Burasari Phuket | ชวนเพื่อนซี้หนีเที่ยวไปพักร้อนที่ภูเก็ต

การเดินทางสำหรับใครสักคน

อาจจะหมายถึงการเดินทางไกล เพื่อไปพบเจออะไรใหม่ๆ

แต่การเดินทางสำหรับเราในบางครั้ง

อาจจะหมายถึงการเดินทางไปเพื่อไปพักพร้อมกับเพื่อนรู้ใจใครสักคน

ใครที่ติดตามบันทึกนักหนีเที่ยวจะรู้ว่าตอนนี้ราไม่สามารถมูฟออนไปจากภูเก็ตได้เลยยยยยยยย

จะให้ไปไหนได้ยังไงในเมื่อช่วงนี้โรงแรมในภูเก็ตราคาถูกมากกกก ถูกขนาดต้องขยี้ตากันหลายรอบก็ยังไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกัน

ทริปนี้จุดหมายปลายทางเราอยู่ที่ Burasari Phuket โรงแรมสวยใกล้หาดป่าตอง (ใกล้แบบเดินแค่ 2 นาที) แอบกระซิบว่าตอนนี้ราคาเริ่มต้นที่ 999 บาท สำหรับ room type เริ่มต้น

Barasari Phuket หนึ่งในโรงแรมของเครือ Burasari Group ตัวโรงแรมตั้งอยู่ที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต เดินทางไม่ยากค่ะ ขับรถตาม GPS มาเรื่อยๆ เราก็มาถึงหน้าโรงแรมแล้ว หน้าโรงแรมมีที่จอดรถนะคะ สามารถจอดได้เลย

เข้ามาปุ๊บเราจะได้เจอกับประตูที่บ่งบอกความเป็นไทย สวยมากกกก เป็นมุมที่ควรค่าแก่การถ่ายรูปมากด้วย และที่สำคัญมุมนี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Burasari Phuket

ก่อนจะพาไปดูห้องที่เราพักและเริ่มการพักผ่อนในโรงแรมสวยๆแห่งนี้ เราขอพาไปดูห้องอื่นๆของทางโรงแรมกันก่อนแล้วกัน เอาไว้เป็นตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังหาข้อมูลที่จะมาพัก

Premier Room

room type เริ่มต้นที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 28 ตร.ม. เป็นห้องที่ใช้โทนสีสว่าง ขาว-เหลือง สบายตามากๆ ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกเแบบครบครัน

(ห้องนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะมันคล้ายกับห้องแบบ Premier Pool View )

Premier Pool View

room type ที่สองทุกอย่างภายในห้องรวมถึงขนาดพื้นที่ใช้สอยจะเหมือนกับ PREMIER ROOM แต่ห้องนี้เราจะได้วิวสระว่ายน้ำด้วย ดีงามมม

Elite Room

ห้องพักที่มีพื้นที่ใช้สอย 40 ตร.ม. จุดเน้นของห้องนี้คือมีระเบียงที่มองเห็นวิวสระ แล้วยังมี sofa bed วางอยู่ให้เราได้ใช้ช่วงวันหยุดไปกับการพักผ่อนในบรรยากาศแสนชิล

Premier Pool Access

ห้องพักที่มีพื้นที่ใชสอย ขนาด 28 ตร.ม. ความดีงามของห้องนี้คือเมื่อเราเปิดประตูเฉลียงของห้องออกมาเราจะได้เจอกับสระว่ายน้ำ ซึ่งเหมาะมากสำใครที่อยากตื่นมาแล้วกระโดดน้ำได้เลย และมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนเดิม

Honeymoon Room

ห้องฮันนีมูน ที่เหมาะสำหรับคู่รัก เพราะกิมมิคของห้องคือระหว่างตัวห้องนอน และห้องน้ำจะไม่มีประตูปิด จะเปลี่ยนมาเป็นม่านกั้นแทนนะ ความดีงามยังไม่หมดเพราะว่าด้วยตัวพื้นที่ใช้สอยที่มีมากถึง 53 ตร.ม. ทำให้มี Bathtub อยู่ที่เฉลียงของห้อง ซึ่งส่วนนี้เราสามารถเปิดประตูออกไปยังสระส่วนกลางได้อีกด้วย

คู่รักต้องชอบห้องนี้แน่นอน

Mood Collection

ห้องที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 60 ตร.ม. เป็นห้องที่มีวิวระเบียง City View ตัวระเบียงของห้องสามารถเดินได้รอบเพราะเป็นห้องมุม ส่วนตัวเราชอบที่ภายในห้องมีพื้นที่ให้พักผ่อนเยอะ เหมาะสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อน แต่ไม่อยากออกไปไหน เพราะภายในห้องก็มีพื้นที่เยอะมากแล้ว

Elite Pool Access

เป็นห้องที่เราพัก ตัวห้องจะอยู่ตึกเดียวกับ Lobby ตัวห้องมีพื้นที่ใช้สอยขนาด 40 ตร.ม. ภายในห้องน้ำมี bathtub ในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนเดิม ส่วนห้องนอนจะต่อกับสระว่ายน้ำส่วนกลาง

ห้องนี้เหมาะกับคนที่อยากตื่นมาแล้วเดินลงสระได้เลย ประหนึ่งเราได้สระส่วนตัวเลยนะ อีกอย่างคือวิวสระว่ายน้ำที่เราสามารถมองจากในห้อง สวยมากเลยละค่ะ เหมาะสำหรับวันพักผ่อนของเรา

ส่วนตัวเราชอบสีที่ตกแต่งภายในห้อง มีความเกร๋ เปรี๊ยว เหมาะกับสาวๆแบบเรา

เหนือสิ่งอื่นใด เราชอบ amenity ในห้องที่สุดชอบมากกกก

ก่อนจะเริ่มทริปพักผ่อนของเรา เราขอพาไปดูสระส่วนกลางที่ต่อจากห้องเรา

ส่วนนี้จะเป็นสระที่ต่อมาจาก Lobby เลยนะ ดีไซน์สระที่เป็นตัววนไปหน้าห้องแบบ ELITE POOL ACCESS ทั้งหมด เป็นมุมที่ใครมาพักที่นี่ก็ต้องถ่ายรูป เพราะมันสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

เราชอบมุมสะพานที่เชื่อมระหว่างทางเดินข้ามสระ มุมนี้ถ่ายรูปสวยมากกกกกกกกกกกกก

บริเวณสระส่วนกลางที่ติดกับตัวอาคารล็อบบี้จะมี Pool Bar ด้วยนะคะ ใกล้กันยังมีโต๊ะพูลให้เล่นด้วยล่ะ

วันนี้แดดที่ภูเก็ตถือว่าดีเลย เราเลยสั่ง Afternoon Tea ที่เป็นแบบ Floating มาทานกันเบาๆในสระ เพราะไหนๆเราก็พักแบบ POOL ACCESS เราต้องได้รูปค่ะสาวๆ

Floating Afternoon Tea มาในถาดไม้ไผ่ที่จัดวางมาสวยงาม รสชาติขนมและเครื่องดื่มอร่อยมากกก ควรค่าแก่การสั่งมาทานกันเบาๆ

ตกเย็นเราจอง Spa เอาไว้ ทริปพักผ่อนของเราต้องเป็นทริปที่เราได้ปรนเปรอตัวเองแบบดีที่สุดค่ะ และที่สำคัญใครที่มาพัก Burasari Phuket ไม่ทำสปาถือว่ามาไม่ถึงนะคะ เพราะเขาเคลมว่า Burasari Spa ถือเป็นสปาที่ดีที่สุดในเกาะภูเก็ตเลยนะ

แอบกระซิบดังๆครั้งที่ 2 ว่าตอนนี้ Burasari Spa เขามีโปรโมชั่นเยอะมากกกกกก เยอะแบบคุ้มกว่านี้ไม่รู้จะไปหาจากไหนแล้วล่ะ

วันนี้เราเลือก Burasari Signature Massage เป็นการนวดน้ำมัน 90 นาที ใครมาเป็นคู่รัก หรือเพื่อนซี้แบบเรา สามารถนวดห้องเดียวกันได้เลย

นวดเสร็จไม่ต้องถามว่าสบายตัวแค่ไหน บอกได้แค่ว่าสมคำร่ำลือ ใครมาพักที่นี่ หรือมาเที่ยวภูเก็ตมีเวลาเหลือแนะนำว่าให้มาจัดสปาที่ Burasari Spa มันดีมากกกกกกกกกกกกกกกกก

นวดสปาเสร็จ ท้องมันก็เริ่มหิว เราไม่จำเป็นต้องออกไปไหนไกลค่ะ เพราะภายในโรงแรมมีครบทุกอย่าง มื้อค่ำเราเลยเลือกทานอาหารกันที่ ห้องอาหาร KANTOK ห้องอาหารที่ให้บริการแบบ All Day ไม่ว่ามื้อไหนเราก็สามารถมาฝากท้องไว้กับที่นี่ได้

และสำหรับใครที่ไม่ได้เป็นแขกพักที่โรงแรม แต่อยากมาทานอาหารก็สามารถทำได้เช่นกันนะคะ

ตอนกลางคืนบรรยากาศดีมากๆเลยค่ะ มีเพลงเพราะๆเบาๆ จิบค็อกเทล ทานอาหารอร่อยๆ จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกนะ และบริเวณเดียวกันจะเป็นส่วนของ Misty Bar บาร์ที่ให้บริการค็อกเทลดีๆทั้งวันเช่นกัน

ตัวเมนูอาหารมีไม่มาก แต่บอกเลยว่าอร่อยทุกอย่าง รับประกันว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

  1. กุ้งโสร่ง อร่อยมากกกกกก วุ้นเส้นที่เป็นโสร่งกอบๆ กับเนื้อกุ้งสดๆ
  2. ปอเปี๊ยะ อยากจะบอกว่าใครชอบปอเปี๊ยะต้องสั่ง เพราะอร่อยมากจริงๆ แถมเป็นการทำแบบสดๆ ใหม่ๆ คือดีมาก
  3. ต้มยำกุ้ง รสชาติแซ่บถึงใจไทยแท้มากกกก
  4. ผัดไท อร่อยมากค่ะ เข้มข้น ถึงเครื่องมากฮะ

