นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้กลับบ้านด้วย “รถไฟ”

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต คนเราก็ดูเร่งรีบกับทุกสิ่ง

จนบางครั้งความเร่งรีบนั้น ทำให้เราทำ “ความสุขทางใจ” หล่นหายไประหว่างทาง

เราหลงรักการนั่งรถไฟเพื่อการเดินทางครั้งแรกก็ตอนไปญี่ปุ่น

รถไฟที่ทั้งสะอาด สะดวกสบาย เดินทางผ่านวิวสวยๆของระหว่างทาง

การเดินทางครั้งนั้นทำให้เราฝังใจกับการเดินทางด้วยรถไฟมากๆๆ

หลังจากนั้นเมื่อต้องเดินทางในต่างประเทศ หากมีรถไฟเป็นทางเลือกเราจะขอเลือกรถไฟเป็นอย่างแรกเสมอ

วันดีคืนดี เราก็ถามตัวเองว่า “นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้นั่งรถไฟกลับบ้าน”

เราไม่ได้เดินทางกลับบ้าน (ที่หาดใหญ่) ด้วยรถไฟมานานมากกกกกก

ไม่ได้อคติต่อรถไฟไทย แต่มันใช้เวลานานนนนนนน นานนนนมากกกกก ถ้านับเวลาเป็นเครื่องบินเราน่าจะบินใกล้ถึงอเมริกาแล้วมั้งงงงง

แต่ครั้งนี้เราขอกลับบ้านด้วยรถไฟใหม่ของไทยยยยยดูสักครั้ง

รูปจากกล้องฟิล์ม

เราจองตั๋วรถไฟผ่านทางเว็บไซต์ https://www.thairailwayticket.com/eTSRT/

เพราะสามารถเลือกที่นั่งได้เลย จ่ายตังค์ผ่านบัตรเครดิต เสร็จแล้วก็แค่ปริ้นตั๋วออกมาเลย ถึงวันเดินทางได้เลย ซึ่งเราได้ทำ How to วิธีจองตั๋วไว้นานแล้ว สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2017/08/15/%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5/
h

โดยขบวนรถที่เราจะกลับนั้นคือ ขบวนรถ 31 ต้นทางจากสถานีรถไฟกรุงเทพ ออกเดินทาง 14.45 น. ปลายทางที่ชุมทางหาดใหญ่ ในเวลา 6.35 น.

รูปจากกล้องฟิล์ม

ปกติเราก็มากรุงเทพเฉลี่ยเดือนละครั้งมาทำงานบ้าง มาหาแฟนบ้าง มาเที่ยวเล่นบ้าง แน่นอนกว่าการเดินทางโดยประจำของเราก็คือ การเดินทางด้วยเครื่องบิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 35 นาที ก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว สะดวกสบายจะตายยยยยย

แต่ครั้งนี้เราจะเดินทางด้วยรถไฟไทย ที่ได้รับการเปลี่ยนโฉมมาใหม่ มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าสบายมากกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ยังช้าเหมือนเดิมมมมมมม

เราตัดสินใจว่า เราจะลองกลับบ้านด้วยรถไฟไทย(อีก)สักครั้ง เพราะครั้งล่าสุดที่กลับบ้านด้วยรถไฟ นั้นมันก็โคตรจะนานมากๆๆแล้ว ครั้งนี้เราไม่รู้เหมือนกันว่าจะชอบ หรือเซ็งที่มันช้า แต่ก็บอกตัวเองว่า ถือว่าจะได้มีเวลาอ่านหนังสือที่ชอบก็แล้วกันนะ

เมื่อวันเดินทางมาถึง

เรามาถึงสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ก่อนเวลาที่รถไฟจะออกจากสถานี 1 ชั่วโมง

ก็คนมันตื่นเต้นนนนนนน

แต่รถไฟที่จะพาเรากลับบ้านนั้นมาจอดเทียบอยู่ที่ชานชลาก่อนเรามาซะอีกกกก

รูปจากกล้องฟิล์ม

เราจองมาเป็นตู้ผู้หญิงล้วน เพื่อความสบายใจของตนเองและผู้ปกครอง

รถไฟใหม่มันดีอย่างนี้แหละแกรรรรรรร

ขึ้นมาถึงก็เอาสัมภาระไปจับจองที่นั่งของตัวเอง ที่ทำการจองมาตั้งแต่ตอนจองตั๋วแล้ว

รถไฟออกจากสถานีต้นทางตรงเวลามากกกกก (14.45น.)

เราชอบความเป็นอินเตอร์ของรถไฟใหม่ที่จะมีประกาศทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้รับรู้ ว่ากำลังจะออกจากสถานีแล้วนะ หรือกำลังจะจอดสถานีไหนนะ แถมยังมีจอ LCD บอกเส้นทางของรถไฟขบวนนั้นด้วย

ห้องน้ำก็สะอาดดดดด คือเทียบเท่าห้องน้ำบนเครื่องบินเลยนะ

ประทับใจมากกกกกกกกกกกกกกกก

เมื่อรถไฟเริ่มออกจากชานชลา

เราก็เริ่มอ่านหนังสือเล่มโปรดที่เอาติดตัวไปด้วย มันสนุกนะ มันสนุกกว่าเดิมเยอะมาก

เพราะทุกครั้งที่เงยขึ้นมาจากหน้าหนังสือวิวระหว่างทางก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ตอนมาด้วยความตื่นเต้นเลยไม่ได้แวะกินข้าว หรือซื้อของกินมาตุนเลย

เพราะอยากไปลองกินข้าวที่ตู้เสบียงดู (มีคนบอกว่า มันสบายนะ)

จากตู้ผู้หญิงไปถึงตู้เสบียงต้องเดินไปประมาณ 4 ตู้ ถือว่าค่อนข้างไกล หรือไม่อยากเดินไกลสามารถสั่งอาหารก็ได้นะ จะมีสตาฟจากตู้เสบียงเดินมารับออเดอร์เป็นระยะ

เราไปถึงในตู้เสบียงมีผู้โดยสารคนอื่นนั่งกินข้าวอยู่ก่อนหน้าแค่ 2 คน เราเลยได้เลือกนั่งเก้าอี้ตามใจชอบ

เอาจริงนะ ตู้เสบียงของรถไฟใหม่ ให้อารมณ์คล้ายญี่ปุ่นมากกกกกก

เราชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ไม่อยากจะเชื่อว่าอาหารเซ็ตธรรมดาๆ (แต่ราคาไม่ธรรมดา) กินไป มองวิวไป มันอร่อยมาก

เรารู้สึกว่าตัวเองคิดถูกที่เดินมากินที่ตู้เสบียงเพราะมันได้อีกฟีลนึงเลยนะ

รถไฟขบวนที่เราเดินทาง เป็นรถไฟที่ค่อนข้างเร็ว(แล้ว) จอดน้อยสถานี ทำให้ถึงค่อนข้างจะตรงเวลาที่กำหนดอยู่นะ

เมื่อจอดน้อยและจอดแต่ละที่ใช้เวลาไม่นาน ไอจะซื้อของกินที่ขึ้นมาขายก็มีเวลาไม่เยอะ แนะนำว่าใครจะซื้อ ก็รีบตัดสินใจเลย ส่วนเราซื้อหมี่ผัด ของดี(สถานี)ราชบุรี 2 กล่อง (กล่องละ 10บาท) เอาไว้กินตอนค่ำ เพราะขี้เกียจเดินไปเดินมาละ

กินหมี่ผัดกล่อง 10 บาท กับวิวพระอาทิตย์ตกตรงหน้าาาาา

มันอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก น้าาาาาาาาาาาาาาาาาาา

6 โมงเย็นเป็นต้นไป เราสามารถขอให้คุณพี่เจ้าหน้าที่ๆดูแลตู้ของเรา ปรับเปลี่ยนเก้าอี้เราให้เป็นเตียงได้ แนะนำว่าถ้าเลือกได้ให้เลือกเตียงล่าง

เพราะมันชิวมากกกกกก เหมือนมีห้องเล็กๆๆของตัวเองที่มีวิวเปลี่ยนไปเรื่อยๆๆ

ชอบบบบบบบบบบบบบบบบ

ก่อนมาเราคิดไปว่า เราอาจจะนอนไม่หลับ เพราะความสั่นสะเทือนของรถไฟ

แต่ตัดภาพมาที่ความจริง เราหลับตั้งแต่ 2 ทุ่มเเลยจ้าาาาาาาาาา

ถึงหลับไม่สนิทมาก แต่ถือว่าหลับสบายเลยละ

รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนตี 5 ตอนที่ฟ้าใกล้จะสว่างแล้ว

การนั่งรถไฟครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นทั้งพระอาทิตย์ตกและขึ้น

ถ้าเราไม่นั่งรถไฟกลับบ้าน เราคงไม่ได้เห็นวิวนี้

เราชอบความรู้สึกตอนนั่งรถไฟนะ ไม่ต้องจดจ่อกับเวลา ว่ามันจะถึงตอนไหน เราแค่นอนอ่านหนังสือสลับไปกับการมองวิวที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันชิลดีนะ

จริงๆรถไฟไทยไม่ได้แย่หรอก แค่บางครั้งเราต้องพยามมองหาข้อดีของการเดินทางนั้นให้ได้

และรถไฟใหม่ของไทยถือว่าดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ค่อนข้างตรงเวลา มาถึงช้ากว่ากำหนดเวลาแค่ 30 นาที ซึ่งถือว่าดีมากกกกกกกกกกแล้ว

ถ้าคนที่ไม่รีบร้อน ไม่รีบเร่ง เราว่ารถไฟเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีมากๆ ถึงแม้รถไฟจะใช้เวลานานกว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินเมื่อเทียบแล้วถือว่าเยอะมาก

แต่การเดินทางด้วยรถไฟ คืออิสระของผู้โดยสาร เราจะเดินไปไหนก็ได้ จะนั่ง จะนอนตอนไหนก็ได้

และการเดินทางด้วยรถไฟ การได้นั่งมองวิวข้างทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันทำให้เราค้นพบความสุขใจที่เครื่องบินให้เราไม่ได้

mini review : หนีเที่ยวเซี่ยงไฮ้กับ Thai Lion Air

ทริปปลายปี 2018 ของเราที่ผ่านมา เราหนีไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้มาค่ะ

ด้วยเราเดินทางช่วงปีใหม่ คือ 28 ธันวาคม 2018 กลับ 2 มกราคม 2019 ทำให้ตั๋วเครื่องบินทุกสายการบินนั้นสูงลิ่ววววว สุดท้ายต้องมาเลือกสายการบินที่จ่ายไม่มากแต่คุ้มสุด

