวพะยูน

บอกเลยว่าสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกก

การได้นั่งมองพระอาทิตย์ค่อยๆตกลงไปในน้ำ มันทำให้เรามีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แต่สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้นั้นก็คือ ธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่นัก และการได้เข้ามาทำความรู้จักกับวิถีชาวบ้าน ทำให้เราเข้าใจความสุขที่เรียบง่ายได้มากขึ้น

บางครั้งเราก็ไม่ควรมองข้ามบางอย่างไป เพราะมันอาจจะทำให้เราพลาดสิ่งดีๆก็เป็นได้ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวเมืองรอง ใครว่าจังหวัดเงียบๆเหล่านั้นไม่มีอะไร ลองเข้าไปทำความรู้จักมันก่อนดีมั้ยแล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง

ทริปนี้เราหวังว่าเราจะสามารถทำให้ใครสักคนอยากจะมาทำความรู้จักเมืองรองอย่างพัทลุง แล้วอย่าลืมหยิบ GoPro HERO7 Black มาสร้างมุมมองที่แตกต่างของเราเองนะ

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้กลับบ้านด้วย “รถไฟ”

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต คนเราก็ดูเร่งรีบกับทุกสิ่ง

จนบางครั้งความเร่งรีบนั้น ทำให้เราทำ “ความสุขทางใจ” หล่นหายไประหว่างทาง

เราหลงรักการนั่งรถไฟเพื่อการเดินทางครั้งแรกก็ตอนไปญี่ปุ่น

รถไฟที่ทั้งสะอาด สะดวกสบาย เดินทางผ่านวิวสวยๆของระหว่างทาง

การเดินทางครั้งนั้นทำให้เราฝังใจกับการเดินทางด้วยรถไฟมากๆๆ

หลังจากนั้นเมื่อต้องเดินทางในต่างประเทศ หากมีรถไฟเป็นทางเลือกเราจะขอเลือกรถไฟเป็นอย่างแรกเสมอ

วันดีคืนดี เราก็ถามตัวเองว่า “นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้นั่งรถไฟกลับบ้าน”

เราไม่ได้เดินทางกลับบ้าน (ที่หาดใหญ่) ด้วยรถไฟมานานมากกกกกก

ไม่ได้อคติต่อรถไฟไทย แต่มันใช้เวลานานนนนนนน นานนนนมากกกกก ถ้านับเวลาเป็นเครื่องบินเราน่าจะบินใกล้ถึงอเมริกาแล้วมั้งงงงง

แต่ครั้งนี้เราขอกลับบ้านด้วยรถไฟใหม่ของไทยยยยยดูสักครั้ง

รูปจากกล้องฟิล์ม

เราจองตั๋วรถไฟผ่านทางเว็บไซต์ https://www.thairailwayticket.com/eTSRT/

เพราะสามารถเลือกที่นั่งได้เลย จ่ายตังค์ผ่านบัตรเครดิต เสร็จแล้วก็แค่ปริ้นตั๋วออกมาเลย ถึงวันเดินทางได้เลย ซึ่งเราได้ทำ How to วิธีจองตั๋วไว้นานแล้ว สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2017/08/15/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5/
h

โดยขบวนรถที่เราจะกลับนั้นคือ ขบวนรถ 31 ต้นทางจากสถานีรถไฟกรุงเทพ ออกเดินทาง 14.45 น. ปลายทางที่ชุมทางหาดใหญ่ ในเวลา 6.35 น.

รูปจากกล้องฟิล์ม

ปกติเราก็มากรุงเทพเฉลี่ยเดือนละครั้งมาทำงานบ้าง มาหาแฟนบ้าง มาเที่ยวเล่นบ้าง แน่นอนกว่าการเดินทางโดยประจำของเราก็คือ การเดินทางด้วยเครื่องบิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 35 นาที ก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว สะดวกสบายจะตายยยยยย

แต่ครั้งนี้เราจะเดินทางด้วยรถไฟไทย ที่ได้รับการเปลี่ยนโฉมมาใหม่ มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าสบายมากกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ยังช้าเหมือนเดิมมมมมมม

เราตัดสินใจว่า เราจะลองกลับบ้านด้วยรถไฟไทย(อีก)สักครั้ง เพราะครั้งล่าสุดที่กลับบ้านด้วยรถไฟ นั้นมันก็โคตรจะนานมากๆๆแล้ว ครั้งนี้เราไม่รู้เหมือนกันว่าจะชอบ หรือเซ็งที่มันช้า แต่ก็บอกตัวเองว่า ถือว่าจะได้มีเวลาอ่านหนังสือที่ชอบก็แล้วกันนะ

เมื่อวันเดินทางมาถึง

เรามาถึงสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ก่อนเวลาที่รถไฟจะออกจากสถานี 1 ชั่วโมง

ก็คนมันตื่นเต้นนนนนนน

แต่รถไฟที่จะพาเรากลับบ้านนั้นมาจอดเทียบอยู่ที่ชานชลาก่อนเรามาซะอีกกกก

รูปจากกล้องฟิล์ม

เราจองมาเป็นตู้ผู้หญิงล้วน เพื่อความสบายใจของตนเองและผู้ปกครอง

รถไฟใหม่มันดีอย่างนี้แหละแกรรรรรรร

ขึ้นมาถึงก็เอาสัมภาระไปจับจองที่นั่งของตัวเอง ที่ทำการจองมาตั้งแต่ตอนจองตั๋วแล้ว

รถไฟออกจากสถานีต้นทางตรงเวลามากกกกก (14.45น.)

เราชอบความเป็นอินเตอร์ของรถไฟใหม่ที่จะมีประกาศทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้รับรู้ ว่ากำลังจะออกจากสถานีแล้วนะ หรือกำลังจะจอดสถานีไหนนะ แถมยังมีจอ LCD บอกเส้นทางของรถไฟขบวนนั้นด้วย

ห้องน้ำก็สะอาดดดดด คือเทียบเท่าห้องน้ำบนเครื่องบินเลยนะ

ประทับใจมากกกกกกกกกกกกกกกก

เมื่อรถไฟเริ่มออกจากชานชลา

เราก็เริ่มอ่านหนังสือเล่มโปรดที่เอาติดตัวไปด้วย มันสนุกนะ มันสนุกกว่าเดิมเยอะมาก

เพราะทุกครั้งที่เงยขึ้นมาจากหน้าหนังสือวิวระหว่างทางก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ตอนมาด้วยความตื่นเต้นเลยไม่ได้แวะกินข้าว หรือซื้อของกินมาตุนเลย

เพราะอยากไปลองกินข้าวที่ตู้เสบียงดู (มีคนบอกว่า มันสบายนะ)

จากตู้ผู้หญิงไปถึงตู้เสบียงต้องเดินไปประมาณ 4 ตู้ ถือว่าค่อนข้างไกล หรือไม่อยากเดินไกลสามารถสั่งอาหารก็ได้นะ จะมีสตาฟจากตู้เสบียงเดินมารับออเดอร์เป็นระยะ