ตัวเมนูค็อกเทลเราจำไม่ได้ว่าสั่งอะไรไปบ้าง แต่อยากจะบอกว่าแต่ละเมนูคือ ครีเอทมากกก ดีงามมากด้วย

เช้าวันที่สองเราตื่นมากับการที่ได้พักผ่อนเต็มอิ่ม เลยอยากเริ่มวันดีๆด้วยอาหารเช้าแบบดีๆเช่นกัน (ความจริงคือหิวแหละ) อาหารเช้าของทางโรงแรม (ในช่วงนี้) จะให้บริการเป็น A La Carte โดยเราสามารถไปทานได้ที่ห้องอาหาร KANTOK

แต่หากใครอยากเพิ่มความเกร๋ เพิ่มรูปสวยๆในไอจี ก็สามารถสั่งเป็น Floating Breakfast ได้นะ เราขอยกถาดอาหารเช้ามาทานที่อีกหนึ่งสระว่ายน้ำส่วนกลางของโรงแรม เพราะว่าแสงตอนเช้าที่สระแห่งนี้สวย ด้วยตัวสระให้อารมณ์เหมือนโอเอซิส แสงดีมากกกก

อาหารเช้าที่มาใน Floating คือจัดเต็มมากค่ะ ออมเล็ต ข้าวผัด โจ๊ก ขนมปัง น้ำผลไม้ กาแฟร้อน ใครทานหมดถาดนี้รับรองว่าอยู่ถึงเย็นแน่นอน

หากใครที่พักห้อง Premier Pool Access แนะนำว่าให้จัด Floating Breakfast เลยค่ะ เพราะสระว่ายน้ำฝั่งนี้ถ่ายรูปสวยมากกก ไม่น้อยหน้าสระส่วนกลางด้านหน้าเลยนะ

ส่วนใครที่ไม่ได้อยากทานแบบ Floating Breakfast หรือเพราะมีรูปตอน Floating Afternoon Tea แล้ว แต่ก็ไม่อยากไปทานอาหารที่ห้องอาหาร เราแนะนำว่าให้สั่งอาหารเช้ามาแบบขันโตกซึ่งสามารถสั่งมาทานที่ห้องได้เลยค่ะ

อาหารที่จัดมาก็ไม่น้อยหน้าเลยนะ และอร่อยเหมือนเดิม

สาวๆคนไหนที่พักห้อง Elite Pool Access เราแนะนำว่าวันแรกให้จัด Floating Afternoon Tea ส่วนตอนเช้าให้จัดอาหารเช้าแบบขันโตก เพราะว่าเราได้รูปสวยแบบครบเซ็ทเลยจ้าาา

สายๆหน่อยเราพาตัวเองมาที่ Misty Bar สั่งค็อกเทลเริ่ดๆสักแก้ว แล้วมาพักผ่อนริมสระ ใช้วันหยุดพักร้อนของเราให้คุ้มค่ากันค่ะ

สำหรับใครที่กำลังมองหาทริปพักโรงแรม เราแนะนำว่าภูเก็ตเป็นปลายทางที่ดีมากๆๆเลยค่ะ นอกจากช่วงนี้จะเป็นเวลาที่คนน้อยแล้ว โรงแรมต่างๆก็หั่นราคาลงมาเกินครึ่ง นักท่องเที่ยวแบบเราก็จะได้เที่ยวแบบเริ่ดๆ ในราคาแบบคุ้มๆ

และหากใครกำลังมองหาโรงแรมที่มีห้องพักให้เลือกเยอะ บริการดีมากๆๆๆ อาหารอร่อย มุมถ่ายรูปเพียบและที่สำคัญราคาสบายกระเป๋าสุดๆ เราแนะนำว่า Burasari Phuket เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณจะมองข้ามไม่ได้เลย

Burasari Phuket

Address : 18/110 Ruamjai Road Tambon Patong Amphur Kathu Phuket 83150, THAILAND

Tel : +66 (0) 7629 2929
Tel : +66 (0) 7629 4462
Tel : +66 (0) 7629 4463
Tel : +66 (0) 95 628 3516

Web :https://phuket.burasari.com/

Facebook : https://www.facebook.com/BurasariPhuket

IG : https://www.instagram.com/burasari_phuket/

Island Escape by Burasari | ชวนคนรู้ใจหนีเที่ยวมาติดเกาะที่ภูเก็ต

คงมีใครสักคนเคยพูดว่า “หน้าฝนเราไม่ควรไปทะเล”

ด้วยเหตุผลที่ตามมาอีกร้อยแปดประการ

หนึ่งในเหตุผลที่มีคงเป็น “ความเหงา”

แล้วหากเราไปทะเลหน้าฝนกับคนรู้ใจ

มันคงเปลี่ยนจาก “ความเหงา” เป็น “ความโรแมนติก”

ทะเลหน้าฝนยังน่าเที่ยวอยู่มั้ยนะ

หากใครมีคนที่รักแล้วคบกันมาเนิ่นนาน ความสัมพันธ์เริ่มนิ่งๆ เราแนะนำว่าอย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์พังเพราะความไม่มีอะไรตื่นเต้น และสิ่งเดียวที่อยากลองให้ทำคือออกเดินทาง ชวนคนรักออกไปเที่ยว ออกไปเจอบรรยากาศใหม่ๆ ด้วยกันค่ะ

ทริปนี้เราชวนคนรักหนีเที่ยวไปติดเกาะที่จังหวัดภูเก็ต ถึงแม้ว่าการไปทะเลหน้าฝนมันจะดูเหงาไปหน่อย แต่หากเราไปกับคนรู้ใจ เราเชื่อว่าความเหงานั้นมันจะเปลี่ยนเป็นความโรแมนติกได้ในทันที

ทริปนี้เราออกเดินทางจากกรุงเทพ มุ่งหน้าสู่จังหวัดภูเก็ต ปลายทางของทริปนี้เราอยู่ที่ Island Escape by Burasari รีสอร์ทเปิดใหม่ Luxury hotel บนเกาะมะพร้าว ซึ่งตอนนี้ตัวรีสอร์ทยังไม่แล้วเสร็จสมบรูณ ช่วงนี้เลยเปิดบริการแบบ Pre-Opening ซึ่งที่ดีงามคือราคาจะลดลงไป 50% โอ๊ยยยยยย มาพักเถอะแม่

เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางเราขอให้ทางรีสอร์ทมารับและส่งที่สนามบิน จากสนามบินใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึงท่าเรือแหลมหิน ก็จะมีสตาฟและเรือมารอรับเรา

เราจะนั่งเรืออีกประมาณ 15 นาทีก็จะถึงเกาะมะพร้าว ได้อารมณ์ของการหนีไปติดเกาะจริงๆๆ

ตื่นเต้นนนนน

ด้วยตอนนี้รีสอร์ทยังไม่เสร็จสมบรูณ์ 100% ทำให้ท่าเรือของโรงแรมก็ยังไม่แล้วเสร็จ โดยเราจะได้ขึ้นลงเรือกันที่หาดหน้ารีสอร์ทเลยค่ะ

เมื่อมาถึงล้วจะมี host villa เป็นคนมารับเรา โดยเราได้โฮสชื่อคุณมิ้ม จากนั้นก็จะพาเราไปห้องพักของเรา โดยเราจะทำการเช็คอินทุกอย่างในห้องพักเลยค่ะ

welcome drink คือน้ำกระเจี๊ยบสดชื่นๆๆ

ห้องที่เราพักเป็น ONE-BEDROOM POOL VILLA โดยวิลล่าที่เราพักจะหันออกไปยังทะเล ทำให้สามารถมองเห็นวิวทะเลแบบไกลๆ (ซึ่งวิวนี้สำหรับ One Bedroom จะมีแค่ 2 หลังเท่านั้น)

หลายคนต้องมองค้อนแล้วถามว่า ไหนนนน วิวทะเล มันไกลมากเลยนะ ตอบว่า ใช่ !!

แต่ด้วยเพราะว่าทางรีสอร์ทเน้นปลูกต้นไม้คั่นระหว่างวิลล่า เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้เรา ละหากใครเข้าพักวิลล่าหลังนี้จะรู้ว่ามันอยู่ใกล้ทะเลมาก เดินไม่ถึง 3 นาที เราก็ถึงหาดหน้ารีสอร์ทแล้วนะ

ส่วนตัวเราชอบการจัดสวนของทางรีสอร์ท เน้นให้เราได้อยู่กับธรรมชาติสีเขียววว แต่ละวิลล่ายังมีทางเดินเหมือนเขาวงกตเข้าไป โดยเพราะตอนที่เราไปมีฝนตกด้วย สดชื่นนนนน

มาดูภายในวิลล่าของเรากันดีกว่า

ห้องเราคือพูลวิลล่า มีสระว่ายน้ำส่วนตัวอยู่ที่เฉลียงหน้าของตัววิลล่าที่มาพร้อมกับเก้าอี้คล้ายเดย์เบด และชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับให้เราได้นั่งเล่น นั่งทานข้าวที่เฉลียงของวิลล่าได้เลย

ตัววิลล่ามีพื้นที่ใช้สอย 125 ตารางเมตร ตัววิลล่าของเราเน้นตกแต่งแบบเรียบหรู ตัวหลังคายกสูงเน้นความโปร่งสบาย ประกอบกับกระจกใสรอบวิลล่ายิ่งทำให้ดูโปร่งสบายยิ่งขึ้นไปอีก ภายในมีเตียงขนาด 7 ฟุตเป็นเซ็นเตอร์ของวิลล่า มีโซฟาตัวยาว Smart TV ให้ใครที่ติดซีรีย์เช่นเรา ถูกใจแน่นอน

มินิบาร์เราสามารถทานได้ทุกอย่าง ฟรีจ้า

ถัดมาจะเป็นโซนห้องแต่งตัว – ห้องน้ำ โดยด้านหลังเตียงจะเป็น Bathtub ที่วางอยู่ในตำหน่งที่เก๋มากทีเดียว โซนนี้จะมีประตูไม้กั้นนะคะ เผื่อใครไม่สบายใจที่จะปลดทุกข์หนักแต่ประตูเปิดโล่ง 5555