จากการเลือกอยู่นานในที่สุดเราก็เลือก Thai Lion Air เดินทางจากกรุงเทพ (ดอนเมือง) – เซี่ยงไฮ้ (ฟู่ตง) ประเทศจีน

ทริปนี้เราได้ราคาตั๋ว Thai Lion Air ไป-กลับ กรุงเทพ – เซี่ยงไฮ้ ในราคาคนละ 8300 บาท จองผ่าน www.trip.com ราคานี้ของสายการบิน Thai Lion Air เราสามารถโหลดกระเป๋าได้ฟรี 20 kg.(โหลดสัมภาระได้แค่ 1ชิ้นต่อ 1คนเท่านั้นนะคะ) สำหรับเราถือว่าคุ้มค่า แต่ไม่มีอาหารนะ

กรุงเทพ (ดอนเมือง) – เซี่ยงไฮ้ (ฟู่ตง) เที่ยวบิน SL926 เวลา 17.05 น. ถึง 22.20 น. ใช้เวลา 4 ชม. 15 นาที

เซี่ยงไฮ้ (ฟู่ตง) – กรุงเทพ (ดอนเมือง) เที่ยวบิน SL927 เวลา 23.50 น. ถึง 03.45 น. ใช้เวลา 4 ชม. 55 นาที

ทั้งขาไป และ ขากลับ Thai Lion Air ใช้เครื่อง Airbus A330 ภายในเครื่องมีที่นั่งแบบ 3 – 3 – 3 ที่นั่งมีจอส่วนตัวทุกที่นั่ง !!!! แต่ไม่มีหูฟัง, ผ้าห่ม หรือ หมอน แจกนะคะ เพราะว่ายังไงสายการบิน Thai Lion Air ก็เป็นสายการบินราคาประหยัดนะจ้ะ

ส่วนตัวเราชอบเครื่องที่ Thai Lion Air ใช้เมื่อเดินทางออกนอกประเทศนะ เครื่องขนาดใหญ่ นั่งสบาย ช่องวางขากว้างมากกกกกกกกก ผู้ชายตัวโตๆไม่อึดอัดแน่นอน ส่วนใครสูง 160 กว่าๆแบบเรา นั่งสบายยยยย

มาถึงความบันเทิงในเที่ยวบินที่ทำเราเซอร์ไพร์มากกเหมือนกัน เพราะโดยปกติสายการบินที่เป็นสายการบินราคาประหยัด จะไม่มีจอ PTV ส่วนตัวแต่ละที่นั่ง แต่ Thai Lion Air มีจอ PTV นะจ้ะ แถมมีหนังเยอะด้วยยยยยย เอาเป็นว่า 4 ชั่วโมง ไม่มีเบื่อแน่นอน

 ถึงแม้สายการบินจะมีความบันเทิงให้เรา แต่ทางสายการบินไม่มีแจกหูฟังนะคะ ถ้าจะดูหนังต้องเอามาเอง แต่ถ้าใครที่ไม่ได้เอาหูฟังมาด้วยแบบเรา สามารถซื้อได้ค่ะ อันละ 100 บาท ถือว่าซื้อความบันเทิงละกันเนอะ

ส่วนการบริการนั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีนะคะ และที่สำคัญจากประสบการณ์ของเราในทริปนี้ไม่เจอดีเลย์จ้าาาา

ขากลับ เซี่ยงไฮ้ – กรุงเทพ

ส่วนขากลับการบริการและภายในเครื่องบินก็เหมือนกับตอนรีวิวมา เพราะเราไม่ได้ถ่ายรูป มันดึกแล้ว ง่วงมากกกกกกกกกกกกก

การเช็คอินขากลับนั้น Thai Lion Air อยู่ที่ Terminal 2 เคาเตอร์ H14-18 นะ ควรมาถึงสนามบินก่อนเวลา 3 ชั่วโมงเพราะเคาเตอร์เช็คอินมีน้อยเลยใช้เวลานานมากกกก เราใช้เวลาในการรอกว่าจะเช็ค 1 ชั่วโมงพอดีเป้ะ


ใครที่กำลังจะเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ แล้วยังไม่รู้ว่าจะเดินทางด้วยสายการบินอะไรดี เราว่า Thai Lion Air เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆๆอีกตัวเลือกนึงเลยนะ ราคาและสิ่งที่เราได้รับถือว่าอยู่ในระดับที่คุ้มค่ามากทีเดียว บันทึกนักหนีเที่ยวคอนเฟิร์ม !

MTR Hong Kong & Check In Town พร้อมบอกที่ฝากกระเป๋า

Hong Kong ประเทศที่คนไทยอย่างเราสามารถเดินทางไปเที่ยวได้ง่าย เพราะ ไม่ต้องขอวีซ่า และใช้เวลาในการเดินทางด้วยเครื่องบินแค่ 2 ชม. จากกรุงเทพ

จากที่เราเคยรีวิวเกี่ยวกับเที่ยวบิน กรุงเทพ – ฮ่องกง – กรุงเทพ ของสายการบิน Hong Kong Airline เอาไว้ : https://wp.me/p8RAsl-2sj

รอบนี้เลยจะมารีวิวพร้อมกับอธิบายการเดินทางในประเทศฮ่องกง เผื่อว่าใครจองตั๋วแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจวิธีการเดินทาง จะได้เรียนรู้ไว้ ไปแล้วจะได้ไม่ งง เนอะ

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0053.jpg

Hong Kong ก็เหมือนประเทศที่เจริญแล้วอื่นๆ ที่มีการเดินทางในประเทศที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แท็กซี่ รถเมล์ รถไฟฟ้า แถมยังมีรถรางอีกด้วยนะ

แต่รีวิวนี้เราขอพูดถึงแค่เฉพาะรถไฟฟ้า หรือที่ฮ่องกงเรียกว่า Metro HongKong Subway  เรียกสั้นๆว่า MTR นะ เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างครอบคลุมทั่วประเทศเลยทีเดียว

การเดินทางก็เหมือนกับรถไฟฟ้าบ้านเรา หรือ ประเทศอื่นๆนั้นแหละ คือเราจะต้องซื้อตั๋วตามอัตราค่าบริการที่เราจะเดินทางไปยังสถานีปลายทาง แต่นักท่องเที่ยวแบบเรา ไปเที่ยวครั้งนึง เราเดินทางไปหลายสถานที่ หลายสถานีแน่นอน

ดังนั้นรีวิวนี้เราจะมาพูดถึงบัตรที่ช่วยให้การเดินทางด้วย MTR ง่ายขึ้นแล้วกันเนอะ 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0052

Tourist Day Pass 

บัตร MTR สำหรับนักท่องเที่ยว ใช้เดินทางได้เฉพาะ MTR ภายใน 24 ชม. คือออออออออ จะเดินทางกี่เที่ยว กี่รอบ กี่สถานีก็ได้ แต่ต้องเดินทางภายใน 24 ชม.

เรามองว่าบัตรใบนี้จะคุ้มมากกก กับนักท่องเที่ยวที่มีวันน้อยในการเที่ยวฮ่องกง แต่อยากไปหลายๆสถานีในวันเดียว ใช้บัตรแบบ Day Pass คุ้มมากกกกกกกกกกกกกกก

เจ้าบัตรใบนี้สามารถซื้อได้ที่เคาเตอร์ MRT ทั่วฮ่องกง หรือที่ เคาเตอร์ Airport Express ในสนามบิน แต่ใครอยากซื้อไปจากไทยก็ได้นะ  เราซื้อจาก https://www.klook.com/th

Tourist Day Pass ราคา 65 HKD หรือประมาณ 300 บาท/ใบ 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0051.jpg

Octopus Card 

บัตร Octopus หรือ บัตรปลาหมึก ที่คนไทยเรานิยมเรียกบัตรสารพัดประโยชน์ของฮ่องกง

เป็นบัตรที่เราควรจะมีไว้เมื่อเดินทางไปฮ่องกง เพราะเจ้าบัตรปลาหมึกนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายในประเทศฮ่องกงได้มากกกกกกกกกกกกก อธิบายง่ายๆว่ามันเหมือนบัตร Rabbit บ้านเรานั้นแหละ

บัตร Octopus จริงๆจะซื้อ หรือ ไม่ซื้อ ก็ได้ แค่ถ้าใครอยากจะสะดวก ไม่ต้องรอเงินทอน หรือ รอซื้อตั๋ว MTR เป็นเที่ยว ก็แนะนำว่าให้ซื้อเอาไว้ แต่ถ้าเรามีเจ้าบัตรใบนี้เราก็สามารถจ่ายสิ่งต่างๆได้ง่ายดายมากกกกกก  แล้วเจ้าบัตรใบนี้สามารถใช้ได้ครอบคลุมทั้งเกาะฮ่องกง ไม่ว่าจะเป็น MTR รถเมล์ รถราง สตาบัค หรือ เซเว่น

สามารถซื้อบัตร Octopus ได้ที่เคาเตอร์ Airport Express ในสนามบิน, เคาเตอร์ MTR ตามสถานีต่างๆ ตู้ซื้อตั๋วรถไฟอัตโนมัติ หรือ ที่เซเว่น ก็มีนะ

Octopus Card ราคาใบละ 150 HKD แต่เราสามารถใช้เงินในบัตรแค่ 100 HKD อีก 50 HKD เป็นค่ามัดจำบัตร จะได้คืนเมื่อเราเอาบัตรไปคืนที่เคาเตอร์ MTR หรือ Airport Express แต่ใครที่ต้องการใช้จ่ายมากกว่า 100 HKD ก็สามารถเติมเงินเข้าบัตรได้ ตามตู้เติมอัตโนมัติ หรือ เคาเตอร์  MTR

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0054.jpg

วิธีเดินทางด้วย MTR 

หลังจากรู้แล้วว่าทริปเราเหมาะกับการใช้บัตรไหน เราเลยจะขออธิบายคราวๆ เกี่ยวกับวิธีใช้รถไฟฟ้า MTR ในส่วนของการขึ้น-ลง นั้นเหมือนทุกอย่างกับรถไฟฟ้าทุกประเทศ

แต่วิธีการเช็คสถานีของ MTR นั้นเราสามารถทำได้ง่ายๆ คือ

  1. เราแค่ไปโหลด Application ชื่อว่า Hong Kong Metro 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0060.jpg

     

