De Chaochom | ที่พักหลักพัน บรรยากาศหลักล้าน

เหนื่อยจังชีวิตช่วงนี้…

หนีไปทะเลกันดีกว่ามั้ย

เห้ออออออออออออออ เหนื่อยเหมือนกันนะถ้าเราต้องตามโลกแบบนี้ในทุกๆวัน

อยากหนีไปพักผ่อน อยากหนีไปนอนโง่ๆริมทะเล (ปกตินั่งก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่เลยแกร๊)

เรามีเวลาแค่ 2 วัน จุดหมายปลายทางในครั้งนี้ของเราคือ “หัวหิน”

เวลาแค่ 2 วัน ถือว่าน้อยมากกับการไปเที่ยว แต่มันเพียงพอกับการไปพักผ่อนให้ร่างกายได้ชาร์จแบต ทริปนี้เราเลยมองหาที่พักดีๆ เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิต 2 วัน 1 คืนอยู่ในโรงแรม จะได้ไม่เสียเวลาไปกับการเดินทางไปโน้นนี่

ทริปพักกาย พักใจของเราในคราวนี้เรามีจุดหมายอยู่ที่โรงแรม “De ChaoChom”

อย่าพูดพร่ำทำเพลงให้มาก เก็บของใส่กระเป๋าแล้วออกเดินทางกันดีกว่า

โรงแรม “De ChaoChom ” อ่านว่า “เดอ เจ้าจอม”

โรงแรมที่มีราคาห้องพักอยู่ในหลักพันบาท แต่กลับได้บรรยากาศความเป็นส่วนตัว ที่พักติดทะเลแค่ไม่กี่ก้าว อย่างกับเกาะส่วนตัวราคาหลักล้าน

“เดอ เจ้าจอม หัวหิน”โรงแรมริมทะเลที่มีสไตล์การตกแต่งให้กลิ่นอายแบบไทยโบราณ แต่ผสานความเป็นสมัยใหม่อย่างลงตัว

ความพิเศษของ “เดอ เจ้าจอม หัวหิน” ไม่ได้มีแค่ดีไซน์ การตกแต่ง หรือ เป็นโรงแรมที่ติดทะเล แต่สถานที่แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นบ้านพักตากอากาศของเจ้าจอมมารดาโหมด บุนนาค เจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5

ต่อมาเมื่อไม่นานนี้เอง สถานที่แห่งนี้ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นที่พักแสนสงบ ติดทะเล ชื่อว่า “เดอ เจ้าจอม หัวหิน”

เราเดินทางมาถึงหัวหินก็เข้าเช็คอินโรงแรมทันที เพราะทริปนี้เราเดินทางเพื่อมา “หย่อนใจ” ให้เสียงคลื่นลมบำบัดจิตใจ ฟื้นความเหนื่อยล้า

เมื่อเช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราจะต้องเดินผ่านซุ้มประตูทรงสามเหลี่ยม ที่ให้ความคล้ายกับ “ชฎา” ให้อารมณ์เหมือนประตูที่ทะลุมิติ ทิ้งความวุ่นวายไว้นอกโรงแรม พร้อมรับความสงบภายใน “เดอ เจ้าจอม หัวหิน” เพราะมองไปไกลๆ เราจะเห็นทะเลที่อยู่ปลายสุดของพื้นที่โรงแรม

ทริป “หย่อนใจลงที่เดอเจ้าจอม” ในครั้งนี้พิเศษสุดๆๆ เพราะเราจะเข้าพักในห้องพักที่ชื่อว่า “เรือนลูกไม้” ห้องพักหมายเลข 111 ที่คือเป็นไฮไลท์ของโรงแรมเดอเจ้าจอม

“เรือนลูกไม้” บ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมแห่งนี้ เนื่องจากเป็นบ้านอายุเก่าแก่ที่มาพร้อมกับสถานที่แห่งนี้ ปัจจุบันได้รับการรีโนเวทภายในให้มีสไตล์โคโลเนียล

ด้านหน้าบ้าน “เรือนลูกไม้” มีสนามหญ้า ให้เราได้นั่งเล่นพักผ่อน มองทะเลได้ตลอดทั้งวัน

ด้านข้างบ้านเห็นวิวสระวายน้ำส่วนกลาง ประหนึ่งสระน้ำส่วนตัวของเราเลย ซึ่งเราสามารถเดินไปว่ายน้ำเล่นได้ง่ายๆ

จากหน้าบ้านเราสามารถเดินลงทะเลเพียงไม่กี่ก้าว ใกล้ชิดทะเลกันแบบสุดๆไปเลย

มาดูภายในตัวบ้าน “เรือนลูกไม้” กันดีกว่า

“เรือนลูกไม้” บ้านชั้นเดียวนี้มีระเบียงกว้างรับลม แต่งด้วยระแนงไม้ฉลุแบบโบราณ ภายในตกแต่งด้วยสีขาวเป็นหลัก แต่ยังคงมีสีน้ำตาลที่ให้อารมณ์ความอบอุ่น พื้นที่ภายในบ้านก็กว้างมาก นอกจากจะในมีเตียงนุ่มๆ ที่หันหน้าออกไปยังทะเล คือนอนแล้วก็มองเห็นทะเลตลอดเวลา ชิลเวอร์ ไม่พอนะ ยังมีมุมโซฟาสำหรับพักผ่อน ซึ่งด้านหลังของโซฟาคือมินิบาร์ ขนาดไม่เล็ก

ส่วนพื้นที่ของห้องน้ำและห้องแต่งตัวที่ต่อมาจากห้องนอนก็กว้างพอสมควรเลย เพราะมีส่วนของเปียกและแห้งแยกส่วนกัน มีพื้นที่สำหรับแต่งตัว ยังไม่พอออออออออ เพราะมีอ่างให้เราได้นอนแช่น้ำชมวิวทะเลด้านนอกด้วย

“เรือนลูกไม้” เหมาะมากกกกกสำหรับคู่รัก ใครจะมาฮันนี่มูน ดีงามมมมม โรแมนติก สงบ มีแค่เราสอง และ ทะเล

พาทัวร์รอบห้องแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะได้กระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนมองวิวทะเลสักที

ทริปพักผ่อนมันดีแบบนี้แหละ

แอบงีบหลับไปพักใหญ่ๆ ตื่นมาก็มานั่งเล่น นอนเล่นหน้าบ้านให้สมกับเป็นทริปพักผ่อนสักหน่อย

หรือใครที่เห็นสระว่ายน้ำแล้วอยากกระโจนใส่ตลอดเวลาแบบเรา 55555 ก็อย่ารอช้าค่ะ สระว่ายน้ำส่วนกลางอยู่ใกล้เราขนาดนี้ เราต้องจัดดดด

เล่นน้ำอยู่พักใหญ่จนเริ่มหิววว ทางโรงแรมก็มาแจ้งว่า เดี๋ยวจะจัดโต้ะอาหารเป็น Dinner หน้าที่พักให้ ใครมาเป็นคู่ อยากได้อารมณ์ Dinner ริมทะเลแนะนำว่าให้จองชุด Seafood Dinner

Dinner แบบส่วนตั๊ววว ส่วนตัว บรรยากาศริมทะเล

Seafood Dinner อาหารจัดมาแบบจัดเต็มมากกกกกก ขนมาทั้งทะเล อร่อยมากกกกกก

ใครยังไม่มีแพลนว่าจะไปทานที่ไหน แนะนำจัดแบบเรา สบายใช้ชีวิต กินๆ นอนๆ ในโรงแรม “เดอ เจ้าจอม หัวหิน”

ฟินนนนนนนน

อิ่มแล้วก่อนนอนเพื่อความหลับสบาย อย่าลืมเปิดน้ำอุ่น ตีฟองนุ่มๆ แช่ให้สบายใจจจจจ

ใครมาเป็นคู่ก็แช่พร้อมกันสองคนก็ได้นะ กิกิ

หรือใครจะออกมานั่งเล่น นอนเล่น เดินเล่น ซึมซับความสงบในเวลากลางคืน ก็สบายใจดีนะ

เช้าวันรุ่งขึ้นเราตื่นมาอัตโนมัติ

มองไปที่ปลายเตียงได้เห็นแสงยามเช้าที่ริมทะเล เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ แต่อยากให้ทุกคนได้มาลองสัมผัสมันด้วยตัวเอง

ไหนๆก็ตื่นทันพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว จะนอนแช่ให้เสียโอกาสไปทำไม

ต้องรีบมาสูดอากาศดียามเช้าริมทะเลกันค่ะ

กินบรรยากาศจนอิ่มใจ ท้องก็เริ่มหิวบ้างแล้ว

เราเดินมาทานอาหารเช้ากันที่ห้องอาหารของโรงแรม โดยอาหารจานหลักเราสามารถเลือกได้คนละหนึ่งอย่าง ส่วนกาแฟ ขนมปัง สลัด และอื่นๆมีให้เราตักได้ไม่อั้น

ส่วนเราเลือกเป็นไข่กระทะ และ ข้าวผัดกุ้ง

รสชาติดีงามตามท้องเรื่องเลยยยจ้าาา

อิ่มแล้ว เราขอไปแช่น้ำอุ่นๆอีกสักรอบก่อนกลับ

แช่ตอนเช้าชิลๆ มองทะเลไป

ชีวิตดี๊ดีเลยแกร๊

สุดท้ายก่อนเช็คเอ้าท์

เราเอาจักรยานของที่พักที่ให้เราใช้ได้ฟรี ปั่นเล่นไปยัง Seen Space ได้เลย (ใกล้นิดเดียว) หรือใครจะปั่นเล่นอยู่รอบๆโรงแรมก็ได้นะ

ถ้าให้ปั่นจักรยานเพื่อมาเที่ยว ถ่ายรูปที่ Seen Space อย่างเดียวคงไม่ใช่ทางเรา

เพราะเราขอแวะไปทานข้าวอร่อยๆ ที่ร้าน Tanya’s

ร้านอาหารที่รสชาติเหมือนรสมือแม่ ไม่ใช้ผงชูรส แต่รสชาติอาหารอร่อยมากกกกกกก

ส่วนใครอยากตามรอยบันทึกนักหนีเที่ยวมาเสพความฟินที่โรงแรม “เดอ เจ้าจอม หัวหิน” โรงแรมที่เราจ่ายหลักพัน แต่ให้บรรยากาศส่วนตัวเหมือนมีบ้านตากอากาศเป็นของตัวเอง ในบรรยากาศหลักล้าน

ตามมาง่ายๆ แค่ขับรถมายัง หัวหิน แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยสำนักงานวังไกลกังวล ขับต่อมาอีกนิดก็จะเจอกับโรงแรม “เดอ เจ้าจอม” หรือใครเคยมา Seen Space ตัวโรงแรมก็อยู่ใกล้ๆกันเลยค่า

สุดท้ายต้องขอขอบคุณโรงแรมเดอ เจ้าจอม หัวหิน ที่ให้บันทึกนักหนีเที่ยวไปได้พักผ่อนหน่อยใจ กับที่พักริมทะเล ในบรรยากาศดีงามขนาดนี้

ใครต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือเช็คโปรโมชั่นล่าสุด หรือจะจองห้องพักของโรงแรม เดอ เจ้าจอม หัวหิน สามารถติดต่อได้ที่

https://www.facebook.com/dechaochom/

http://www.dechaochom.com/

  • 3/1 Bor Fai Village (Hua Hin Soi 35) Hua Hin Prachuap Khiri Khan Thailand 77110
  • Tel :032 900 246, 032 900 247

Cloud 9 Hotel Hua Hin

จากทริปหัวหินล่าสุดของเรา เรามีโอกาสไปพักที่โรงแรม Cloud 9 Hotel Hua Hin

รีวิวนี้เลยจะเอามาพูดถึงโรงแรมแห่งนี้แบบเต็มๆกัน

Cloud9 Hotel Hua Hin โรงแรมในเมืองหัวหินเพื่อไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ กับรูปแบบการใช้ชีวิตแบบดิจิตอล โรงแรมแห่งนี้มีดีไซน์ที่ทันสมัย แต่แฝงไปด้วยความเรียบง่าย มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน ทั้งยังมาในรูปแบบเครือข่ายสังคมที่แบ่งปันกัน แต่โรงแรมนี้ไม่ได้เหมาะแค่การเดินทางมาคนเดียวหรือแค่สองคนเท่านั้น เพราะที่นี่ยังเหมาะแก่การมาพักผ่อน กับครอบครัว หรือหมู่คณะ ภายในตกแต่งที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สไตล์มินิมอล เรียบง่าย

เมื่อเราเข้ามาภายในโรงแรมสิ่งแรกที่เราจะได้เจอคือ Lobby ที่ตกแต่งแบบมินิมอล แต่มีมุมเก๋ๆไว้ให้เราได้ถ่ายรูปเล่นด้วยนะ

ส่วนอีกฝั่งที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันกับ Lobby ก็จะมีคาเฟ่ Cloud 9 Café คาเฟ่บรรยากาศสุดชิลล์ ตกแต่งด้วยสีฟ้า ยังคงสไตล์ความเป็นมินิมอลเอาไว้

คาเฟ่แห่งนี้มีเมนูซิกเนเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนไม่ควรพลาด นั่นก็คือ Cacloud Cocao และยังมีเมนูอื่นๆ ที่ควรค่าแก่การลองอีกเยอะเลยนะ ไม่ว่าจะเป็น Cloud Latte, Matcha Latte, Matcha Honey Lemon และอีกเยอะมากกกก

ถ่ายรูปคาเฟ่เสร็จเรียบร้อยแล้วเราไปดูส่วนของห้องพักกันดีกว่า ที่นี่มีห้องหลากหลายแบบมากๆ เราขอเริ่มจากห้องแบบ Dormitory Room ห้องพักรวม ทั้งแบบเฉพาะผู้หญิง และรวมหญิง-ชาย ซึ่งห้องพักประเภทนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ชินสักเท่าไร แต่จริงๆแล้วความสะดวกสบายไม่ต่างกับห้องส่วนตัวเลย แถมราคาเบาสบายกระเป๋าอีกด้วยนะ

Dormitory Room

ห้องพักรวม ทั้งแบบเฉพาะผู้หญิง และรวมหญิง-ชาย

ทุกห้องมีผ้าม่านเพื่อความเป็นส่วนตัว ปลั๊กไฟ โคมไฟ ล็อกเกอร์เก็บของมีค่า โดยโซน Dormitory Room จะมีห้องอาบน้ำ และห้องน้ำ เป็นส่วนตัวแยกสำหรับผู้หญิง และผู้ชาย

