mini review : หนีเที่ยวเซี่ยงไฮ้กับ Thai Lion Air

ทริปปลายปี 2018 ของเราที่ผ่านมา เราหนีไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้มาค่ะ

ด้วยเราเดินทางช่วงปีใหม่ คือ 28 ธันวาคม 2018 กลับ 2 มกราคม 2019 ทำให้ตั๋วเครื่องบินทุกสายการบินนั้นสูงลิ่ววววว สุดท้ายต้องมาเลือกสายการบินที่จ่ายไม่มากแต่คุ้มสุด

จากการเลือกอยู่นานในที่สุดเราก็เลือก Thai Lion Air เดินทางจากกรุงเทพ (ดอนเมือง) – เซี่ยงไฮ้ (ฟู่ตง) ประเทศจีน

ทริปนี้เราได้ราคาตั๋ว Thai Lion Air ไป-กลับ กรุงเทพ – เซี่ยงไฮ้ ในราคาคนละ 8300 บาท จองผ่าน www.trip.com ราคานี้ของสายการบิน Thai Lion Air เราสามารถโหลดกระเป๋าได้ฟรี 20 kg.(โหลดสัมภาระได้แค่ 1ชิ้นต่อ 1คนเท่านั้นนะคะ) สำหรับเราถือว่าคุ้มค่า แต่ไม่มีอาหารนะ

กรุงเทพ (ดอนเมือง) – เซี่ยงไฮ้ (ฟู่ตง) เที่ยวบิน SL926 เวลา 17.05 น. ถึง 22.20 น. ใช้เวลา 4 ชม. 15 นาที

เซี่ยงไฮ้ (ฟู่ตง) – กรุงเทพ (ดอนเมือง) เที่ยวบิน SL927 เวลา 23.50 น. ถึง 03.45 น. ใช้เวลา 4 ชม. 55 นาที

ทั้งขาไป และ ขากลับ Thai Lion Air ใช้เครื่อง Airbus A330 ภายในเครื่องมีที่นั่งแบบ 3 – 3 – 3 ที่นั่งมีจอส่วนตัวทุกที่นั่ง !!!! แต่ไม่มีหูฟัง, ผ้าห่ม หรือ หมอน แจกนะคะ เพราะว่ายังไงสายการบิน Thai Lion Air ก็เป็นสายการบินราคาประหยัดนะจ้ะ

ส่วนตัวเราชอบเครื่องที่ Thai Lion Air ใช้เมื่อเดินทางออกนอกประเทศนะ เครื่องขนาดใหญ่ นั่งสบาย ช่องวางขากว้างมากกกกกกกกก ผู้ชายตัวโตๆไม่อึดอัดแน่นอน ส่วนใครสูง 160 กว่าๆแบบเรา นั่งสบายยยยย

มาถึงความบันเทิงในเที่ยวบินที่ทำเราเซอร์ไพร์มากกเหมือนกัน เพราะโดยปกติสายการบินที่เป็นสายการบินราคาประหยัด จะไม่มีจอ PTV ส่วนตัวแต่ละที่นั่ง แต่ Thai Lion Air มีจอ PTV นะจ้ะ แถมมีหนังเยอะด้วยยยยยย เอาเป็นว่า 4 ชั่วโมง ไม่มีเบื่อแน่นอน

 ถึงแม้สายการบินจะมีความบันเทิงให้เรา แต่ทางสายการบินไม่มีแจกหูฟังนะคะ ถ้าจะดูหนังต้องเอามาเอง แต่ถ้าใครที่ไม่ได้เอาหูฟังมาด้วยแบบเรา สามารถซื้อได้ค่ะ อันละ 100 บาท ถือว่าซื้อความบันเทิงละกันเนอะ

ส่วนการบริการนั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีนะคะ และที่สำคัญจากประสบการณ์ของเราในทริปนี้ไม่เจอดีเลย์จ้าาาา