เราเดินทางเพื่อมาพักผ่อน ก็ต้องให้ร่างกายของเราได้ผ่อนคลายไปด้วยเช่นกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ของแช่น้ำอุ่นๆทั้งเช้าและค่ำไปเล้ยยยยย

ชุดอเมนิตี๊ในห้องน้ำก็มีให้ครบเลยนะ เราชอบทุกอย่างที่มาจาก Burasari Spa หอมมากกก เหมือนคุ๊กกี้มะพร้าววว เอ๊ะ หรือหิวนะ

หลังจากพักผ่อนให้พอหายเหนื่อยภายในวิลล่าส่วนตัวแล้ว เราขอลงมาเดินเล่นที่หาดหน้ารีสอร์ทดีกว่า เย็นนี้บรรยากาศที่ไม่มีแดดคล้ายๆว่าฝนกำลังจะมา แต่เมื่อมากับคนรู้ใจมันก็โรแมนติกดีเหมือนกันน้าาาา

เราชอบที่นี่ เกาะที่สงบ แม้ว่าทรายหน้าหาดจะไม่ใช่สีขาวละเอียด แต่เราว่าใครจะสนมันละเนอะ ในเมื่อบรรยากาศรอบตัวที่เราอยู่ในตอนนี้มันดูหยุดนิ่ง โรแมนติกขนาดนี้ การได้นั่งมองทะเลที่อยู่ตรงหน้า ได้ฟังเสียงลมที่กำลังโชยเบาๆ และการได้นั่งอยู่ใกล้ใครสักคน เราว่าแค่นี้น่าจะเรียกว่า “ความสุข” ได้แล้วละเนอะ

ก่อนจะมีใครอ้วกตายเพราะความเลี่ยน เราขอพาไปชมบีชบาร์ ที่เราสามารถไปนั่งชมวิวทะเลสวยๆ จิบค็อกเทลชิวๆ ในบรรยากาศสบายๆ

เราชอบมุมนี้ได้นั่งจิบค็อกเทลมองทะเลออกไปไกลๆ มันคือการพักผ่อนอีกอย่างหนึ่งของเราเลยนะ

นั่งมองทะเลจากไกลๆ มันก็สวยดี แต่ใจมันก็อยากจะไปอยู่ใกล้ๆๆกว่านี้ เราเลยมานั่งจิบค็อกเทลต่อที่ริมทะเลดีกว่า บรรยากาศโรแมนติกมากกกกก

ใกล้ๆหาดจะมีห้องอาหารของทางรีสอร์ทชื่อว่า EAT เป็นห้องอาหารบนพื้นทราย ให้เราได้ทานข้าวริมทะเล ในบรรยากาศสบายๆที่นี่บริการแบบ all day ให้บริการตลอดทั้งวัน เราสามารถมาทานอาหารเช้าที่นี่ได้ด้วย หรือใครอยากทานในวิลล่าของตัวเองก็สามารถทำได้

ค่ำคืนนี้เราเลยขอทานมื้อค่ำในบรรยากาศริมทะเล บรรยากาศแสนชิลกับรสชาติอาหารแสนอร่อย

จะมีอะไรดีกว่านี้อีกนะ ใครมากับคนรู้ใจรับรองว่าบรรยากาศโรแมนติกสุดๆไปเลย

มาดูตัวเมนูอาหารที่เราทานในคืนนี้กันดีกว่า

  1. Fresh Tuna with Pumpkin Puree
  2. Three detox soups
  3. Creamy prawns risotto with saffron
  4. Fruits tart with ice cream sorbet
  5. มะม่วงน้ำปลาหวาน

ไม่ต้องถามว่าแต่ละเมนูอร่อยแค่ไหน เพราะเชฟที่นี่เขาทำอาหารอร่อยมากกกกก ทุกเมนู คือดีงามม

กินอิ่มแล้วเราขอไปเดินย่อยอาหารกันสักหน่อย ค่ำคืนอันแสนโรแมนติกอย่างนี้จะมีที่ไหนดีไปกว่า Wedding Pavilion ใครมากับคนรักแนะนำว่ามาถ่ายรูปสวีทๆกันสักหน่อย หรือใครอยากจะเซอร์ไพรส์แฟนด้วยการขอแต่งงาน เราว่าเป็นไอเดียที่ดีมากเลยนะ

ก่อนนอนคืนนี้แอบกระซิบบอกให้ว่า ใครที่มาพักเป็นทริปคู่รัก หรือว่าเป็นทริปฮันนีมูน ทางรีสอร์ทเขามีอุปกรณ์ของเล่นสำหรับคู่รักใส่กล่องไว้ให้ด้วยนะ เพิ่มรสชาติแบบแนบสนิทของทริปให้หวานยิ่งขึ้นไปอีก

การได้ตื่นมาตอนเช้าพร้อมกับคนรักถือว่าเป็นเช้าที่ดีมากสำหรับเรา และจะดีขึ้นไปอีกถ้าเราได้ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน แต่ความฝันเราต้องสลายเพราะเช้านี้มีเมฆมากเกินไป เลยเปลี่ยนจากดูพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเดินเล่นริมทะเลแทน

จริงๆช่วงเช้าทางรีสอร์ทมีกิจกรรมเพื่อสุขภาพเอาไว้ให้ด้วยนะคะ ส่วนเราไม่ได้เอาชุดมา เลยได้แต่มาเดินเล่นริมทะเลตอนเช้าๆแทน

ใกล้ๆริมทะเลจะเป็นที่ตั้งของสระส่วนกลาง ตัวดีไซน์เป็นรูปเปลือกหอย ซึ่งตอนนี้ตัวสระส่วนกลางยังไม่เรียบร้อย ถ้าเสร็จสมบูรณ์เราว่าต้องสวยมากแน่ๆ

(เราไม่มีโดรน หากใครมีโดรนถ่ายมุมนี้ออกมาจะเห็นเป็นเปลือกหอยเลยค่ะ)

เราชอบสระส่วนกลางที่เห็นวิวทะเล เป็นบรรยากาศสบายๆ เป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นที่ควรค่าแก่การถ่ายรูปมากๆๆเลยล่ะ

หลังจากไปยืดเส้นยืดสายมาแล้ว น้ำย่อยในกระเพาะก็เริ่มส่งเสียง เช้านี้เราเลยขอสั่งอาหารเช้าโดยให้ทางรีสอร์ทจัดมาเป็น Floating Breakfast และเราขอเลือกเป็นเซ็ตอาหารถิ่นภูเก็ต

เราหนีเที่ยวมาติดเกาะที่ภูเก็ตทั้งที ไหนๆที่พักก็เป็นพูลวิลล่าสุดหรู เราก็ขอทานอาหารเช้าแบบอาหารถิ่นซักหน่อย แต่จะทานแบบธรรมดาก็ดูง่ายไป ทางรีสอร์ทเลยจัดมาให้เป็น Floating ถาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยอาหารถิ่นนนนน ฟินแค่ไหนดูจากแก้มเราได้ 555555

ใครพักพูลวิลล่าแล้วไม่มีรูป Floating Breakfast ก็เหมือนไม่ได้มาพักพูลวิลล่า ดังนั้นมาแล้วเราต้องจัดเลยค่ะซิสสสส กดชัตเตอร์กันไปรัวๆๆ เอาไว้อัพไอจีได้อีกหนึ่งเดือน 55555

อาหารเช้าอร่อยแค่ไหนดูจากรอยยิ้มและแก้มกลมๆๆของเราได้ค่ะ

อิ่มกับมื้อเช้าแล้ว เราขอเล่นน้ำต่ออีกหน่อย ความพูลวิลล่ามันดีอย่างนี้ จะเล่นน้ำตอนไหนก็ได้

ก่อนเที่ยงเรานัดทำสปาเอาไว้ โดยทริปนี้เราทำสปาพร้อมกับแฟนไปเลย ใครมาพักที่ Island Escape by Burasari หรือ Burasari Phuket เราแนะนำว่าให้ลองทำสปา เพราะ Burasari Spa ถือว่าเป็นสปาที่ดีที่สุดในภูเก็ตเลยก็ว่าได้ แหม๋ พูดมาขนาดนี้มีหรอค่ะที่เราจะไม่ลอง

ด้วยตอนนี้ห้องสปาของทางรีสอร์ทยังไม่แล้วเสร็จทางรีสอร์ทเลยเปลี่ยนวิลล่าแบบ ONE-BEDROOM RESERVE POOL VILLA (ตัววิลล่าคล้ายกับวิลล่าที่เราพักแต่มีความแตกต่างกันคือพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่า แต่ก็แลกกับการไม่เห็นวิวทะเลนะ) ให้เป็นห้องสปาไปก่อน

เรากับแฟนทำสปาที่ชื่อว่า Burasari Signature Massage เป็นการนวดน้ำมันใช้เวลา 90 นาที อยากจะบอกว่าการทำสปาสำหรับเราเป็นการบอกรักร่างกายอย่างหนึ่ง เพราะตลอดเวลาที่เราใช้ร่างกายแบบหนักหน่วงไปในบางครั้ง เมื่อมีโอกาสเราต้องมอบของขวัญ มอบความผ่อนคลายให้ร่างกายเราบ้างเพื่อเป็นการตอบแทน

หลังนวดสปาเสร็จเรายังไม่อยากกลับวิลล่า เลยขอให้คุณมิ้มจัดอาหารเที่ยงให้ที่นี่วิลล่าแห่งนี้แทน คุณมิ้มโฮสวิลล่าของเราน่ารักมาก จัดให้ทุกอย่างที่เราต้องการเลยจริงๆ

อาหารเที่ยงของเราเป็นอาหารไทยที่เน้นสุขภาพแต่ยังคงความความอร่อยเอาไว้

  1. เมี่ยงคำ
  2. ปอเปี๊ยะสด
  3. ชุดผักที่มาพร้อมกับน้ำพริกกะปิ
  4. กระเจี๊ยบผัดน้ำมันหอย
  5. แกงไตปลา
  6. กุ้งทอดซอสมะขาม
  7. ข้าวเหนียวมะม่วง

เชฟที่นี่ยังคงฝีมือไว้ไม่มีตก คืออร่อยทุกอย่างงงงงงงงงง

หน้าตาของเราสองคนก็จะมีความสุขล้นๆๆหน่อย เพราะนอกจากได้ทำสปาแบบฟินๆๆ ก็ยังได้ทานอาหารเที่ยงแบบอร่อยมากกกกกอีกกกก