   2.เมื่อโหลด App มาแล้ว เปิดขึ้นมาหน้าตา App จะเป็นแบบนี้ 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0059.jpg

   

 3. กรอกสถานีต้นทาง และ ปลายทาง ที่เราต้องการจะเดินทาง แล้วกด Search

Ex.     From  >> Causeway Bay 

           To      >>  Tsim Sha Tsui 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0058.jpg

     

4. หลังจาก Search แล้ว App จะค้นหาเส้นทางที่เราต้องการเดินทาง จากนั้นให้เรากดเลือกตารางเวลาอันแรก 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0057.jpg

 

5. สุดท้าย App จะบอกเกี่ยวกับเส้นทาง MTR สายต่างๆที่เราจะต้องเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่เรากรอก พร้อมกับบอกราคาค่าโดยสารในรอบนั้นมาด้วย 

 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0056.jpg

Airport Express & Check In Town

Hong Kong มีบริการที่อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวแบบเราค่อนข้างเยอะ หนึ่งในบริการนั้นก็คือการ Check In Town ที่เราสามารถเช็คอินสายการบิน พร้อมโหลดกระเป๋าแบบเดียวกับที่เราทำที่สนามบินทุกอย่าง แค่เราสามารถจัดการสิ่งเหล่าได้ตั้งแต่ยังอยู่ในเมือง

บริการ Check In Town นั้น เป็นบริการที่ Airport Express อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า หรือ ผู้โดยสารของ AE (ชื่อย่อนะ) ดังนั้นใครที่จะใช้บริการ Check In Town ได้ จะต้องมีบัตรโดยสารของ  Airport Express นะคะ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถใช้บริการนี้ได้ค่ะ

* จริงๆบัตร Octopus สามารถแตะจ่ายได้นะ แต่ค่าบริการจะคิดตั้งแต่ตอนที่เราแตะบัตรเข้าไปยังบริเวณเคาเตอร์ Check In Town แล้ว นั้นหมายความว่า เราจ่ายเงินค่า AE ไปแล้ว แม้เราจะแค่เข้าไปโหลดกระเป๋าเท่านั้น แล้วตอนที่จะไปสนามบินจริงๆจะต้องจ่ายเงินอีกครั้ง สรุปคือถ้าใช้ Octopus จ่าย เราจะต้องจ่ายเงิน 2 รอบ 

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0050.jpg

บริการ Check In Town ไม่ได้ใช้ได้กับทุกสายการบินนะคะ ใครเดินทางด้วยแอร์ เอเชีย ไม่สามารถใช้บริการได้นะคะ แต่หากใครใช้ การบินไทย, Hong Kong Airline, Emirate หรือ Cathay Pacific สามารถใช้ได้เลยนะ 

วิธีการใช้บริการ Check In Town 

จุดเช็คอินทาวน์ อยู่ที่สถานี Hong Kong หรือ สถานี Central (สองสถานีนี้สามารถเดินต่อกันได้) 

  1. นั่ง MTR มาที่สถานี Hong Kong หรือ สถานี Central ก็ได้ จากนั้นให้เดินตามป้าย Airport Express ต่อมาเรื่อยๆ จนเจอลิฟต์ที่จะขึ้นไปยังสถานี Airport Express

PB250713.jpgPB250715.jpg

2.ขึ้นลิฟต์มาแล้ว เราจะเจอกับเคาเตอร์ของ Airport Express และด้านหลังคือสถานีรถไฟ Airport Express ซึ่งตอนนี้เราอยู่ชั้น L2  ใครยังไม่มีบัตร AE สามารถซื้อได้ที่บริเวณนี้ หรือจะขึ้นไปซื้อบริเวณที่ทำ Check In Town ก็ได้นะ

ส่วนตัวเราซื้อบัตร AE แบบขาเดียวสำหรับกลับเข้าสนามบิน ซื้อบัตรแบบกลุ่ม 3 คน ราคารวม 230 HKD เฉลี่ยคนละ 330 บาท

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0062.jpg

3. ใครที่ไม่เดินทางไปสนามบิน แต่ต้องการ Check In Town แบบเรา ก็แค่ขึ้นต่อไปยังชั้น G

IMG_3062.jpgOLYMPUS DIGITAL CAMERA

4. ออกมาจากลิฟต์ปุ้บบบ เราก็จะกับเคาเตอร์เช็คอินของแต่ละสายการบิน ขั้นตอนเช็คอินก็เหมือนกับที่เราทำที่สนามบินทุกอย่าง

เท่านี้เราก็จะได้ Boarding Pass และไปเที่ยวต่อได้แบบสบายใจ ถึงเวลาก็ไปสนามบินแล้วเดินตรงเข้าไปยัง ตม. ได้เลยจ้าาาาาาาาาา

* ซึ่งตรงนี้เราจะต้องใช้บัตร AE แตะ เพื่อเข้าไปยังบริเวณเช็คอินนะคะ *

HongKong_๑๘๑๒๐๓_0061

Left Baggage 

สำหรับคนที่บินด้วยสายการบินที่ไม่สามารถเช็คอินทาวน์ได้ หรือ ไม่สะดวกที่จะโหลดกระเป๋า หรือ ยังไม่ถึงเวลาที่จะเช็คอินโรงแรม และยังไม่อยากเอากระเป๋าติดตัวไปตลอดเวลาาาา

จริงๆในฮ่องกงก็พอจะมีจุดฝากกระเป๋าอยู่หลายที่ แต่ก็ไม่เยอะเท่ากับประเทศญี่ปุ่นแน่นอน คราวนี้บันทึกนักหนีเที่ยวเลยจะเอาประสบการณ์ตัวเองที่เอากระเป๋าไปฝากมารีวิว

จุดฝากกระเป๋านี้อยู่ใกล้กับบริเวณ Check In Town

ให้เราสังเกตป้ายบอกทางที่เขียนว่า Left Baggage ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของบริเวณเช็คอินทาวน์นะ (ให้มองหาร้าน GOD) ให้เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ 

ค่าบริการ : ภายใน 3 ชม. ราคา 57 HKD/ 1 ใบ,  3 ชม. – 24 ชม. ราคา 79 HKD / 1 ใบ 

IMG_3065.jpgIMG_3067IMG_3068.jpgIMG_3070IMG_3072.jpgIMG_3074.jpg

หนีเที่ยวฮ่องกงกับ Hong Kong Airline

ด้วยความอินในละครเลือดข้นคนจางงงงงงงงงงงงงงงงง

จึงทำให้เรานั้นจองตั๋วไปตามหาเฮียอี้ที่ฮ่องกง !!!!

HongKong_๑๘๑๒๐๑_0002.jpg

จริงๆแล้วเที่ยวบินจาก กรุงเทพ – ฮ่องกง นั้นมีหลายสายการบินมากๆๆที่ให้บริการ แต่รอบนี้เราขอเอาประสบการณ์จากการใช้บริการสายการบิน Hong Kong Airline มารีวิวแล้วกันเนอะ

Hong Kong Airlines Adds Service Frequency to Sapporo and Osaka.jpgเครดิตรูปจาก https://www.hongkongairlines.com

เดิมเราเคยเดินทางไปฮ่องกงด้วยสายการบิน Hong Kong Airline มาแล้ว และเหตุที่เราเลือกสายการบินนี้ เหตุผลง่ายๆเลยค่ะ เพราะว่าราคาดีงามมมมมมมมม และเป็นสายการบินแบบ Full Service ด้วยยย

ซึ่งรอบนี้เราได้ราคาไป-กลับ 6200 บาท เราเดินทางเดือนพฤศจิกายนนะคะ ซึ่งเราเคยได้ราคา 5500 บาทด้วยนะ  โอ้ยยยยยยยยยยยย ราคานี้ โหลดกระเป๋าฟรี เลือกที่นั่งได้ มีอาหาร 1 มื้อ บินเหอะ ดีงามมมม

HongKong_๑๘๑๒๐๑_0004.jpg

สายการบิน Hong Kong Airline มีเที่ยวบินจากกรุงเทพ – ฮ่องกง และ ฮ่องกง – กรุงเทพ ค่อนข้างเยอะเลยนะ (ตารางเวลาขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เราจะเดินทางด้วย)

รอบนี้เราเลือกเดินทางออกจากกรุงเทพตอน 03.20 น. แล้วจะไปถึงฮ่องกงตอน 07.05 น.

ส่วนขากลับเราเลือกกลับเวลา 02.00 น. ถึงกรุงเทพตอน 04.10 น.

โดยส่วนตัวเราชอบเวลาของ Hong Kong Airline เพราะคนมีเวลาน้อยแค่ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็สามารถไปเที่ยวฮ่องกงได้ แถมยังไม่เสียเวลาไปกับการเดินทางด้วยนะ

Screenshot 2018-12-01 21.jpg

ซึ่งเราเช็คเวลาเที่ยวบินและจองตั๋วผ่าน sky scanner ข้อมูลเพิ่มเติมที่ : https://www.skyscanner.co.th 

สายการบิน Hong Kong Airline ออกจากกรุงเทพ ที่สนามบินสุวรรณภูมินะคะ และควรมาถึงสนามบินก่อนเวลาประมาณ 2- 3 ชม. นะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0016

Hong Kong Airline ฟรีโหลดกระเป๋า 20 kg. สำหรับชั้นประหยัด 30 kg. สำหรับชั้นธุรกิจ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ : https://www.skyscanner.co.th/airline/airline-hong-kong-airlines-hx.html

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0015.jpg

เที่ยวบินขาไป กรุงเทพ – ฮ่องกง ไฟลท์ HX 762

ออกจากกรุงเทพตอน 03.20 น. แล้วจะไปถึงฮ่องกงตอน 07.05 น. ใช้เวลาบิน 2 ชม. 35 นาที

ภายในเครื่องมีที่นั่งแบบ 3 – 3 – 3 ที่นั่งมีจอส่วนตัวทุกที่นั่ง แต่เท่าที่เปิดเมนูหนังดูแล้ว หนังมีไม่เยอะนะ แต่ก็พอแก้เบื่อได้

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0020.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0024.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0021

ส่วนเบาะกว้าง นั่งสบายยยยยยยยย แถมช่วงขากว้างมากกกกกกกกก ผู้ชายตัวโตๆไม่อึดอัดแน่นอน

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0028HongKong_๑๘๑๒๐๒_0018.jpg

มีผ้าห่มแจกไว้ให้บนเก้าอี้ทุกตัวพร้อมแล้ว และหูฟัง (ลืมถ่ายรูปมานะ)