ขากลับ เซี่ยงไฮ้ – กรุงเทพ

ส่วนขากลับการบริการและภายในเครื่องบินก็เหมือนกับตอนรีวิวมา เพราะเราไม่ได้ถ่ายรูป มันดึกแล้ว ง่วงมากกกกกกกกกกกกก

การเช็คอินขากลับนั้น Thai Lion Air อยู่ที่ Terminal 2 เคาเตอร์ H14-18 นะ ควรมาถึงสนามบินก่อนเวลา 3 ชั่วโมงเพราะเคาเตอร์เช็คอินมีน้อยเลยใช้เวลานานมากกกก เราใช้เวลาในการรอกว่าจะเช็ค 1 ชั่วโมงพอดีเป้ะ


ใครที่กำลังจะเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ แล้วยังไม่รู้ว่าจะเดินทางด้วยสายการบินอะไรดี เราว่า Thai Lion Air เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆๆอีกตัวเลือกนึงเลยนะ ราคาและสิ่งที่เราได้รับถือว่าอยู่ในระดับที่คุ้มค่ามากทีเดียว บันทึกนักหนีเที่ยวคอนเฟิร์ม !

หนีเที่ยวฮ่องกงกับ Hong Kong Airline

ด้วยความอินในละครเลือดข้นคนจางงงงงงงงงงงงงงงงง

จึงทำให้เรานั้นจองตั๋วไปตามหาเฮียอี้ที่ฮ่องกง !!!!

HongKong_๑๘๑๒๐๑_0002.jpg

จริงๆแล้วเที่ยวบินจาก กรุงเทพ – ฮ่องกง นั้นมีหลายสายการบินมากๆๆที่ให้บริการ แต่รอบนี้เราขอเอาประสบการณ์จากการใช้บริการสายการบิน Hong Kong Airline มารีวิวแล้วกันเนอะ

Hong Kong Airlines Adds Service Frequency to Sapporo and Osaka.jpgเครดิตรูปจาก https://www.hongkongairlines.com

เดิมเราเคยเดินทางไปฮ่องกงด้วยสายการบิน Hong Kong Airline มาแล้ว และเหตุที่เราเลือกสายการบินนี้ เหตุผลง่ายๆเลยค่ะ เพราะว่าราคาดีงามมมมมมมมม และเป็นสายการบินแบบ Full Service ด้วยยย

ซึ่งรอบนี้เราได้ราคาไป-กลับ 6200 บาท เราเดินทางเดือนพฤศจิกายนนะคะ ซึ่งเราเคยได้ราคา 5500 บาทด้วยนะ  โอ้ยยยยยยยยยยยย ราคานี้ โหลดกระเป๋าฟรี เลือกที่นั่งได้ มีอาหาร 1 มื้อ บินเหอะ ดีงามมมม

HongKong_๑๘๑๒๐๑_0004.jpg

สายการบิน Hong Kong Airline มีเที่ยวบินจากกรุงเทพ – ฮ่องกง และ ฮ่องกง – กรุงเทพ ค่อนข้างเยอะเลยนะ (ตารางเวลาขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เราจะเดินทางด้วย)

รอบนี้เราเลือกเดินทางออกจากกรุงเทพตอน 03.20 น. แล้วจะไปถึงฮ่องกงตอน 07.05 น.

ส่วนขากลับเราเลือกกลับเวลา 02.00 น. ถึงกรุงเทพตอน 04.10 น.