  • Dome 4 เตียง จำนวน 16 ห้อง
  • Dome 6 เตียง จำนวน 2 ห้อง

โดยโซน Dormitory Room จะมีห้องอาบน้ำ และห้องน้ำ เป็นส่วนตัวแยกสำหรับผู้หญิง และผู้ชาย และไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะภายในห้องน้ำมีอุปกรณ์ครบครันไม่ต่างกับห้องแบบส่วนตัวเลย

Double Room

ห้องพักส่วนตัว สำหรับ 2 ท่าน ที่เป็นห้องขนาดกระทัดรัด แต่ไม่อัดอึด ภายในมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องก็ครบครัน มีห้องน้ำในตัว เหมาะสำหรับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว

  • Double Room (วิวเมือง)
  • Double Room Sea View (วิวทะเล)

ห้องนี้ถือเป็นไฮไลท์ของ Cloud 9 เลยค่ะ เพราะว่าภายในห้องจะแบ่งเป็น 2 ชั้น โดยเตียงนั้นจะอยู่ชั้นบน ส่วนชั้นล่างจะมีโซฟาให้เราได้นั่งมองวิวชิลๆ

Twin Room

ห้องพักคู่สำหรับ 2 ท่าน ห้องนี้ลักษณะโดยรวมคล้ายกับ Double Room แต่จะมีความต่างตรงที่เป็นเตียงคู่ เหมาะสำหรับคนที่มากับเพื่อน แต่ไม่อยากนอนเตียงเดียวกัน ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ครบครันเช่นเดิม

Triple Room

ห้องพักสำหรับ 3 ท่าน ห้องนี้เหมาะสำหรับครอบครัว พ่อ แม่ ลูก หรือแก๊งเพื่อนที่มากัน 3 คน ภายในห้องจะประกอบไปด้วย 1 เตียงเดี่ยว และ 1 เตียงคู่ แถมยังมีโซฟาให้เราไว้นั่งในห้องด้วย ส่วนอุปกรณ์ก็ครบครันเช่นเดิม ห้องน้ำส่วนตัวสบายมาก

Family Room Sea View

ห้องพักแบบครอบครัววิวทะเล พักได้ 4 ท่าน ห้องนี้สำหรับใครที่มาแบบครอบครัว พ่อแม่ และ ลูกลูก เป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะภายในห้องนอกจากนอนได้ถึง 4 คนแล้ว ยังมีพื้นที่ว่างสำหรับให้เราได้นั่งเล่นอีกด้วย ส่วนอุปกรณ์ยังคงมีครบเหมือนเดิม ห้องน้ำส่วนตัวที่ใหญ่สมกับเป็นห้องแบบครอบครัว

Common area

พื้นที่ส่วนกลาง ที่ให้บริการ Board Game หรือเกมกระดาน เพื่อให้ลูกค้าได้ผ่อนคลาย และสนุกสนานกับเพื่อนฝูง หรือจะเล่นกับลูกค้าท่านอื่นๆ ในโรงแรม

Pantry Area

ห้องอาหารเพื่อให้บริการอาหารเช้าแบบ Light Breakfast ทั้ง ขนมปัง นม ซีเรียล ชา กาแฟ ผลไม้ตามฤดูกาล และอีกมากมาย โดยสามารถรับประทานได้ตลอด 24 ชม.เลยด้วย

เรายังสามารถนำอาหารจากภายนอกเข้ามาอุ่น และรับประทานได้ โดยทางโรงแรมมีจาน ชาม ช้อน-ส้อม แก้วน้ำ ไว้ให้ได้ใช้อย่างสะดวก หรือจะซื้ออะไรมาแช่ไว้ในตู้เย็นก็ได้นะ ดีงามมม

Cloud Bar Roof Top

ดาดฟ้าของโรงแรมที่ให้ลูกค้าได้นั่งพักผ่อน กินลมชมวิวทะเล โดยทางโรงแรมให้บริการจำหน่าย เบียร์ น้ำอัดลม และ Snack และยังเป็นพื้นที่สำหรับจัดปาร์ตี้ กลุ่มเล็กๆ สามารถรองรับได้ประมาณ 20-30 ท่าน

และเป็นมุมที่ไม่ว่าจะถ่ายรูปตอนไหนก็สวยยยย กลางวันเราชอบมองวิวจากดาดฟ้าที่นี่ไปยังทะเล กลางคืนก็สามารถนั่งฟังเพลงชิลๆ ดีงามมม

ยังค่ะ ยังไม่หมด เพราะทางโรงแรมยังมีบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆอีก อาทิ Wifi, บริการให้เช่าจักรยานยนต์ และรถยนต์

และในอนาคตอันใกล้นี้ ทางโรงแรมกำลังจะมี Mobile Application เพื่อให้ลูกค้าใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ ในโรงแรม การติดต่อสื่อสารกับทางพนักงานโรงแรม มีการ scan QR code เพื่อซื้อเครื่องดื่ม ให้ทิปพนักงาน หรือใช้สำหรับซื้อของที่ระลึก ของฝากในโรงแรมอีกด้วย สมกับเป็นโรงแรมคนรุ่นใหม่มากกกก

ราคา

ส่วนราคาของที่พักนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ 440 – 4200 บาท (ทั้งนี้ราคาขึ้นกับช่วงเวลาที่เดินทาง)

การเดินทาง

หัวหินอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 230 กิโลเมตร สามารถเดินทางสู่หัวหินได้หลายวิธี ทั้ง รถยนต์ (ใครที่จะเดินทางมาด้วยรถส่วนตัว และจะเดินทางมาในช่วงเวลาช่วงหยุดยาวหรือเทศกาล แนะนำให้โทรให้ทางโรงแรมจองที่จอดรถไว้ให้นะคะ) , รถไฟ (ใครมารถไฟลงรถที่สถานีรถไฟสามารถเดินเท้ามายังโรงแรมได้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) หรือ รถประจำทาง

สถานที่ตั้ง

  • ถนนแนบเคหาสน์ ตำบลหัวหิน อำเภอ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ 77110

ติดต่อสอบถามและสำรองห้องพัก

ก้อนเมฆคือสัญลักษณ์ของ cloud 9 hotel hua hin

สุดท้ายใครที่จะเดินทางไปหัวหิน และกำลังมองหาโรงแรมน่าพัก ราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ แต่ยังคงความสะดวกสบายไว้ครบครัน เราแนะนำว่าควรเปิดใจให้ Cloud 9 Hotel Hua Hin

หัวหินตามใจปาก

ครั้งนี้เราออกเดินทางไปยังหัวหิน เพราะความอยากกิน

ตั้งใจว่าจะกิน กิน และ กินนนนนนนน

เมื่อทริปนี้เรามีเป้าหมายในการกินชัดขนาดนี้

เราเลือกที่จะพักโรงแรมที่อยู่ใจกลางเมืองไปเล้ยยยยยยย

ทริปนี้เราพักที่โรงแรม Cloud 9 Hotel Hua Hin

Cloud 9 Hotel Hua Hin

โรงแรมตั้งอยู่ที่ 71 ถนนแนบเคหาสน์ ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เอาเป็นว่าทำเลคือโคตรใจกลางเมืองเลยยยย

สามารถอ่านรีวิวของโรงแรมได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2019/09/07/cloud-9-hotel-hua-hin/

เราออกจากกรุงเทพตั้งแต่ 9 โมง ขับรถมาเรื่อยๆก็มาถึงหัวหินบ่ายพอดีเข้าเช็คอินโรงแรมได้

รอพี่ๆสตาฟของโรงแรมเช็คอินไม่นานก็ขึ้นมาบนห้อง ของีบหนึ่งตื่นแล้วจะออกไปตะลุยกิน

ชั้นล่างของโรงแรมไม่ได้เป็นแค่ Lobby นะ เพราะมีส่วนของ Cloud 9 Café เป็นคาเฟ่เล็กๆที่มีสีขาวสะอาดตา มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆด้วยนะ

แต่ก่อนไปงีบขอพาไปดูโรงแรมนิดนึง

เราได้ห้องชั้น 4 ซึ่งห้องจะอยู่ชั้นเดียวกับ Cloud Bar Roof Top ซึ่งก็คือ ดาดฟ้าของโรงแรมที่ให้เราได้นั่งพักผ่อน กินลมชมวิวทะเล โรงแรมมีจำหน่าย เบียร์ น้ำอัดลม และ Snack แถมตรงนี้ยังเป็นพื้นที่สำหรับจัดปาร์ตี้ กลุ่มเล็กๆ ได้อีกด้วยนะ

Cloud Bar Roof Top เป็นมุมที่ถ่ายรูปสวยทั้งกลางวันและกลางคืนเลยนะ ดีงามมม

ได้รูปสวยๆแล้วพามาดูในห้องบ้าง เราได้ห้อง 419 เป็นห้อง Double Room ห้องสำหรับ 2 คน มีห้องน้ำในตัว เครื่องอำนวยความสะดวกครบ

นอกจากห้องนอนแบบส่วนตัวแล้วที่นี่มีห้องประเภท Dormitory Room ด้วยนะ

Dormitory Room ห้องพักรวม มีห้องเฉพาะผู้หญิง และห้องแบบรวมหญิง-ชาย โดยทุกห้องมีผ้าม่านเพื่อความเป็นส่วนตัว ปลั๊กไฟ โคมไฟ ล็อกเกอร์เก็บของมีค่า โดยโซน Dormitory Room จะมีห้องอาบน้ำ และห้องน้ำ เป็นส่วนตัวแยกสำหรับผู้หญิง และผู้ชาย

ส่วนใครสงสัยว่า ในห้องจะมีตู้เย็นมั้ย มีน้ำดื่มให้มั้ย ต้องบอกว่าภายในห้องไม่มีตู้เย็นนะคะ แต่ภายในโรงแรมจะมีส่วนที่เรียกว่า Pantry Area

Pantry Area คือห้องอาหารที่ให้บริการอาหารเช้าแบบ Light Breakfast คือมี ขนมปัง นม เนย แยม ซีเรียล ขนม ชา กาแฟ โอวัลติน น้ำผลไม้ และผลไม้ตามฤดูกาล โดยห้องนี้เราสามารถลงมาทานได้ตลอด 24 ชม. อีกทั้งยังสามารถนำอาหารจากภายนอกเข้ามาอุ่น และรับประทานได้ โดยทางโรงแรมมีจาน ชาม ช้อน-ส้อม แก้วน้ำ ไว้ให้

ดีเนอะแกรรรรรรรรรรรร

ตามใจปากกกกกันที่หัวหินนนนนนนนน

ทริปนี้เรามาหัวหินแบบ 2 วัน 1 คืน ก็มีการทำแพลนการกินแบบแบ่งชัดๆกันไปเลยว่า วันแรกเราจะลอง Local Food ร้านอะไรที่เขาบอกว่าอร่อยก็จะไป ส่วนวันที่สองเราจะไปคาเฟ่ในหัวหินกัน

ซาลาเปาเตาถ่านเจ๊ม่วย

เราได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของร้านนี้มานานนนนน และเป็นร้านที่ปักธงไว้ในใจว่า “ไปหัวหินเมื่อไหร่ ชั้นต้องได้กินนนนน”

คุณยายม่วยเริ่มขายซาลาเปาตั้งแต่ 17.00 – 19.00 น.ร้านตั้งอยู่ที่ซอยหัวหิน 70 ร้านคุณยายอยู่ปากตรอกเล็กๆ ที่เป็นทางเข้าตลาดฉัตรไชยฝั่งทางทิศเหนือ ร้านหาไม่ยาก เพราะเราไป 5 โมงนิดๆก็มีลูกค้ามารออยู่เยอะแล้ว และส่วนใหญ่ก็เป็นคนในพื้นที่ด้วยนะ

ซาลาเปาคุณยายลูกละ 20 บาท ลูกใหญ่มากก มีกลิ่นหอมๆเพราะใช้เตาถ่านในการนึ่ง

แนะนำใครไปหัวหินต้องไปกินนะ

ขนมจีนเจ๊รุ่ง ซอยหัวหิน 55

ขนมจีน “เจ๊รุ่ง” ถือเป็นร้านขนมจีนในตำนานของหัวหินเลยนะ เปิดมานานกว่า 48 ปีแล้ว เดิมร้านขนมจีนนี่ชื่อว่าร้านขนมจีน “ยายมาลี” ต่อมาได้ส่งต่อความอร่อยมายังรุ่นลูกก็คือร้าน “ขนมจีนเจ๊รุ่ง” นี่แหละค่ะ 

ร้านขนมจีนเจ๊รุ่ง อยู่บริเวณสี่แยกซอยหัวหิน 55 ตัดกับบนถนนแนบเคหาสน์ จากโรงแรม Cloud 9 เดินมาได้ใกล้นิดเดียว เปิดทุกวันตั้งแต่ 14.00 น. – 20.00 น. โทร. 093-5656484

ขนมจีนของที่นี่เป็นขนมจีนเส้นสดที่สั่งกันมาแบบวันต่อวัน ส่วนน้ำยาก็จะมีให้เลือกคือ “น้ำยากะทิ” ที่จะใส่เนื้อปลาน้ำดอกไม้ (ปลาสาก) “น้ำยาป่า” ที่ใส่น้ำปลาร้าให้พอมีกลิ่นหอม และ “น้ำพริก” จะใส่ถั่วลิสงคั่ว แบบบด ทำให้มีรสชาติออกหวานนิดๆ และยังมี “น้ำต้ม” อันนี้เป็นสูตรเฉพาะของคนหัวหิน ที่จะหอมกลิ่นกระชาย และสมุนไพรอื่นๆ

จริงๆอีกอย่างที่คือเป็นเมนูขึ้นชื่อก็คือทอดมัน คือทอดมันร้านนี้คนหัวหินบอกว่าอร่อย เพราะ เขาใช้เนื้อปลาน้ำดอกไม้ล้วนๆ แบบไม่ผสมแป้งเลย ส่วนเราไม่ได้ลองเพราะเป็นคนกินทอดมันแล้วปวดหัว เลยอด

แต่ขนมจีนเจ๊รุ่งอร่อยจริงนะ ใครไปหัวหินอยากกินขนมจีน แนะนำเลยค่ะ “ร้านขนมจีนเจ๊รุ่ง”