ก่อนจะกลับออกจากเกาะและเข้าสู่ชีวิตจริงหลังหนีเที่ยว เราขอเล่นน้ำที่วิลล่าให้หนำใจกันอีกรอบ หลายคนสงสัยว่าความสุขของการพักแบบพูลวิลล่าคืออะไร สำหรับเราคงตอบไม่ยาก เพราะแค่เราได้เห็นสระว่ายน้ำสวยๆ ที่เราสามารถกระโดดลงไปได้ตลอดเวลา ความส่วนตัวสูงปรี๊ดดดเพราะเป็นแค่ของเรา แค่นี้สำหรับเราก็เรียกมันว่าความสุขแล้วละค่ะ

และหากใครสักคนกำลังมองหาทริปที่อยากชวนคนรักหนีเที่ยวไปติดเกาะ ให้บรรยากาศของทะเลช่วยเติมเต็มความหวาน เราว่า Island Escape by Burasari เป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่ตอบโจทย์คุณได้แน่นอน

Island Escape by Burasari

Address : 94/4 Moo 6, Tambon Koh Kaew, Amphoe Muang, Phuket 83200 Thailand

Tel :+66 (0) 76643643

Web : https://isescape.com/

Facebookhttps://www.facebook.com/IslandEscapebyBurasari

IG : https://www.instagram.com/islandescape_burasari/

หนีเที่ยวไปแอ่วเหนือ “ทุ่งหญ้าสะวันนา” ดอยแม่โถ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

หน้าฝนจะมีอะไรดีไปกว่าการหนีขึ้นดอย

ไปเจอสีเขียวๆของธรรมชาติละเนอะ

ทริปนี้เป็นการหนีเที่ยวเชียงใหม่ในรอบหลายปีของเรา

เราชอบสีเขียวตอนเชียงใหม่น่าฝน

มันยิ่งทำให้สดชื่นและหลงรักเชียงใหม่ยิ่งกว่าเดิมซะอีก

ทริปนี้เราพาคนที่อยากหนีเที่ยวไปเจอสีเขียวบนดอยแต่มีเวลาน้อย

เพราะทริปนี้จะเป็น 1 Day Trip หนีเที่ยวทุ่งหญ้าสะวันนา ดอยแม่โถ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

วิธีการเดินทาง

แค่เราปักหมุดใน google maps “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงดอยแม่โถ” แล้วก็ขับรถตามไปเลยจ้า จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. เมื่อใกล้ๆถึงเราจะได้เจอทางขึ้นดอยที่สองข้างทางคือไร่กะหล่ำปลี และไม่ต้องกลัวว่าจะหลงนะคะ เพราะว่าตั้งแต่เข้ามาจากถนนสายหลัก เราจะได้เจอรถสวนทางไปมาเยอะพอสมควรเลยล่ะ

เมื่อมาถึงเราจะได้เจอกับเต็นท์สีฟ้า ที่จะมีชาวบ้านคอยให้บริการรถเช่าขึ้นดอยอยู่ค่ะ เพราะว่าด้านบนดอยเป็นทางที่ไม่สามารถเอารถเก๋ง หรือรถที่ไม่ได้ยกสูงขึ้นไปได้ ทำให้เราจะต้องใช้บริการของเหล่าพี่ๆชาวบ้านกันนะคะ แต่ถ้าใครเอากระบะมา หรือเอามอไซค์มาก็ขึ้นได้ค่ะ แค่ขับอย่างระมัดระวังกันหน่อยเนอะ

ค่าบริการ

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าจุดหมายที่เราอยากไปนั้นคือที่ไหน เพราะถ้าเราไม่รู้แล้วบอกไปมั่วๆๆ อาจจะทำให้ลำบากได้จ้าาา ซึ่งจุดหมายที่เราว่าก็จะมีอยู่ 2 แห่งคือ ทุ่งหญ้าสะวันนา และ ดอยแม่โถ 360 องศา

ทุ่งหญ้าคือ โซนที่เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวๆ มีเนินเทเลทับบี้ เป็นโซนที่ใครๆๆก็ใส่ชุดสวยๆๆมาถ่ายรูปนั้น จุดหมายนี้ค่าบริการรถไปกลับ ราคา 500 บาท

ดอยแม่โถ 360 องศา คือจุดชมวิวดอยแม่โถ เมื่อไปถึงแล้วเราจะต้องเดินเท้าต่อ (เรายังไม่เคยไป) ระยะจะไกลออกไปกว่าทุ่งหญ้า ไม่เหมาะสำหรับคนที่แต่งตัวไม่พร้อมสำหรับเดินเท้ามานะคะ จุดหมายนี้ราคา 1000 บาท

รอบนี้เรามีจุดหมายที่ทุ่งหญ้าสะวันนากันค่ะ

เราไม่ได้ถ่ายช่วงข้างทางมามากนัก เพราะมัวแต่เอามือไปจับลูกกรงรถเพื่อไม่ให้ตัวเองไหลไปกองรวมกันอยู่ที่ท้ายรถ แต่รับรองว่าเมื่อเห็นทางแล้ว พวกเราจะยินดีจ่ายเงิน 500 บาทออกไปทันที

ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เราก็มาถึงทุ่งหญ้าสะวันนาแล้วววววววว

ใครอยากเจอหมอกแนะนำให้มาเช้าๆเลยนะคะ ส่วนเรานั้นมาตอนเที่ยงเลยจ้าาา แดดมันก็จะแรงๆหน่อย

เมื่อมาถึงก็จัดแจงเดินหามุมถ่ายรูปกันตามชอบเลยจ้า พี่คนขับรถจะรอเราอยู่แล้วๆนั้น และเราสามารถใช้เวลานานแค่ไหนก็ได้ด้วยนะ

วิวที่เราเห็นตรงหน้ามันคุ้มค่ามากกกกกกก คุ้มค่าเกินราคา 500 บาท เกินการขับรถมาไกลถึง 3 ชม.

ด้วยวิวที่เราเห็นมันสุดลูกหูลูกตามากๆๆ พื้นของทุ่งหญ้าก็กว้างมากด้วย ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์มุมของทุ่งหญ้าสะวันนา ดอยแม่โถ ได้ตามความชอบของเราเลยล่ะ ใครชอบมุมไหน อยากถ่ายตรงไหน ก็จัดไปเลยจ้าาา

ระหว่างที่เรากำลังถ่ายรูปเล่นกันอยู่ คุณลุงที่ขับรถพาเราขึ้นมาบนนี้ เอาดอกไม้ที่ลุงใส่ท้ายรถมาด้วย มาแจกถ่ายให้กับเรา พร้อมบอกว่าเรามาด้วยกันแบ่งกันเอาไปถ่ายรูปเถอะ

โอ้ยยยย ลุงน่ารักกกกกกกกกกกกกกกกก

ยังไม่พอแค่นั้น เพราะลุงบอกพวกเราว่า เดี๋ยวลุงพาไปมุมที่ใครๆๆเขามาแล้วจะไปถ่ายรูปกันเผื่อเราชอบนะ

มันคือเนินเทเลทับบี้นั่นเองงง แต่เราว่าตรงนั้นหญ้ามันสูงไปหน่อยเลยเดินยาก

แต่เพื่อไม่ให้ลุงเสียน้ำใจค่ะ พวกเราก็ยังคงโพสกันต่อไปปปป

ลงมาจากดอยแล้วหิวววว

ตรงจุดที่เราจะมาขึ้นรถเหมาเพื่อไปบนดอย จะมีร้านอาหารตามสั่งอยู่นะคะ รสชาติอร่อยเลยล่ะ ราคาไม่แพงด้วย และจุดนี้มีห้องน้ำบริการฟรีนะคะ สะอาดมากเลยล่ะ

สุดท้ายใครกำลังจะหนีเที่ยวมาเชียงใหม่ แต่มีเวลาไม่เยอะ แต่ก็ยังอยากขึ้นดอย อยากเจอสีเขียว อยากถ่ายรูปวิวสวยๆเอาไว้อัพไอจีเพื่อเพิ่มสกิล เราแนะนำว่าต้องมา “ทุ่งหญ้าสะวันนา ดอยแม่โถ” รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

Malisa Villa Suites | พูลวิลล่าสวย ที่ควรค่าแก่การหนีเที่ยวไปพักผ่อน | กระตะ ภูเก็ต

ภูเก็ตจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็น “ไข่มุกแห่งอันดามัน”

ภูเก็ตจังหวัดที่ตัวเราเองนั้นหลงรัก และตอบได้เต็มปากว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เราชอบเดินทางไปมากที่สุด เพราะไม่ใช่แค่ทะเลที่สวยงามระดับโลก แต่เพราะภูเก็ตมีทุกอย่าง ตั้งแต่ธรรมชาติที่โคตรสวย อาหารอร่อยมากกกก และที่สำคัญเกาะแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยโรงแรมสวยที่มีมากพอให้เราสามารถเลือกได้ตามความชอบและตามราคาเงินในกระเป๋า

ดังนั้นไม่แปลกหรอกค่ะที่ใครๆรวมถึงตัวเราหลงรักภูเก็ต

บันทึกนักหนีเที่ยว

เกริ่นถึงจังหวัดภูเก็ตมาขนาดนี้ แต่ป่าวเลยค่ะ ทริปนี้เราไม่ได้พาทุกคนไปตะลอนให้ทั่วเมืองภูเก็ต แต่ทริปนี้เราตัดสินใจมาภูเก็ตเพราะเราไปเจอรูปที่พัก พูลวิลล่าแห่งหนึ่งบนเกาะภูเก็ตที่สวยมาก มันน่าแปลกที่พูลวิลล่านั้น ไม่ได้ติดทะเล (แต่ไม่ไกลจากทะเลนะ เดินประมาณ 10นาทีเอง) แต่เรากลับหมายมั่นปั้นทริป จองตั๋วเครื่องบินพร้อมปักหมุดปลายทางไว้ที่ Malisa Villa Suites