โดยส่วนตัวเราชอบเวลาของ Hong Kong Airline เพราะคนมีเวลาน้อยแค่ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็สามารถไปเที่ยวฮ่องกงได้ แถมยังไม่เสียเวลาไปกับการเดินทางด้วยนะ

Screenshot 2018-12-01 21.jpg

ซึ่งเราเช็คเวลาเที่ยวบินและจองตั๋วผ่าน sky scanner ข้อมูลเพิ่มเติมที่ : https://www.skyscanner.co.th 

สายการบิน Hong Kong Airline ออกจากกรุงเทพ ที่สนามบินสุวรรณภูมินะคะ และควรมาถึงสนามบินก่อนเวลาประมาณ 2- 3 ชม. นะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0016

Hong Kong Airline ฟรีโหลดกระเป๋า 20 kg. สำหรับชั้นประหยัด 30 kg. สำหรับชั้นธุรกิจ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ : https://www.skyscanner.co.th/airline/airline-hong-kong-airlines-hx.html

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0015.jpg

เที่ยวบินขาไป กรุงเทพ – ฮ่องกง ไฟลท์ HX 762

ออกจากกรุงเทพตอน 03.20 น. แล้วจะไปถึงฮ่องกงตอน 07.05 น. ใช้เวลาบิน 2 ชม. 35 นาที

ภายในเครื่องมีที่นั่งแบบ 3 – 3 – 3 ที่นั่งมีจอส่วนตัวทุกที่นั่ง แต่เท่าที่เปิดเมนูหนังดูแล้ว หนังมีไม่เยอะนะ แต่ก็พอแก้เบื่อได้

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0020.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0024.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0021

ส่วนเบาะกว้าง นั่งสบายยยยยยยยย แถมช่วงขากว้างมากกกกกกกกก ผู้ชายตัวโตๆไม่อึดอัดแน่นอน

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0028HongKong_๑๘๑๒๐๒_0018.jpg

มีผ้าห่มแจกไว้ให้บนเก้าอี้ทุกตัวพร้อมแล้ว และหูฟัง (ลืมถ่ายรูปมานะ)

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0023.jpg

นอกจากช่อง USB ที่ให้เราสามารถชาตโทรศัพท์ได้ ยังมีปลั้กสำหรับใครจะชาตโน้ตบุ้ค หรือ กล้อง อีกด้วยนะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0022

เที่ยวบินนี้แทบจะไม่มีผู้โดยสารเอากระเป๋าสัมภาระมาเก็บบนเครื่องเลย  ก็เขามีให้โหลดแล้วอะเนาะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0029.jpg

ในส่วนของอาหาร ขึ้นชื่อว่าเป็น Full Service จะต้องมีอาหารเสิร์ฟ แต่ด้วยไฟลท์ที่เราเดินทางเป็นไฟลท์ดึกมากกกกกกกกกก เลยมีแค่ขนมปัง-ไก่-ชีส ถ้ากินตอนร้อนๆก็พอแหลกล่ายยยยย แต่ถ้าเย็นละก็ ปล่อยมันไปเถอะเนอะ

ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆสามารถขอได้ค่ะ การบริการของแอร์ ถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคเลย

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0031.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0030_0HongKong_๑๘๑๒๐๒_0026.jpg

ส่วนห้องน้ำนั้น เราไม่ได้ลุกไป เพราะหลับบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ (ขอโทษงับบบบบบ)

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0027.jpg

เที่ยวบินขากลับ ฮ่องกง – กรุงเทพ ไฟลท์ HX 767 Airbus A330 

ขากลับออกจากฮ่องกงเวลา 02.00 น. ถึงกรุงเทพตอน 04.10 น. ใช้เวลาบิน 3 ชม. 10 นาที

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0039.jpg

ด้วยเราเดินทางกับสายการบิน Hong Kong Airline เราจึงสามารถใช้บริการ Check in Town คือการใช้เช็คอิน โหลดเป๋า กับสายการบินแบบเดียวกับที่เราเช็คอินที่สนามบินเลย แต่กรณีนี้เราสามารถทำได้ตั้งแต่ในเมือง ซึ่งบริการ Check in Town ไม่ได้มีบริการครอบคลุมทุกสายบินนะคะ ใครบินสายการบินอื่น ต้องเช็คอีกทีนะ