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0023.jpg

นอกจากช่อง USB ที่ให้เราสามารถชาตโทรศัพท์ได้ ยังมีปลั้กสำหรับใครจะชาตโน้ตบุ้ค หรือ กล้อง อีกด้วยนะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0022

เที่ยวบินนี้แทบจะไม่มีผู้โดยสารเอากระเป๋าสัมภาระมาเก็บบนเครื่องเลย  ก็เขามีให้โหลดแล้วอะเนาะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0029.jpg

ในส่วนของอาหาร ขึ้นชื่อว่าเป็น Full Service จะต้องมีอาหารเสิร์ฟ แต่ด้วยไฟลท์ที่เราเดินทางเป็นไฟลท์ดึกมากกกกกกกกกก เลยมีแค่ขนมปัง-ไก่-ชีส ถ้ากินตอนร้อนๆก็พอแหลกล่ายยยยย แต่ถ้าเย็นละก็ ปล่อยมันไปเถอะเนอะ

ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆสามารถขอได้ค่ะ การบริการของแอร์ ถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคเลย

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0031.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0030_0HongKong_๑๘๑๒๐๒_0026.jpg

ส่วนห้องน้ำนั้น เราไม่ได้ลุกไป เพราะหลับบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ (ขอโทษงับบบบบบ)

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0027.jpg

เที่ยวบินขากลับ ฮ่องกง – กรุงเทพ ไฟลท์ HX 767 Airbus A330 

ขากลับออกจากฮ่องกงเวลา 02.00 น. ถึงกรุงเทพตอน 04.10 น. ใช้เวลาบิน 3 ชม. 10 นาที

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0039.jpg

ด้วยเราเดินทางกับสายการบิน Hong Kong Airline เราจึงสามารถใช้บริการ Check in Town คือการใช้เช็คอิน โหลดเป๋า กับสายการบินแบบเดียวกับที่เราเช็คอินที่สนามบินเลย แต่กรณีนี้เราสามารถทำได้ตั้งแต่ในเมือง ซึ่งบริการ Check in Town ไม่ได้มีบริการครอบคลุมทุกสายบินนะคะ ใครบินสายการบินอื่น ต้องเช็คอีกทีนะ

อ่านวิธีทำ Check In Town >> https://wp.me/p8RAsl-2tr

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0038.jpg

รูปไฟลท์ขากลับ เราถ่ายตอนถึงกรุงเทพแล้วนะคะ เพราะตอนขึ้นมา นั่งปุ้บบบ หลับปั้บบบบ 

ภายในเครื่องที่นั่งแบบ 2- 4 – 2 ที่นั่งมีจอส่วนตัวทุกที่นั่ง แต่จะแตกต่างกับตอนขามา เพราะจะมีรีโมทแยกมาให้ด้วย

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0037.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0033.jpg

เบาะยังนั่งสบายเหมือนเดิม แต่ช่องว่างระหว่างเก้าอี้ แคบกว่าตอนขามา ผู้ชายตัวใหญ่น่าจะเข่าชนพอดี

ส่วนผ้าห่มและหูฟังก็มีเหมือนเดิมนะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0036.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0034.jpg

แต่รอบนี้เราไม่ได้ลองทานอาหาร เพราะหลับบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ มันง่วงจริงๆนะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0032.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0035.jpg

สรุป 

สำหรับการเดินทาง กรุงเทพ – ฮ่องกง โดยสายการบิน Hong Kong Airline เราให้คะแนน 8/10 ด้วยเป็นสายการบิน Full Service แต่ไม่ได้เลิศมากกกกกกก หักล้างกับราคาประมาณ 5000 – 7000 บาท ที่ถือว่าาาดีงามเลยยยย

รีวิวรอบนี้อาจจะไม่ได้มีข้อมูลที่ละเอียดสักเท่าไหร่ แต่คิดว่าน่าจะสามารถช่วยให้คนที่กำลังจะตัดสินใจที่จะเดินทางกับสายการบิน Hong Kong Airline ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะคะ

ส่วนใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.hongkongairlines.com/en_OC/homepage

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0003.jpg

 

 

 

 

Chevrolet “TRAILBLAZER” ชวน Glamping

เรารู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากเที่ยวแบบบากบั่น

แต่ก็เชื่อว่าทุกคนอยากเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติ 

TBZ2_0150.jpg

ทริปล่าสุดเรามีโอกาสได้เดินทางไปกับ Chevrolet ทริปนี้เราจะออกเดินทางด้วย Trailblazer รถ SUV สไตล์อเมริกัน 7 ที่นั่ง ไป Glamping กันที่จังหวัดกาญจนบุรี 

TBZ2_0068.jpg

ก่อนจะออกเดินทางเราขออธิบายคำว่า Glamping ก่อนเนอะ

Glamping (แกลมปิ้ง) มาจากคำว่า glamorous กับ camping มาผสมกัน หมายถึง การออกเดินทางไปตั้งแคมป์แบบหรูหรา และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

สรุปง่ายๆ Glamping เป็นการออกเดินทางไปตั้งแคมป์แบบที่ไม่ต้องลำบาก แต่สามารถทำให้เราหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ เป็นการเดินทางที่เราจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ไม่ต้องพยายามจนเหนื่อย

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๖_0005.jpg

ทริปนี้เราจะเดินทางด้วยรถอเนกประสงค์ เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ รถ SUV สไตล์อเมริกัน 7 ที่นั่ง

ส่วนตัวเราชอบรถ SUV นะ เคยได้ทดลองนั่งรถ SUV อเมริกันแท้ๆครั้งแรกก็ตอนไปอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว เราชอบรถ SUV ที่มันใหญ่ กว้าง ดูเป็นหนุ่มหล่อ กล้ามโตแต่อบอุ่น ประมาณนั้น

ทริปนี้ทางเชฟโรเลตชวนออกไปขับรถเจ้า SUV คันนี้พร้อมกับกระซิบบอกมาว่า เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ คันนี้เป็น SUV อเมริกันแท้ๆที่ผู้หญิงแบบเราก็ขับได้

เห่ยยยยยยยยยยยยยยย มันน่าลองงงงงงงงงงงงงงง

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๖_0006.jpg

ทริปนี้ทางเชพโรเลตรู้ใจเรามากกกกกกกกกก เลือกรถเชฟโรแลต เทรลเบลเซอร์ คันสีแดง คันเดียวในทีมให้เราาาาาาาาาาาา

สีแดงหล่อ มากกกกกกกกกกกกกกก

_๑๘๑๑๑๘_0007

ภายในของรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ ได้รับการออกแบบแผงหน้าปัดรถยนต์และคอนโซลหน้าโดยยึดหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ให้ง่ายต่อการใช้งาน ตกแต่งภายในด้วยวัสดุแบบซอฟท์ทัชเพื่อเพิ่มความหรูหรา

TBZ2_0014.jpgTBZ2_0019.jpgTBZ2_0015.jpg

ส่วนของห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสะดวกสบาย กว้างขวาง และมีความสวยงาม นอกจากนี้ รถยังมาพร้อมกับการออกแบบใหม่ที่ช่วยลดเสียงดังรบกวน ได้แก่ แผงประตู กระจกหน้าต่าง และซีลกระจกหน้าต่าง ที่ขจัดเสียงลมและเสียงรบกวน เพิ่มความประณีตให้แก่ตัวรถระหว่างการขับขี่

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๘_0010.jpg

เราออกเดินทางจากกรุงเทพ โดยมีจุดหมายปลายทางในการไป Glamping กันที่ หินตก ริเวอร์ แคมป์ จังหวัดกาญจนบุรี

Let’ goooo

_๑๘๑๑๑๘_0012

เหตุผลที่ทางเชฟโรเลตเอารถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ ออกไป Glamping นั้นก็เพราะ เจ้ารถคันนี้นั้นเหมาะมากกับการขับไปทำกิจกรรมกลางแจ้งสุดพิเศษต่างๆ ด้วยภายนอกที่ดูแข็งแรง ส่วนภายในห้องโดยสารที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต รวมถึงขนาดพื้นที่ของรถอเนกประสงค์ที่กว้างมากกกกก เราสามารถปรับเปลี่ยนที่นั่งได้ตามความต้องการใช้งาน เพื่อตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย เหมาะสำหรับใช้งานในทุกวัน และพาคุณไปในทุกที่

TBZ2_0075 (2).jpg

ไม่หมดแค่นั้นนะ รถคันนี้ยังมาพร้อมกับความสามารถในการลากจูงและการขับขี่แบบออฟโรด รวมถึงอุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ที่สามารถติดตั้งบนรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ได้ ทำให้รถรุ่นนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการ Glamping 

คือถ้าใครอยากลากรถบ้านไปด้วยก็ทำได้นะ 

TBZ2_0054TBZ2_0053.jpg

แต่ก่อนที่จะได้เข้าที่พักแบบแคมป์ของเราในคืนนี้ ทางเชฟโรเลตพาเรามาทดลองขับรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ เพื่อทดสอบรถในการใช้งานความสามารถในการลากจูงและการขับขี่แบบออฟโรด

มาพิสูจน์กันว่าผู้หญิง(เกือบ)บอบบางแบบเราจะขับได้มั้ย

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๘_0015.jpg_๑๘๑๑๑๘_0014_0

เราเดินทางมาทดสอบรถกันที่สนามออฟโรด กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ จังหวัดกาญจนบุรี

โดยการทดสอบรถแบบออฟโรดจะมีทั้งหมด 6 ฐาน และ 1 ฐานสำหรับการทดสอบขับแบบลากจูง

TBZ2_0129 (1).jpg

จากตอนแรกที่ทางเชฟโรเลตชวนมา Glamping พร้อมบอกเราว่าอยากให้มาลองทดสอบขับรถแบบออฟโรดดู เรารีบตกลงทันทีเลยค่ะ แต่ไม่ได้ตกลงเพราะจะไป Glamping เราตกลงเพราะอยากลองขับรถแบบออฟโรด อยากรู้เหมือนกันว่ารถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ จะทำให้เราประทับใจได้มั้ย

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๘_0017.jpg

เราเริ่มทดสอบการขับรถแบบออฟโรดก่อนเลย ทั้งหมด มี 6 ฐานให้เราได้ทดสอบสมรรถนะที่มาพร้อมกับรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์

ฐานแรกคือการขับรถขึ้น-ลง เนินลาดชัน 45 องศา 

ฐานนี้ให้อารมณ์เดียวกับการที่เราขับรถวนที่จอดรถภายในห้าง ซึ่งรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ ได้ออกแบบมาช่วยให้ผู้ขับขี่แบบเรา ขึ้น-ลง เนินได้แบบง่ายมากกกกกกกกกก