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำใสโกอ้วน หัวหิน

บุคคลที่ชอบลูกชิ้นเนื้อเช่นกันเราไม่มีพลาดดดด

“ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำใส โกอ้วน” ตั้งอยู่ซอยหัวหิน 72 ซึ่งตอนช่วงเย็นๆ คือตลาดโต้รุ่งหัวหินลักษณะร้านจะเป็นรถเข็น เปิดขายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 -20.00 น. โทร. 032-530362, 084-0794247

ร้านนี้เปิดมาแล้วกว่า 40 ปีแล้ว ซึ่งจะขายเฉพาะก๋วยเตี๋ยวเนื้อแบบน้ำใส น้ำซุปรสชาติกลมกล่อม และพระเอกของร้านก็คือ “ลูกชิ้นเนื้อ”ลูกชิ้นกลมๆ เล็กๆ เป็นลูกชิ้นที่ทางร้านทำเอง ใช้เนื้อวัวล้วน มีกรรมวิธีที่ทำให้ลูกชิ้นคงรสชาติและกลิ่นของความเป็นเนื้อยังอยู่

ร้านนี้เราถ่ายมาได้แค่รูปชามก๋วยเตี๊ยวของตัวเอง เพราะในร้านมีลูกค้านั่งอยู่ทุกโต้ะ เลยเกรงใจอดถ่ายรูปหน้าร้านมาฝาก ส่วนรสชาตินั้นอร่อยสมคำล่ำลือจริงๆใครชอบก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อแบบเราต้องจัดเลยนะ

หอยเสียบจิ้มมะละกอ

ร้านป้าจอย อยู่ในซอยหมูวรรณา ร้านนี้น้องที่โรงแรมแนะนำเรามาบอกว่าอร่อย เรานี่เป็นประเภทเชื่อคนง่าย ใครบอกที่ไหนว่าดี เราไปหมด

“หอยเสียบจิ้มมะละกอ” นั้นเป็นอาหารทานเล่นของชาวหัวหิน ซึ่งในหัวหินมีร้านขาย “หอยเสียบจิ้มมะละกอ” มีหลายร้านที่ขาย ตั้งแต่ร้านเล็กๆ ไปจนถึงร้านที่มีที่นั่งสะดวกสบาย

เมนูนอกจากจะมีหอยเสียบที่ถือว่าเป็นพระเอกแล้ว ก็ยังมีหอยแมลงภู่ หอยหลอด เสียบไม้ขายเป็นมัดมัดละ 5-6 ไม้ ให้เราได้เลือกกันตามใจชอบ จากนั้นแม่ค้าก็จะเอาไปปิ้งบนเตาถ่านให้ แล้วเสริฟเรามาพร้อมกับน้ำจิ้มหวานๆ ที่ด้านในใส่ถั่วคั่วตำแบบหยาบๆ ยังไม่พอเพราะว่าจะมาพร้อมกับมะละกอดิบซอยเป็นเส้นๆ มาด้วยอีกหนึ่งชาม

ป้าจอยเห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยว เลยอธิบายวิธีทานให้ คือ ให้เราหยิบเอามะละกอ ใส่ลงไปในถ้วยน้ำจิ้ม ปริมาณกะให้พอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป จากนั้นให้เราเอาหอยเสียบที่ปิ้งหอมๆ จิ้มลงไปในน้ำจิ้มที่ผสมมะละกอลงไปแล้ว

อ่าาาาาาาาา อร่อยยยยยยยยยย

ใครไปหัวหินต้องลองงงงงงง

ข้าวเหนียวมะม่วงร้านมีชัย

ร้านนี้เราไม่ได้ไปที่ร้านเพราะน้องๆที่โรงแรมไปตระเวนซื้อมาให้ตอนเช้าก่อนเราตื่นซะอีกกก

ร้านมีชีย ข้าวเหนียวมูลแม่นงนุช เป็นร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมานานกว่า 70 ปี ร้านตั้งอยู่บนเส้นเพชรเกษม อยู่ตรงข้ามกับตลาดฉัตรไชยเลย อยู่เลยซอย หัวหิน 55/2 มานิดเดียว ร้านนี้เป็นร้านขายขนมและของฝากเมืองหัวหิน และที่น้องพนักงานโรงแรมบอกเราว่าไม่ควรพลาดเด็ดขาดก็คือข้าวเหนียวมูนของร้านนี้

ตัวร้านจะเป็นร้านที่มีหน้าร้านอย่างเดียว ไม่มีที่นั่งในร้าน ดังนั้นซื้อกลับมาทานที่บ้านหรือที่พักแบบเราได้เลยยยย

และรสชาติข้าวเหนียวอร่อยมากกกกกกกกกกกกกก มากกกกกกกกกกก ชอบบบบบ

ข้าวมันไก่ ลมหวล

ขออภัยที่เราไม่ได้ถ่ายรูปจานแยกมา เพราะอยากกินจนลืมถ่ายรูปป และแน่นอนค่ะร้านนี้น้องที่โรงแรมซื้อมาให้อีกกก น่ารักกกกกก

ร้านข้าวมันไก่ลมหวล ตั้งอยู่ใน ซ.หัวหิน 57 (ถ.เดชานุชิต) เข้าซอยไปประมาณ 100 เมตร เปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00 -14.00 น. โทร. 032-513366 ร้านข้าวมันไก่ลมหวล เป็นร้านข้าวมันไก่ที่อยู่คู่เมืองหัวหินมาตั้งแต่ปี 2523 อยู่มาจนถึงตอนนี้คือยาวนานมากกก

รสชาติของข้าวมันไก่ เริ่มจากไก่ คือเนื้อไก่นุ่มมากกก ส่วนข้าวมัน เม็ดข้าวร่วน ไม่แฉะ กินกับไก่นุ่มๆ คือเข้ากันนนนนน ดีงามมมมมมมม

ร้านเจ๊กเปี๊ยะ

ร้านนี้น้องที่โรงแรมซื้อมาให้เหมือนเดิม น้องบอกว่า ร้านนี้ไม่มีคนหัวหินคนไหนไม่รู้จักก

ร้านเจ๊กเปี๊ยะ ตั้งอยู่ที่ซอยหัวหิน 57 (ถ.เดชานุชิต) ร้านเป็นบ้านไม้สองชั้น ที่นี่เหมือนเป็นศูนย์รวมอาหารมีเมนูเยอะมากกกก ตั้งแต่ โจ๊ก, ข้าวมันไก่, ข้าวขาหมู เกาเหลาเลือดหมู และอีกเยอะมากกกก

ส่วนน้องที่โรงแรมซื้อเกาเหลาเลือดหมูมาให้ ซึ่งอันนี้เรามีตัวแทนชิม เพราะเราทานหมูไม่ได้ คนชิมบอกว่าอร่อยมากกก น้ำซุป เลือด คือทุกอย่างรวมกันลงตัว


หลังจากที่เราลองกิน Local Food มาหลายร้าน ซึ่งยังมีอีกหลายร้านมากกก ที่ยังอยากกิน แต่เวลาน้อย ไว้รอบหน้าต้องมาหัวหินอีกแน่นอนนน

คราวนี้ถึงเวลาของคาเฟ่ที่เราจะไปลองในหัวหินล้าววววว

Tree House Cafe

ร้านตั้งอยู่ที่ซอย หัวหิน 29 ใครอยากดูร้านก่อนคราวๆสามารถไปดูได้ที่ https://www.facebook.com/treehousecafehuahin/

เข้ามาเกือบจะสุดทางเราจะเจอกับบ้านที่ดูจากด้านนอกก็เห็นสีเขียวที่อัดแน่นอยู่ในรั้วบ้านหลังนี้ ภายในบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว สมกับชื่อร้าน tree house ส่วนตัวเราชอบร้านหรือบ้านก็ตามที่เต็มไปด้วยต้นไม้แบบนี้อยู่แล้ว ยิ่งมีกาแฟดีๆยิ่งถูกใจเราเลยค่ะ

เมนูของที่ร้านก็จะมีเครื่องดื่มประเภทกาแฟและเบียร์คราฟ ส่วนอาหารก็จะมีอาหารตะวันตกหลายอย่างให้เราเลือกทาน ส่วนตัวเรานั้นได้ลองเฉพาะกาแฟ รสชาติดีงาม รวมกับบรรยายสีเขียวๆแบบนี้ ได้ลองเอาโน้ตบุ้คมาคิดงานที่นี่ มันคือสวรรค์ของเราเลยยย

Kocchira HuaHin

คาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Kocchira HuaHin สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Kocchira/

คาเฟ่สีฟ้าตัดกับสีน้ำตาล เป็นโทนสีที่เราชอบมากก ด้านในเป็นคาเฟ่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มีพื้นที่สำหรับให้เราใช้เป็น co-working เจ้าของร้านบอกว่าจะนั่งนานแค่ไหน ไม่ว่ากัน ให้พื้นที่นี้เป็นเหมือนบ้านของทุกคนได้เลย ไม่หมดแค่นั้นเพราะคาเฟ่แห่งนี้ยังมีความเก๋ที่ว่ามีพื้นที่ให้เราสามารถเรียน work-shop ทำเบเกอรี่ได้ด้วยนะ ส่วนราคาคอร์สก็เริ่มที่ 400-720 บาท

ส่วนเมนูเครื่องดื่มและขนม มีให้เราได้เลือกทานเยอะมาก และรสชาตินั้นอร่อยมากด้วย ใครมาหัวหินคาเฟ่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่ควรค่าให้มาเยือนนน

Air Space Hua Hin 

ร้านอาหาร และกาแฟ แต่เราไปลองแค่ส่วนของคาเฟ่เท่านั้น ร้านตั้งอยู่ในพื้นที่เขาตะเกียบ สามารถดูรายละเอียดร้านเพิ่มได้ที่ https://www.facebook.com/airspaceth/

Air Space ตกแต่งตัวอาคารนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงเก็บเครื่องบิน เมนูเครื่องดื่มก็มีให้เลือกเยอะมากก ตั้งแต่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล ค๊อกเทล กาแฟ ส่วนขนมก็ยังมีให้เราเลือกทานได้อีกเพียบบบบ

ส่วนตัวเราชอบการตกแต่งของร้านนะ ยิ่งใครแต่งตัวสวยๆมาถ่ายรูปชิคๆ คือดีงามมม ส่วนรสชาติกาแฟก็จัดว่าดีงามเลยค่ะ ส่วนขนมเราจัดตัวบราวนี่กระทะร้อน (จำชื่อเมนูไม่ได้) คืออร่อยมากกกเลยนะ แถมถ่ายรูปสวยอีกด้วย แวะไปลองงงง

Memory House Cafe

คาเฟ่สีขาวที่อยู่กลางทุ่ง ให้บรรยากาศที่น่ารักมากกก memory house cafe อยู่ในซอยหัวหิน 101 ติดอ่างเก็บน้ำเขาเต่า สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/memoryhouse2019/

ภายในร้านตกแต่งบรรยากาศน่ารัก ใช้สีขาวเป็นหลักให้เหมือนโรงนาที่อยู่ในไร่ แถมบรรยากาศภายนอกของร้านยังมีทุ่งหญ้าสวยๆ ที่อยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำให้ความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้อยู่ในหัวหินเลย น่ารักมากกกก

ส่วนเมนูมีทั้งเครื่องดื่มและขนมเค้ก ส่วนเรานั้นได้ลองคือชานมไข่มุกพ่นไฟ รสชาติดีงามม อร่อยเลยทีเดียว ใครไปหัวหินอย่าลืมแต่งตัวสวยๆไปถ่ายรูปเช็คอินกันนะคะ

1 D + Day Artist 

คาเฟ่ริมหาดที่ให้บรรยากาศโคตรชิวววว 1 D + Day Artist ร้านตั้งอยู่ริมหาดส่วนตัวบริเวณหาดทรายเขาเต่า สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/1dDayArtist/

ตัวร้านเป็นคาเฟ่ที่อยู่บนหาด เบื้องหน้าคือทะเล ที่ไม่มีวิวของสิ่งก่อสร้างใดมาบดบังเลย ให้บรรยากาศที่ชิวมากกก ใครมาแนะนำให้มาเย็นๆจะได้อากาศชิวๆ จิบเครื่องดื่มไป มองทะเลไป คือดีมากกกกก

เมนูของที่ร้านมีตั้งแต่อาหารจานเดียว เครื่องดื่ม และไอศกรีม เราส่วนจัดมาครบทุกอย่าง รสชาติก็ดีงามทุกอย่างด้วย ใครไปหัวหินอยากถ่ายรูปกับทะเลสวยๆ ให้บรรยากาศชิวๆ ต้องแวะมาที่นี่


หวังว่ารีวิวหัวหินตามใจปากของบันทึกนักหนีเที่ยว

จะเป็นไอเดียให้ใครสักคนได้หนีเที่ยวกันบ้างนะคะ

Arabica Coffee

Arabica Coffee หรือ กาแฟ % ที่เราเรียก

Arabica Coffee คือ แบรนด์กาแฟสัญชาติญี่ปุ่น

เรารู้จัก Arabica Coffee ครั้งแรกผ่าน instagram ของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่ง ด้วยดีไซน์ของร้านที่ดูเก๋ แปลกตา ทำให้เราเริ่มค้นหาว่า กาแฟ % คืออะไร

จนได้รู้ว่า Arabica Coffee คือแบรนด์กาแฟสัญชาติญี่ปุ่น ที่กำลังเติบโตอย่างมากในตอนนี้ ความน่าสนใจของกาแฟแบรนด์นี้คือ เป็นกาแฟสัญชาติญี่ปุ่น แต่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้มีฟาร์มกาแฟ แต่แบรนด์นี้กลับโด่งดังได้ยังไง

เคนเน็ธ โชจิ (Kenneth Shoji) เจ้าของแบรนด์ Arabica Coffee เป็นนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปทำธุรกิจทั่วโลก เขาค้นพบว่า “กาแฟ” คือคำตอบของชีวิต เขาได้ซื้อฟาร์มกาแฟบนเกาะฮาวาย จากนั้นก็กลายเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องชงเอสเพรสโซ่

ตอนนี้ Arabica Coffee กำลังสร้าง Global Brand ตามปรัชญาของเจ้าของที่ว่า “See The World, Through Coffee” ทำให้ในตอนนี้แบรนด์นี้กำลังขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ โอมาน คูเวต บาเรนส์ ฝรั่งเศส เยอรมันนี โมรอคโค และกำลังจะมีสาขาในอีกหลายๆประเทศในอนาคต