Malisa Villa Suites

โรงแรมมีห้องพักหมดเป็นพูลวิลล่า และมีเพียงแค่ 41 วิลล่าเท่านั้น ตัวโรงแรมตั้งอยู่ใกล้หาดกระตะ ใช้วลาเดินเท้าประมาณ 10 นาที ที่ตั้งของโรงแรมคือว่าเหมาะแก่การมาพักผ่อน มีความเป็นส่วนตัวสูง และวิลล่าแต่ละหลังก็มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อให้แขกทุกคนที่เข้าพักได้พักผ่อนในวันหยุดสุดพิเศษได้เต็มที่ที่สุด

อยากจะเล่าว่าเรามาช่วงเดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งช่วงนี้ถือว่าภูเก็ตค่อนข้างเงียบ เพราะชาวต่างชาติไม่มี แต่เราถือว่าเป็นข้อดีสำหรับคนไทยเรานะคะ เพราะจะได้เข้าถึงโรงแรมสวยๆดีๆ ในราคาที่จับต้องได้ และไม่ต้องกลัวว่าพนักงานจะดูแลเราดีมั้ยเราเป็นคนไทย หายห่วงเพราะที่นี่พนักงานน่ารักตั้งแต่เรารอเช็คอินเลยล่ะ

เมื่อเรามาถึงเข้ามาปุ๊บก็มาเช็คอินเลย

STARLIGHT POOL VILLA

ทริปนี้เราเลือกพักวิลล่า STARLIGHT POOL VILLA

เปิดประตูเข้ามาในวิลล่า คือกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เมื่อเราเปิดประตูวิลล่าเข้ามาแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเราเข้ามาในบ้านพักส่วนตัว ขนาด 150 ตร.ม. ตัววิลล่าจะแบ่งออกเป็น 3 โซน (เราเป็นคนแบ่งเองแหละ) โดยโซนแรกจะเป็นส่วนของ Open-air ส่วนนี้จะประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำ ความน้ำในสระสีฟ้าาาานั้น น่าเล่นมากกกกกกกกกกก ไม่อยากกถ่ายรูปแล้ว อยากจะกระโดดลงไปเลยแกรรรร

เราชอบความที่มีต้นไม้หนึ่งต้นบริเวณริมสระ เพราะว่าช่วยเรื่องร่มเงาสำหรับคนที่อยากจะเล่นน้ำ ว่ายน้ำ ตอนกลางวันได้ดีเลยล่ะ และอีกอย่างคือถ่ายรูปสวยเลยนะ

โซน Open-air ยังมีมุมรับแขก เป็นมุมโซฟาขนาดใหญ่ ให้เราได้นอนเล่น นั่งเล่น ตามใจชอบ และแน่นอนว่ามุมนี้มองเห็นวิวสระด้วย

ยังไม่หมดนะ เพราะในวิลล่าเรามีครัวด้วยยยย เป็นครัวที่สามารถปรุงอาหารได้จริง แล้วยังมีโต๊ะทานข้าวขนาดใหญ่ คือออออออ พูดง่ายๆว่าเข้าที่นี่ก็เหมือนมีบ้านพักส่วนตัวจริงๆๆ ชอบบบบบบ

โซนที่สองของวิลล่า ก็คือห้องนอน ตัวห้องนอนมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เราสามารถเปิดออกไปยังสระว่ายน้ำได้ คือมันยิ่งเพิ่มเสน่ห์ของห้องเข้าไปอีกกกกกก

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกก

เตียงนอนอีกฝั่งก็มีกระจกบานใหญ่เช่นกันซึ่งสามารถสไลด์เก็บแล้วเราจะได้เจอกับสวนเล็กๆในห้อง

เราว่าเสน่ห์ของวิลล่าแห่งนี้นอกจากความสวยที่เถียงไม่ได้แล้ว ก็คือความกว้างและโปร่งสบายของห้องนอน มันทำให้แขกผู้พักเช่นเรารู้สึกว่าไม่อยากออกไปไหนเลย

โซนที่สาม (แน่นอนว่าเป็นการแบ่งของเราเอง) คือ ห้องน้ำ คือพื้นที่กว้างมากกก สามารถเปิดหน้าต่างออกไปยังสวนได้ด้วยนะ

โซนเปียกและแห้งแยกกันชัดเจน มีตู้เสื้อผ้าอยู่มุมห้อง อ่างจากุชซี่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง และมุมอ่างล้างหน้าที่สวยมากกกกก ยิ่งโทนห้องเป็นสีขาวอีกด้วยยยยย กรี๊ดดดดดดดดด (บ่อยมากกกก)

เพิ่มความเป็นเจ้าหญิงในตัวคุณเมื่อใช้ห้องน้ำที่ Malisa Villa Suites

Floating Lunch Garden

ส่วนบ่ายๆเย็นๆ เราใช้บริการ Floating Lunch Garden สำหรับใครที่เล่นน้ำแล้วหิวแบบเรา แนะนำว่าให้สั่งเลย เป็นเซ็ตอาหารที่หน้าตาสวย และจัดมากอย่างจัดเต็มเลยล่ะ

การพักพูลวิลล่า แล้วที่ไหนมีบริการ Floating ใครที่อยากมีรูปสวยๆไว้อวดในไอจี เราแนะนำว่าสั่งเลย เพราะมันถ่ายรูปสวยมากเลยนะแกรรรรร

ส่วนที่ Malisa Villa Suites ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะอาหารอร่อย แล้วให้มาถือว่าจัดเต็มเลยล่ะ คุ้มนะแกรรร

ใครมาพักที่นี่ เราอยากจะบอกว่าไม่ต้องออกไปไหนหรอกกกก เพราะในวิลล่ามันสวยมาก ยิ่งเวลาใกล้ค่ำยิ่งสวยเข้าไปอีกกกกก

Breakfast

อาหารเช้าของที่นี่ (ช่วงที่เราไปพักคือช่วงหลัง Covid-19) เราจะได้เลือกสิ่งที่อยากทานตั้งแต่ตอนที่มาเช็คอิน สามารถเลือกได้ว่าจะทานที่ห้องอาหาร หรือว่าจะให้มาเสิร์ฟที่ห้องก็ได้

มันมีความพิเศษกว่านั้นคือออออ เราสามารถเลือกให้เชฟมาปรุงให้เราในห้องได้เลยจ้าาาา (อันนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มนะ 500 บาท)

แน่นอนว่าเราขอเลือกความพิเศษให้กับวันพักผ่อนของเราหน่อย เราขอให้เชฟมาปรุงให้ร้อนๆที่ห้องเลยจ้าาาา

โอ้ยยยวันหยุดของช้านนนนดีงามที่สุด

กินมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วก็ต้องหาเรื่องเดินย่อยหน่อยนึง เลยขอให้ทางโรงแรมช่วยเปิดห้อง Type อื่นให้ดูหน่อย เผื่อว่าจะได้เป็นตัวเลือกให้คนที่อยากหนีเที่ยวแบบเรา

MOONLIGHT POOL VILLA

จริงๆตัววิลล่านี้ขนาด 150 ตร.ม. เท่ากับตัววิลล่าที่เราพักเลย แต่ความต่างคือห้องนี้สระใหญ่กว่าา แบบใหญ่สะใจมากกกกก โซน Open-air จะกว้างกว่า เน้นการใช้ชีวิตในโซนนี้มากกว่า

ภายในห้องนอนและห้องน้ำจะมีขนาดเล็กกว่าวิลล่าที่เราพัก แต่ความสะดวกสบายทุกอย่างยังเหมือนเดิม

คราวนี้มันต้องแล้วแต่ความชอบของแต่ละคนแล้วล่ะ ว่าอยากจะพัก MOONLIGHT POOL VILLA หรือ STARLIGHT POOL VILLA

สำรวจวิลล่าอื่นเรียบร้อยแล้วก็กลับมาเล่นน้ำต่อในวิลล่าของตัวเองงง

การเลือกพักพูลวิลล่า คือการที่เราเลือกให้ตัวเองได้พักผ่อนภายในวิลล่าสวยๆ ได้เล่นน้ำมันทั้งวัน จะมีอะไรสุขใจไปกว่านี้อีกนะ

NANTA RESTAURANT

บ่ายๆเราเดินเล่นออกมายังห้องอาหารของโรงแรม สั่งอาหารทานเล่นมามาเรียกน้ำย่อยสักหน่อย

Malisa signature welcome set เป็นเมนูที่อร่อยยยยยย ต้องยอมรับว่าเชฟที่นี่ทำอาหารอร่อยมากเลยล่ะ ใครมาพักที่นี่แนะนำว่าให้ลองอาหารจากโรงแรมนะดีงามทุกเมนูเลยอ่ะ

เราไม่แน่ใจว่าเราจะบอกเล่าความรู้สึกที่มีต่อที่นี่ยังไง พูลวิลล่า ที่ออกแบบมาได้สวยมาก สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ให้เราได้ว่ายน้ำได้จริง ตัววิลล่ามีพื้นที่ให้เราได้ใช้ชีวิตมากกว่าการแค่แวะมาพัก อาหารอร่อย พนักงานน่ารัก และที่สำคัญมุมถ่ายรูปเพียบบบบบบ

เราว่าที่นี่เหมาะแก่การเป็นปลายทางที่ใครสักคนอยากหนีเที่ยวพาตัวเองและคนที่คุณรักมาพักผ่อน แล้วคุณจะหลงที่นี่ไม่ต่างจากเรา “Malisa Villa Suites”

Malisa Villa Suites

Address : 40 / 36 Kata Road, Kata Beach, Muang, Phuket 83100 Thailand.