อ่านวิธีทำ Check In Town >> https://wp.me/p8RAsl-2tr

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0038.jpg

รูปไฟลท์ขากลับ เราถ่ายตอนถึงกรุงเทพแล้วนะคะ เพราะตอนขึ้นมา นั่งปุ้บบบ หลับปั้บบบบ 

ภายในเครื่องที่นั่งแบบ 2- 4 – 2 ที่นั่งมีจอส่วนตัวทุกที่นั่ง แต่จะแตกต่างกับตอนขามา เพราะจะมีรีโมทแยกมาให้ด้วย

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0037.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0033.jpg

เบาะยังนั่งสบายเหมือนเดิม แต่ช่องว่างระหว่างเก้าอี้ แคบกว่าตอนขามา ผู้ชายตัวใหญ่น่าจะเข่าชนพอดี

ส่วนผ้าห่มและหูฟังก็มีเหมือนเดิมนะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0036.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0034.jpg

แต่รอบนี้เราไม่ได้ลองทานอาหาร เพราะหลับบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ มันง่วงจริงๆนะ

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0032.jpgHongKong_๑๘๑๒๐๒_0035.jpg

สรุป 

สำหรับการเดินทาง กรุงเทพ – ฮ่องกง โดยสายการบิน Hong Kong Airline เราให้คะแนน 8/10 ด้วยเป็นสายการบิน Full Service แต่ไม่ได้เลิศมากกกกกกก หักล้างกับราคาประมาณ 5000 – 7000 บาท ที่ถือว่าาาดีงามเลยยยย

รีวิวรอบนี้อาจจะไม่ได้มีข้อมูลที่ละเอียดสักเท่าไหร่ แต่คิดว่าน่าจะสามารถช่วยให้คนที่กำลังจะตัดสินใจที่จะเดินทางกับสายการบิน Hong Kong Airline ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะคะ

ส่วนใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.hongkongairlines.com/en_OC/homepage

HongKong_๑๘๑๒๐๒_0003.jpg

 

 

 

 

How to…Visa India (ฉบับ E- Tourist Visa)

อินเดียจ๋าาาาาาา ข้ามาแล้ววววว …

การเดินทางไปประเทศอินเดีย คนไทยอย่างเราจำเป็นต้องมีวีซ่าค่ะ  

ซึ่งวีซ่าอินเดียที่ง่ายและสะดวกที่สุด คือการทำ E- Tourist Visa India เพราะว่าเราสามารถขอผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ค่ะ ไม่ยุ่งยาก ไม่วุ่นวาย ประหยัด และรวดเร็วมากด้วยค่ะ 

นอนกรอกอยู่ที่บ้าน ก็ได้วีซ่ามาง่ายๆ เอาเซ่ !!

ข้อควรรู้ และต้องเตรียมเอกสาร – ข้อมูล ก่อนทำ E- Tourist Visa

  • ยื่นขอวีซ่าผ่านทางเว็บไซต์ https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.html  โปรดระวังเว็บปลอมด้วยนะ เพราะเว็บถูกต้องนั้นต้องลงท้ายด้วย .gov.in ไม่ใช่ .org  
  • passport ต้องมีอายุเหลือ > 6 เดือน
  • สแกนไฟล์หน้าแรกของ Passport เป็นไฟล์ PFD
  • เตรียมไฟล์รูปถ่ายสีที่หน้าตรงไม่เกิน 3 เดือน ด้านหลังพื้นขาวเท่านั้น ขนาด 2 นิ้ว x 2 นิ้ว เป็นไฟล์ jpg
  • บัตรเครดิต  visa / master card ใครไม่มี สามารถใช้บัตรคนอื่นได้นะคะ
  • ขอได้ช้าสุด 4 วันก่อนเดินทาง และเร็วที่สุด 120 วันก่อนเดินทาง
  • ใช้เวลาดำเนินการในการอนุมัติวีซ่า 72 ชม.
  • วีซ่ามีอายุ 90 วันนับจากวันที่เดินทางถึง และไม่สามารถขยายต่อได้  สามารถเข้าออกอินเดียได้ 2 ครั้ง
  • ใน 1 ปีปฏิทิน (มกราคมถึงธันวาคม) เราสามารถขอ E-VISA ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ใครมีแผนไปอินเดีย ทิ้งระยะเกิน 90 วัน แนะนำให้ไปทำวีซ่าที่สถานทูต เพราะอันนั้นจะเข้าออกได้ 2 ครั้ง ในระยะเวลา 6 เดือน จะคุ้มกว่าค่ะ (ลองคำนวนเวลาตัวเองดีๆนะ)