เราไปถึงในตู้เสบียงมีผู้โดยสารคนอื่นนั่งกินข้าวอยู่ก่อนหน้าแค่ 2 คน เราเลยได้เลือกนั่งเก้าอี้ตามใจชอบ

เอาจริงนะ ตู้เสบียงของรถไฟใหม่ ให้อารมณ์คล้ายญี่ปุ่นมากกกกกก

เราชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ไม่อยากจะเชื่อว่าอาหารเซ็ตธรรมดาๆ (แต่ราคาไม่ธรรมดา) กินไป มองวิวไป มันอร่อยมาก

เรารู้สึกว่าตัวเองคิดถูกที่เดินมากินที่ตู้เสบียงเพราะมันได้อีกฟีลนึงเลยนะ

รถไฟขบวนที่เราเดินทาง เป็นรถไฟที่ค่อนข้างเร็ว(แล้ว) จอดน้อยสถานี ทำให้ถึงค่อนข้างจะตรงเวลาที่กำหนดอยู่นะ

เมื่อจอดน้อยและจอดแต่ละที่ใช้เวลาไม่นาน ไอจะซื้อของกินที่ขึ้นมาขายก็มีเวลาไม่เยอะ แนะนำว่าใครจะซื้อ ก็รีบตัดสินใจเลย ส่วนเราซื้อหมี่ผัด ของดี(สถานี)ราชบุรี 2 กล่อง (กล่องละ 10บาท) เอาไว้กินตอนค่ำ เพราะขี้เกียจเดินไปเดินมาละ

กินหมี่ผัดกล่อง 10 บาท กับวิวพระอาทิตย์ตกตรงหน้าาาาา

มันอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก น้าาาาาาาาาาาาาาาาาาา

6 โมงเย็นเป็นต้นไป เราสามารถขอให้คุณพี่เจ้าหน้าที่ๆดูแลตู้ของเรา ปรับเปลี่ยนเก้าอี้เราให้เป็นเตียงได้ แนะนำว่าถ้าเลือกได้ให้เลือกเตียงล่าง

เพราะมันชิวมากกกกกก เหมือนมีห้องเล็กๆๆของตัวเองที่มีวิวเปลี่ยนไปเรื่อยๆๆ

ชอบบบบบบบบบบบบบบบบ

ก่อนมาเราคิดไปว่า เราอาจจะนอนไม่หลับ เพราะความสั่นสะเทือนของรถไฟ

แต่ตัดภาพมาที่ความจริง เราหลับตั้งแต่ 2 ทุ่มเเลยจ้าาาาาาาาาา

ถึงหลับไม่สนิทมาก แต่ถือว่าหลับสบายเลยละ

รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนตี 5 ตอนที่ฟ้าใกล้จะสว่างแล้ว

การนั่งรถไฟครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นทั้งพระอาทิตย์ตกและขึ้น

ถ้าเราไม่นั่งรถไฟกลับบ้าน เราคงไม่ได้เห็นวิวนี้

เราชอบความรู้สึกตอนนั่งรถไฟนะ ไม่ต้องจดจ่อกับเวลา ว่ามันจะถึงตอนไหน เราแค่นอนอ่านหนังสือสลับไปกับการมองวิวที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันชิลดีนะ

จริงๆรถไฟไทยไม่ได้แย่หรอก แค่บางครั้งเราต้องพยามมองหาข้อดีของการเดินทางนั้นให้ได้

และรถไฟใหม่ของไทยถือว่าดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ค่อนข้างตรงเวลา มาถึงช้ากว่ากำหนดเวลาแค่ 30 นาที ซึ่งถือว่าดีมากกกกกกกกกกแล้ว

ถ้าคนที่ไม่รีบร้อน ไม่รีบเร่ง เราว่ารถไฟเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีมากๆ ถึงแม้รถไฟจะใช้เวลานานกว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินเมื่อเทียบแล้วถือว่าเยอะมาก

แต่การเดินทางด้วยรถไฟ คืออิสระของผู้โดยสาร เราจะเดินไปไหนก็ได้ จะนั่ง จะนอนตอนไหนก็ได้

และการเดินทางด้วยรถไฟ การได้นั่งมองวิวข้างทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันทำให้เราค้นพบความสุขใจที่เครื่องบินให้เราไม่ได้

“มาเด” ปากพะยูน | MADE’ Cafe & Bistro | in พัทลุง

คำเตือน !!! บทความต่อไปนี้ ไม่ใช่รีวิว

คำเตือน !!! บทความต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่อยากบอกเล่า

คำเตือน !!! เรื่องราวต่อไปนี้อาจจะส่งผลต่อต่อมเช็คอินคาเฟ่ ต่อมกาแฟ และ ต่อมอาหาร ของทุกคน

อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง

คืออำเภอที่เราขนานนามว่าเป็นเมืองลับแล เพราะหากคุณไม่มีเพื่อน ญาติพี่น้อง มันยากมากที่คุณจะรู้จักอำเภอนี้

แต่ในเมื่ออำเภอนี้คือบ้านเกิดของเรา และเราก็รู้สึกได้ว่า บ้านเกิดของเรานั้นมีอะไรมากกว่าการที่จะเป็นเมืองลับแล

วันหนึ่งความฝันและการต้องการพัฒนาบ้านเกิดตัวเองจึงเกิดขึ้น เราตัดสินใจเปิด “คาเฟ่ และ ร้านอาหาร” ในอำเภอลับแลแห่งนี้ เพราะเราอยากขายกาแฟ อยากขายอาหาร และอยากขายบ้านตัวเอง

เหตุที่ต้องบอกว่าบทความฉบับนี้ไม่ใช่รีวิวเหมือนกับบทความรีวิวก่อนๆมา ก็เพราะบทความฉบับนี้จะเล่าถึงร้านกาแฟและร้านอาหารที่ชื่อว่า MADE’ Cafe & Bistro ร้านกาแฟและร้านอาหารใหม่ของจังหวัดพัทลุง

หากร้านนี้เป็นของบุคคลอื่นไกล หรือ ถ้าเราเป็นคนที่จะฉวยโอกาส เราก็จะอวยร้านนี้เต็มที่

แต่เพราะร้านนี้มันคือร้านของเราเอง และเพจบันทึกนักหนีเที่ยว ก็คือเพจของเราเอง ดังนั้นบทความฉบับนี้จึงจะไม่ใช่รีวิว แต่จะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวกว่าจะมาเป็น MADE’ Cafe & Bistro