วิธีการก็คือ (ขออธิบายแบบบ้านๆไม่ใช้ศัพท์เทคนิคนะคะ)

  1. ให้เราใช้โหมด 4L (4L- Four-Wheel Drive Low) โหมดนี้เราจะใช้เมื่อขับบนทรายหรือดินโคลน หรือเมื่อต้องขึ้น/ลงเนินลาดชัน
  2. กดปุ่ม Hill Descent Control ช่วยตอนลงทางลาดชันค่าระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันและระบบป้องกันการลื่นไถล ช่วยให้การขับแบบออฟโรดนั้นง่ายขึ้นมากกกกกกกกกกกก

TBZ2_0032.jpgเชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๘_0016.jpg

3. จากนั้นคนขับแบบเราก็แค่บังคับพวงมาลัยให้ตรง อธิบายเพิ่มว่า ในช่วงที่เรากำลังขึ้น-ลงเนิน เราไม่จำเป็นต้องเหยียบคันเร่ง หรือ เบรก เลย เพราะความอัจริยะของรถพาเราขึ้น-ลงเนินได้ง่ายมากกกก แค่นั้นจริงงงงงงงงงงงงง นะ เมื่อลงมาถึงทางลาดก็ค่อยเหยียบคันเร่งตามปกติ

เจ๋งงงงงงงงงงงงงงงงงง

TBZ2_0116.jpg

ฐาน 2 และ ฐาน 3 เป็นการขับรถขึ้น-ลด เนินชัน 70 องศา 

ฐานนี้ถือว่าท้าทายมากกกกกกกกกก เพราะความชันที่ 70 องศาในขาขึ้น เรามองไม่เห็นพื้นดินด้านหน้าเลย เห็นแค่ฟ้าเท่านั้นจริงๆ

วิธีการขับใน 2 ฐานนี้ ใช้วิธีเดียวกันกับฐานแรกเลย

เพิ่มเติมแค่เราเปลี่ยนเกียร์จาก D มาเป็น M เพื่อป้องกันการไหลของเกียร์เท่านั้น ในส่วนของขั้นตอนนี้เรายังได้ทดลองใช้อีกเทคนิคที่มีมากับรถคันนี้คือ ระบบป้องกันการไหลของรถ (Hill Start Assist) ในระหว่างที่เราอยู่บนเนินแล้วเราต้องการเปลี่ยนเท้าจากเบรกมาเป็นคันเร่ง รถจะหยุดนิ่งค้างให้เรา 3 วินาที เพื่อให้เราได้เปลี่ยนเท้าได้ ไม่ต้องกลัวรถไหล

ดังนั้นการขับรถขึ้น-ลง เนิน ไม่ว่าจะชันแค่ไหน เราก็สามารถขับแบบชิวๆๆ ได้ แค่ทำใจให้กล้าและเชื่อมั่นใน เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ คันนี้ก็พอ 

TBZ2_0109.jpgเชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๘_0019.jpgเชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๘_0020.jpgเชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๘_0018.jpg

ฐาน 4 และ ฐาน 5 เป็นการขับทางลาดชันแบบไหล่ทาง

ฐานนี้เป็นการขับรถขึ้นไหล่ทางที่ชันทั้งแบบที่คนขับอยู่ด้านบน และคนขับอยู่ด้านล่าง เอาจริงๆ สองฐานนี้ไม่ยากนะ เพราะด้วยเราบ้านอยู่ชนบทเส้นทางพวกนี้ถือว่าคุ้นชินมาก

วิธีการขับใน 2 ฐานนี้ ใช้วิธีเดียวกันกับฐานแรกเลย 

แค่เราจับพวงมาลัยให้มั่นก็พอ และอีกอย่างคือออออออออ เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ คันนี้ มีระบบพวงมาลัยไฟฟ้าช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการขับขี่ และพวงมาลัยจะมีน้ำหนักเบาที่ความเร็วต่ำและมีน้ำหนักมากขึ้นที่ความเร็วสูง

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ชอบตรงพวงมาลัยเบานี่แหละ

TBZ2_0094.jpg

ฐาน 6 ขับรถบนทางขรุขระและหลุม

ฐานนี้เป็นฐานที่เราชอบที่สุด เพราะมันคือการขับรถลงหลุมจริงๆที่ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ตลอดระยะทางประมาณ 100 เมตร

วิธีการขับในฐานนี้ ใช้วิธีเดียวกันกับฐานแรกเลย 

เพิ่มเติมคือ เราแค่เหยียบคันเร่งเพื่อให้ระบบของรถช่วยให้เราขับขึ้นมาจากหลุมได้เอง โดยไม่ใช้รถลาก (อธิบายเป็นศัพท์เทคนิคไม่เป็นเด้ออออ) คือออออออออออออ สรุปง่ายๆๆว่าถ้าผู้หญิงแบบเราขับเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ คันนี้ตกหลุม ตกท่อ เราสามารถขับขึ้นได้เองเลยนะ ไม่ต้องโทรตามใคร

คุณสมบัติข้อนี้ละค่ะ ที่ทำให้เราชอบเจ้ารถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ มากกกกกกกกกก จนคิดว่าถ้าจะมีรถ SUV สักคัน ก็ต้องเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ แน่นอน

TBZ2_0115.jpgTBZ2_0097 (1).jpgTBZ2_0118.jpgTBZ2_0099

ฐานสำหรับทดสอบการลากจูง 

ฐานนี้เป็นฐานที่มีความพิเศษมากกก เพราะเราไม่สามารถเอารถคันไหนมาลากจูงสัมภาระก็ได้

ด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซล เทอร์โบ 2.5 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังและแรงบิดสูง เครื่องยนต์ดูราแมกซ์มีพละกำลัง 132 กิโลวัตต์ (180 แรงม้า) ที่ 3,600 รอบต่อนาที และแรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที ทำให้เทรลเบลเซอร์มาพร้อมขุมพลังที่เต็มเปี่ยม

นั่นทำให้การที่เราจะเอาสัมภาระลากจูงไปติดไว้กับรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ เป็นสิ่งที่เราจะทำได้สบายมากกกกกกกกกกก คราวนี้ใครอยากไป Glamping ขนอุปกรณ์ไปด้วยเยอะๆ แม้แต่อยากพารถบ้านไปด้วยก็สามารถทำได้

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๘_0021.jpg

วิธีการขับรถลากจูง

  1. เมื่อบรรทุกสัมภาระในเทรลเลอร์ ควรให้น้ำหนัก 60 เปอร์เซ็นต์ของสัมภาระอยู่ค่อนไปทางด้านหน้าของเทรลเลอร์ และกระจายน้ำหนักด้านข้างให้เท่าๆ กัน การบรรทุกสัมภาระโดยให้น้ำหนักค่อนไปด้านหน้าหรือหลังมากเกินไป อาจทำให้เทรลเลอร์แกว่งได้
  2. เมื่อต้องถอยเทรลเลอร์ ให้วางมือข้างหนึ่งอยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาของพวงมาลัย เมื่อต้องการเคลื่อนย้ายเทรลเลอร์ไปทางซ้ายให้หมุนพวงมาลัยไปด้านซ้าย และหากต้องการให้เทรลเลอร์ไปด้านขวาให้หมุนพวงมาลัยของคุณไปด้านขวา ถอยเทรลเลอร์ทีละนิดอย่างช้าๆ เพื่อรักษาการควบคุม
  3. ควรเผื่อระยะในการเบรกเมื่อรถของคุณลากจูงเทรลเลอร์อยู่ ระยะห่างที่ปลอดภัยคือ การเว้นช่องว่างขนาดเท่ารถยนต์ที่ลากจูงเทรลเลอร์ 1 คัน ระหว่างรถของคุณและรถคันข้างหน้า สำหรับความเร็วทุกๆ 10 ไมล์ต่อชั่วโมง
  4. ไม่บรรทุกสัมภาระเกินน้ำหนักที่รถยนต์ของคุณสามารถรับไหว โดยสัมภาระดังกล่าวรวมถึงน้ำหนักของตัวยึด (Tongue Weight) ซึ่งคือ แรงกดจากตัวครอบหัวบอลบนหัวลากจูงของรถเทรลเลอร์ โดยปกติ จะหนักประมาณ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเทรลเลอร์ที่บรรทุกสัมภาระ สำหรับหัวลากจูงปกติ
  5. อย่าพยายามหลีกเลี่ยงการแกว่งของเทรลเลอร์ เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม เมื่อเทรลเลอร์แกว่ง ให้พยายามบังคับพวงมาลัยให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมปล่อยคันเร่ง (โดยไม่แตะเบรก) และดึงเบรกมือไฟฟ้าของเทรลเลอร์ (ถ้ามี)
  6. สำหรับการขับรถยนต์ขึ้นเขาหรือทางลาดชัน การใช้เกียร์ต่ำจะทำให้รถยนต์มีกำลังหรือแรงบิดมากขึ้น ควรขับรถยนต์ขึ้นเขาหรือทางลาดชันด้วยความเร็วที่ไม่มากไปกว่าความเร็วที่คุณใช้เพื่อขับลงเขา และเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำเพื่อใช้แรงจากเครื่องยนต์ช่วยในการเบรก ขณะที่ขับลงจากเขาหรือทางลาดชัน

TBZ2_0119 (1)

ยังไม่จบแค่นั้น เพราะภายในของรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ ก็เหมือนกับที่พักแบบแกลมปิ้ง ที่ได้รับการออกแบบให้มีความสะดวกสบาย กว้างขวาง และมีความสวยงามรุ่นนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการแกลมปิ้ง เทรลเบลเซอร์เป็นรถอเนกประสงค์ ระดับพรีเมี่ยม ขนาด 7 ที่นั่ง ที่สามารถปรับเปลี่ยนที่นั่งได้ เพื่อตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย เหมาะสำหรับใช้งานในทุกวัน

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๙_0029.jpgเชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๙_0033.jpgเชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๙_0032.jpgเชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๙_0030.jpgเชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๙_0031.jpg

หลังจากไปทดลองขับรถมาครบทุกฐานแล้ว ก็รู้เลยว่าเจ้ารถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ ออกแบบมาเพื่อทุกคนจริงๆ โดยเฉพาะสายเดินทางแบบเรา แม้จะเป็นการเดินทางที่ยากลำบาก แต่กลับเป็นเรื่องง่ายสำหรับรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ ด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งและช่วงล่างที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดแรงสั่นสะเทือน จะไปไหน เอาอะไรไปด้วยเยอะแค่ไหน ก็ไม่เป็นปัญหาา