 

ขั้นตอนการกรอกแบบฟอร์มขอยื่น E- Tourist Visa India 

1 :  เข้าไปที่เว็บไซต์ https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.html  ระวังเว็บปลอมด้วยนะ เพราะเว็บถูกต้องนั้นต้องลงท้ายด้วย .gov.in ไม่ใช่ .org  เด้ออออออออออ

เมื่อเปิดเข้ามาหน้าแรกแล้วให้เลื่อนลงมาจนสุดหน้า แล้วคลิก e-Visa Application

5245

 2 . คลิกเข้ามาที่ E-Visa Application  – กรอกข้อมูลเบื้องต้น

3.jpg

3.  กรอกข้อมูลส่วนตัว – ข้อมูล passport

จดเลข application id ไว้ด้วยนะ จะได้เอากลับมาใช้ตอน log in แก้ไขข้อมูลภายหลังได้

6.jpg7.jpg

4 : ข้อมูลที่อยู่อาศัย ครอบครัว ( พ่อ – แม่ ) และอาชีพ

8.jpg9.jpg10.jpg

5 : รายละเอียดการเดินทางและบุคคลอ้างอิง

*SAARC ประกอบด้วยประเทศ : บังกลาเทศ ภูฏาณ อินเดีย มัลดีฟ เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา อัฟกานิสถาณ

11.jpg12.jpg

 6 : upload ภาพ
      ภาพถ่าย พื้นหลังสีขาว ขนาด 1″ x 1″  ไฟล์.jpg

13.jpg14.jpg

7 : Upload passport
     สแกนพาสปอร์ตแบบไฟล์ PDF ขนาดไม่ต่ำกว่า 10 KB และไม่เกิน 300 KB   ไฟล์จะต้องเห็นรายละเอียดชัดเจนนะคะ

15.jpg

8.ตรวจสอบข้อมูล
   ข้อมูลสำคัญ: ชื่อ นามสกุล หมายเลข  วันเดือนปีเกิด หมายเลขพาสปอร์ต ห้ามผิด

21.jpgอินเดีย_๑๘๐๘๑๘_0117.jpg

9 : การชำระเงิน
การจ่ายเงินจะเป็นการชำระผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น โดยขั้นตอนให้เราเลือก Pay Now จะมีระบบธนาคารให้เราเลือก 2ธนาคาร  ส่วนเราเลือก axis bank เพราะขั้นตอนการจ่ายเงินง่ายกว่า

ยอดชำระอยู่ที่ 80 USD / คน 

19.jpg18

หลังจากนั้นก็รอเมลมายืนยันสเตตัสค่ะ

กรณีของใครข้อมูลไม่ครบ หลักฐานไม่ชัด จะมีเมลมาแจ้งให้อัพโหลดเอกสารใหม่ ของเราไม่ถึง 24ชั่วโมง ก็ได้เมลว่าวีซ่าผ่านแล้ว

ถ้าอีเมลแจ้งกลับมา Application Status  เป็น Granted ก็เท่ากับว่าวีซ่าเราผ่านละค่ะ หรือจะเข้าไปเช็คที่เว็บไซค์ https://indianvisaonline.gov.in/evisa/StatusEnquiry