Tel : +(66) 76 284761, +(66) 94 4801040

Facebookhttps://web.facebook.com/malisavillasuites

IG : https://www.instagram.com/malisavillasuites/

web: www.malisavillas.com

HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL

พัทยา จุดหมายปลายทางที่เดินทางสะดวก ไปกี่ครั้งก็ยังไม่เบื่อ

ทริปนี้เรามีเวลา 2 วัน 1 คืน เราเลือกพัทยาเป็นปลายทาง และเมื่อเวลาที่มีไม่มาก เราจึงขอเลือกเอาตัวเองไปอยู่ใจกลางเมืองพัทยากันไปเลย ทริปนี้เราพักที่ HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL โรงแรมในเครือ IHG ที่มีห้องพักราคาสบายกระเป๋า และที่สำคัญทำเลถือว่าเลิศมาก เพราะอยู่ในโซนเดินทางสะดวก ที่จอดรถเพียบ แถมยังมีสระว่ายน้ำและฟิตเนสอีกด้วยนะ


Holiday Inn Express Pattaya Central

โรงแรมในเครือ IHG ตั้งอยู่ใจกลางพัทยา เป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับลูกค้าที่ชอบความสะดวกสบาย แต่จ่ายในราคาสบายกระเป๋า และที่สำคัญโรงแรมยังเหมาะกับทุกกลุ่มลูกค้าอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น คู่รัก เพื่อน หรือ ครอบครัว ตอบโจทย์ทั้งหมด

เครดิตรูป : https://www.ihg.com/holidayinnexpress/hotels/th/th/reservation

มาตรการ Covid-19

หลายคนน่าจะกังวลว่าถ้าเราเดินทางไปยังเมืองท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติเยอะ เราจะปลอดภัยมั้ย อยากจะบอกว่าทาง Holiday Inn Express Pattaya Central เห็นความสำคัญของเรื่องนี้สุดๆๆ โดยมาตรการ Covid – 19เริ่มตั้งแต่เข้ามายังในโรงแรมเลย

เราจะต้องสแกนไทยชนะ หากใครไม่สะดวกก็สามารถลงชื่อในแบบฟอร์มได้นะ

มีเจลแอลกอฮอล์ให้ล้างมือ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกจุด

มีกระบวนการวัดไข้แล้วแปะสติ๊กเกอร์ให้สำหรับแขกที่ผ่านการคัดกรองแล้ว

ทางโรงแรมใส่ใจเรื่องความสะอาดมากๆๆเลยนะ แม้แต่ปากกาที่เราใช้ในการกรอกแบบฟอร์ม เมื่อถูกใช้แล้วจะต้องใส่กล่องแยกเพื่อนำไปทำการฆ่าเชื้อโรค

เรานั่งเล่นอยู่บริเวณล็อบบี้นาน ทำให้เห็นว่าทุกครั้งที่มีแขกมาใช้บริการพื้นที่ส่วนรวม หลังจากนั้นจะมีพี่พนักงานมาทำความสะอาด เพื่อให้เราทุกคนปลอดภัยไร้เชื้อโรค

ชอบบบบบบบความใส่ใจจจจจ

ภายในโรงแรม

 Holiday Inn Express Pattaya Central เป็นน้องเล็กของ IHG สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรมที่จัดไว้คือว่าดีงามมาก ไม่ว่ามุมโซฟานั่งเล่น คอมพิวเตอร์ที่เอาไว้ให้แขกที่พักสามารถใช้บริการได้ฟรี

Fitness 

ฟิตเนสแห่งนี้เป็นฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ใหม่มากกกก ถึงแม้จำนวนเครื่องออกกำลังกายจะไม่ได้เยอะมาก แต่รับรองว่าถูกใจสายออกกำลังกายแน่นอน

 Swimming Pools

แม้ว่าจะเป็นโรงแรมที่ขนาดไม่ใหญ่ แต่ด้านบน rooftop ก็มีสระว่ายน้ำส่วนกลางไว้บริการแขกที่เข้าพักนะคะ ถือว่าคุ้มมาก จ่ายเงินในราคาสบายกระเป๋าแต่สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรมครบครัน

Room

ส่วนของห้องพักจะมีแบบเดียว แต่เราสามารถเลือกได้ระหว่างเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ ส่วนเรามาเป็นทริปเพื่อนซี้ เลยขอเป็นห้องแบบเตียงคู่ ส่วนภายในห้องกว้างแบบโอเคเลยนะ มีโต๊ะสำหรับทำงาน มีทีวี ตู้เสื้อผ้า คือสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเลยค่ะ

เราชอบความใส่ใจที่มีให้เลือกหมอนด้วยนะ เพราะแต่ละคนชอบหมอนไม่เหมือนกัน และการได้หนุนหมอนที่เราชอบก็จะทำให้เราหลับสนิทยิ่งขึ้น

ส่วนของห้องน้ำ ขนาดไม่เล็ก มีฝักบัว เรนชาวเวอร์ กระจกแบบ I glass ด้วยนะ

DINING 

ในส่วนห้องอาหารของทางโรงแรมจะให้บริการแค่บริการอาหารเช้าเท่านั้น แต่ไม่ต้องห่วงค่ะว่าจะลำบาก เพราะว่าพัทยามีของอร่อยเยอะมากกกกกกกกกก ส่วนตัวเรานั้นขี้เกียจจะขับรถออกไปเอง เพราะอยากกินของอร่อยหลากหลายเกิน เลยใช้วิธีสั่ง Grab หรือ Food panda ดีกว่าค่ะ

และใครที่กลัวว่าเราจะสั่งอาหารมาทานในโรงแรมจะเป็นอะไรมั้ย โรงแรมจะว่ารึป่าว ต้องแอบๆๆซ่อนๆๆเอาเข้ามามั้ย บอกเลยหายห่วงงงงงง เพราะที่นี่นอกจากไม่ต้องหลบไม่ต้องซ่อนเอาอาหารมาทาน แถมเรายังสามารถขอจานกระดาษ ช้อนส้อมได้จากพนักงานเลยจ้า

น่ารักที่สุดดดดดดดดดดดดด

Breakfast 

อาหารเช้าของโรงแรม แม้มันจะไม่ได้อลังการ แต่ถือว่าครบทุกความต้องการเลยค่ะ และปริมาณที่ให้มากใครทานหมดคืออิ่มเลยล่ะ และอีกอย่างช่วงที่ลิเดียเดินทางเป็นช่วง New Normal จะเป็นแบบ A La Carte ใครอยากทานอะไรก็สามารถติ๊กเลือกในเมนูได้เลย

หากใครรีบต้องเดินทางต่อ มีธุระ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้ทานอาหารเช้านะคะ เพราะทางโรงแรมจะมีบริการแก้วกระดาษ และถุงกระดาษ ให้เราเอาอาหารออกไปทานด้านนอกได้เลย นี่ถือว่าเป็นจุดเด่นของ Holiday Inn Express เลยล่ะ

ทสรุป

HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL โรงแรมที่เหมาะสำหรับใครที่ต้องการความสะดวกสบายในการเข้าพัก และการเดินทางต่อ เอาไว้สำหรับให้เราได้ไปตะลอนเที่ยวมาทั้งวัน แล้ว กลับเข้าโรงแรมที่พร้อมต้อนรับเราเสมอ เป็นที่พักที่สะดวก ปลอดภัย สะอาด และที่สำคัญสบายกระเป๋าสำหรับนักท่องเที่ยวทุกระดับ

หากถามเราว่าเราชอบอะไรที่ HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL  เราคงตอบได้แค่ว่า เราชอบความสะดวก ความสบายที่โรงแรมมอบให้ ห้องพักที่มีทุกสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่เยอะ และไม่น้อยเกินไป โรงแรมมีฟิตเนส สระว่ายน้ำส่วนกลาง ยังไม่พอเรายังสามารถสั่งอาหารจากข้างนอกมาทานกันแบบเปิดเผย พนักงานที่พร้อมจะให้บริการทุกเมื่อ และที่สุดคืออาหารเช้าที่อร่อย และมีพร้อมสำหรับคนที่จะเดินทางต่ออีกด้วย เราว่าเท่านี้มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้รู้ว่าเราชอบอะไรที่นี่

หากใครสักคนที่กำลังจะมาเที่ยวพัทยา จุดหมายปลายทางของเราคือการตะลอนเที่ยวให้ทั่วเมือง แล้วกำลังมองหาโรงแรมที่พักดีๆๆ ราคาสบายกระเป๋า เราว่าคุณมองข้าม HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL ไปไม่ได้แล้วล่ะ

HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL 

Address :293/16 Moo 10, Nongprue, Banglamung, Chonburi 20150, Thailand

Tel :+66 (3) 326 5999

Facebookhttps://www.facebook.com/holidayinnexpresspattayacentral

Aram Coffee&Crepes | คาเฟ่น่านั่งใกล้หาดกระตะ จ.ภูเก็ต

ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่เราชอบมากกกกกก

เพราะภูเก็ตมีทุกอย่างที่เราต้องการ ไม่ว่าอาหารโลคอลแบบอร่อย ร้านอาหารพรีเมี่ยม โรงแรมหรู และที่สำคัญทะเลภูเก็ตสวยมากกกก

แต่รีวิวฉบับนี้เราขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับคาเฟ่นั่งสบาย กาแฟดีงาม อยู่ใกล้หาดกระตะ

“Aram Coffee&Crepes”

Aram Coffee&Crepes

คาเฟ่สีขาวมินิมอล ที่แอบซ่อนตัวอยู่จากถนนใหญ่ แต่ใกล้หาดกระตะ จังหวัดภูเก็ต ภายในคาเฟ่ตกแต่งด้วยโทนสีขาว – น้ำตาล ภายในร้านยังมีสวนหินแบบฉบับญี่ปุ่นที่มาพร้อมกระจกบานใหญ่ ซึ่งบรรยากาศโดยรวมจะเน้นความสบายตา และเรียบง่าย

ภายในร้านมีโซนที่นั่งให้เลือกนั่งเยอะ

(วันที่เราไปแขกในร้านกระจายกันอยู่ตามมุมต่างๆ เลยไม่ได้ถ่ายรูปมุมกว้างมาฝากนะคะ)

เราชอบสไตล์การตกแต่งโดยการนำเอาสวนหินแบบญี่ปุ่นที่ถูกจัดอย่างสวยงามกระจายอยู่ตามมุมต่างๆในร้าน

เราชอบตรงเคาน์เตอร์บาร์ที่ตั้งอยู่กลางร้าน ทำให้เราสามารถมองบาริสต้าชงกาแฟ หรือทำเครปได้เพลินๆเลยนะ

ด้วยการตกแต่งร้านใช้กระจกใสบานใหญ่ ทำให้มีแสงธรรมชาติเข้ามาตลอดทั้งวันบวกกับไฟสีส้ม ทำให้โทนสีของร้านยิ่งสบายตา และแสงในร้านถ่ายรูปสวยมากเลยล่ะ