บันทึกนักหนีเที่ยวคอนเฟิร์มว่าเจ๋งจริงงงงงงงงงงงงงง

_๑๘๑๑๑๙_0024

แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาไปสถานที่ Glamping ของเราแล้ววววว มุ่งหน้าไปยัง หินตกริเวอร์แคมป์ กันเลยยยย

TBZ2_0063.jpg

ทริปนี้เราจะได้เปิดประสบการณ์กับที่พักเเนวบูติคเเนวใหม่แบบแคมป์ซาฟารี โดยไม่ต้องสละความสะดวกสบาย เเตกต่างด้วยการพักผ่อนที่เอาการแคมป์ปิ้ง เปิดประสบการณ์ใหม่กับวันพักผ่อนของเราด้วยการ พักในเต้นท์ปรับอากาศเเละห้องน้ำในตัว ริมเเม่น้ำเเควน้อย

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๙_0037.jpg_๑๘๑๑๑๙_0034_๑๘๑๑๑๙_0036_๑๘๑๑๑๙_0028_๑๘๑๑๑๙_0026_๑๘๑๑๑๙_0027

จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ สามารถลดระดับความเครียดลงได้ รวมถึงช่วยให้มีชีวิตที่ดีและมีสุขขึ้นด้วยนะ

ดังนั้น หินตกริเวอร์แคมป์ จึงเหมาะมากที่เราจะออกมาพักผ่อน ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติแต่ไม่ต้องลำบากลำบน แถมเดินทางไม่ไกลจากรุงเทพด้วยนะ

_๑๘๑๑๒๐_0039_๑๘๑๑๒๐_0038เชฟโรแลต_๑๘๑๑๒๐_0041.jpgTBZ2_0151เชฟโรแลต_๑๘๑๑๒๐_0042.jpgเชฟโรแลต_๑๘๑๑๒๐_0043.jpg

ตัวเราเองถึงแม้จะเป็นผู้หญิง แต่เราชอบการเดินทางที่ท้าทาย ชอบพาตัวเองไปทำอะไรที่หลุดกรอบความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ และหลายๆครั้งที่เราเดินทางในประเทศ เราก็มักจะขับรถไปเอง เพราะเกือบทุกครั้งจุดหมายปลายของเรานั้นมันไม่ได้อยู่ในเส้นทางหลัก การมีรถสักคันที่จะพาเราเดินทางไปได้ทุกแห่ง มันคือความต้องการสูงสุดของคนที่ชอบเดินทางแบบเรา

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๙_0022.jpg

รถสำหรับเราคือบ้านหลังที่ 2 

” จะเลือกรถสักคัน ต้องเลือกที่มันเป็นเรา “

เชฟโรแลต_๑๘๑๑๑๙_0025.jpg


ขอบคุณ 

เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย ที่ให้บันทึกนักหนีเที่ยวได้ร่วมหนีเที่ยวไปด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติมที่

https://www.chevrolet.co.th 

https://media.gm.com/media/th/th/chevrolet/news.html

www.facebook.com/chevyclub

 

Review : Road Trip With Haup Car

“จะเดินทางให้สนุก มันอยู่ที่ระหว่างทางและยานพาหนะ”

_๑๘๐๙๒๑_0002

 

การเดินทางทริปล่าสุดเราได้มีโอกาสขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด เป็นการกลับมาขับรถเที่ยวด้วยตัวเองครั้งแรกตั้งแต่เริ่มทำเพจบันทึกนักหนีเที่ยวมา แต่สมัยตอนที่เรียนเราเป็นคนชอบขับรถออกไปต่างจังหวัดมากๆเลยนะ

ทริปนี้เรามีโอกาสได้ทดลองใช้รถจาก Haup Car ขับไปเที่ยวสุโขทัยกันค่ะ เลยอยากเอาประสบการณ์ที่ได้ทดลองใช้รถ Haup มารีวิวเกี่ยวกับการเช่ารถเที่ยวที่ง่ายและสะดวกสบายมากๆ

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0003.jpg

ขอเราเล่าประสบการณ์การใช้ Haup Car แบบบันทึกนักหนีเที่ยวนะ

Haup Car คืออะไร ???

Haup Car คือ Car Sharing เจ้าแรกของเมืองไทย เป็นการอำนวยความสะดวกให้เราสามารถเช่ารถได้ตั้งแต่ 30 นาที ไปจนถึง 7 วันเลยนะ

Haup Car คือบริษัทเช่ารถที่เราสามารถทำทุกอย่างบน Application ได้เลย เราไม่ได้เจอพนักงาน ไม่ต้องรอถ่ายสำเนาใบขับขี่ ไม่ต้องรอล็อควงเงินประกันจากบัตรเครดิต ไม่ต้องตรวจรอยรอบคัน และที่ว้าวมากกก คือไม่ต้องเติมน้ำมันคืนนนนน ชอบตรงนี้มากกกกกกกกกกก

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0004.jpg

วิธีการจองรถ

1.เราต้องไปโหลด App : Haup Car >> http://bit.ly/JustHaupFB 

2.ทำการลงทะเบียน ด้วยการกรอก ชื่อ -นามสกุล / เมล / ถ่ายรูปหน้า-หลังบัตรประชาชนและใบขับขี่ด้วยนะ

3.จากนั้นก็รอให้ทางทีมงาน Haup Car อนุมัติบัญชีผู้ใช้ของเราค่ะ

4.จากนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะค้นหาจุดจอดรถของ Haup Car โดยเราสามารถพิมพ์ Location ที่เราอยู่เพื่อเช็คจุดจอดรถของ Haup Car ได้เลยค่ะ

Haup Car มีจุดจอดรถเยอะมากกกกกกกกกกกกกกก มากถึง100 กว่าจุดใน กทม แถมมีที่เชียงใหม่ และภูเก็ตด้วยนะ และขอบอกว่า Haup Car เอาใจคนเมืองและนักศึกษามากๆๆนะ เพราะจุดจอดรถส่วนใหญ่คืออยู่ในเมืองเลย ตามคอนโด หรือ ใกล้มหาลัยเลยนะ ดีอ่ะ ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0005.jpg_๑๘๐๙๒๑_0006

6.หลังจากที่เลือกจุดจอดรถได้แล้ว ก็ให้เราคลิ๊กที่จุด Location ที่เราสะดวกจะไปรับรถ

ส่วนตัวเราเลือกไปรับรถที่ BU-Greenish คือจุดจอดรถที่อยู่ในซอยรังสิตภิรมย์ใกล้ ม.กรุงเทพ สาขารังสิต

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0008.jpg_๑๘๐๙๒๑_0007

7.แล้วก็ทำการกรอก วัน-เวลา สำหรับรับรถและคืนรถลงไปค่ะ app จะคำนวณค่าใช้จ่ายในการเช่ารถให้เรา โดยเราสามารถเลือกรับ – คืน รถเวลาไหนก็ได้ตลอด 24 ชม. ค่ะ

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0009.jpg

8.เลือกรถที่เราจะทำการจอง โดยการที่เราจะดูว่ารถว่างหรือไม่ ให้สังเกตคำว่า Reserve สีฟ้าๆนะคะ จากนั้นก็ให้กดจอง ระบบจะคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เราค่ะ

โดยเรทราคาการเช่ารถของ Haup Car จะอยู่ที่ 1109 บาท/วัน หรือ139 บาท/ชั่วโมง + 5.9 ต่อกิโลเมตร ซึ่ง app จะคำนวณราคาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมดให้เราค่ะ

ราคาที่เราจ่ายไปนี้จะรวมค่าน้ำมันที่เราใช้ไปด้วย รวมค่าประกันต่างๆเกี่ยวกับการใช้รถด้วยนะ

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0010.jpgสุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0012.jpg

9. จากนั้นให้เรากรอกข้อมูลบัตรเครดิต หรือ เดบิท ก็ได้นะ app จะหักเงินสำหรับค่าเช่ารถไปก่อน แต่ยังไม่หักเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายกิโลเมตรที่ใช้ไปนะ

Haup Car จะไม่ล็อควงเงินสำหรับการมัดจำด้วยนะคะ ดีอ่ะ เนอะ

เท่านี้การจองรถกับ Haup Car ก็เรียบร้อยแล้วค้าาาาาา

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0014.jpg

รับรถ Haup Car 

เราลงเวลาสำหรับรับรถไว้ตอน 6.30 เช้าที่จุดจอดรถ BU-Greenish

P9152269.jpg

โดยเราสามารถรับรถ ได้ก่อนเวลาที่เรากรอกเอาไว้ประมาณ 30 นาทีค่ะ โดยการรับรถก็ง่ายๆค่ะ ทำทุกอย่างผ่าน app ได้เลยนะ

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0013.jpg

วิธีคือ ให้เราเข้าไปที่ App : Haup Car แล้วระบบจะแจ้งเตือนเกี่ยวกับระยะเวลาที่เราจะรับรถได้ เมื่อถึงเวลาตามที่ระบบแจ้งแล้ว เราสามารถกด Check -in จาก app ได้เลยค่ะ จากนั้นเราจะสามารถกด Unlock จาก app เหมือนเดิม เท่านี้เราก็จะสามารถเปิดรถได้แล้วนะ

ง่ายมากกกกกกเว่ออออออออออออออออออออ

เท่านี้ก็เริ่มทริปกันได้แล้ววววววววววววววววว

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0016.jpg

 

สภาพรถ

เชื่อว่าหลายคนต้องสงสัยว่า เอ๊ะ การที่ไม่มีพนังงานรับ-คืนรถ สภาพรถจะโอเคแค่ไหน เราได้สอบถามไปยัง Haup Car ถึงข้อสงสัยนี้เหมือนกันค่ะ ได้ข้อมูลมาว่า ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอพนังงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนรถดูแล เพราะก่อนที่จะถึงเวลาที่เราจองรถไว้ จะมีพนักงานของ Haup Car มาทำการตรวจเช็ครถให้เราก่อนค่ะ เมื่อถึงเวลาที่จองก็สามารถรับรถออกไปขับได้เลย

โดยจากประสบการณ์ที่เราได้ทดลองใช้มาแล้ว ขอบอกว่าสภาพรถค่อนข้างเรียบร้อยเลยค่ะ ไม่ถึงกับสภาพกริ๊บ แต่โดยรวมถือว่าดีมากกกกกกกก