หลังจากที่เราได้หาข้อมูลเกี่ยวกับ Arabica Coffee บวกกับเรายิ่งได้เห็นรูปจากการที่เหล่าบล็อกเกอร์จากประเทศต่างๆ ถ่ายรูปถือแก้วกาแฟที่มีสัญลักษณ์ % บ่อยมากขึ้น ยิ่งทำให้เราสาวกของกาแฟยิ่งอยากจะไปสัมผัสแบรนด์นี้ด้วยตัวเองให้ได้

% Arabica Shanghai Roastery

สาขาแรกที่เราได้ไปเยือน Arabica Coffee คือที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งในจีนกาแฟแบรนด์นี้คือดังมากกกกกก ขายดีมากกกกกก คิวเยอะมากกกก ในจีนปัจจุบันมีมากถึง 14 สาขา และในเซี่ยงไฮ้มีถึง 4 สาขา

เราไปสาขา Arabica Shanghai Roastery สาขาที่อยู่ใกล้กับ The Bund เราใช้เวลาตั้งแต่สั่งจนถึงได้กาแฟรวมทั้งหมด 3 ชั่วโมง ดังนั้นใครจะไปลองสาขาในจีนแนะนำว่าให้ไปตั้งแต่เปิดเลย จะได้รอคิวไม่นาน

และหลังจากได้ลองก็รู้เลยว่า Arabica Coffee ไม่ได้ดังเพราะร้านเก๋ แต่รสชาติของกาแฟนั้นอร่อยมากด้วย สมคำล่ำลือ

ส่วนของราคานั้นก็จะเปลี่ยนไปตามค่าครองชีพของประเทศนั้นๆ เราสั่งลาเต้ ที่เซี่ยงไฮ้ราคาแก้วละ 40 หยวน (ประมาณ 200 บาท)

วิธีการเดินทาง : East Nanjing Road ทางออก 5 หรือ 6 เดินต่ออีกประมาณ 10 นาที ไปทางเดียวกับ The Bund

หลังจากนั้นเราก็ปักใจไว้เลยว่า กาแฟ % ดีงามมม ถ้าได้เดินทางไปประเทศไหนที่มีกาแฟแบรนด์นี้ก็ขอแวะไปสั่งกาแฟสักแก้วถึงจะต้องรอนานก็ยอมมมม

และอีกอย่างคือเราชอบการตกแต่งร้านของ Arabica Coffee คือการใช้สีขาวเป็นหลัก ร้านดูโล่งสบายตา ถ่ายรูปมุมไหนออกมาก็เก๋

% Arabica Kyoto Arashiyama

อีกหนึ่งสาขาที่มาญี่ปุ่นแล้วต้องแวะ แต่ตอนที่เราไปเกียวโตนั้นเราได้แค่ไปถ่ายรูปจากด้านนอกเท่านั้น เพราะตอนที่เราไปอากาศหนาว ลมเย็น วันนั้นร่างกายไม่พร้อมให้ยืนรอคิวนานๆ เลยอดได้ลองกาแฟที่สาขานั้นเลย

% Arabica Singapore Arab Street

สาขาแรกของ Arabica ในสิงคโปร์ตั้งอยู่ที่ arab street พึ่งเปิดเมื่อไม่นานนี่เอง และเราก็มีโอกาสได้ไปลองมาแล้ว ที่นี่คิวไม่เยอะมาก เราใช้เวลาตั้งแต่สั่งจนถึงได้รับกาแฟประมาณ 30 นาที ถือว่าเร็วมาก

ส่วนราคานั้นเราสั่ง ลาเต้ เย็น 8 ดอลล่าสิงคโปร์ หรือประมาณ 200 บาท

ใครกำลังจะไปสิงคโปร์แล้วอยากลอง Arabica Coffee ดูสักครั้งแนะนำให้ไปสาขานี้คิวไม่ยาว รอไม่นาน ดีงามมาก

วิธีการเดินทาง : Arab Stree จะอยู่ใกล้ๆกับ Haji Lane โดยให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bugis ทางออก B ปักหมุดที่ 56 Arab St. หรือพิมพ์ว่า Arabica Coffee เดินมาเรื่อยๆเลยจ้า

% Arabica Thailand

ล่าสุดทาง Arabica ออกมาบอกว่าสาขาในไทยจะเปิดที่ ไอคอน สยาม เป็นสาขาแรก และจะเปิดในเดือนมกราคม 2020

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://arabica.coffee/en/

instagram : @arabica.journal

5 Cafe น่าเช็คอิน ฉะเชิงเทรา

“อยากไปคาเฟ่”

มันเป็นประโยคที่หลุดมาจากปากเราบ่อยๆ

ทริปนี้เราก็คงอยากเที่ยวไปด้วย หากาแฟดีๆไปด้วย

นั่งหาจังหวัดที่เราอยากไปอยู่สักพัก

สุดท้ายปลายทางของทริปนี้เราเลยปักหมุดไว้ที่ “ฉะเชิงเทรา”

NAVA House Cafe

คาเฟ่ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

คาเฟ่สุดชิลที่อยู่ริมแม่น้ำบางปะกง

NAVA House Cafe คาเฟ่ขนาดเล็กริมแม่น้ำบางปะกง ฉะเชิงเทรา เป็นคาเฟ่ให้อารมณ์เหมือนอยู่ริมทะเลมากกว่าริมแม่น้ำ คาเฟ่แห่งนี้ตกแต่งด้วยสีเทาและสีขาว และยังมีกระจกบานโต ให้เราได้ทอดสายตามองแม่น้ำบางปะกง เป็นคาเฟ่เล็กๆที่น่ารักมากกกก ภายในร้านมีทั้งโซน indoor และ Outdoor นะคะ ใครมาตอนเย็นๆ นั่ง Outdoor จะชิลมากแน่ๆค่ะ

คาเฟ่เล็กๆที่แอบซ่อนอยู่ ที่นี่เต็มไปด้วยความชิลลลลล เรามาในวันที่แดดร้อนมากกก แต่กำลังจะมีฝนตกซะงั้น ฟ้าในรูปเลยไม่สวยแบบที่คิดไว้ แต่ยังไงเราก็ยังคงชอบที่นี่มาก เพราะที่นี่เป็นสถานที่หลบความวุ่นวาย มานั่งจิบชา ทานขนม ที่ให้อารมณ์ที่ชิลมากก เหมือนไม่ได้อยู่ฉะเชิงเทรา เหมือนเราอยู่ริมทะเลที่ไหนสักแห่งมากกว่า

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟ เครื่องดื่ม และขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • ปังเย็นชาไทย : ใครชอบชาไทย เราแนะนำมากกก เพราะนอกจากจะได้กินชาเย็นหอมๆ อร่อยๆ แล้วยังได้กินขนมปังกรอบๆในแก้วเดียว อร่อยมากกกก
  • Blueberry Smoothie : สมูทตี้รสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว ใครชอบบลูเบอรี่ แนะนำ
  • บลูเบอรี่ครีมชีสโรลโทสต์ : เป็นครีมโรลที่ทานคู่กับไอศกรีม อร่อยมากกกก

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายถ่ายรูป // สายชิล

คะแนน : 9/10

Address : ตำบล บางกรูด อำเภอบ้านโพธิ์ ฉะเชิงเทรา 24140

Tel : 

Time :  11.00-21.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/navahousecafe/

Instagram : @navahousecafe


Tha-nam Cafe : ท่าน้ำ คาเฟ่

คาเฟ่ริ่มแม่น้ำบางปะกงที่แอบซ่อนตัวอยู่ในเมืองเก่าแปดริ้ว

คาเฟ่แห่งนี้มีเสน่ห์บางอย่างที่เราแนะนำว่าใครมาแปดริ้วต้องมาแวะ

Tha-nam Cafe : ท่าน้ำ คาเฟ่ คือคาเฟ่ขนาดเล็กแต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แอบซ่อนอยู่ในเมืองเก่าแปดริ้ว ด้านนอกของคาเฟ่รูปร่างหน้าตาไม่ต่างกับบ้านเก่าในเมืองที่มีอายุยาวนาน แต่เมื่อเข้ามาด้านใน เราชอบการตกแต่งของที่นี่ เรียบแต่มีเสน่ห์ ภายในร้านมีทั้งโซน indoor และ Outdoor โดยที่ส่วนของ Outdoor นั้นจะหันออกไปยังแม่น้ำบางปะกง ชิลมากกกกกก

เราชอบคาเฟ่แห่งนี้มากกกก ชอบบรรยากาศด้านหลังของร้าน ที่เป็น Outdoor ให้เราได้นั่งชมวิวแม่น้ำบางปะกง จิบกาแฟไป ชิลมากกกก ชอบมากกกก เราว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่เหมาะกับการคิดงาน หรือหาไอเดียได้เลยนะ

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟและขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Hazelnut Coffee :ส่วนตัวเราชอบ Hazelnut Coffee อยู่แล้ว และที่นี่ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะอร่อย รสชาติดีอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ควรลอง
  • midnight chocolate : ความช็อกโกแลตมาเต็มแก้ว ใครชอบช็อกโกแลตควรลอง
  • Double Chocolate Cake : เราชอบเค้กช็อกโกแลตที่นี่นะ ไม่หวานจนเกินไป เนื้อเค้กนิ่ม อร่อยมากกกกก

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายช็อกโกแลต // สายถ่ายรูป // สายอาร์ต // สายชิล

คะแนน : 9/10

Address :  91 ถนน มรุพงษ์ ตำบล หน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ฉะเชิงเทรา 24000

Tel :   083 114 9333

Time :  10.00-21.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/thanamcafe/

Instagram : @thanamcafe



Baanplachum Cafe (บ้านปลาชุม)

คาเฟ่ที่นอกจากจะน่ารักแล้วยังมีเมนูน่ากินเยอะมากด้วย

คาเฟ่ที่ควรค่าที่จะต้องแวะมาเมื่อมาแปดริ้ว

บ้านปลาชุม คาเฟ่ที่มีเส่นห์อีกแห่งหนึ่งของเมืองแปดริ้ว คาเฟ่แห่งนี้มีการดัดแปลงมาจากบ้านหลังเก่า ที่มีเสน่ห์อยู่แล้วให้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการตกแต่งที่ใช้ไม้เป็นหลัก แล้วยังรวมถึงการใช้กระจกสีๆแบบโบราณเข้ามาตกแต่งร่วมกันอย่างมีสไตล์ ใครชอบสไตล์การตกแต่งที่มีความเป็นเรโทรผสมอยู่หน่อยๆ ต้องชอบที่นี่แน่ๆ ภายในร้านมีทั้งโซน indoor และ Outdoor โดยที่ส่วนของ Outdoor จะเป็นโซนสวนน่ารักๆให้เรานั่งจิบกาแฟชิลมาก

สิ่งที่เราชอบมากกกกก สำหรับคาเฟ่แห่งนี้นอกจากร้านที่นั่งสบาย ชิลแล้ว เรายังชอบเครื่องดื่มและเค้กในร้านมากกกกกกกกกกก คือเมนูครีเอทีฟมากกก อร่อยมากด้วย คือดีมากกกกก ควรค่าแก่การไปเยือนนนน

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟและขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • แปดริ้วสมูทตี้ : เมนูที่อยากแนะนำให้ลอง มันคือสมูทตี้ที่มีขนมจากอยู่ด้านบน หอมมะพร้าว เป็นสมูทตี้ที่ไม่เคยเจอที่ไหน อีกอย่างเมนูนี้เขาบอกว่ารวมของดีเมืองแปดริ้วไว้เลยนะ ต้องโดนนนนน
  • ชีสเค้กมะม่วงน้ำดอกไม้ : เป็นชีสเค้กที่หอมกลิ่นมะม่วงน้ำดอกไม้มากกก รสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ อร่อยทีเดียวค่ะ

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายถ่ายรูป // สายอาร์ต // สายชิล // สายเรโทร

คะแนน : 9/10

Address : 9, ถนนศรีโสธร-ตัดใหม่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 24000

Tel :   080 557 7661

Time :  06.30-20.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/baanplachum/

Instagram : @baanplachum


Riverbreeze Cafe

คาเฟ่ที่มีเสน่ห์แต่แอบซ่อนอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

คาเฟ่ที่มีกลิ่นอายของป่าและแม่น้ำในที่เดียวกัน

Riverbreeze Cafe คาเฟ่ขนาดเล็กที่เข้ามาในซอยลึกจากถนนใหญ่ระยะทางค่อนข้างเยอะ คาเฟ่แห่งนี้มีการตกแต่งสไตล์ป่าอเมซอน คือที่นี่มีความเป็นป่า มีตัวอาคารหลักของคาเฟ่ที่ให้อารมณ์เหมือนบ้านหลังเล็กที่อยู่ริมแม่น้ำขนาดใหญ่ (เอาจริงๆบรรยายสไตล์เขาไม่ถูก) แต่มันโคตรมีเสน่ห์เลยอ่ะ ภายในร้านมีทั้งโซน indoor และ Outdoor ให้ลูกค้าอย่างเราได้ชิวกับธรรมชาติที่ไม่ได้มีการปรุงแต่ง

ตอนเราหาข้อมูลเกี่ยวกับคาเฟ่แห่งนี้ เราเห็นแค่รูปของคาเฟ่แห่งนี้ก็รู้สึกว่าอยากไป มันดูมีอะไรอ่ะ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินทางมาจริงๆ ที่นี่เข้ามาจากถนนใหญ่ถือว่าลึกมากทีเดียวเลยค่ะ คืออออ ถ้าที่นี่ไม่ดีจริง คงไม่มีนักท่องเที่ยวดั้นด้นมาเยอะหรอกกก แล้วเมื่อได้พิสูจน์แล้วก็เป็นจริงค่ะ ที่นี่ดีมากกกก บรรยากาศชิวววว กาแฟดี ข้าวอร่อย โอเค ครบบบบ ควรมา

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟและขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • กาแฟมะพร้าว : อันนี้ให้อารมณ์เหมือนเอสเพรสโซ่รวมกับมะพร้าว ให้กลิ่นหอมๆของมะพร้าว รวมๆคืออร่อยดีค่ะ
  • สมูทตี้ (ซึ่งจำไม่ได้ว่าสั่งสมูทตี้อะไรมา) : แต่เอาเป็นว่ารสชาติอร่อยมากกก แถมมาในภาชนะรักษาโลกอย่างกะลามะพร้าว คือดีมากกกก
  • ข้าวราดมันกุ้ง : ข้าวสวยหอมๆราดมาด้วยมันกุ้งที่หอมกว่ามาพร้อมกับกุ้งแม่น้ำตัวโต แนะนำมากกกกกก