_๑๘๐๘๑๘_0118

 สุดท้ายอย่าลืมปริ้นหน้า Visa ไปด้วยนะคะ สำคัญมากค่ะ 

22.jpg

E – Visa กับการเข้าอินเดีย 2 รอบ 

จากประสบการณ์ตรงของเราเกี่ยวกับการขอ E – Visa และการเข้าอินเดีย 2 รอบ

รอบแรกเราเดินทางเข้าอินเดียทางสนามบินเดลี ทริปนั้นเราไปเลห์ ลาดักค่ะ แล้วเมื่อเราขอวีซ่าแบบ E – Visa มานั้น ตม. ของอินเดียจะปั้มเกี่ยวกับวีซ่าและการเข้าเมืองของเรา ซึ่งในตราปั้มนั้นจะมีการเขียนเลขวันหมดอายุของวีซ่านั้นไว้ด้วยค่ะ ซึ่งการเข้าครั้งที่สองถ้าเราเดินทางเข้าอินเดียอีกครั้งแล้วยังอยู่ในช่วงเวลาที่ ตม. อินเดียเขียนไว้ให้ใน Passport ก็ถือว่าโอเค เข้าได้

(ครั้งแรกที่เราเข้าอินเดีย คือวันที่ 16 เมษายน 2018 วันหมดอายุคือ 14 มิถุนายน 2018)

แต่ก่อนเราจะเดินทางไปก็ไม่รู้ว่าตัวเองไปหาข้อมูลมาจากไหนว่า E – Visa ที่เราจะเดินทางเข้าอินเดียนั้น ถ้าจะเข้าอินเดียรอบสองต้องเข้าสนามบินเดิมเหมือนครั้งแรกเท่านั้น เพราะตอนที่เรากรอกวีซ่านั้น เขาจะมีให้ระบุสนามบิน เข้า – ออก ด้วย

ซึ่งตัวเราจะเดินทางเข้าครั้งที่สองวันที่ 1 มิถุนายน 2018 ซึ่งมันก็อยู่ในวันที่ๆทาง ตม. เขียนเอาไว้ แต่ๆๆๆๆ เราจะไม่ได้เข้าสนามบินเดลีในครั้งที่สอง เราจะเข้าทางสนามบินจัยปูร์

เราก็เลยโทรไปถามสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย มีเจ้าหน้าที่คนไทยรับสายแล้วก็ให้ข้อมูลเราว่า

” E – Visa กรอกสนามบินไหน ต้องเข้าออกสนามบินนั้น ถ้าเปลี่ยนสนามบินต้องทำใหม่ ”

โอเค ทำใหม่ก็ทำใหม่ค่ะ แต่เมื่อเราเดินทางเข้าอินเดียครั้งที่สองที่สนามบินจัยปูร์ ตม. อินเดียกลับพูดกับเราว่า ทำใหม่ทำไม อันเก่ายังไม่หมดอายุเลย เราเลยบอกว่าถามเจ้าหน้าที่ๆประเทศไทยมา เขาบอกใช้ไม่ได้ ตม. อินเดียบอกว่า ใช้ได้ ดูตามวันที่เลย ถ้ายังอยู่ในวันที่ ก็เข้าได้หมด สนามบินไหนก็ได้ ไม่ต้องเสียเงินมา 2 รอบ !!!

สรุป คืออออออออออออ ใครจะเข้าอินเดียรอบ 2 ให้ดูวันที่หมดอายุที่ ตม. เขียนไว้ให้ตอนเข้าครั้งแรก ถ้ายังอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ก็เข้าได้เลย สนามบินไหนก็ได้ในอินเดีย 

อินเดีย_๑๘๐๘๑๘_0115.jpg

ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com

How to … Visa จีน (ฉบับวีซ่าท่องเที่ยว)