P9152282.jpgOLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERA

การเติมน้ำมัน 

ด้วยจุดเด่นของ Haup Car คือราคาค่าบริการรวมค่าน้ำมันอยู่แล้ว และเมื่อเราเอารถไปคืนเราก็ไม่ต้องเติมเต็มถังแบบการเช่ารถทั่วไป

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0017.jpg

จากประสบการณ์ส่วนตัว อันนี้เรามองว่าเป็นข้อดีนะ คือเราเคยเช่ารถมาหลายจังหวัดแล้ว และก็หลายครั้งที่เราลืมเติมน้ำมันคืน แล้วเมื่อเราเอารถมาคืนทางผู้เช่าคิดราคาค่าน้ำมันต่อลิตรแพงมากกกกกกกกกก คือแพงงงง แบบรู้สึกแย่ไปเลยอ่ะ

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๑_0018.jpg

วิธีการเติมน้ำมันของ Haup Car คือทาง Haup Car จะมีบัตรสำหรับเติมน้ำมันที่ ปตท. ใส่ไว้ให้ในรถ แล้วบัตรจะบอกว่าใช้เติมน้ำมันรถเลขทะเบียนไหน (เท่านั้น) เมื่อถึงปั้มเราก็แค่ยื่นบัตรนี้ให้พนักงานปั้ม แล้วก็เซ็นชื่อเหมือนเราใช้บัตรเครดิต หรือ เดบิท ปกติเลย เท่านี้ก็มีน้ำมันใช้ตลอดการเดินทางแล้ว 

IMG_0858.jpgIMG_0852.jpg

ความจุของรถและการใช้งาน

การเดินทางครั้งนี้เราเลือกเป็นรถนิสสัน จู๊ค (ปกติไม่ค่อยเจอบริษัทรถเช่าเอารถรุ่นนี้มาใช้สักเท่าไหร่นะ) เพราะเราจะขับรถไปต่างจังหวัดขึ้นเขาลงห้วยด้วยนะ แล้วรถของ Haup ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลยค่ะ นิสสัน จู๊ค ลุย เท่ห์ แถมจุสัมภาระของเราได้ดีมากเลยนะ และสำคัญสุดคือ ประหยัดน้ำมันด้วยนะ

ใครจะออกต่างจังหวัดแนะนำรถรุ่นนี้เลยค่ะ

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๒_0021.jpgสุโขทัย_๑๘๐๙๒๒_0022.jpg

ส่วนการใช้รถกับทาง Haup Car นั้นเราไม่จำเป็นต้องมีกุญแจรถเลยค่ะ แค่ใช้ App : Haup Car ในการ Lock – Unlock รถ สะดวกสบายมากกกกกกกกกกกก อันนี้ส่วนตัวเราชอบนะมันง่ายดี

และใน app เดียวกันก็สามารถเช็คเวลาที่เหลือจนกว่าจะคืนรถได้ค่ะ โดยให้สังเกตที่แท็ปสีฟ้า Reservation Ends In (เวลา) คือ app เดียวทำได้ทุกอย่างเลย

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๒_0023.jpg

Road Trip With Haup Car

การเดินทางทริปสุโขทัย เป็นทริปที่ไม่มีอะไรเป็นไปตามแพลนที่วางไว้เลย เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแพลน เปลี่ยนจุดหมาย เปลี่ยนที่นอน แต่ยังโชคดีที่เราเลือกขับรถไปเองค่ะ มันเลยสะดวกเมื่อมีอะไรที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราอยากจะหยุดที่ไหนก็ได้ อยากจะนอนแวะที่ไหนนานๆก็ไม่มีปัญหา มันคือข้อดีของการขับรถออกไปเที่ยวเองนะ

_๑๘๐๙๒๒_0027

จากความผิดหวังที่เกิดขึ้น เราเลยใช้เวลาขับรถเล่นไปเรื่อยๆ และมันทำให้เราได้เจอวิวที่สวยมากๆ เป็นวิวที่สวยมากกกกก เป็นความสวยที่ธรรมดาแต่ทำให้เราหลงรักการเดินทางมากขึ้นไปอีกหลายเท่า วิวที่เราไปเจอไม่ใช่เส้นทางหลักของนักท่องเที่ยว โชคดีที่เราเลือกขับรถไปเอง เราจึงได้เจอความสวยงามที่แอบอยู่ในชนบทของสุโขทัย

_๑๘๐๙๒๒_0024

ทริปนี้เราใช้รถของ Haup Car เป็นทุกอย่างให้เราจริงๆ ไม่ว่าเป็นยานพาหนะคู่ใจในการเดินทาง เป็นสถานที่นั่งปิกนิกนั่งกินขนมพร้อมชมวิวทุ่งนาสวยๆ หรือจะจอดถ่ายรูปเล่นข้างทาง เราก็สามารถทำทุกอย่างได้อย่างที่ใจอยากทำ

สุโขทัย_๑๘๐๙๒๒_0026.jpgสุโขทัย_๑๘๐๙๒๒_0029.jpg

การเดินทางที่ขับรถไปเองมันก็สนุกประมาณนี้

 

หากใครอยากขับรถเที่ยวด้วยตัวเองดูสักครั้ง แต่ไม่มีรถของตัวเอง Haup Car เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆๆ ให้นักหนีเที่ยวแบบเราได้ออกเดินทาง

_๑๘๐๙๒๒_0020


ขอบคุณ Haup Car ที่ร่วมออกเดินทางไปกับบันทึกนักหนีเที่ยว 

_๑๘๐๙๒๒_0028

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

Tel : 02-107-3795

Line id : @haup 

Instagram : haupcar

Mali :   info@haupcar.com

Web : https://www.haupcar.com/

 

 

หนีไปญี่ปุ่นกับเวียดนามแอร์ไลน์

เราเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ชอบเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น บวกกับปัจจุบันสายการบินหลายๆสายการบินออกโปรโมชั่น ยั่วใจขนาดนี้ ใครจะไปอดใจไหว (ข้ออ้างชัดๆๆ) และเมื่อกลางปีที่แล้ว (2559) ที่เราเจอตั๋วโปรโมชั่นราคาดีดี้ ของสายการบิน Vietnam Airline ที่ทำราคาโปรออกมาน่าสนใจมากๆค่ะ นักหนีเที่ยวแบบเราไม่ต้องคิดมากกดจองเลยจ้าาาาา (ใจง่ายตลอดดด) ซึ่งสายการบินนี้ไม่ค่อยจะมีกระทู้รีวิวสักเท่าไร เราเลยขอเอาประสบการณ์ของตัวเองมาแชร์ เผื่อว่าจะสามารถเป็นตัวเลือกให้กับคนที่อยากประหยัดงบไว้ช้อปปิ้งแบบเรากันค่ะ

16UTx-o
ทริปนี้เราเดินทางเมื่อวันที่ 10/5/59 กลับ 17/5/59  โดยการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางด้วย Vietnam Airline ครั้งแรกของเราค่ะ ตอนแรกก็หวั่นๆใจเพราะยังไม่เคยบินสายการบินนี้มาก่อน แต่เพราะได้ราคาโปรรวมภาษีโนนนี่สิริรวมอยู่ที่คนละ 8300 บาท จองผ่าน expedia ให้น้ำหนักกระเป๋าคนละ 30 kg (กระเป๋าไม่เกิน2ใบ)

0210

ซึ่งถามเราว่าราคา 8300 บาท มันถูกที่สุดรึป่าว ก็มันก็ไม่ค่ะ เพราะเชื่อว่ามีหลายคนเคยได้ราคาไปญี่ปุ่นจากโลวคอร์สให้ราคาต่ำกว่านี้แน่นอน แต่สำหรับเราว่าราคานี้คุ้มมาก เพราะโหลดกระเป๋าได้ 30 kg เลือกที่นั่งได้ เลือกอาหารได้ ไม่ต้องซื้อใดๆเพิ่มเลยค่ะ 

ขาไป Bangkok – Ho Chi Minh – Narita 

แน่นอนว่าถ้าบินสายการบินนี้เราต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเวียดนาม ส่วนเวลาที่จอดแวะก็แล้วแต่เราจะเลือกหาดูตามความชอบและเหมาะสมของเราเลยค่ะ 

แนะนำให้ทำ web check-in มาก่อนค่ะ เราจะได้เลือกที่นั่งได้ (เราจองผ่าน expedia จะเลือกที่นั่งจากกรุงเทพ-เวียดนาม ให้ตั้งแต่จอง) ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพ-โฮจิมินห์ประมาน 1 ชม 30 นาที พร้อมกับเสิร์ฟอาหาร 1 มื้อ  CG9-o ขาไปเราลืมถ่ายรูปภายในเครื่องจากกทม – โฮจิมินห์ มาค่ะ แต่ทีนั่งจะเป็นแบบ 3 – 3 มีจอร่วมที่ใช้ประมาณ 3 แถวต่อ 1 จอ ในส่วนของเบาะนั่งสบายดีคะ ไม่อึดอัด  โดยเที่ยวขาไป เราเลือกเวลาต่อเครื่อง 3.30 ชม ตอนเราไปเราลืมแลกเงินดองหรือเงินดอลล่าห์ไป เราเลยตัดบัตร visa ก็สามารถซื้อขนมกินเพลินๆระหว่างรอเครื่องได้ค่ะ และที่สนามบินมี wifi ให้เล่นฟรี แต่ความเร็วอาจจะขัดใจหน่อย 

SMpcqyL-o

เครื่องจากโฮจิมิน – นาริตะ เครื่องลำใหญ่นั่งสบายเลยคะ แถวที่นั่งจะเป็น 2-4-2 มีจอส่วนตัวก่อนถึงนาริตะจะเสิร์ฟอาหารอีก 1 มื้อ (ซึ่งเราลืมถ่ายรูปมาอีกละ) ในส่วนของรสชาติอาหาร ความเห็นส่วนเราคือ ไม่ได้อร่อย แต่ก็พอกินได้ เชื่อว่าหลายคนไม่ชอบการบินต่อเครื่องเพราะกลัวไฟลท์ดีเลย์ ซึ่งในครั้งนี้เราก็เจอค่ะ ตามเวลาเราจะบินต่อไปนาริตะ เวลา 0.35 น แต่กลับกลายเป็นว่าทางสายการบินเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องเลทไปประมาน 30 นาที และให้ไปนั่งรอนิ่งๆอยู่บนเครื่องอีกประมาณ 1 ชม แต่ตอนนั้นเราง่วงมากๆ เลยไม่ได้ฟังว่าเหตุผลที่ดีเลย์เพราะอะไร สรุปว่าเรามาถึง นาริตะ เลทไป 1 ชม เลยค่ะ  ตามแพลนเที่ยวเราไม่ได้รีบไปไหนต่อ ไม่ต้องทำเวลาก็เลยไม่ซีเรียสกับเวลาที่เลทไป ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้ค่ะ ส่วนใครที่ต้องบินต่อเครื่องแบบนี้ต้องแพลนดีๆเรื่องเวลาให้สามารถยืดหยุ่นได้ เราจะไม่ต้องมากังวลลุ้นว่าจะทันมั้ย