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายถ่ายรูป // สายเจแปน // สายกระจุ๊กกระจิ๊ก // สายอาร์ต

คะแนน : 9/10

Address : 64 หมู่ 11 ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 24000

Tel :   081 687 3119

Time :  10.00-19.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/RiverBreezeCafe/

Instagram : @riverbreeze_cafe


ท่าข้าม Cafe

คาเฟ่น่ารักอีกแห่งหนึ่งของฉะเชิงเทรา

คาเฟ่แห่งนี้เค้กน่ากินมากกกกกกกกกกกกกก

ท่าข้าม Cafe คาเฟ่ขนาดกลางที่มีการตกแต่งที่น่ารักมากอีกแห่งหนึ่งในฉะเชิงเทรา ตัวอาคารของร้านจะประกอบไปด้วยอาคารหลักและตัวอาคารรอง ซึ่งตัวอาคารรองจะเปิดใช้เฉพาะในวันหยุดเท่านั้น แต่จริงๆเฉพาะตัวอาคารหลักก็น่ารักนะคะ มีการตกแต่งที่ให้บรรยากาศอบอุ่น เหมาะกับวันที่นัดเพื่อนมาจิบกาแฟและเม้ามอย

คาเฟ่แห่งนี้ที่เรารู้สึกว่าจะเด่นที่สุด เด่นกว่าใดๆทั้งสิ้นก็คือเค้กในตู้ เค้กเยอะมากกกกก หน้าตาน่ากินทุกชิ้นเลยยยยย ซึ่งเราสั่งมากินแล้ว คืออร่อยสมหน้าตาด้วยยยย ดีงามม

เมนูเครื่องดื่ม + ขนม : สายกาแฟและขนมต้องหลงรัก

เมนูที่บันทึกนักหนีเที่ยวแนะนำ :

  • Espresso Yuzu : กาแฟส้ม เราว่าร้านนี้ทำออกมาได้โดยรวมคือดี
  • เฮเซลนัท คาราเมล มูส : เค้กหน้าตาสวย ที่รสชาติอร่อยมากด้วย แนะนำ

ใครเหมาะกับคาเฟ่แห่งนี้ : สายขนม // สายกาแฟ // สายถ่ายรูป // สายกระจุ๊กกระจิ๊ก // สายชิล

คะแนน : 9/10

Address : ถนน ศุขประยูร เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา 24000

Tel :   090 912 9355

Time :  7.00-20.00 น.

Facebook :  https://www.facebook.com/Thakhamcafe/

Instagram : @thakhamcafe


Singapore 2 Day 1 Night ไม่มีวันลา ก็เที่ยวได้

Singapore ประเทศเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากไทย

Singapore ประเทศมหัศจรรย์ที่รวบทุกความต้องการของนักท่องเที่ยวเอาไว้

ดังนั้น “ทุกความชอบที่ใช่ เป็นจริงได้ที่สิงคโปร์” ไม่ใช่คำโฆษณาเกินจริง

ทริปนี้เราเอาใจคนไม่มีวันลา แต่อยากเดินทางไปต่างประเทศ

สิงคโปร์เลยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะ 2 วัน 1 คืน ในสิงคโปร์มีกิจกรรมให้เราได้ทำเยอะมาก เดินทางง่ายด้วยนะ

ตั๋วเครื่องบิน

โดยปกติเวลาที่เราจะเดินทางไปต่างประเทศ เราจะใช้ https://www.skyscanner.co.th/ ในการค้นหาตั๋วเครื่องบิน และถ้าเส้นทางนั้นเป็นเส้นทางสั้นๆที่ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 – 4 ชม.

เกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกตั๋วเครื่องบินของเราอยู่ที่

  1. ราคา
  2. เวลาในการเดินทาง
  3. ความคุ้มค่า

โดยเราจะเลือกทั้ง 3 อย่างนี้ให้เหมาะสมกับเงินในกระเป๋า เวลาที่เรามี แค่นั้นถือว่าคุ้มค่าละคะ

Visa

คนไทยสามารถเดินทางไปสิงคโปร์โดยที่เราไม่ต้องขอวีซ่า เพราะสิงคโปร์อนุญาตให้คนไทยสามารถอยู่ในประเทศได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยที่เราไม่ต้องยื่นเรื่องขอวีซ่า

Hotel

เราเดินทางไปสิงคโปร์มาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะเลือกไปพักที่เดิม เพราะขี้เกียจหาที่พักใหม่ 5555 มันคุ้นเคยกับโลเคชั่นแถวนั้นแล้ว เดินทางง่าย มีของกิน เหตุผลเราคือเท่านี้เอง

เราพักที่ V Hotel Lavender ราคาคืนละ 2500 บาท เราจองผ่าน https://th.trip.com/hotels/

ห้องขนาดไม่ใหญ่ตามสไตล์เมืองที่ค่าครองชีพสูง แต่รวมๆถือว่าโอเคมากสำหรับเรา

เหตุผลสำคัญที่เรายังคงพักที่ V Hotel Lavender ซ้ำๆๆก็เพราะทำเล

ใกล้ๆที่พักมีศูนย์อาหาร มีแมคโดนัล มีร้าน Toast Box ที่ขายอาหารเช้าแบบสิงคโปร์ด้วยนะ แต่ไม่มีร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชม. และความเดินทางง่ายดายลงสถานีรถไฟฟ้า Lavender ออกมาจากสถานีจะมีป้ายโรงแรม ไม่หลงแน่นอนจ้า


Internet & Pocket WiFi

จริงๆมีซิมหลายเครือข่ายให้เราเลือกซื้อไปจากไทย หรือจะไปซื้อที่สิงคโปร์ก็ได้

แต่ส่วนตัวเราเป็นคนไม่ชอบถอดซิมโทรศัพท์ เลยหา Pocket Wifi ไปจากไทยเลย ทริปนี้เราใช้ Smile WiFi หนีเที่ยวกับเราตอนไปอินเดียมาแล้ว

ทริปนี้ Smile WiFi ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะเน็ตแรงดีมาก แถมแบตก็อึดถึกทน ยังๆไม่พอ เพราะว่าเขามีพาวเวอร์แบงค์เล็กๆมาให้เราได้ใช้ด้วยนะ

สรุปรวมๆคือดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

และเราจอง Pocket Wifi ผ่าน https://www.traveloka.com/th-th/activities/singapore/product/singapore-pocket-wi-fi-rental-thailand-pick-up-by-smile-wi-fi-2002100184932?source=5

วันละ 180 บาท รับและส่งคืนได้ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง


การเดินทางจากสนามบินและภายในประเทศสิงคโปร์

ปกติเวลาที่เราเดินทางไปสิงคโปร์เรามักจะใช้บริการขนส่งมวลชนอยู่ 2 อย่างคือ Taxi และ MRT

ซึ่งเราชอบ MRT ของสิงคโปร์นะ เพราะราคาค่าโดยสารเข้าออกสนามบินไม่แพง ไม่เหมือนหลายๆประเทศที่ค่าเข้าออกสนามบินจะแพงหน่อย แต่ที่สิงคโปร์ถ้าจำไม่ผิด เที่ยวละไม่เกิน 3 ดอล (ประมาณ 75 บาท)

วิธีการเดินทางก็เหมือนกับรถไฟฟ้าทั่วๆไปค่ะ (แต่รอบนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปวิธีการซื้อตั๋วและการใช้แบบละเอียดมานะ )

และเพื่อความสะดวกเราแนะนำว่าควรซื้อบัตร EZ Link จากนั้นก็เติมเงินเข้าไป จะได้ไม่ต้องซื้อตั๋วทุกครั้งที่เดินทาง จะไปไหนก็แตะๆๆบัตรเอาค่ะ ง่ายดี (รอบหน้าจะมาเขียนรีวิวแบบละเอียดให้นะ)

เวลา 2 วัน 1 คืน ทำอะไรดี ??

Day 1

1. Singapore Cable Car Skypass นั่งกระเช้าไปเกาะเซนโตซ่า

การนั่งกระเช้าลอยฟ้า เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเดินทางไปยังเกาะเซนโตซ่า อันนี้ใครมาครั้งแรกแนะนำว่าควรมาลองเลยค่ะ

แนะนำว่าให้ซื้อบัตรผ่านไปล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องต่อแถวซื้อให้เสียเวลา ส่วนเราซื้อบัตรผ่าน https://www.klook.com/th/activity/130-faber-peak-cable-car-singapore/?krt=s30&krid=4b0f7e8d-8646-417e-623f-0c286c315a7a

ราคา (เที่ยวละ) 551 บาท

นั่งชมวิวชิลๆๆ ไม่นานก็ถึงเกาะเซนโตซ่า

ส่วนใครมาสิงคโปร์และเกาะเซนโตซ่าหลายครั้งแล้ว ไม่อยากนั่งกระเช้าแล้วก็ใช้วิธีเดินทางด้วย Sentosa Express Monorail

ค่าเดินทางไป-กลับ : 4 ดอล (ประมาณ 100 บาท)  จ่ายครั้งเดียวจากสถานี Sentosa จะไปลงที่สถานีไหนก็ได้ ใครมีบัตร EZ-Link แล้ว สามารถใช้บัตรนี้ในการขึ้นรถไฟได้เลย


2.ยกทั้งวันให้เกาะเซนโตซ่า

ศูนย์รวมความบันเทิงกว่าครึ่งอยู่บนเกาะเซนโตซ่า ดังนั้นถึงจะมีเวลาน้อย เราว่าก็สามารถยกเวลาที่มี 1 วันให้เกาะเซนโตซ่าได้แบบไม่เสียดายเลย

  • Universal Studio Singapore

ใครที่ชอบสวนสนุกควรจัดมากๆๆ แต่ถ้าจัด Universal แล้วก็ควรยกเวลาให้ไปเลยทั้งวัน (แต่รอบนี้เราไม่ได้ไป เอาเป็นรอบหน้าจะเอารีวิวฉบับเต็มมาฝากนะคะ)

ค่าใช้จ่าย : (ประมาณ) 1600 บาท สามารถจองผ่าน klook https://www.klook.com/th/activity/117-universal-studios-singapore/?krt=r20&krid=1eb420fb-c5dd-4df3-7ec1-ea5aded7e43b

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Waterfront

  •  S.E.A. Aquarium

S.E.A. Aquarium หนึ่งในอควาเรี่ยมที่ควรค่าแก่การไปเยือน ภายในมีโซนต่างๆเยอะมาก มีปลาแปลกๆเยอะมากเช่นกัน ใครมีลูกน้อย เราแนะนำว่าควรพาน้องๆไปเพราะเราขนาดโตแล้ว ยังตื่นเต้นเลย ดังนั้นเด็กๆต้องชอบมากแน่ๆ

ถ้าใครเที่ยวแบบซึมซับไปเรื่อยๆต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 – 3 ชม. เลยนะ แต่ฟินและคุ้มค่าแน่นอน

ค่าใช้จ่าย : (ประมาณ) 750 บาท เราจองผ่าน klook https://www.klook.com/th/activity/119-sea-aquarium-singapore/?krt=s30&krid=2add4ba6-6b49-4f96-723f-eb586feff6ce

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Waterfront

  • Skyline Luge

Luge (ลูจ) เป็นเครื่องเล่นที่มีต้นกำเนิดมาจากนิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ก็เป็นที่เดียวในเอเชีย ที่นำลูจมาให้ขับบนเส้นทางที่ยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร ความพิเศษของที่นี่คือการเอา สกายไลน์และ ลูจ มารวมกัน วิธีการเล่นไม่ยากค่ะ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่สอนก่อนที่เราจะเล่นจริง และความพิเศษคือเราสามารถนั่งกระเช้าเพื่อขึ้นไปยังจุดปล่อยตัวด้านบนของเส้นทางลูจ ซึ่งเราจะได้ชมความสวยงามของ เกาะเซ็นโตซ่า และ ทะเลจีนใต้ เอาจริงวิวสวยมากกกกกกกกกกกก

เราถ่ายรูปมาน้อย แต่เอาไว้จะเอาวิดีโอมาแปะไว้ให้นะคะ

แต่แนะนำมากกกกกกกกกกกก ว่าควรมาเล่นให้ได้ มันสนุกกกกกกกกกกกกกก

ค่าใช้จ่าย : (ประมาณ) 350 บาท/ 2 รอบ สามารถจองผ่าน klook https://www.klook.com/th/activity/132-skyline-luge-singapore/?krt=s30&krid=2add4ba6-6b49-4f96-723f-eb586feff6ce

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Beach (ทางเข้าจะอยู่ใกล้ๆๆกับ Wings of Time)

  • Sentosa Merlion

ไหนๆก็มาเกาะเซ็นโตซ่าแล้ว ก็แวะมาถ่ายรูปกับ Merlion ตัวใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์สักหน่อย จะได้เก็บแต้มว่ามาถึงแล้ว

วิธีการเดินทาง : นั่ง Sentosa Express Monorail มาลงที่สถานี Imbiah 

จริงๆแล้วเกาะเซ็นโตซ่ามีกิจกรรมอีกเยอะมาาาาากกก ให้เราได้ใช้เวลาบนเกาะแห่งนี้ แต่รีวิวนี้เราขอยกตัวอย่างแค่ 1 วัน บนเกาะแล้วกันเนอะ เอาไว้รอบหน้าจะพาไปเที่ยวเกาะเซ็นโตซ่าแบบละเอียดกว่านี้นะคะ


3. Wonder Full-Light & Water at Marina Bay Sands

ถ้าจะจบโปรแกรมเที่ยววันแรกในสิงคโปร์ให้สวยงาม ก็ต้องมาดูโชว์แสง สี เสียง ที่มารีน่าเบย์แซน ถึงจะบอกว่าวันนี้หมดไปกับเที่ยวสิงคโปร์แบบคุ้มค่าที่สุด

เวลาในการแสดง Wonder Full – Light & Water Spectacular

  • วันอาทิตย์ – พฤหัสบดี : 20:00 น., 21:30 น.
  • วันศุกร์, เสาร์ : 20:00 น., 21:30 น., 23:00 น.