MADE’ Cafe & Bistro อ่านว่า มา-เด คาเฟ่ แอนท์ บิสโทร

คำว่า MA-DE ไม่ใช่ภาษาฝรั่งเศษ หรือ ภาษาอิตาลี แต่มันคือภาษาใต้

คำว่า “มาเด” ในภาษาใต้ แปลว่า “มานี่ซิ” มันคือการเชิญชวนให้มาหากัน

ความฝัน การเดินทาง และความจริง

หากใครที่ติดตามบันทึกนักหนีเที่ยวมาบ้าง ไม่มากก็น้อย จะรู้ว่า ลิเดีย เป็นคนมีความฝันในการเดินทาง ไปให้ไกลที่สุด เห็นโลกใบนี้ให้กว้างที่สุด

และอีกหนึ่งความฝันและความชอบ นั่นคือ “กาแฟ”

หลายๆทริปในปีนี้ ใช้ “กาแฟ” ในการนำทางของทริป

เราไม่แน่ใจว่าตัวเองหลงรักการลิ้มรสกาแฟไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เรารู้ตัวแค่ว่า คาเฟ่สบายๆ กาแฟดีๆ มันทำให้สมองเราโปร่ง เราทำงานที่ใช้ความคิดและไอเดียได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นหากมีเวลาว่างเราก็เดินทางเพื่อหาสิ่งเหล่านี้เสมอมา

เดินทางวันแล้ววันเล่า

ชิมกาแฟแก้วแล้วแก้วเล่า

จนวันหนึ่งความฝันที่ก็เริ่มก่อตัวและเปล่งเสียงออกมาจากตัวมันเอง

เราโชคดีที่ๆความฝันที่จะมีร้านกาแฟดีๆ มันไม่ใช่ความฝันของเราคนเดียวในครอบครัว แต่มันดันเป็นความฝันของทุกคนในครอบครัว จากฝันเล็กๆจึงก่อรูป ก่อร่างขึ้นมาทีละนิด

เราใช้เวลาประมาณ 2 ปี เปลี่ยนบ้านเก่าและพื้นที่รกร้างที่มี ให้ภาพในความฝันค่อยๆกลายเป็นความจริง

แต่จากความฝันที่ เราอยากมีคาเฟ่นั่งสบายๆ มีกาแฟดีๆให้จิบ เราจำเป็นต้องเข้าใจโลกของความจริงโลกของธุรกิจ

ร้านกาแฟ คาเฟ่ ในพื้นที่ชนบท อย่างอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ธุรกิจในความฝัน จะอยู่รอดในโลกแห่งความจริง

สุดท้ายเมื่อโลกความเป็นจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง ความฝันมันต้องมีสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ จากแค่ “คาเฟ่” และ “กาแฟ” เราจึงกลับให้ร้านแห่งนี้เป็นคาเฟ่และร้านอาหารในที่เดียวกัน

ชนบท “คาเฟ่” และ “กาแฟ” ไม่สามารถอยู่ด้วยตัวมันเองได้

สุดท้ายมันจึงกลายเป็น “MADE’ Cafe & Bistro”

เราไม่สามารถบอกได้ว่า กาแฟ เราอร่อยมาก

เราไม่สามารถบอกได้ว่า อาหารเรารสชาติดีแค่ไหน

แต่สิ่งที่เราจะบอกได้ คือ ความตั้งใจทุ่มเท ที่จะพยามทำร้านกาแฟ ร้านอาหาร ในอำเภอที่แทบไม่มีคนรู้จักเลยในจังหวัดพัทลุงที่เป็นบ้านเกิด

MADE ที่เราตั้งใจให้อ่านว่า ” มา – เด ”

แต่อีกหนึ่งความหมายที่เราตั้งใจเขียนให้มันมีความหมายตามภาษาอังกฤษว่า “เมด” เพราะทุกอย่างในร้านคือ โฮมเมด เราตั้งใจทำทุกอย่างออกมาด้วยความรู้สึก

“กาแฟ

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

เราเดินทางกินกาแฟมาแม้จะไม่มากเท่าบล็อกเกอร์หลายๆท่าน แต่ก็คงไม่น้อยจนไม่สามารถพูดไม่ได้เลยว่า “หลงรักกาแฟ”

เมื่อในวันที่ MADE’ Cafe ก่อขึ้นมา เราจำเป็นต้องเลือกกาแฟที่เป็นของเรา และมันคือความโชคดีที่เราได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับความรู้ด้านกาแฟมาจากหลายๆคาเฟ่ที่เราไป

เราได้เลือกโรงคั่วกาแฟคุณภาพดี โรงคั่วที่สามารถคัดสรรคัดกาแฟแบบที่เราต้องการให้ได้

ส่วนตัวเราไม่ชอบกาแฟเปรี้ยว แต่ชอบกาแฟที่มีความเข้มและให้กลิ่นดาร์กช็อกโกแลต

แต่เรายังยืนหยัดที่จะใช้กาแฟไทย เพราะเราเคยฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเกษตรกรชาวไทย ที่ปลูกเมล็ดกาแฟ เราอยากให้คาเฟ่อยู่ได้ ชาวไร่ก็อยู่ได้

และในที่สุดเราก็มีโรงคั่วที่ปรับรสชาติเมล็ดกาแฟแบบที่เราต้องการได้

เราจึงได้กาแฟรสชาติที่เป็น “มาเด”

ด้วยประสบการณ์และความชอบลองของตัวเราเอง เลยทำให้ “มาเด” มีเมนูเครื่องดื่มที่เราคิดค้นมันขึ้นมาเองหลายเมนู

MADE’ Signature

  • Espresso Honey Lemon Soda เจ้าตัวนี้เกิดการตัวเราที่อยากกินกาแฟไม่ผสมนม แต่ก็ยังไม่สามารถกินกาแฟขมได้ ดังนั้นเลยเอาเจ้าน้ำผึ้งมะนาว มาเป็นตัวช่วยให้มีความหวานอมเปรี้ยว และเพิ่มโซดา เพื่อเพิ่มความสดชื่นเข้าไปด้วย
  • ชานมมาเด หรือ ชาเย็นมาเด : นอกจากเราจะเป็นบุคคลที่ชอบกินกาแฟแล้ว เรายังเป็นอีกบุคคลที่ติดชาเย็นมากเช่นกัน 55555

ดังนั้นบุคคลที่ติดชานมแบบเรา แน่นอนค่ะเราหาตัวชาที่เป็นสูตรพิเศษของตัวเอง เป็นอีกหนึ่งในเมนูที่ภูมิใจนำเสนออออ

  • ลูกโหนดนมสด (ลูกตาลนมสด) : เมนูนี้เกิดจากความบังเอิญที่มีเพื่อนของคุณพ่อเอาลูกตาลมาให้เป็นจำนวนมากกก ด้วยอารมณ์อยากจจะคิดเมนูแปลกใหม่

ทั้งคิด ทั้งค้น ไปๆๆมาๆๆ ก็ได้อีกหนึ่งเมนูที่เรียกว่าเป็น เมนูของ “มาเด” โดยเฉพาะเลย