มาดูตัวเมนูกันบ้าง

  1. Rose latte  เมนู Signature : เป็นกาแฟอาราบิก้ามาพร้อมกับไซรัปกุหลาบ  ด้านบนจะโรยผง กลีบกุหลาบบนฟองนุ่มมมมม
  2. Ice chocolate : เป็นช็อตโกแลตเข้มข้นนนนนน ดีงามมมมม
  3. ครัวซองที่มาพร้อมไอศกรีม เอาจริงเราจำชื่อเมนูนี้ไม่ได้ แต่ทางร้านบอกว่าเป็นเมนูใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้ รสชาติอร่อยมากกกก ครัวซองกรอบนอกนุ่มในที่ทานคู่กับไอศกรีม คือดีงามมม

ใครมาเที่ยวภูเก็ตแล้วกำลังหาคาเฟ่น่านั่ง บรรยากาศสบายๆ กาแฟดีงาม เครื่องดื่มอร่อย ขนมเลิศ เราแนะนำว่าให้มาทำความรู้จัก Aram Coffee&Crepes แล้วคุณจะหลงรักที่นี่แบบเดียวกับเรา

Aram Coffee&Crepes

Address : ถนน กะตะ ตำบล กะรน อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83100

Tel : 089 645 2222

Time :   เปิดบริการ : เวลา 8.00-18.30 น. ปิดทุกวันจันทร์

Facebook  : https://www.facebook.com/aramcoffeeandcrepes

IG : @aram.coffee.kata

The FloatHouse River Kwai | หนีความวุ่นวาย มานอนแพ สูดอากาศบริสุทธิ์ กาญจนบุรี

บางครั้งฝนมักจะทำให้เราเปียกปอน

แต่ในบางครั้งฝนก็นำพาความชุมฉ่ำมาหาเรา

เช่นเดียวกับการเดินทางในครั้งนี้ เราออกเดินทางตามหาปลายทางที่แสนจะสงบ ให้เราได้อยู่กับธรรมชาติ และเป็นปลายทางที่สุขใจยามที่ฝนตก

ทริปนี้เรามีปลายทางอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ The FloatHouse River Kwai

The FloatHouse River Kwai

เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว มาในแนวคิด  “ที่พักเเบบวิลล่าลอยน้ำสุดหรู” วิลล่าลอยน้ำที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ที่ผสมผสานระหว่างความหรูหรา ศิลปะ และธรรมชาติได้อย่างลงตัว เป็นวิลล่าลอยเหนือผืนน้ำใสของแมน้ำแควน้อย วิลล่าแต่ละหลังโดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวสูงเพราะ ด้วยห้องพักเพียง 30 ห้อง โดยทุกห้องจัดอยู่ระดับวิลล่าทั้งหมด เหมาะกับช่วงเวลาที่เราอยากหนีความวุ่นวายของโลกภายนอกมาพักผ่อน

วิลล่าทุกหลังเห็นวิวทิวทัศน์เเบบพาโนรามาของเเม่น้ำเเคว ป่าเขาเขียวขจีเเละหน้าผาหินที่รายล้อม

Location

เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว รีสอร์ทที่ลอยอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบและโรแมนติกของแม่น้ำแควน้อย เป็นโลเคชั่นที่ให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติตลอดการเข้าพักที่นี่

การเดินทาง

เราปักหมุด GPS “ท่าเรือพุตะเคียน” บริเวณท่าเรือมีที่จอดรถให้ฟรี วิธีการเดินทางไปที่พักของเรานั้นก็คือการนั่งเรือรับ-ส่ง โดยเมื่อมาถึงท่าเรือก็ให้แจ้งชื่อที่พักของเราให้พี่คนขับเรือทราบ โดยเรือจะให้บริการถึง 6 โมงเย็นเท่านั้น ดังนั้นใครมาพักที่นี่ควรเผื่อเวลาการเดินทางให้ดีนะคะ

GPS ที่ท่าเรือรีโซเทล: 14.281035, 99.000796

เรานั่งเรือเข้ามาในหุบเขาประหนึ่งกำลังจะออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งใหม่ นั่งเรือมาประมาณ 10 นาที เราก็มาถึงที่พักของเราในทริปนี้ เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว

Lobby

เมื่อเรานั่งเรือเข้ามายังตัวรีสอร์ท โซนแรกที่เราจะเดินมาถึงสิ่งแรกที่เราจะได้เจอนั่นก็คือ ล็อบบี้ ตัวอาคารสวยงามค่ะ ตกแต่งด้วยวัสดุจากไม้ทั้งหลัง เราเข้าเช็คอินใช้เวลาไม่นาน ระหว่างรอมี  Welcome Drink สดชื่นๆ ให้เราได้ดื่มด้วยนะ

(เราถ่ายตัวล็อบบี้มาได้แค่บางส่วน เพราะว่าช่วงที่เราเข้าพักที่รีสอร์ทแขกเข้าพักเต็มเลยค่ะ ฮ็อตสุดๆๆเลยล่ะ)

ภายในโรงแรม

Luxury Boutique Folk Style  ที่หมายถึงการผสมกลมกลืนศิลปะท้องถิ่น กับสภาพเเวดล้อมธรรมชาติอย่างลงตัว ร่วมกับการใช้เชือกสานธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่ง ที่สื่อความหมายถึงความยืดหยุ่น อ่อนโยนเเละถ่อมตัว ทำให้รีสอร์ทได้รับกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกอย่างเต็มที่ การออกแบบทุกอย่างที่ เดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์แคว ล้วนมีความหมายแฝงอยู่ และที่สำคัญวิลล่าแต่ละหลังโดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวสูง

FLOATING VILLA

วิลล่าลอยน้ำขนาด 90 ตรม. ทุกวิลล่าสร้างจากไม้จริง วิลล่าแต่ละหลังโดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวสูง มีพืนที่ใช้สอยกว้างขวาง ภายในวิลล่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทุกวิลล่ายังมีระเบียงส่วนตัวอันกว้างขวางบริเวณด้านหน้าห้องพัก ให้ผู้ที่มาพักสามารถสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติป่าไม้ แม่น้ำ และขุนเขาได้อย่างใกล้ชิด พร้อมรับออกซิเจนบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มที่ซึ่งแขกที่มาพักสามารถกระโดดเล่นน้ำจากระเบียงห้องพักได้เลย

ภายในห้องกว้างขวางมากทีเดียวค่ะ มีการแบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นตัวห้องนอน ซึ่งคือว่าเป็นเมนหลักของวิลล่า ตัวเพดานเป็นแบบสูงโปร่ง ทำให้ภายในห้องพักของเราไม่อึดอัด

ด้านข้างเตียงคือชุดโต๊ะโซฟาที่เอาไว้สำหรับให้เราได้นั่งเล่น หรือจะนั่งทำงานก็ได้นะ

ส่วนตัวเราชอบมุมโซฟาข้างหน้าต่างมากเลยล่ะ ยิ่งช่วงที่แดดกำลังรอดผ่านเข้ามา สวยมากกกก

ภายในห้องจะมีโซนสำหรับแต่งตัว โดยแยกเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า และมินิบาร์ ซึ่งอยู่ด้านหลังเตียงนอน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องแบบครบครัน

โซนห้องน้ำจะแยกเป็นสองส่วนคือห้องน้ำและห้องอาบน้ำ ออกจากกัน ส่วนตรงกลางจะเป็นอ่างล้างหน้า

ห้องน้ำภายในวิลล่าเป็นการดึงธรรมชาติ รอบตัวมาออกแบบให้มีความรู้สึกเสมือนอาบน้ำท่ามกลางธรรมชาติ โดยใช้ Rain Shower ในห้องน้ำที่ดีไซน์ในรูปแบบกึ่งเอาท์ดอร์ (Semi Outdoor)

ระเบียงด้านข้างระหว่างห้องสามารถเปิดสำหรับ Connecting Area สำหรับใครที่มาเป็นครอบครัว แต่หากมาเป็นคู่แบบเรา และห้องข้างๆไม่มีเข้าพัก เราก็จะมีพื้นที่ส่วนตัวเยอะหน่อย

สำหรับเรามุมนี้ชิวมากเลยล่ะ

ระเบียงด้านหน้าห้อง เป็นพื้นที่โล่ง มีเปลไม้ให้เราได้นั่งชิลๆ มีเก้าอี้ผ้าสำหรับให้เราได้นั่งเล่น นอนเล่น ซึมซับกับบรรยากาศได้ทั้งวัน

บางครั้งแค่การได้นอนชิวอยู่บนเตียงนุ่มๆ มองน้ำที่อยู่เบื้องหน้า เท่านี้ก็สุขมากแล้ว

Pontoon Restaurant

ห้องอาหารลอยน้ำ “พอนทูน” (Pontoon Restaurant) ซึ่งมีความหมายถึง ทุ่นที่ลอยกลางน้ำ การดีไซน์เป็นการผสมผสานศิลปะ และธรรมชาติอย่างลงตัว โดยนำทรัพยากรเด่นๆของจังหวัดกาญจนบุรีอย่างต้นไผ่ นำมาออกแบบได้อย่างมีสไตล์ รวมไปถึงการใช้เชือกในการตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศแบบตะวันออก (Oriental) โดยมีเอกลักษณ์ที่ความอ่อนช้อย อันเกิดจากธรรมชาติ และวิวที่สามารถมองเห็นได้จากห้องอาหารพอนทูนคือวิวหน้าผาขนาดใหญ่ที่คนในพื้นที่ให้ชื่อว่า “ผานารีกินนร” มีหินงอกหินย้อยและแร่เหล็กที่ซึมผ่านชั้นหินออกมาแต่งแต้มสีสันของผา ซึ่งในจุดนี้ถือว่าเป็นจุดพักผ่อนอีกจุดหนึ่งที่ให้เราได้มานั่งพักผ่อนรับลมเย็นอันแสนสบาย

ห้องอาหารพอนทูน ให้บริการอาหารไทยแบบฟิวชั่น ภายใต้บรรยากาศริมน้ำสุดชิล แถมยังมีบาร์ให้เราได้นั่งมองวิวน้ำอย่างสบายใจ