ใช้เวลาการแสดง 15 นาที ชมได้ฟรี ทั้งสองการแสดงมีขึ้นในเวลาเดียวกัน ในแต่ละรอบ แต่การชมแต่ละการแสดงจะอยู่คนละตำแหน่งกัน ต้องเลือกดูอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนเราชอบโชว์น้ำพุมากกว่า

วิธีการเดินทาง :

  • ชมการแสดงไฟจากตึก Marina Bay Sands

ดูจากฝั่ง Merlion : นั่ง MRT ลงที่สถานี City Hall จากนั้นให้เดินผ่านทางเดินใต้ดิน CityLink Mall จะเจอโรงละคร Esplanade แล้วให้เดินข้ามสะพานมายังฝั่ง Merlion

  • ชมการแสดงน้ำพุ ที่ตึก Marina Bay Sands

นั่ง MRT ไปลงที่สถานี Bayfront ทางออกมายังตึก Marina Bay Sands จากนั้นหาทางออกมายังร้าน Louis Vuitton ริมแม่น้ำ


Day 2

4. ทานอาหารเช้าแบบสิงคโปร์ Kaya Toast

Kaya Toast (กายาโทสต์) เป็นอาหารประเภทขนม ที่แพร่หลายในมาเลเซียและสิงคโปร์ มันคือขนมปังปิ้งทาสังขยาที่ทำจากใบเตย เป็นที่นิยมของชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า พร้อมกับไข่ไก่ที่ต้มกึ่งสุกกึ่งดิบและเหยาะด้วยซีอิ๊วขาวเล็กน้อย ทานพร้อมกับ ชา นม หรือกาแฟ

ซึ่งจริงๆร้าน Toast แบบนี้ก็มีอยู่ทั่วเกาะสิงคโปร์ ส่วนเรานั้นเพื่อความสะดวก ก็ขอจัดร้าน Box Toast ที่มีสาขาหน้าโรงแรมแล้วกัน (สาขานี้คนเยอะตลอดเวลาเลยนะ)

อร่อยนะชอบบบ ไปทุกครั้งก็ต้องกินมันทุกครั้ง


5. Arab Street

ย่านอาหรับสตรีทเป็นอีกหนึ่งย่านของสิงคโปร์ที่ถ่ายรูปสนุกมาก เป็นย่านที่มีสีสันไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน

ย่านอาหรับสตรีทมีสินค้าจำพวกเสื้อผ้าและพรมจากเปอร์เซีย คือให้อารมณ์เหมือนอยู่อาหรับมากกว่าสิงคโปร์อีกกก

และย่านนี้เคยเป็นดินแดนที่มอบให้กับ Sultan เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมทำให้ย่านนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนเป็นย่านการค้าสำคัญ

วิธีการเดินทาง : Arab Stree จะอยู่ใกล้ๆกับ Haji Lane โดยให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bugis ทางออก B

% Arabica Coffee

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เรามาเดินเล่นย่านอาหรับสตรีทก็เพราะ เมื่อไม่นานมานี้เองมีแบรนด์กาแฟสัญชาติญี่ปุ่นที่กำลังโด่งดังและขยายสาขาไปหลายๆประเทศในตอนนี้ พึ่งจะมาเปิดสาขาแรกของสิงคโปร์อยู่ในย่านอาหรับสตรีทนี่แหละ

คือเราเคยไปลองกินกาแฟของ Arabica Coffee สาขาที่เซี่ยงไฮ้มาแล้ว รสชาติถือว่าดีมากทีเดียว ตอนเซี่ยงไฮ้ คนเยอะมาก ใช้รอกาแฟรวมๆเกือบ 3 ชั่วโมง คราวนี้มาสิงคโปร์ทั้งทีก็เลยตามมาจัด

Arabica Coffee สิงคโปร์ใช้เวลารอไม่นาน รวมๆน่าจะประมาณ 30 นาที เพราะคนน้อยกว่าสาขาในประเทศจีน ส่วนราคานั้นขึ้นอยู่กับค่าครองชีพในประเทศนั้น และรสชาติยังคงอร่อยเหมือนเดิม ใครชอบคาเฟ่และกาแฟแบบเราแนะนำว่าไม่ควรพลาด

เปิด-ปิด : 8.00-20.00 น.

วิธีการเดินทาง : Arab Stree จะอยู่ใกล้ๆกับ Haji Lane โดยให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bugis ทางออก B ปักหมุดที่ 56 Arab St. หรือพิมพ์ว่า Arabica Coffee เดินมาเรื่อยๆเลยจ้า


6. Garden by The Bay

สวนสาธารณะขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศสิงคโปร์ คือที่บอกว่ามันเป็นสวนสาธารณะเพราะมีทั้งส่วนที่เปิดให้เข้าฟรี และต้องจ่ายตังค์เพื่อเข้าชม

ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดของสิงคโปร์เลยนะ และสวนแห่งนี้เราถือว่าเป็นสวนที่บ่งบอกความเป็นสิงคโปร์ได้ดีมากกก เพราะที่นี่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีต่างๆของสิงคโปร์ได้ดีมากกกกก

สวนแห่งนี้มีพื้นที่ซึ่งเกิดจากการถมทะเล โดยพื้นที่ทั้งหมดรวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 600 กว่าไร่ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 โซน คือ Bay Center Garden, Bay East Garden และ Bay South Garden ซึ่งโซนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักจะรวมกันอยู่ที่ฝั่ง South Garden โดยภายในสวนจะฟรีเกือบหมด ยกเว้น Super Tree และ Dome เรือนกระจก 2 แห่งที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

จริงๆตอนกลางคืนวิวที่สวนจะสวยมากกก แต่ในเมื่อมีเวลาน้อย กลางวันก็สวยเช่นกันนะคะ

ค่าใช้จ่าย :

ส่วนของการเข้าชม Flower dome  & Cloud Forest  ราคา 512 บาท สามารถซื้อได้ที่ : https://www.klook.com/th/activity/127-gardens-by-the-bay-singapore/?krt=r20&krid=ef685543-cb56-47dd-61e0-f9c51aef0af9

ส่วนราคาของ OCBC Skyway (ทางเดินลอยฟ้าระหว่าง Supertree Grove ) 125 บาท (ประมาณ) สามารถซื้อได้ที่ก่อนทางขึ้นเลยค่ะ

วิธีการเดินทาง : ให้นั่ง MRT มาลงที่สถานี Bayfront ทางออก B จะมีป้ายเขียนว่า Gardens by the Bay เดินตามมาได้เลยจ้า


7.Shopping

สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่รวมเอาแบรนด์แฟชั่นระดับโลกเอาไว้เยอะมากกกก แต่ราคานั้นอาจจะสูงตามค่าครองชีพของในประเทศ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้สนเรื่องราคา อยากได้ลอคเลคชั่นใหม่ๆ เราว่าควรค่าแก่การช้อปปิ้งมากกก

แต่หากให้แนะนำแบรนด์แฟชั่นที่ราคาถูกกว่าไทย คงหนีไม่พ้นแบรนด์ Charle & Keith แบรนด์กระเป๋า เครื่องประดับสัญชาติสิงคโปร์ที่ราคาจับต้องได้ ดีไซน์สวยงาม และภายในประเทศสิงคโปร์ คอลเลคชั่นในแต่ละสาขาก็ไม่เหมือนกันด้วยนะคะ ใครชอบแบรนด์นี้อยู่แล้วต้องจัด

ส่วนแหล่งช้อปปิ้งแนะนำ ก็คือย่าน Orchard Rd. ถนนที่รวมห้างสรรพสินค้าแบรนด์หรูจากทั่วโลก ถ้ามีเวลาเดินทั้งวันก็คงไม่หมดแน่นอนค่ะย่านนี้ แต่ถ้าใครเวลาน้อย เราแนะนำว่าไปช้อปปิ้งที่ห้าง The Shoppes at Marina Bay Sands ที่นี่ได้รับขนานนามว่า  “The Largest Luxury Shopping Mall” ดังนั้นที่นี่จึงเหมาะมากสำหรับคนที่มีเวลาน้อยแต่อยากช้อปปิ้ง

วิธีการเดินทาง :

Orchard : นั่ง MRT มาลงที่สถานี Orchard

The Shoppes at Marina Bay Sands : นั่งรถไฟ MRT ไปลงที่สถานี Bayfront


8. Marina Bay

อ่าวมาริน่า เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่สำคัญของสิงคโปร์ เป็นแหล่งรวมสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกความเป็นสิงคโปค์ได้ดีมากกกกกกกก

และวิวตอนเย็นก่อนค่ำคือสวยมากกกกกกกกกกก เป็นสถานที่ที่ปิดทริปสิงคโปร์ได้ดีมากก

ส่วนเราชอบมุมจากสะพานจูบิลลี่ Jubilee Bridge เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยมากกก

วิธีการเดินทาง : นั่งรถ MRT มาลงที่สถานี Clark Quay  แล้วเดินเรียบแม่น้ำสิงคโปร์มาตามถนน Boat Quay ย่านนี้จะถ่ายรูปออกมาสวยเลยทีเดียวค่ะ จากนั้นให้เดินมาเรื่อยๆ จะมาถึงโรงแรม Fullerton แล้วข้ามฝั่งไปยัง Merlion Park


Domohorn Wrinkle ผู้เชี่ยวชาญด้านริ้วรอยและจุดด่างดำจากญี่ปุ่น

รู้สึกเหมือนกันมั้ยคะ

ว่าเมื่ออายุเราเริ่มขึ้น ร่างกายเราก็เริ่มไม่เหมือนเดิม

เรารับรู้ได้ว่าตอนนี้ร่างกายเราไม่เหมือนตอนอายุ 20

ลิเดียอายุ 26 เองค่ะ แต่เมื่อชีวิตตอนนี้เข้าสู่วัยทำงานจริงจัง

การเผาผลาญที่เคยดี หนังหน้าที่เคยไม่มีริ้วรอยใดๆ ก็เริ่มมีร่องรอยต่างๆมาปรากฏบนใบหน้า

เห้ออออออ

จนมาช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาลิเดียได้รู้จักกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสัญชาติญี่ปุ่นแบรนด์หนึ่งด้วยความบังเอิญ

นั้นก็คือ Domohorn Wrinkle (โดโมฮอร์น ริงเคิล) ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลจุดด่างดำและริ้วรอยจากประเทศญี่ปุ่น

Domohorn Wrinkle คือใคร แล้วทำไมลิเดียต้องมารีวิว ?????

Domohorn Wrinkle คือ ผลิตภัณฑ์ที่เชียวชาญในการดูแลริ้วรอยและจุดด่างดำ

Domohorn Wrinkle คือ แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น ที่มีความเป็นญี่ปุ่นสูงมากกกกกกกกกกกกกกกกก (เดี๋ยวจะเล่าต่อนะว่ามีความเป็นญี่ปุ่นสูงยังไง)

และเหตุผลที่ลิเดียมารีวิว หรือ มาเล่า เกี่ยวกับแบรนด์นี้ก็คือ ลิเดียชอบในแนวคิด กระบวนการต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้มากๆ เลยอยากจะเอามาเล่าสู่กันฟัง

คือลิเดียชอบแนวคิดของทางแบรนด์ ที่เชื่อว่าคนเราทุกคนมีพลังอยู่ในตัวเอง แต่เมื่ออายุเราเริ่มมากขึ้น พลังเหล่านั้นก็จะเสื่อมลงไป เราจึงจำเป็นที่จะต้องมีตัวช่วยที่จะมาฟื้นฟูพลังเหล่านั้นให้มันกลับคืนมา

ลิเดียเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในพลังของตัวเองและร่างกาย ว่าคนเรามีพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง เราต้องหามันให้เจอ ทำให้มันแสดงศักยภาพออกมาให้ได้ แล้วเราจะได้รู้ว่าสิ่งมหัศจรรย์นั้นมีอยู่จริง

เมื่อเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ลิเดียงานยุ่งมากกก ร่างพัง หน้าก็เกือบพัง เพราะไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย แล้วยังจะต้องไปทำทริปที่สิงคโปร์อีก คือตอนนั้นกำลังคิดว่าหมองๆแบบนี้ แล้วจะเอาตัวเองเป็นแบบเวลาถ่ายรูปไปสู้กับคนอื่นยังไงละเนี่ยยยยย 

เป็นความโชคดีมากๆๆ ที่ได้รู้จัก Domohorn Wrinkle ก่อนไปทริปก็เลยสั่งชุดทดลองที่สามารถใช้ได้ 3 วัน เอาไปทดลองใช้ก่อน และได้ถือโอกาสใช้เป็นทราเวลเซ็ตไปในตัว

ต่อไปนี้เป็นการรีวิว ผลิตภัณฑ์แบบคนที่ไม่ได้มีความรู้ด้านความงามอะไรมากมาย

เอาเป็นว่าลิเดียจะเล่าแบบฉบับบันทึกนักหนีเที่ยวแล้วกันเนอะ

คือออออออออ Domohorn Wrinkle มีแค่ One Line ซึ่งจะประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ 8 ตัว

ต้องมีคนคิ้วขมวดแน่ๆ ว่า เอ้ะ อะไรนะ 8 ตัว อะไรมันจะเยอะขนาดนั้นนนนนนน

คือ 8 ตัวที่ว่าเนี่ยยย มันครอบคลุมทุกขั้นตอนเลยนะ ตั้งแต่ การทำความสะอาดหน้าจากเครื่องสำอาง ไปจนถึงครีมกันแดด

แต่ถ้าแยกให้เข้าใจง่ายๆ ของลิเดียคือ 8 ผลิตภัณฑ์ประกอบไปด้วย 3 + 4 + 1

3 แรก คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำความสะอาดหน้า >> Refining 3  มันคือขั้นตอนการเตรียมผิวเพื่อให้พร้อมต่อการบำรุง

  • Oil-in-Gel Remover : เจลทำความสะอาดเครื่องสำอาง ที่สามารถล้างตาและปากได้ด้วย
  • Silky Cream Foam : โฟมล้างหน้าที่ให้ความสะอาดและสดชื่นภายในผิวแบบที่น่าทึ่งมาก
  • Softenning Foam Mark : โฟมมาร์กที่ช่วยดูแลผิวที่ถูกทำร้ายมาตลอดทั้งวัน

4 ต่อมา คือ Essential 4 เป็นการมอบคุณค่าบำรุง เพิ่มพลังฟื้นฟูผิว

  • Intense Hydrator : น้ำตบที่มอบความชุ่มชื่นได้อย่างล้ำลึกแก่ผิว
  • Vital White Essence : กระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวเพื่อผิวสว่าง กระจ่างใส
  • Cream 20 : ถือว่าเป็นนางเอกของแบรนด์เลย ตัวนี้จะเป็นครีมที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน เพื่อให้ผิวยืดหยุ่น เปล่งปลั่งจากภายใน
  • Milky Veil Lotion : โลชั่นที่ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันไม่ให้ผิวโดนทำร้าย

1 ตัวสุดท้ายก็คือครีมกันแดด

UV Dress Cream : กันแดดที่จะช่วยปกป้องเราจากแสงแดดและแสงสีฟ้าจากหน้าจอ

บ้าจริงงงง ดูเหมือนบิวตี้บล็อกเกอร์มั้ยฮะ 5555555

รู้จัก 8 ตัวใน One Line ของ Domohorn Wrinkle แล้ว

มารู้จักความเป็นญี่ปุ๊นนนน ญี่ปุ่นนนน ที่แบรนด์นี้มีจนทำให้ลิเดียหลงรัก จนอยากมาบอกต่อ !!