  • เมนูเครื่องดื่มตามฤดูกาล ก่อนหน้านี้เรามีเมนูชื่อ “มะม่วงเบามาเดปั่น” เป็นเมนูมะม่วงเบาปั่น โดนมีท็อปปิ้งเป็นน้ำปลาหวานแล้วโรยกุ้งแก้ง

แต่ตอนนี้มะม่วงเบากำลังจะหมดไปตามฤดูกาล เมนูเครื่องดื่มตัวใหม่เลยกำลังจะมาแทนที่

“น้ำกระท้อนมาเด” เมื่อฤดูกาลของมะม่วงเบากำลังจะจากไป ก็ถึงเวลาของกระท้อน ซึ่งภายในร้านเราก็มีอยู่หลายต้นเลยค่ะ เราเลยคิดว่า เราน่าจะเอาลูกกระท้อนมาทำเครื่องดื่ม

สุดท้ายมันเลยออกมาเป็นเมนู “น้ำกระท้อนมาเด” รสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ และสีของเจ้าน้ำนี้ก็มีสีอมชมพู น่ารักเชียววว อร่อยมั้ยมาชิมนะ

  • Passion Strawberry Smoothies Ice Cream

เมนูนี้เป็นเมนูสำหรับคนชอบความหวานและไอศกรีมในเวลาเดียวกัน เราเลยจัดเครื่องดื่มกลิ่นหอมๆ มาพร้อมไอศกรีมสตอเบอรี่ด้วยนะ

อร่อยมั้ย ไว้มาลองดูน้าาาาา 5555555

“มาเด” อาจจะไม่ใช่คาเฟ่แบบคาเฟ่ใหญ่ๆที่มีตู้เค้กขนาดใหญ่ แช่เค้กไว้เรียงราย แต่ “มาเด” เป็นแค่ร้านกาแฟที่มีเค้กและขนมไม่กี่อย่างที่ถูกหมุนเวียนกันไป ตามเวลาที่คนทำขนมมี

และบุคคลที่เป็นคนทำขนมในร้าน ก็คือเราเอง เราไม่ใช่คนที่เข้าครัวเก่งนัก เป็นคนที่กินเก่งมากกว่าทำซะอีก แต่ขนมในร้านเราตั้งใจทำทุกอย่าง สุดความสามารถที่ตัวเองมี

ขนมในร้านเลยถูกหมุนเวียนกันมาในแต่ละวัน

ไม่ว่าจะเป็น “บราวนี่คลาสสิคอเมริกัน” บราวนี่สูตรดังเดิม ที่เราเลือกใช้ช็อกโกแลตแท้ ไม่ใช่โกโก้ เพื่อลดต้นทุนของสินค้า เราอยากให้ลูกค้า อร่อยกับขนม มากกว่า ได้กำไรจากขนม

“คุ้กกี้อินทผลัม” คุ้กกี้โฮมเมดที่ชิ้นใหญ่ยักษ์

ขนมชิ้นนี้มันเกิดมาจากการที่เราไม่ชอบกินลูกเกด แต่คุ้กกี้ควรมีผลไม้อบแห้งที่มีรสชาติหวานๆ มาเพิ่มความอร่อยให้ขนม จากการลองผิดลองถูก ทำให้เราหาส่วนผสมที่ลงตัว จนเกิดเป็นคุ้กกี้อินทผลัมแบบที่เห็น

“เค้กกล้วยหอมโฮมเมด”

เค้กกล้วยหอม ขนมเค้กง่ายๆ ที่ปรับสูตรให้เป็นแบบเราเอง ขนมที่อบหอมๆพร้อมทานกับกาแฟ

จะฟินแบบที่โม้มั้ยยย มาลองดูน้าาาาาา

“หม้อแกงมาเด” การเอาขนมไทยๆในท้องถิ่นมาอยู่ในคาเฟ่ มันคือความตั้งใจของเราในการเอาสินค้าท้องถิ่นมาประกาศว่าบ้านเรามีของดีอะไร

เราจึงเอาขนมหม้อแกงแบบทั่วไปมาพัฒนาสูตร เพื่อให้ทานเป็นเค้ก และทานกับไอศกรีมได้ลงตัว ทำให้ “หม้อแกงมาเด” กลายเป็นอีกขนมขึ้นชื่อของที่ร้านไปเลย

อร่อยมั้ย ไว้มาลองนะ (ขายของนิดนึงงงง)

ต่อไปก็คงเป็นเรื่องราวของอาหาร อย่างที่บอกนั่นละค่ะ เราเป็นคนเข้าครัวไม่เก่งเท่ากับกิน ดังนั้นเมื่อเข้าสู่โหมดอาหารก็จะเป็นคุณแม่เราที่เป็นคนดูแล

บ้านเราไม่ใช่มือใหม่สำหรับร้านอาหารหรอกค่ะ เพราะเมื่อ 20 กว่าปีก่อนบ้านเราเคยมีร้านอาหารขนาดใหญ่ประจำอำเภอปากพะยูน หากใครเคยได้ยินชื่ออำเภอปากพะยูน ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ก็คงจะได้ยินชื่อร้าน “ไหมไอศกรีม” เช่นกัน

คุณพ่อ คุณแม่ เราให้เหตุผลว่า ร้านกาแฟในชนบทมันอยู่ไม่ได้ง่ายๆหรอก คนในพื้นที่ ไม่มีใครกินกาแฟและขนมในคาเฟ่ทุกวัน เราต้องเอาร้านข้าวมาช่วยเสริมนะ นั่นเป็นสาเหตุให้ คุณแม่ขอเปิดครัวอีกครั้ง

เราไม่สามารถบอกได้ว่าอาหารที่ร้านอร่อยแค่ไหน เราบอกได้แค่ว่าทุกๆเมนูเราใส่ใจในการทำ

และเรามีเมนูเด็ดที่อยากให้ทุกคนได้ลอง

“ไข่ฟ๊กในตำนาน” เหตุที่บอกว่าเป็นไข่ฟ๊กในตำนาน นั้นก็เพราะว่าเมื่อ 30 ปี ก่อนเมนูนี้เคยเป็นเมนูที่ขึ้นชื่อมากของร้านไหมไอศกรีม และบุคคลที่ทำเมนูนี้ได้นั้นมีไม่กี่คนหรอกค่ะ หนึ่งในนั้นคือคุณแม่เราเอง

เราอยากให้ทุกคนได้มาลองว่า “ไข่ฟ๊ก” คืออะไร รสชาติเป็นไงด้วยตัวเอง

“ยำมาเด” เมนูยำพิเศษของเรา ที่ทำมาเป็นทั้งทั้งกินเล่นและเมนูจริงจัง โดยมีน้ำยำสูตรพิเศษของเรา

“ข้าวกุ้งแม่น้ำมาเด” หรือ “กุ้งแม่น้ำเผา”