ขากลับ Narita – Ha noi – Bangkok

ขากลับเราเลือกเที่ยวบินออกจาก นาริตะ 10.00 น. รอบนี้ไม่มีดีเลย์ ตรงเวลาเป้ะ ภายในเครื่องที่นั่งเป็นแบบ 3-3-3 มีจอส่วนตัว เหมือนเดิมค่ะเราทำ web check-in มาล่วงหน้าคะ แถวเราอยู่ฝั่งขวาเรานั่งแค่2คนแฟน อีกที่ว่าง นั่งสบายๆ 

51HE65-o2QS4H-oเราสูง 165 นั่งได้สบายๆ93SD237oJQn4-oหลังเครื่องขึ้นแตะระดับได้แล้วก็จะมีบริการขอว่าง7Z-oต่อมาก็เป็นเวลาขอมื้ออาหาร8wRjY75-o3Vd5k-o

รอบนี้เรามาต่อเครื่องที่ ฮานอย ค่ะ สนามบินใหม่มีร้านค้าและร้านอาหารให้เลือกซื้อได้เพลินๆค่ะ รอบนี้เรารอต่อเครื่อง 2.30 ชม รอบนี้ไม่เจอดีเลย์ เมื่อมาถึงสนามบินฮานอยก็มองหาป้าย transfer แล้วก็เดินตามไปเรื่อยๆเลยคะ จากนั้นก็สแกนกระเป๋าก่อนจะไปนั่งรอเครื่องที่ Gate เมื่อถึงเวลา 16.15 น. เราก็เดินทางกลับไทยกันจ้า 

51c4N6u-o3QhURF-o86ZWXXz3z-oบริการอาหารอีก 1 มื้อ

33i3f2FU-o

การบริการของแอร์ เราว่าโอเคนะ ขออะไรให้หมด ช่วยเหลือทุกอย่าง แต่อาจจะไม่ได้ยิ้มแย้มแบบคนไทย ในส่วนของอาหาร ไม่ได้ถึงกับอร่อยแต่ก็พอทานได้ (ความเห็นส่วนตัว) ถือว่าโอเคมากๆคะ กับราคาที่จ่ายไป  ซึ่งถ้ามีโปรราคานี้มากอีกเราไม่พลาดแน่นอนค่ะ

สรุป

ข้อดี

  • ราคา 8300 บาท รวมอาหารไปกลับ ทั้งหมด 4 มื้อ
  • โหลดกระเป๋าฟรีคนละ 30 kg
  • เลือกที่นั่งได้ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
  • เบาะนั่งสบายไม่เมื้อย
  • บริการแอร์อยู่ในระดับดี

ข้อเสีย

  • ต้องต่อเครื่อง ทำให้เวลาเดินทางยาวขึ้น
  • อาจจะเจอดีเลย์

 

สามารถเข้าไปดูเที่ยวบินและราคาโปรแบบนี้ได้ที่  

https://www.vietnamairlines.com/th/en/plan-book/book-flight-now/promotions/promotions-detail/thailand/TH-NEA/BKK-JP?utm_source=GDN&utm_medium=CPC&utm_campaign=IDM-TH-EN

ภาพหน้าจอ 2017-09-24 12


ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com

จองตั๋วรถไฟไทย แบบออนไลน์

ตั้งแต่การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีการปรับปรุงขบวนรถไฟ เป็นตู้ขบวนใหม่และการจองตั๋วแบบใหม่ ให้ทันสมัยขึ้น ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น เราก็ยังไม่มีโอกาสได้เดินทางกับรถไฟขบวนใหม่อย่างเป็นทางการสักที แต่เมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา เรามีแพลนที่จะเดินทางไป อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี กับรถไฟไทย เพราะอยากนั่งรถไฟชิลๆ พร้อมชมวิถีชีวิตของคนใช้ยานพาหนะชนิดนี้แบบเพลินๆ  ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นค้นหาข้อมูล จนมาเจอว่าตอนนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีการให้บริการจองตั๋วโดยสารผ่านระบบออนไลน์แล้ว ทำให้คนที่อยากสำรองที่นั่ง สามารถจองได้ล่วงหน้าตั้งแต่ 60 วัน ถึง 2 ชม. ก่อนเดินทาง  ซึ่งเป็นอะไรที่สะดวกมากๆ เราเลยตั้งใจจะเขียนวิธีการจองผ่านระบบออนไลน์สำหรับคนที่อยากจองแบบเรากัน

eTSRTPR

โดยเว็บไซต์ที่ใช้ในการจองตั๋วโดยสารแบบออนไลน์ เราสามารถไปจองได้ที่ https://www.thairailwayticket.com/eTSRT/  

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 20

เราก็จะมาเจอภาพหน้าจอแบบนี้  จากนั้นให้เราเลือกเส้นทางที่เราจะเดินทางค่ะ จะเป็นสายภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคใต้ มีครอบคลุมทุกเส้นทางที่เราจะเดินทางค่ะ  จากนั้นก็ให้คลิกรายละเอียดการเดินทางของเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวันที่จะเดินทาง จำนวนผู้เดินทาง เมื่อกรอกครบแล้วก็ให้เราคลิกที่คำว่า ค้นหาขบวนรถ 

ยกตัวอย่างของเราคือ

เราจะเดินทางไปสถานีปลายทาง คือ มวกเหล็ก  สถานีต้นทางคือ กรุงเทพ เดินทางวันที่ 20 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 คน 

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 21

เมื่อเราคลิกค้นหาขบวนรถ

หน้าจอก็จะแสดงผลตามภาพด้านบน คือ มีขบวนรถที่มีการเดินทางไปมวกเหล็กทั้งหมด เวลาออก เวลาถึง ประเภทรถและเลขขบวน  จากนั้นเราก็เลือกว่าเราต้องการจะไปขบวนรถเวลาไหน เมื่อตัดสินใจเลือกเวลาแล้วก็ให้กดที่เลือกตู้ 

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 23.08

หลังจากคลิกเลือกขบวนรถเรียบร้อยแล้ว

หน้าจอจะแสดงประเภทของตู้โดยสาร พร้อมราคาค่าโดยสาร จากนั้นให้เรากดเลือกที่นั่งว่างตามประเภทชั้นของรถไฟที่เราเลือก   ครั้งนี้เราเลือกเดินทางแบบชั้น3 ราคาค่าโดยสาร 81 บาท ต่อคน

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 23

หลังจากคลิกเลือกที่นั่งว่าง หากเรายังไม่ได้สมัครสมาชิก ระบบจะให้เราสมัครสมาชิกก่อนเพื่อที่จะได้ทำการเข้าระบบ เข้าสู่ขั้นตอนการจองตั๋วโดยสาร  ซึ่งเมื่อเราสมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้วก็ให้กรอกข้อมูลเพื่อเข้าสู่ระบบ 

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 23.19

จากนั้นให้เรากรอกข้อมูลของผู้โดยสารให้ครบ แล้วคลิกเลือกที่นั่งเอง (เราจะสามารถเลือกที่นั่งของเราได้เอง) 

2017-08-16 23

ทำการเลือกที่นั่งที่เราต้องการ   ขั้นตอนนี้หน้าจอจะแสดงผลของที่นั่งว่าง (เก้าอี้สีเขียว) ให้เราเลือก  เมื่อเลือกที่นั่งที่เราต้องการได้แล้วให้คลิก ยืนยันการเลือกที่นั่ง

ภาพหน้าจอ 2017-08-16 23.27

ขั้นตอนการชำระค่าโดยสาร 

ก่อนจะกรอกข้อมูลจ่ายเงินให้เราตรวจสอบขบวนรถไฟ เวลาที่ออก สถานีต้นทาง สถานีปลายทางให้เรียบร้อย  เมื่อข้อมูลถูกต้องตามที่เราต้องการแล้วนั้นให้คลิกชำระเงิน เราสามารถจ่ายได้ทั้งบัตรเครดิตและเดบิต ซึ่งจากหน้าจอจะเห็นว่าจะมีค่าบริการคนละ 20 บาทด้วย

08-16 23

ขั้นตอนสุดท้าย คือ การปริ้นตั๋วโดยสาร

หลังจากที่เราคลิกชำระเงินเรียบร้อยแล้วระบบจะแสดงหน้าจอที่มีรูปตั๋วโดยสารของเรา ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดมาเก็บไว้ก่อนได้ แต่ก่อนเดินทางต้องอย่าลืมปริ้นตั๋วไปด้วยโดยเด็ดขาด เพราะไม่งั้นเจ้าหน้าที่จะถือว่าเราไม่มีตั๋วโดยสาร อาจจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อใหม่ได้

0090

ข้อดีของการจองตั๋วแบบออนไลน์

  1. ง่ายสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ใกล้สถานีรถไฟ แล้วต้องเดินทางระยะไกลไปจองที่นั่ง(และนอน)ล่วงหน้า
  2. สะดวกสำหรับคนที่ต้องการสำรองที่นั่งแบบแน่นอน สำหรับช่วงการเดินทางที่เป็นวันหยุดยาวเสี่ยงแก่การต้องแย่งที่นั่งกัน
  3. สามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ สำหรับคนที่ชอบสะสมแต้มบัตรเครดิตแบบเราก็เข้าทางเลย

ข้อเสียของการจองตั๋วแบบออนไลน์

  1. ต้องจ่ายค่าบริการ 20 บาทต่อคน
  2. หากต้องการจองแบบออนไลน์จะต้องเป็นเส้นทางที่เริ่มจากต้นทางของขบวนรถไฟสายนั้น หรือ จบที่ปลายทางของขบวนรถไฟสายนั้นเท่านั้น เช่น กทม – มวกเหล็ก สามารถจองออนไลน์ได้  หากจะเดินทางเป็น รังสิต – มวกเหล็ก จะไม่สามารถจองแบบออนไลน์ได้

ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com