คือออออออออ Domohorn Wrinkle อ่ะ เป็นแบรนด์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูงมากกกก ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ การขาย วิธีการสต็อกสินค้า ทั้งหมดล้วนเป็นวิธีการขายที่คนไทยแบบเรายังไม่คุ้นชิน

เพราะความเป็นญี่ปุ่นแรกที่เราอยากจะให้ทุกคนได้รู้จัก คือ วิธีการที่เราจะดูแลผิวด้วยเจ้าตัวผลิตภัณฑ์ Domohorn Wrinkle เนี่ยเขามีชื่อเรียกว่า “การทำโอเทะอาเทะ”

“โอเทะอาเทะ” คืออะไร?

 “โอเทะอาเทะ”  คือ “การดูแลบำรุงผิวด้วยมือ”

เพราะมือเป็นอวัยวะที่มีผิวเหมือนกับผิวหน้า

สัมผัสจากมืออันอ่อนโยน จะช่วยส่งผ่านสารบำรุงสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และในแต่ละขั้นตอนในการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น มันมีวิธีการที่ใส่ใจรายละเอียดมากกกกกกกกกกกกกกกก

ซึ่งวิธีการเหล่านี้แหละทำให้ลิเดียรู้สึกได้ว่า นี่ไม่ใช่แค่การทาครีม แต่มันคือการปรนนิบัติผิว มันคือวิธีการที่เรากำลังช่วยให้ทั้งผิวหน้าและตัวเราได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน

โดยวิธีการที่ลิเดียเล่าว่ามันคือ “โอเทะอาเทะ” เลยจะขอเล่าแต่ละขั้นตอนโดยสังเขปเอาไว้นะ เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเล่าถูกต้องแค่นั้น แต่จะพยายามอธิบาย ว่าทำไมขั้นตอนนี้ต้องทำแบบนี้เพราะอะไรแล้วกันเนอะ

  1. Oil – in Gel Remover : เจลทำความสะอาดน้ำมันบนผิวหนังหรือเครื่องสำอาง และยังสามารถใช้ทำความสะอาดรอบดวงตาและปากได้ด้วย

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>> ตัวนี้เป็นตัวที่ชอบเลยนะ เพราะมันคือเจลที่เปลี่ยนเป็นออยล์ที่เอาสิ่งที่เกาะหน้าเราออก ไม่ว่าจะเครื่องสำอางค์หรือฝุ่น เหงื่อ คือรู้สึกได้ถึงความสะอาดอ่ะ

2. Silky Cream Foam : โฟมล้างหน้าที่ให้ความสะอาดและสดชื่นภายในผิวแบบที่น่าทึ่งมาก

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  ตัวนี้เป็นตัวที่ชอบมากกกกกกกกกกกที่สุด คือมันสัมผัสถึงความสะอาดของผิวจริงๆ

3. Softening Foam Mask : โฟมมาร์กที่ช่วยดูแลผิวที่ถูกทำร้ายมาตลอดทั้งวัน

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  เห่ยยยย ชอบบบโฟมมาร์ก มันคือตัวที่จะคืนความสดชื่นให้ผิวที่เหนื่อยล้า โดนมลภาวะมาตลอดทั้งวัน มาร์กเสร็จจะรู้สึกเย็นๆๆผิว สบายๆ

4. Intense Hydrator : น้ำตบที่มอบความชุ่มชื่นได้อย่างล้ำลึกแก่ผิว

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  เจ้าตัวนี้จะมีกลิ่นหอมๆๆของดอกชิรานุยคิคุด้วยนะ คือมันเป็นกลิ่นที่เราเคยใช้ผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่างในโรงแรมที่ญี่ปุ่น

ผลลัพธ์ของตัวนี้คือการทำให้ผิวเราอิ่มน้ำ ซึ่งตัวนี้ใช้ประมาณ 3 วัน เรารับรู้ได้ว่าผิวเราดูฟูๆอิ่มๆขึ้นนะ คือไม่ดูแห้งๆแบบผิวขาดน้ำอ่ะ

5. Vital White Essence : กระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวเพื่อผิวสว่าง กระจ่างใส

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>> เมื่อเราใช้เจ้าตัวนี้ด้วยวิธีการทำโอเทะอาเทะ จะให้อารมณ์เหมือนเราได้ปรนนิบัติผิว คือนอกจากผิวจะสว่างกระจ่างใสแล้ว ยังให้อารมณ์เหมือนตัวเองกำลังทำสปาหน้าเลยนะ ชอบบบบบ

6. Cream 20 : ถือว่าเป็นนางเอกของแบรนด์เลย แล้วยังเป็นครีมบำรุงผิวยอดขายอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นด้วยนะ ซึ่งเจ้า Cream 20 เป็นครีมที่จะช่วยให้ผิวยืดหยุ่น เปล่งปลั่งจากภายใน

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  คือเล่าก่อนว่า ครีมตัวนี้ คือนางเอกของ Domohorn Wrinkle เลยนะ เพราะเป็นครีมตัวแรกที่ผลิตออกมา แต่ปัจจุบันก็มีการพัฒนาสูตรทุกๆ 3 ปี นะ แล้วเจ้าครีมตัวนี้อ่ะมีส่วนผสมของโสมขาว ซึ่งถือว่าเป็นราชาของสมุนไพรเลยนะ ดังนั้นครีมตัวนี้มีคุณสมบัติที่จะมาช่วยดึงพลังของคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ตัวนี้ใช้แล้ว ลิเดียรับรู้ได้ถึงความเปล่งปลั่งของผิวนะ แต่ด้วยอายุเรา การทำงานของผิวอาจจะยังแข็งแรง มันเลยไม่ได้ชัดมาก หากใครที่อายุ 30 ขึ้นเริ่มมีริ้วรอยของวัย ลิเดียว่าผลลัพธ์ตัวนี้ชัดเจนขึ้นแน่นอนเลย

7. Milky Veil Lotion : โลชั่นที่ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันไม่ให้ผิวโดนทำร้าย

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  โลชั่นตัวนี้เป็นอีกตัวที่ให้อารมณ์เหมือนเราได้สปาหน้าที่บ้าน แล้วเมื่อใช้แล้วเราจะรู้สึกได้ว่าหน้าเราในวันนั้นจะถูกทำร้ายน้อยกว่าวันอื่นๆที่ไม่ได้ใช้ Milky Veil Lotion

8. UV Dress Cream : กันแดดที่จะช่วยปกป้องเราจากแสงแดดและแสงสีฟ้าจากหน้าจอ

ลิเดียใช้แล้วเป็นไง >>>  เอาจริงกันแดดตัวนี้อ่ะดีมากกก ตั้งแต่ใช้เซ็ตทดลองตอนไปสิงคโปร์ จากนั้นลิเดียก็ใช้มาทุกวัน  เพราะนอกจากมันจะกันแดดแล้ว มันยังป้องกันเราจากแสงสีฟ้า ก็คือแสงจากหน้าจออ่ะแหละ ยิ่งทำงานกับจอแบบนี้มันโค-ตะ-ระ สำคัญเลย ยังค่ะ ยังไม่จบ เพราะเจ้าครีมตัวนี้มันเหมือนเป็นคุชชั่นไปในตัวด้วยนะ สำหรับคนที่ไม่ชอบแต่งหน้า ทากันแดดตัวนี้ ทาแป้งก็ออกจากบ้านได้เลยนะ ชอบบบบบบบบ

( สำหรับคนที่ใช้ครั้งแรก ขอบอกว่าให้ใช้ปริมาณน้อยๆก่อนนะคะ เพราะว่าถ้าเราเกลี่ยไม่ดี มันก็มีสิทธิ์ที่วันนั้นจะหน้าเทา และลิเดียก็เป็นมาแล้วด้วยยยย ไม่ได้เกลี่ยให้ดีไง รีบบบบบ )

ต่อมาคือวิธีการขายและการสต็อกสินค้าที่คนไทยแบบเราไม่ค่อยคุ้นชิน

วิธีการขายของ Domohorn Wrinkle จะไม่มีการสต็อกสินค้าเอาไว้ที่ Store  และไม่ได้ขายผ่านตัวแทน แต่ถ้าเราสนใจจะซื้อสินค้าเราสามารถซื้อได้ 2 วิธีคือ 1.โทรไปที่ 02-260-2222  วิธีที่ 2 คือ  https://bit.ly/2SXZ1l8

แต่ๆๆๆถ้าหลายคนยังไม่มั่นใจว่าจะซื้อดีมั้ย อยากรู้จักสินค้าก่อนที่จะซื้ออ่ะ ทำไงดี ???  

หายห่วงค่ะ ทาง Domohorn Wrinkle เข้าใจความต้องการของเรา  ทางแบรนด์เลยจัดสถานที่ๆจะให้เราได้เข้าไปทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น ซึ่งสถานที่นั้นก็คือ Domohorn Wrinkle Experience Space

นี่ลิเดียก็ไม่ได้เล่าเปล่านะ เพราะไปมาแล้วด้วยจ้า ไปหาข้อมูลมาให้ก่อนที่จะมาเราสู่กันฟัง

Domohorn Wrinkle Experience Space คืออะไร มาแล้วได้อะไร ??

Domohorn Wrinkle Experience Space เนี่ยคือสถานที่ๆให้เราได้รู้จัก Domohorn Wrinkle มากขึ้น เราจะ workshop เล็กๆในห้องที่จัดไว้ส่วนตัว คือมีแค่เราและพนักงานที่จะมาช่วยสอนวิธีการ “การทำโอเทะอาเทะ”  ปริมาณหรือวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อให้เราใช้ผลิตภัณฑ์ Domohorn Wrinkle ได้ผลที่สุด

แถมจะมีพนักงานช่วยบอกเล่าเกี่ยวกับความสงสัยต่างๆที่เรามี และไม่ต้องกลัวนะคะว่า เขาจะขายของ ขายคอร์ส สมัครสมาชิกอะไรก็ตาม เพราะไม่มีเลยจ้า แบรนด์ไม่ได้สต็อกสินค้าเอาไว้ (เดี๋ยวจะเล่าว่าทำไม) ดังนั้นถ้าเราจะซื้อต้องโทรสั่ง หรือ กดสั่งทางหน้าเว็บเท่านั้น

ลิเดียไปมาแล้วรู้สึกยังไง ??

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ไปมา อยากจะบอกว่าใครที่อยู่ กทม แล้วอยากรู้จัก Domohorn Wrinkle แนะนำว่าควรไป เพราะเราจะได้รู้จักผลิตภัณฑ์มากขึ้น แล้วจะได้สัมผัสถึงความเป็นญี่ปุ๊นนนนน ญี่ปุ่นที่แบรนด์มี

สรุปสั้นๆๆ ว่าดีมากกกกกกกกกกกก ควรไปปปปปปปปปปปปป

อยากไปสัมผัสประสบการณ์แบบนี้บ้าง ต้องทำไง ??

แค่โทรไปนัดเวลาที่เบอร์ 02-258-5306 ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆๆนะคะ

แล้วเมื่อถึงวันนัดก็พุ่งตัวไปที่ Domohorn Wrinkle Experience Space 

ตั้งอยู่ที่ 93/333 Emporio Place 2F, สุขุมวิท 24

เวลาให้บริการ :  11.00-19.00 น. วันอังคาร – วันอาทิตย์  (ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

สำคัญคือต้องโทรจองก่อนนะคะ เพราะว่าเราจะได้ใช้ห้องส่วนตัว ที่มีเราคนเดียว ดังนั้นถ้าไม่จอง ห้องอาจจะไม่ว่างนะคะ

“Pleaser” (พรีเซอร์)

ความสำคัญของ Pleaser คือ เขาจะช่วยตอบคำถามทุกข้อสงสัยที่เรามีเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ทั้งก่อนใช้ หลังใช้ สงสัยยังไงถามได้เลย

ต้องมีหลายๆคนสงสัยแน่ๆว่า Pleaser คือใคร

Pleaser จะเป็นคนไทยที่จะรับสายเรา แต่เหล่า Pleaser ของ Domohorn Wrinkle ไม่ได้นั่งรับสายชิลๆอยู่ที่กรุงเทพ หรือจ้างเอเจนซี่มารับสายนะจ้ะ เพราะความใส่ใจของ Domohorn Wrinkle พา Pleaser ไปสแตนบายที่ออฟฟิศใหญ่ที่ญี่ปุ่นเลยนะ 

โดยทางแบรนด์อธิบายเราว่า เหตุที่จะต้องให้ Pleaser ประจำอยู่ที่ญี่ปุ่น ทั้งที่รับสายคนไทยก็เพราะ Pleaser ไม่ได้ตอบคำถามตามสคริปนะคะ Pleaser จะไขทุกข้อสงสัยแบบกระจ่างแจ้งเลย ดังนั้นแบรนด์จึงต้องจำเป็นให้ Pleaser อยู่ที่ออฟฟิศที่ญี่ปุ่น เพราะหากมีคำถามที่สงสัยแล้วตัว Pleaser เองไม่มีความรู้พอที่จะตอบได้ จะไปถามผู้เชี่ยวชาญแผนกอื่นๆให้ได้ทันที

และนี่แหละคือความหมายของคำว่า Pleaser คือ “ผู้ช่วยทำให้คนอื่นพึงพอใจและมีความสุข”

ใครมีอะไรสงสัย อยากคุยเรื่องผิว อยากรู้ว่าผิวแบบเราควรใช้แบบไหน โทรไปที่ 02-260-2222 เลยจ้า