อำเภอปากพะยูน ที่มีอาหารทะเลที่อุดมสมบรูณ์ เป็นพื้นที่ๆมีอาหารทะเลอร่อยที่สุดในประเทศก็ว่าได้ เพราะที่นี่น้ำทะเลนั่นเป็นน้ำกร่อย คือน้ำจืดจากพัทลุง และน้ำเค็มจากสงขลามาเจอกันที่นี่

ดังนั่นที่นี่จึงขึ้นชื่อว่ามีอาหารทะเลอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกก

เราจึงภูมิใจนำเสนอ กุ้งแม่น้ำ ที่ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู๊ดสูตรของเราเอง

“อกไก่ย่างสลัดแขก”

เมนูนี้เราดัดแปลงมาจากเมนูสลัดที่เป็นเอกลักษณ์ของในชุมชนปากพะยูน ให้กลายเป็นเมนูกึ่งสุขภาพ เพื่อเอาใจคนที่อยากทานผัก แต่อยากลองน้ำสลัดที่แปลกใหม่ไปจากเดิม

เอาจริงๆ ถ้าให้เรานำเสนอเมนูมันคงไม่สามารถเขียนบทความนี้จบได้ง่ายๆ หรอกค่ะ เพราะว่าที่ร้านเรามีเมนูอาหารเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก จัดเต็มมากกกกกกกกกกกกกกกก ถ้าผ่านมา หรือ จะตั้งใจมาก็แวะมาลองเมนูอาหารเราได้นะคะ อิอิ (ขายของอีกกกกก)

“มาเด” เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ที่อยู่บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จากพื้นที่ๆเราเอาไว้สำหรับเก็บของ เราจัดการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ร้านอาหารและร้านกาแฟสำหรับทุกวัยในครอบครัว

เริ่มจากตัวอาคารหลัก จากบ้านหลังเดิม เรามีการรีโนเวทใหม่ให้มีกลิ่นอายของคาเฟ่ที่มีสไตล์ที่ผสมผสานแต่คงไว้ซึ่งความอบอุ่น

สำหรับคนที่ชอบการเดินทางแบบเรา อยากจะบอกว่าในร้านเราพลีชีพตัวเองด้วยการเอาหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและประสบการณ์เดินทางทั้งหมดที่ตัวเองสะสมมาตลอดหลายปี เอามาให้ลูกค้าได้อ่านกันแบบเต็มๆไม่มีกั๊ก

และที่สำคัญเรามีมุมให้ถ่ายรูปเพียบบบบบบบบ

บรรยากาศภายนอกของร้าน เรายังจัดบรรยากาศให้มีความร่มรื่น อยากให้ “มาเด” เป็นเหมือนบ้านเล็กในป่าใหญ่ และอยากให้คนที่มาได้มีความสุขกับวันผักผ่อน

ภายในบริเวณร้าน เรายังสร้างสระว่ายน้ำไว้ด้วยนะ แต่ต้องขออนุญาตบอกว่า สระว่ายน้ำอันนี้ เราไม่ได้เปิดให้ลูกค้าใช้บริการเพื่อว่ายน้ำ แต่เราทำเพื่อสร้างแหล่งน้ำเอาไว้ เพราะเราไม่สามารถที่จะควบคุมแหล่งน้ำธรรมชาติได้ และเราก็เชื่อว่าที่ไหนที่มีน้ำที่นั่น มันจะบรรยากาศดี เราเลยอยากสร้างบรรยากาศแสนชิลไว้ให้ลูกค้าที่ “มาเด”

เรายังจะพยามสอดแทรกวัฒนธรรมของปักษ์ใต้ไว้ในร้าน และในอนาคตเราจะพยามเอาสินค้า Otop ของอำเภอปากพะยูนมาขายในร้าน เพื่อเป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยวและช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับชาวบ้านในชุมชน

เราอยากให้ ” มาเด ” เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ทำให้คนรู้จักปากพะยูน

หากใครผ่านมาพัทลุง ลองเปิดใจและเผื่อเวลาแล้วเข้ามาทำความรู้จัก “มาเด” ดูสักครั้ง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมต้อง “มาเด”

ถ้าอยากนั่งคาเฟ่ที่บาริต้าพูดเยอะ (มากกกกกกกกกกกกกกก) แวะมาหาลิเดียได้นะคะ

แล้วเจอกันที่ “มาเด” นะคะ

MADE’ Cafe & Bistro มาเด คาเฟ่ แอนท์ บิสโทร


ตั้งอยู่ : 18/1 ม.3 ต.ปากพะยูน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง 93120


โทร : 098-8246519 หรือ 086-7896328


Facebook : https://www.facebook.com/madecafeandbistro/


เปิด-ปิด : 10.00 – 21.00 น.

ตลาดโอ๊ะป่อย | สายน้ำ วัฒนธรรม ชีวิต

ตั้งแต่ต้นปี 2562 เป็นปีที่เราตั้งใจว่าจะเที่ยวไทยให้มากขึ้น

ออกเดินทางเพื่อทำความรู้จักประเทศตัวเองให้มากกว่าเดิม

และในช่วงที่เรางานยุ่งมากกกกกกกกกกกกกกก

อยากพักผ่อนแต่เวลาก็ดันมีน้อยกว่าเงินในกระเป๋าที่ว่าน้อยแล้วนะ

เห้อออออออออออออออออออออ

หาข้อมูลไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็ได้เจอกับ “ตลาดเช้าริมธาร” แห่งใหม่ของจังหวัดราชบุรี

“ตลาดโอ๊ะป่อย” เป็นชื่อภาษากระเหรี่ยง

คำว่า “โอ๊ะป่อย” แปลว่า “พักผ่อน”

ตลาดแห่งนี้เป็นการรวมตัวของชาวบ้านในชุมชน ต้องการที่จะบอกเล่าเรื่องราวของชนเผ่ากระเหรี่ยง ที่ปัจจุบันกำลังจะเลือนหาไป

ความน่าสนใจของ “ตลาดโอ๊ะป่อย” เป็นตลาดเช้าริมลำน้ำแม่น้ำภาชี เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ ธารมีน้ำไหลผ่านตลอดปี โดยบรรยากาศรอบๆปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้สถานที่แห่งนี้ร่มเย็น มันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆให้คนเมืองได้ออกมาชาตแบตพร้อมกับการสัมผัสวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้

ไฮไลท์ของที่นี่ ที่ทำให้เราและชาวคณะยอมตื่นเช้าขับรถออกมาจากกรุงเทพตั้งแต่ตี 5 ก็เพราะที่ตลาดแห่งนี้จะมีพระบิณฑบาตร ความพิเศษและเราถือได้ว่าเป็นอันซีนอีกอย่างเลย นั่นก็เพราะพระท่านจะยืนมาบนแพไม้ไผ่ที่มีผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน ถ่อแพมาตามลำน้ำ