ช่วงที่เราไปเป็นช่วงหน้าฝน ทำให้ได้เจอฝนตลอดทั้งวันเป็นบรรยากาศที่ดีมากจริงๆ

เราสั่งอาหารมาลองทาน รสชาติอร่อยมากทีเดียวค่ะ และด้วยความหิวที่มีทำให้รูปถ่ายอาจจะมีสั่นไปบ้าง แต่ความอร่อยมั่นคงชัดเจนมากจ้าาาาาา

ด้านหลังของห้องอาหารจะเป็นสะพานไม้ที่เราสามารถขึ้นไปขี่จักรยานเที่ยวสวนผลไม้ของทางรีสอร์ทได้นะ หรือใครอยากจะให้อาหารปลาก็สามารถทำได้

Relax

ใครที่มาพักผ่อนแล้ว แต่ต้องการความผ่อนคลายระดับสุด เราแนะนำว่าให้สปาหรือนวดไทยกันไปเลย แต่เนื่องจากช่วงเวลาที่เราไปนั้นยังไม่สามารถทำสปาได้ เลยได้ลองนวดไทยแทน

ผ่อนคลายสุดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด (ราคาแพ็คเก็จนวดสามารถดูได้จากเมนูในวิลล่า)

อาคารสำหรับนวดหรือสปา จะอยู่ริมสุดฝั่งขวาของตัวรีสอร์ท บริเวณนี้เป็นจุดให้เราได้มาถ่ายรูปกับสะพานไม้ที่ทอดตัวยาวไปกับลำน้ำ

Activities

หากใครที่คิดว่าการมานอนแพ จะไม่มีกิจกรรมอะไรเลย มันอาจจะทำให้ใครที่ไม่ชอบความเงียบ เหงาจนเกินไป บอกเลยว่าคิดผิด เพราะที่นี่มีกิจกรรมแน่นมากกก

เราสามารถเดินขึ้นฝั่งที่อยู่ด้านหลังของรีสอร์ทได้ ผ่าน Board Walk ทางเดินที่ออกแบบมาให้เสมือนเดินเข้าไปในป่า เพื่อเยี่ยมชมถ้ำละว้า ถ้ำที่ถูกค้นพบอันดับต้นๆของจังหวัดกาญจนบุรีมา
กว่า 60 ปี ซึ่งตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติไทรโยค ภายในถ้ำเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยที่สวยงามมาก โดยเกิดจากน้ำฝนที่มีคาร์บอนไดออกไซค์ เกิดเป็นกรดกัดกร่อนหิน และเมื่อน้ำลดลงก็ได้กลายเป็นถ้ำ

นอกจากนี้กิจกรรมสนุกๆอีกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น พายเรือแคนู เล่นน้ำ เดินป่า ขี่จักรยานเสือภูเขาชมสวนผลไม้ และวิถีชีวิตชาวบ้าน ในบริเวณใกล้ๆ ก็ยังสามารถชมการแสดงระบำมอญ ของชาวมอญรามัญ เยี่ยมชมหมู่บ้านมอญ เดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติไปยังถ้ำพระผาเอน วัดมอญเจดีย์ชเวดากองจำลอง หรือสนุกกับกิจกรรมโลดโผนอย่าง Tree Top Adventure

บอกตามตรงว่ากิจกรรมเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก

นอนแพที่เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว ไม่เหงาแน่นอน

หากใครอยากเล่นน้ำ ทางรีสอร์ทก็มีชูชีพให้เราได้หยิบใช้ได้ตลอด

ส่วนกิจกรรมที่เราชอบที่สุด แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดูขี้เกียจที่สุด แต่เมื่อใครที่ต้องการหนีความวุ่นวาย มานอนแช่ท่ามกลางธรรมชาติแบบเรา ก็คงแค่อยากนั่งนิ่งๆ มีหนังสือเล่มโปรดในมือ ฟังเสียงน้ำที่ไหล แค่นั้นมันก็สุขใจมากแล้วนะ

และหากทริปนั้นมีใครสักคนมาด้วย เราว่าแค่การได้นั่งโง่ๆมันก็ดูมีความสุขแล้วล่ะ

Morning

การมาพักผ่อนสำหรับเรามันน่าแปลกที่เรามักจะตื่นเช้ากว่าชีวิตประจำวัน อาจจะเพราะเราพาตัวเองมาอยู่ในสถานที่สวย บรรยากาศดี ถ้านอนแช่นานไปก็น่าเสียดายแย่

เช้านี้เราตื่นเช้า รีบลุกเดินมายังระเบียงหน้าวิลล่า สิ่งแรกที่เราได้เห็นคือหมอกขาวที่กำลังคลอเคลียกับหน้าผา บรรยากาศจากที่สวยมากอยู่แล้วกลับสวยมากขึ้นไปอีก

หากใครมากับคนรู้ใจ การตื่นเช้ามาพร้อมกัน ได้เจอบรรยากาศดีๆด้วยกัน เราว่ามันก็จะแฮปปี๊หน่อยๆ

Breakfast 

อาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ ตัวเลือกมีให้เลือกแบบกำลังดี ครบทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารตะวันตก เบเกอรี่ ผลไม้ สลัด น้ำผลไม้

และทางรีสอร์ทขอให้บริการแบบ New Normal คือพนักงานจะเป็นผู้คอยตักอาหารให้เราค่ะ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัส

อาหารเช้าอร่อยๆ กับบรรยากาศสวยๆจะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกกก

ทสรุป

 เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว ปลายทางที่เหมาะกับการหนีไปพักผ่อนในช่วงหน้าฝน การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ แต่ยังคงความสะดวกสบายอยู่ภายในรีสอร์ท ห้องพักแบบวิลล่าลอยน้ำ ที่ให้เราได้มีเวลาส่วนตัว พักใจ พักกาย นั่งมองน้ำ มองเขา และเฝ้าคอยหมอกได้ตลอดทั้งวัน

เราชอบ เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว เพราะที่พักเป็นแพลอยน้ำที่อยู่ในแม่น้ำแคว ภายในวิลล่ามาพร้อมกับห้องที่กว้าง สิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน พร้อมกับบรรยากาศสวยๆจากธรรมชาติ และหากเราหิวก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไรกิน เพราะเราสามารถสั่งอาหารให้มาส่งที่วิลล่าได้ หรือใครอยากจะไปนั่งชิวที่บริเวณห้องอาหารก็ทำได้ บ่ายๆอยากจะผ่อนคลายด้วยการนวด หรือสปา ที่นี่ก็มี ตกเย็นอยากจะเล่นน้ำให้ชุ่มฉ่ำก็ทำได้ หมดวันก็หลับไปกับธรรมชาติที่ล้อมรอบเราไว้ ตื่นเช้ามาจิบกาแฟ มองหมอกที่กำลังคลอเคลียเขา จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกนะ  

ดังนั้นหากใครกำลังมองหารีสอร์ทที่ให้ได้หนีเที่ยวในช่วงหน้าฝน รีสอร์ทที่ฝนไม่ทำให้เราหงุดหงิดใจ แต่กลับเพิ่มความโรแมนติกให้เราแทน เราว่า  เดอะ โฟลทเฮ้าส์  ริเวอร์แคว เป็นจุดหมายปลายทางที่คุณต้องไปสัมผัสสักครั้ง

The FloatHouse River Kwai

Address : 55 หมู่ 5 ตำบลวังกระแจ อำเภอไทรโยค กาญจนบุรี

Tel :0 84 725 8686

Facebookhttps://www.facebook.com/TheFloatHouse/

Web :www.thefloathouseriverkwai.com/th

IG : @thefloatHouseriverkwai

Unseen Songkhla | เขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

สงขลา ไม่ได้มีแค่เกาะยอ สมิหลา หรือ หาดใหญ่

ทริปนี้เราพาทุกคนลงใต้กันมาอีกครั้ง เราจะพาหนีเที่ยวเปิดโลกทัศน์ สัมผัสธรรมชาติแนวภูเขาที่แปลกตา เป็นอันซีนของจังหวัดสงขลาที่เราออกตัวเลยว่าห้ามพลาด

จุดหมายปลายทางในครั้งนี้ของเราอยู่ที่ เขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

เขาคูหา ภูเขาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในอดีตได้มีการสัมปทานระเบิดหิน (ตอนนี้หยุดไปแล้ว) ด้วยภูเขาสูงแต่ถูกระเบิดออกไปทำให้ที่นี่มีแลนด์สเคปที่แปลกตา

เขาคูหา ตั้งอยู่ที่ อำเภอ รัตภูมิ จังหวัด สงขลา ซึ่งห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่ ไม่เกิน 20 กิโล

วิธีการเดินทาง

ง่ายสุดก็คงเป็นการตั้ง GPS ” เขาคูหา” จากนั้นก็ขับตามไปได้เลยค่ะ ไม่มีหลง

แล้วเมื่อเข้ามาแล้วให้ขับขึ้นมาเรื่อยๆจนมาถึงลานจอดรถ โดยเราสามารถจอดรถไว้ตรงนั้นได้แล้วหลังจากนี้ต้องใช้กำลังขาสองขาของตัวเองพาไป

ช่วงเวลา

จริงๆเขาคูหา เราสามารถขึ้นไปได้ตลอด แต่อยากแนะนำให้มาช่วงตั้งแต่เช้ามืด ประมาณตี 5 – 8 โมงเช้า หรือเป็นช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดินไปเลย ไม่งั้นจะร้อนมากกกกกกกกกกกกกกกกกก เพราะบนเขาไม่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่เลย


การเดินเท้า

การจะขึ้นไปบนเขาคูหาได้นั้นเราต้องใช้สองขาของเราพาขึ้นไปนะคะ ระยะไม่ไกลมาก ไม่ได้ถึงกับยากลำบาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ในการเดินเท้า โดยเราจะขอแบ่งการอธิบายเอาไว้ 4 ช่วง

แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบ และเอาน้ำติดตัวไปด้วย

ช่วงที่ 1 : หลังจากจอดรถเสร็จก็จะเป็นทางขึ้นเดินไม่ยากค่ะ มีความชันเล็กน้อยพอเรียกเหงื่ออยู่หน่อยๆนะ

แต่วิวที่เราได้เจอแค่ช่วงแรกก็สวยมากแล้วนะ

ช่วงที่ 2 : ทางเดินช่วงนี้ไม่ได้ชันมาก และเดินไม่ยาก