ส่วนสุดท้ายคือวิธีการไม่สต็อกสินค้าไว้ที่ Store  เพื่อให้ได้สินค้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ความไม่คุ้นชินของคนไทยกับการสต็อกสินค้าของ Domohorn Wrinkle นั่นเพราะ Domohorn Wrinkle จะไม่มีการสต็อกสินค้าไว้ ถ้าลูกค้าสั่งทางแบรนด์ก็จัดส่งตรงมาจากโรงงานที่คุมะโมโตะ ซึ่งวิธีนี้แบรนด์เล่าให้เราฟังว่า มันเป็นการที่ทางแบรนด์แน่ใจที่สุดว่าสินค้าทุกชิ้นที่ส่งออกมาจะมีประสิทธิภาพสูงสุด แล้วยังช่วยให้ทางแบรนด์ประหยัดต้นทุน ซึ่งทางแบรนด์เอาต้นทุนส่วนนั้นไปใช้ในการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าแทน ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเป็นผู้รับภาระ เมื่อแบรนด์ต้องวิจัย แล้วพัฒนาสูตรใหม่ ลูกค้าก็ยังสามารถซื้อสินค้าในราคาเดิม ซึ่งหากเราจะสั่งสินค้า สามารถสั่งได้ 2 วิธี คือ โทรไปที่  02-260-2222 หรือ เว็บไซต์ของแบรนด์

อ้ะ ๆๆ ถึงตอนนี้เชื่อว่ามีหลายคนอยากลองใช้ Domohorn Wrinkle แล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ว่าเชื่อถือได้แน่มั้ยนะ

คือเอาจริงตอนแรกลิเดียก็มีความรู้สึกเดียวกัน เพราะเราไม่คุ้นชินกับผลิตภัณฑ์แบบนี้ วิธีการขายแบบนี้สักเท่าไหร่ ก็เลยไปหาข้อมูลมาให้เพิ่ม

Domohorn Wrinkle เข้ามาในประเทศไทยครบ 1 ปีเมื่อไม่นานมานี่เอง แต่เป็นแบรนด์ในญี่ปุ่นมายาวนานถึง 40 กว่าปี เป็นแบรนด์สกินแคร์ที่ผลิตโดยบริษัทผลิตยาชื่อ Saishunkan Pharmaceutical ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดขึ้นจากแนวคิดว่า “อยากช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดจากการที่เรามีอายุเพิ่มมากขึ้น”  

แถมตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเค้าจึงไม่ได้มีแค่สกินแคร์อย่างเดียว ทางแบรนด์เริ่มจากยาชงแก้ปวดตามไขข้อ ยาที่ช่วยให้มีกำลัง วิตามินที่ช่วยในการนอนหลับต่างๆ ด้วยนะ  

คือเราว่าโดยรวมถือเป็นบริษัทที่ดูมีความน่าเชื่อถือสูงมากทีเดียว

ยังค่ะ แค่นั้นลิเดียรู้ว่าหลายคนยังไม่แน่ใจ  เลยไปหาข้อมูลมาให้เพิ่ม

ปัจจุบัน Domohorn Wrinkle ประเทศไทย มี Brand Endorser คือคุณจ๋า ยศสินี ณ นคร ผู้ผลิตละครและรายกายทีวี

ซึ่งตัวลิเดียเองอ่ะ ชื่นชมคุณจ๋าอยู่แล้ว ชื่นชมในการทำงาน การใช้ชีวิต การเอาพลังในร่างกายออกมาแบบไม่มีขีดจำกัดสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง และส่วนตัวลิเดียก็ติดตามไอจีคุณจ๋าอยู่แล้ว ทำให้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่า หากแบรนด์ Domohorn Wrinkle ไม่ดีจริง คุณจ๋าคงไม่มาร่วมงานด้วยหรอก

ตอนนี้แน่ใจแล้วเนอะว่าลิเดียไม่ได้มาหลอกขายของ หรือมาชวนไปสมัครสมาชิกแต่อย่างใด

ดังนั้นใครที่อยากลองใช้ Domohorn Wrinkle อยากรู้ว่ามันจะเป็นแบบที่ลิเดียบอกไว้มั้ยนะ สามารถสั่งเซ็ตทดลองแบบที่ลิเดียสั่งตอนแรกได้ที่ลิงค์นี้นะคะ  https://bit.ly/2K8Qnxk หรือโทรไปได้ที่ : 02-260-2222  

เซ็ตทดลองทางแบรนด์ให้เราลองฟรีนะคะ แต่มีค่านำเข้าสินค้า 200 บาท

 แต่ๆๆๆ ใครอยู่กรุงเทพ อยากไปสัมผัส Domohorn Wrinkle ที่หน้าร้านก็สามารถโทรไปจองคิวได้ที่ 02-258-5306

#domohornwrinkleth #oteate

OSAKA Pass พาสไหนอะไรดี

โอซาก้า และ เกียวโต หนึ่งในจุดหมายยอดฮิตในการเดินทางของนักท่องเที่ยว

ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนักเดินทางที่เลือก โอซาก้าและเกียวโตเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทาง

รอบนี้เรารวมเอา 4 Pass สำหรับการท่องเที่ยวโอซาก้าและเกียวโต ที่เราไปทดลองใช้ทริปที่ไปโอซาก้าและเกียวโตล่าสุดมากฝาก

เผื่อว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ใครสักคนที่จะกำลังจะเดินทาง ตัดสินใจเลือก Pass ที่เหมาะกับตัวเองได้

รีวิวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งรีวิวพลีชีพ(เงินในกระเป๋า)ของเรา เพราะจริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องซื้อถึง 4 Pass ก็สามารถเที่ยวได้ครอบคลุมในทริปนี้แล้ว แต่เราตั้งใจจะเอาพาสหลักๆมารีวิว เดี๋ยวจะเล่าว่าต้องเที่ยวยังไงถึงจะคุ้มนะ

OSAKA Amazing Pass

Osaka Amazing Pass เป็นพาสที่ถือว่าเป็นพาสที่มหัศจรรย์สำหรับคนที่เลือกที่จะเที่ยวโอซาก้าแบบทั้งวัน หรือแบบ 2 วันเต็ม ถือว่าคุ้มค่ามากกกกกกก

รายละเอียด

พื้นที่ที่ครอบคลุม : เฉพาะโอซาก้า 
ราคา : 1 วัน ราคา 2,700 เยน และ 2 วัน ราคา 3,600 เยน โดยสามารถขึ้นได้ไม่จำกัดเที่ยว และครอบคลุมสถานที่เที่ยวมากถึง 50 แห่ง

มาพร้อมกับคูปองสำหรับเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในโอซาก้าได้ฟรี (นำพาสปอร์ตไปด้วยเผื่อใช้ในการซื้อ)

ซื้อที่ไหน : เราซื้อผ่าน https://www.klook.com/th/city/29-osaka/

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.osp.osaka-info.jp/en/index.html

สายรถไฟที่ใช้พาสได้ : สำหรับ 1 วัน สามารถนั่ง Osaka Municipal Subway, New Tram and Bus, Hankyu, Kintetsu,Keihan,Hanshin และ Nankai Line
สำหรับ 2 วัน สามารถนั่ง Osaka Municipal Subway, New Tram and Bus ได้


เหมาะกับใคร : ผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวในโอซาก้า 1 หรือ 2 วัน

รับพาสได้ที่ไหน : ใครที่จองผ่าน klook แบบเรา สามารถแลกรับพาสได้ที่

สนามบินนานาชาติโอซาก้า คันไซ เทอร์มินอล 1

  • เคาน์เตอร์ HIS ชั้น1 ถัดจากทางออกฝั่งเหนือของล็อบบี้ผู้โดยสารขาเข้า
  • เวลาทำการ: 8:30-22:00 น.

ความเห็นจากบันทึกนักหนีเที่ยว : สำหรับการได้ลองใช้พาสนี้แล้ว เราว่าใครที่ต้องการเที่ยวแบบแน่นๆๆทั้งวันในโอซาก้า คือคุ้มมากกกกกกเลยนะ แต่ถ้าใครแพลนหลวมๆ แนะนำซื้อตํ่วแต่ละสถานที่แยกจะคุ้มกว่า

เที่ยวยังไงให้คุ้ม : วิธีง่ายๆก็คือ ให้เราเอาราคา Pass ที่เราซื้อมา แล้วลองเลือกกิจกรรมที่รวมอยู่ในพาสให้เกินราคา ก็คุ้มแล้ว ซึ่งเราขอแนะนำกิจกรรมเด่นๆ ดังนี้

  • การเดินทางในโอซาก้าไม่จำกัดเที่ยว :เดินทางด้วย Subway และ Bus ฟรีตลอดทั้งวัน โดยเริ่มนับเมื่อเสียบตั๋วเข้าช่องเสียบตั๋วอัตโนมัติของรถไฟหรือรถบัส โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งเป็นเวลา 1 วัน(หากเป็นตั๋ว 2 วันสามารถใช้ได้ 2 วันต่อเนื่องกัน) // ปกติราคา วันธรรมดา 800 เยน วันหยุด 600 เยน
  • Osaka Tennoji Zoo : เที่ยวสวนสัตว์โอซาก้าไปดูหมีขาว // ปกติราคา 500 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.city.osaka.lg.jp/contents/wdu170/tennojizoo/en/
  • OSAKA WONDER CRUISE : เป็นการเที่ยวชมโอซาก้าด้วยการล่องเรือ // ปกติราคา 1,800 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : https://wondercruise.osaka/en/
  • Tombori River Cruise : เป็นการเที่ยวชมคลองโดทงโบริ (ย่านท่องเที่ยวโอซาก้าที่มีป้ายกูลิโกะ) แนะนำล่องเรือตอนค่ำบรรยากาศดีมาก // ปกติราคา 900 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.ipponmatsu.co.jp/gallery/images/pdf/tonbori-en-150224.pdf
  • Osaka Castle Museum : ปราสาทโอซาก้าและมิวเซียมภายในปราสาท // ปกติราคา 600 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.osakacastle.net/english
  • Tempozan Giant Ferris Wheel : นั่งชมวิวบนชิงช้ายักษ์ ชิลมากกกก // ปกติราคา 800 เยน // ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.senyo.co.jp/tempozan/index.html

KANSAI THRU PASS

พาสแม่มด (เพราะมีสัญลักษณ์แม่มดเขียว) พาสเดียวเที่ยวคุ้มในเขตคันไซ ซึ่งเจ้าคันไซ ทรู พาส ถือเป็นพาสที่ค่อนข้างครอบคลุมที่เที่ยวหลักๆในเขตคันไซทั้งหมด มีแบบ 2 วัน และ 3 วัน และความดีงามของพาสแม่มดคือ เราสามารถใช้แบบไม่ติดกันได้

รายละเอียด

พื้นที่ที่ครอบคลุม : เขตคันไซ ( โอซาก้า เกียวโต โกเบ นารา วากายาม่า ชิกะ )
ราคา : 2 วัน ราคา 4,300 เยน และ 3 วัน ราคา 5,300 เยน

ซื้อที่ไหน : เราซื้อผ่าน https://www.klook.com/th/city/29-osaka/

ข้อมูลเพิ่มเติม :  https://www.surutto.com/tickets/kansai_thru_thai.html

สายรถไฟและบัสที่ใช้พาสได้ : บัส >> ให้สังเกตจากสติกเกอร์แม่มดเขียวที่อยู่บริเวณประตูรถนะคะ // รถไฟ >> สามารถดูได้จากรูปที่แนบมาได้เลย (คือมันเยอะ พิมพ์ไม่หมด ฮ่าาาา)


เหมาะกับใคร : ผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวในเขตคันไซ ( โอซาก้า เกียวโต โกเบ นารา วากายาม่า ชิกะ ) แบบ 2 วัน หรือ 3วัน

รับพาสได้ที่ไหน : ใครที่จองผ่าน klook แบบเรา สามารถแลกรับพาสได้ที่

สนามบินนานาชาติโอซาก้า คันไซ เทอร์มินอล 1

  • เคาน์เตอร์ HIS ชั้น1 ถัดจากทางออกฝั่งเหนือของล็อบบี้ผู้โดยสารขาเข้า
  • เวลาทำการ: 8:30-22:00 น.

ความเห็นจากบันทึกนักหนีเที่ยว : ส่วนตัวเราใช้พาสนี้ในการเดินทางไปกลับโอซาก้า – เกียวโต // โอซาก้า – นารา หรือเมืองอื่นๆ แล้วใช้สำหรับ subway และ bus ตะลอนในเมืองต่างๆต่อ ถือว่าคุ้มอยู่นะ

เที่ยวยังไงให้คุ้ม : เราแนะนำว่าใครที่จะเดินทางระหว่างเมื่อต่างๆกับโอซาก้าเกือบทุกวันแบบเรา และใช้บัสตะลอนในเมืองต่างๆถือว่าคุ้มอยู่นะ

ยกตัวอย่างการเดินทาง

  • สนามบินคันไซ – โอซาก้า (Namba) ราคาเที่ยวละ 920 เยน >> ไปกลับ = 1840 เยน
  • โอซาก้า (Umeda) – เกียวโต (Kawaramachi) ราคาเที่ยวละ 400 เยน >> ไปกลับ = 800 เยน
  • โอซาก้า (Osaka – Namba) – นารา (Kintetsunara) ราคาเที่ยวละ 560 เยน >> ไปกลับ 1120 เยน
  • ฺBus ในเมืองเกียวโต แบบ 1 day ราคา 500 เยน
  • Bus ในเมืองนารา
  • Metro ในเมืองโอซาก้า

KANSAI WIDE AREA PASS

JR PASS บนพื้นที่ Kansai ที่เราถือว่าโคตรคุ้มเลยสำหรับคนที่จะเดินทางเที่ยวรอบนอก แต่มีเวลาน้อยแล้วต้องไปกลับเข้าโอซาก้า เราถือว่าพาสนี้เซฟเงินในกระเป๋าไปได้เยอะมากกกกก

Kansai Wide Area Pass คือพาสสีฟ้าซ้ายสุด

รายละเอียด

พื้นที่ที่ครอบคลุม : Kansai (ดูได้จากรูปพื้นที่หน้าพาส)
ราคา : 5 วัน ราคา 9000 เยน ( ราคา 4500 เยน/สำหรับเด็ก)

ซื้อที่ไหน : เราซื้อผ่าน https://www.klook.com/th/city/29-osaka/

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kansai_wide/

สายรถไฟที่ใช้พาสได้ : พาสต้องใช้ 5 วันติดกันในเขตพื้นที่คันไซ สามารถดูเส้นทางที