ซึ่งพระถ่อแพมาบิณฑบาตร ไม่ใช่ประเพณีที่พึ่งสร้างขึ้นมา แต่เป็นประเพณีเก่าแก่ของที่นี่ แต่เมื่อถนน หนทางมันสะดวกขึ้นแบบในปัจจุบัน ประเพณีเลยเลือนหายไป

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่สำคัญ คือ ผู้ใหญ่บ้านซึ่งถือเป็นผู้นำชุมชน จะเป่าแตรที่ทำมาจากเขาสัตว์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกชาวบ้านให้รับรู้ ว่ามีพระท่านเดินทางมาบิณฑบาตรแล้วนะ

ประเพณีนี้ไม่ใช่ภาพที่เราจะหาชมได้ง่ายในปัจจุบัน แล้วมีหรอบันทึกนักหนีเที่ยวจะพลาดที่จะมาตักบาตรริมน้ำที่ตลาดโอ๊ะป่อยแห่งนี้

นักท่องเที่ยวแบบเรา ใครจะเอาของมาบิณฑบาตรมาเองตั้งแต่บ้านเลยก็ได้ หากใครไม่ได้เตรียมมาก็สามารถหาซื้อที่ตลาดได้แบบเรา ชุดละ 50 บาท เป็นอาหารแห้งที่มาในชะลอมอันขนาดเหมาะมือ

เมื่อถึงเวลาที่พระท่านเดินทางมาตามลำน้ำ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ประกาศเรียกเราให้ไปเข้าแถว เพื่อจะเข้าแถวตักบาตร

ก่อนจะพาทุกคนไปทัวร์ร้านค้าต่างๆในตลาด เราอยากเอาความน่ารักของตลาดแห่งนี้มานำเสนอก่อน

  • ที่นี่ชาวบ้านจะแต่งชุดแบบกระเหรี่ยง
  • ที่นี่มีชุดกระเหรี่ยงให้เราได้เช่าใส่ถ่ายรูปด้วยนะ
  • ที่นี่มีดนตรีไทยที่บรรเลงสดๆจากน้องๆชาวกระเหรี่ยง

เมื่อที่นี่ คือ ตลาด แน่นอนค่ะ สิ่งที่มี ตั้งแต่อาหารที่เป็นวัฒนธรรม อาหารทั่วไป ให้เราได้เลือกซื้อ เลือกรับประทานกันตามใจชอบเลย

ที่นี่ไม่ได้ขายแค่ของกินนะคะ ยังมีสินค้าฝีมือชาวบ้านให้เราได้เลือกซื้อกลับไปอีกด้วย

ยังมีแม่เฒ่าที่นับถือของหมู่บ้าน มาคอยผูกข้อมือให้กับนักท่องเที่ยวด้วยนะ

เราชื่นชมการบริหารงานของตลาดแห่งนี้ เพราะให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเด็กน้อยที่เป็นมัคคุเทศน์น้อย และคอยบริการช่วยเก็บขยะจากนักท่องเที่ยว ชาวบ้านในชุมชนมาเป็นพ่อค้าแม่ค้า มันเป็นภาพที่น่ารัก และทำให้คนที่ได้มองแบบเราก็สุขใจไปด้วย

กิจกรรมของตลาดโอ๊ะป่อย ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ เพราะที่นี่ยังมีบริการที่ให้นักท่องเที่ยวแบบเราได้ชื่นชมธรรมชาติด้วยการล่องแพไม้ไผ่

ค่าบริการเที่ยวละ 200 บาท

บอกเลยว่าคุ้มค่า คุ้มราคามากกกกกกกกกกกกกกกกกก

ได้ล่องแพไปตามลำน้ำที่ไหลเย็น สดชื่นมากกกกกกก แนะนำมาแล้วก็ควรล่องแพด้วย

ใครจะเล่นน้ำก็เตรียมชุดมาเปลี่ยนได้เลยนะ

แต่แนะนำว่าควรเล่นน้ำก่อนเที่ยง เพราะหลังจากนั้นจะมีมวลมหาประชนอีกล้นนนนนนนนน มาเล่นน้ำเต็มลำธารเลยจ้าาาาา

ใครที่รักในธรรมชาติ ชื่นชอบในวัฒนธรรม ประเพณีเก่าแก่ แถมยังเป็นการท่องเที่ยวชุมชน เที่ยวเมืองรองด้วยมุมมองใหม่แบบเราเอง เราแนะนำว่าตลาดโอ๊ะป่อย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆคุณควรไปเยือนให้ได้

ตลาดริมธาร โอ๊ะป่อย เปิดทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00

หากใครต้องการไปตักบาตร : แนะนำว่าควรไปให้ถึงก่อน 7.30- 8.00 น.

ที่ตั้ง : ตรงข้ามกับวัดป่าท่ามะขาม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

สอบถามรายเพิ่มเติมที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง โทร 092-371-7799

นาฬิกาหยุดเดิน ที่ “ปากพนัง”

เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้มาอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช การเดินทางครั้งนั้น เราเดินทางมายังปากพนัง เพื่อถามหากาแฟอร่อยๆ จากคาเฟ่ดีๆที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองแห่งนี้

แต่การเดินทางครั้งนั้นทำให้เราได้เจอมากกว่ากาแฟอร่อยๆ เราได้รู้ว่าปากพนังยังคงเป็นเมืองเก่าที่ยังคงเสน่ห์เหล่านั้นเอาไว้ แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงผ่านมากี่ปีแล้ว

แต่กลายเป็นว่า “ปากพนัง” คือเมืองที่นาฬิกาหยุดเดิน

ทริปนี้เป็นวันเดย์ทริปที่เราจะพาทุกคนหนีเที่ยวปากพนังกัน

เราจะพาไปทั้งเที่ยว ทั้งกิน

เอาให้เม็มกล้องเต็ม หนังท้องตึงกันไปเล้ยยยยยย

วิธีเดินทางมาปาากพนัง

หากใครมีรถส่วนตัวการเดินทางมายังอำเภอปากพนังนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากใครที่ไม่มีรถส่วนตัวแต่อยากมาเที่ยวปากพนัง เราแนะนำให้นั่งรถเมล์ นครศรีฯ – ปากพนัง โดยรถจะมาจอดที่ท่าเรือข้ามฟากพอดีคราวนี้เราก็จะสามารถเดินเที่ยวปากพนังต่อได้เลย


เรือข้ามฟาก 1 บาท

เรือข้ามฟาก 1 บาท เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว

ปัจจุบันเรือข้ามฟากปากพนังก็ยัง 1 บาท

เรือข้ามฟากที่ว่าไม่ได้เก็บเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด แต่มันคือวิถีชีวิตจริงๆของปากพนังที่ยังคงดำเนินอยู่

หากใครมาปากพนังด้วยรถเมล์ก็ให้นั่งเรือข้ามฝากไปอีกฝั่งแล้วเที่ยวเสร็จก็ค่อยนั่งกลับมา หรือหากใครขับรถส่วนตัว ก็ให้หาที่จอดที่รับฝากที่มีอยู่หลายแห่งทีเดียว แล้วลองนั่งเรือข้ามฟากไปกลับ แค่ 2 บาท แต่บรรยากาศมันเกินราคาที่เราจ่ายไปมากมายนัก


ตลาดร้อยปีปากพนัง ตลาดปลาที่อุดมสมบรูณ์

อยากเห็นวิถีชีวิตของเมืองใด ให้ไปเดินตลาดของเมืองนั้น

จากที่เรานั่งเรือข้ามฟากมาแล้วเราจะได้เจอกับตลาดปลาที่มีพื้นที่ไม่มากนัก แต่อัดแน่นไปด้วยแม่ค้า พ่อค้าที่นำสินค้าโดยเฉพาะอาหารทะเลสดๆ(ที่พึ่งขึ้นจากทะเล)มาขายกัน

คนปากพนังก็จับจ่ายใช้สอยกันอยู่ที่นี่ นักท่องเที่ยวอย่างเรานอกจากจะได้เดินดูความอุดมสมบูรณ์ของปากพนังผ่านสินค้าที่ขายอยู่ในตลาดแล้ว เรายังจะได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่จริงๆอีกด้วย

รูปใบนี้จากกล้องฟิล์ม


ใช้เท้าทำความรู้จัก

ถ้าอยากเห็นเมืองไหนเป็นอย่างไร ให้เราลองเดินสำรวจเมืองนั้น

และวันนี้เราก็จะใช้เท้าในการเดินสำรวจเมืองปากพนังกัน มันน่าจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของคนปากพนังได้มากขึ้น

เราจากตลาดร้อยปีมาเจอกับสี่แยกถนนชายน้ำ ซึ่งตึกเป็นตึกแรกที่สร้างด้วยปูนในปากพนัง และตรงนั้นแต่เดิมเป็นห้างแรกของปากพนังที่มีขายผ้า แต่ต่อมาได้มีนกนางแอ่นคู่หนึ่งมาทำรังภายในห้างแห่งนี้ เจ้าของตึกนี้เลยปิดกิจการแล้วเปลี่ยนให้ตึกแห่งนี้เป็นบ้านของนกนางแอ่นแทน

หากใครกลัวหลง ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะตลอดเส้นทางบนถนน ลุงป้าน้าอาชาวปากพนังน่ารักมาก พร้อมที่จะบอกทางช่วยเดินนักท่องเที่ยวต่างถิ่นแบบเราตลอดเวลา


ข้าวมันไก่ ช่างเฟอร์นิเจอร์

เราเริ่มต้นทริปวันนี้ด้วยข้าวมันไก่ช่างเฟอร์นิเจอร์ เราได้ข้อมูลมาจากเจ้าของพื้นที่ว่า ข้าวมันไก่เจ้านี้เดิมคุณลุงเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ แต่ปรับเปลี่ยนอาชีพมาขายข้าวมันไก่

แต่ที่ว่าเปลี่ยนอาชีพเนี่ยไม่ใช่ว่าคุณลุงพึ่งเปลี่ยนมาขายข้าวมันไก่นะคะ เพราะว่าถ้านับเวลามันถึงตอนนี้ลุงคุณก็ขายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี

เราเข้ามาในร้านสังเกตจากสายตาแบบเร็วๆก็รับรู้ได้ว่า ร้านนี้เป็นที่นิยมของคนท้องถิ่น นั่นยิ่งยอกย้ำให้รู้ว่ารสชาติต้องไม่ทำธรรมดาแน่ๆ

เราสั่งข้าวมันไก่ธรรมดามาหนึ่งจาน ราคา 40 บาท แต่ปริมาณน่าจะเท่ากับธรรมดา 2 จานที่อื่นเลยทีเดียว แถมไก่ที่โปะมาบนข้าวก็หนาเกือบจะ 3 เท่าของที่อื่นอีกกกกกก

รสชาติไม่ต้องพูดถึงเพราะอร่อยมากกกก ทุกอย่างพอดีเข้ากัน ไม่สงสัยแล้วละว่าทำไมลูกค้าถึงเต็มร้าน

แต่คุณลุงไม่ชอบให้ถ่ายรูปนะคะ เราเลยได้แค่รูปข้าวมันไก่และหน้าตัวเองมาแทน

พิกัดร้าน : ข้าวมันไก่ลุงจรัส อยู่บริเวณตลาดใหม่ ถนนพานิชสัมพันธ์ ตรงข้ามคลินิกแพทย์หญิงชมนาด

เวลาเปิด : 7.30-14.00 น. เปิดทุกวัน


Cafe de Porto

จากรีวิว 5 Cafe น่าเช็คอินนครศรีธรรมราช
https://neetiewdiary.com/2019/02/21/5cafe- ทำให้เราได้เจอร้านกาแฟดีๆ และมิตรภาพที่น่ารักของเฮียเจ้าของร้านแห่งนี้ ทำให้เมื่อเรามาปากพนังเรารู้สึกว่าตัวเองควรแวะมาทักทายเฮียเพ้ง เจ้าของร้าน Cafe de Porto ประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ที่เราควรมาทักทาย

เฮียให้ข้อมูลเป็นไกด์ไลน์สำหรับการเที่ยวปากพนังกับเราได้ดีมากก เพราะเฮียคือคนพื้นที่รู้จักร้านอร่อยๆมากมาย

ก่อนจะออกไปสำรวจปากพนังแบบจริงจังเราก็ขอกินกาแฟอร่อยๆของเฮียแกหน่อยและวันนี้เราก็ได้ลองเมนูมะม่วงปั่นน้ำปลาหวาน หือออออออออออออออออ อร่อยมากกกกกกก แนะนำว่าให้มาลอง

พิกัด: 15 ถนนพานิชสัมพันธ์ ปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โทร 081 893 4842

เวลาเปิด: 08:00 – 17:00 น.

รูปใบนี้จากกล้องฟิล์ม

ขนมไทย หน้าไปรษณีย์

เอาจริงๆคือเราไม่ได้ถ่ายรูปชื่อร้านเอาไว้เลยขออนุญาตตั้งชื่อใหม่เลยนะคะ

เราเดินสำรวจเมืองปากพนังไปเรื่อยๆ ก็มาเจอกับร้านขนมที่เป็นขนมไทยพื้นบ้าน แต่สิ่งเราถูกใจที่สุดก็น่าจะเป็นข้าวเหนียวหน้าสังขยาที่ห่อใบตอง ห่อละ 5 บาท

ใครแวะไปปากพนังแวะไปอุดหนุนกันได้นะคะ อร่อยมากด้วย

พิกัด : หน้าไปรษณีย์ปากพนัง

เวลาเปิด : ประมาณเที่ยงไปจนถึงขนมหมด


ร้านขนมหวาน 10 บาท

เราได้รับข้อมูลมาว่าให้มาลองกินขนมหวานอีกเจ้าที่อร่อยไม่แพ้ใคร แต่เจ้านี้ราคา 10 บาท มีขนมให้เลือกเยอะ รสชาติอร่อย

เมื่อได้รับข้อมูลจากเจ้าของพื้นที่มาแบบนี้มีหรอที่เราจะไม่มาลอง แล้วเราก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ ขนมอร่อยมากกกกกกก ขนมถ้วยละ 10 บาทแต่ถ้วยใหญ่มากกกก แถมคุณป้ายังใจดี น่ารักแถมให้เราอีก พร้อมกับพยามหาที่หลบร้อนให้เราได้นั่ง

เราว่านอกจากขนมอร่อย ราคาถูก มันคงไม่สามารถมัดใจลูกค้าไว้ได้ทั้งหมดหรอก ถ้าไม่รวมถึงอัธยาศัยที่ดีของคุณป้าที่มีต่อลูกค้าทุกคน

พิกัด : สี่แยกถนนชายน้ำ (เดินตรงมาจากตลาดร้อยปี)


ขนมหวาน 5 บาท

สิ่งแรกที่ทำให้เราประทับใจปากพนังก็คือร้านขนมหวาน 5 บาทของพ่อค้าที่ชื่อพี่เอ๋ ร้านนี้เป็นร้านรถเข็นที่อยู่เยื้องกับคลินิกหมอชมนาด

ครั้งแรกที่เรามาปากพนัง เราได้เห็นร้านนี้ มุมแบบนี้ เหมือนกับภาพถ่ายรุ่นพ่อแม่ที่เรามีโอกาสแค่ได้มองผ่านกระดาษที่ถูกถ่ายและอัดเอาไว้เหมือนหลายสิบปีก่อน เราไม่คิดว่าเราจะได้เห็นภาพร้านรถเข็น ที่ขายขนมหวานอยู่ริมถนนมีบ้านไม้หลังเก่าๆเป็นฉากหลัง พร้อมกับมีตัวประกอบของลูกค้าที่แวะเวียนกันมากินขนม มันเป็นฉากที่จัดเอาไว้สำหรับถ่ายละครอะไรสักเรื่อง

แต่มันไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จำลองใดๆ มันคือเรื่องจริงในปี 2019 ที่เรายังสามารถเห็นมันด้วยตาเปล่าของตัวเอง มันอยู่ที่ปากพนัง

ร้านนี้ขายขนมหวานวันละประมาณ 4-5 อย่าง ราคาถ้วยละ 5 บาท มันเป็นราคาที่เราไม่คิดว่าจะหาได้ง่ายๆในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ แต่ที่นี่ยังมี ราคาที่เมื่อหลายปีก่อนมันยังคงเป็นราคาเดียวกันกับในวันนี้

และอีกอย่างที่เราประทับใจร้านนี้ไม่ใช่แค่ความถูกหรือรสชาติ แต่คือภาพคนในท้องที่ที่แวะเวียนกันมากินขนมร้านประจำแห่งนี้เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำ

มันเป็นภาพที่น่ารักมาก

ขอบคุณที่ยังมีภาพแบบนี้ให้เราได้เห็น


ร้านโชว์ห่วย

“ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปแต่ทำไมร้านนี้ยังอยู่ที่เดิม” นั่นคือคำถามที่เกิดขึ้นในหัวของเรา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นร้านโชว์ห่วยแห่งนี้

ล่าสุดที่เราเคยเห็นร้านแห่งนี้น่าจะเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วละมั้ง ร้านโชว์ห่วยที่ขายของจริงๆ ทำมาหากินจริงๆ ที่ไม่ได้จัดเอาไว้ให้ดึงดูดนักท่องเที่ยว

เรากลับมาปากพนังคราวนี้ได้มีโอกาสคุยกับคุณป้าเจ้าของร้าน ถามถึงสาเหตุที่ทำไม คุณป้าถึงไม่ปรับเปลี่ยนมันไปตามสมัย ทำไมคุณป้ายังให้มันเป็นแบบเดิม

คุณป้าเล่าให้เราฟังว่า คุณป้าเป็นสะใภ้ที่แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ตอนมาร้านนี้มันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ถึงคราวเมื่อคุณป้าและสามีรับช่วงต่อซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว คุณป้าไม่อยากไปปรับไปเปลี่ยน อยากให้สิ่งที่พ่อแม่ทำมามันยังอยู่ “เขาทำมาแบบไหน ก็ให้มันเป็นไปแบบนั้น” คุณป้ายังเล่าต่อว่า “ลูกๆของป้าเรียนจบหมดแล้ว ป้าทำมาหากินไปแบบเรียบง่ายแบบนี้แหละ มันมีความสุขดี” คุณป้าพูดพร้อมกับแววตาที่ภูมิใจเมื่อพูดถึงร้านแห่งนี้

พิกัด : ห่างจากร้านข้าวมันไก่ประมาณ 100 เมตร


หนมลา หอยราก

ออกจากเมืองปากพนังมาหน่อย เราจะสามารถเจอของฝากที่ขายอยู่ริมถนน หนึ่งในของฝากขึ้นชื่อมีหนมลารวมอยู่ด้วย

หนมลาถือเป็นขนมที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวะนครศรีธรรมราชก็ว่าได้ และที่ปากพนังแห่งนี้มีกลุ่มแม่บ้านที่รวมตัวกันทำหนมลา ทั้งแบบเป็นแผ่นใหญ่ๆที่เห็นกันจนชินตา แต่ที่นี่ยังมีหนมลาที่มีการปรับเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ากับยุคกับสมัยมากขึ้น เพื่อที่จะได้เอาใจผู้บริโภค

เราสอบถามคุณป้าๆน้าๆที่กำลังทำขนมอยู่ในความว่า ที่นี่ไม่ได้ทำทุกวัน แต่จะทำตามออเดอร์ที่สั่งเข้ามา ทำเสร็จก็จะส่งไปยังที่ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าเหล่านั้นทำไปขายเป็นของฝากต่อไป พูดสรุปง่ายๆว่าที่นี่เป็นโรงงานทำหนมลานั่นแหละ

ส่วนตัวเราเคยเห็นวิธีการทำหนมลามาบ้างแบบผ่านๆ เวลาที่แม่ค้าโชว์ให้นักท่องเที่ยวดู แต่วันนี้เมื่อได้มาถึงแหล่งผลิตจริงๆ ทำให้เราได้รู้ว่า ลาแต่ละแผ่นกว่าจะอร่อย มันมีขั้นตอนเยอะพอสมควร มันทำให้เรารู้สึกว่า ขนมพื้นบ้านเหล่านี้มีที่มาที่ไป มีเรื่องราวอยู่ในนั้นมากกว่าความอร่อยที่เราได้สัมผัสที่ปลายลิ้น

พิกัด : ชุมชนบ้านหอยราก (096-7785455 คุณขวัญ)