0

เมื่อคนกลัวจีน ต้องไปจีน …

ใช่ค่ะ !! เราเป็นโรคกลัวจีน โรคที่ไม่แน่ใจว่ามียารักษารึป่าว หรือว่าควรไปเจอกับตัวแล้วถึงจะหาย ก็ไม่แน่ใจ   

แต่ในเมื่อสุดท้ายเราต้องไปจีน สิ่งแรกที่จะทำให้เราผ่านเข้าไปในประเทศจีนได้ ก็คงหนีไม่พ้นวีซ่า

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าคนไทยเราต้องขอวีซ่าไปจีนนะคะ แต่ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่า วีซ่า มันก็ไม่น่ากลัวและยุ่งยากเท่า วีซ่าอเมริกา หรือ ยุโรป แต่อย่างใด เพราะวีซ่าจีนนั้น ไม่ต้องใช้ใบลางาน ไม่ต้องแสดง statement ซึ่งอันนี้ถือว่าง่ายไปเยอะเลยค่ะ 

ขั้นตอนการเตรียมข้อมูลและเอกสารเราเองก่อนจะไปยื่นขอวีซ่าจีน 

มีดังนี้

  1. Passport มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน และต้องมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า
  2. สำเนาหน้าแรกของ Passport 1 ใบ
  3. ใบจองตั๋วเครื่องบิน (ไป-กลับ)  * ข้อนี้เข้าใจว่าบางท่านอาจจะยังไม่อยากจองตั๋วเครื่องบินจนกว่าจะได้วีซ่ามาครอง หรือ อาจจะเดินทางด้วยรถไปทางภาคเหนือของไทย แต่มันก็ยุ่งยากถ้าจะส่งเอกสารเรื่องรถ เพราะหลายต่อ  ดังนั้นเอกสารในส่วนนี้ให้เราไปจองตั๋วไป-กลับของการบินไทย ผ่านทางออนไลน์ แต่ให้เลือกชำระเงินแบบไปจ่ายที่เคาเตอร์ภายใน 48 ชม แล้วทางการบินไทยก็จะส่งเมลล์ booking มาให้เราค่ะ ก็ให้เราปริ้นใบนั้นออกมาเพื่อนำไปยื่นขอวีซ่าค่ะ 
  4. ใบจองโรงแรม (ทุกคืน) แบบมีชื่อของผู้เข้าพักทุกคน  **สำหรับคนที่มีแพลนจะต้องจองรถไฟนอนในจีนแบบเรา ก็จะมีหนึ่งคืนที่เราไม่ต้องพักโรงแรม แต่เวลาไปยื่นวีซ่า ก็ให้จองแบบยกเลิกได้ผ่านทาง http://www.booking.com 
  5. รูปถ่ายสี พื้นหลังสีขาว ไม่มีขอบ และถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ขนาด 48 x 33มม กว้างส่วนศีรษะ:15มม. ถึง 22มม., ความสูงส่วนศีรษะ: 28มม. ถึง 33มม. หน้าตรง เปิดหู ไม่หลับตา จำนวน 2 ใบ  *** 1 รูป ติดลงไปในแบบฟอร์มขอวีซ่า อีก 1 ใบ ยื่นให้เจ้าหน้าที่วันที่ไปยื่นขอวีซ่า 
  6. เเบบฟอร์มการขอยื่นวีซ่าจีน ****สามารถดาวน์โหลดได้ที่  https://www.visaforchina.org/BKK_TH/generalinformation/downloads/278317.shtml

ขั้นตอนการกรอกแบบฟอร์มขอยื่นวีซ่าจีน 

ให้เรากรอกให้ครบทุกช่อง ถ้าช่องไหนไม่ไม่มี ไม่ให้เว้นว่าง ให้กรอก N/A 

แบบฟอร์มมีทั้งหมด 4 หน้า

หน้าที่ 1 : ข้อมูลส่วนตัว

วีซ่าจีน1วีซ่าจีน2

หน้าที่ 2

วีซ่าจีน3วีซ่าจีน4

หน้าที่ 3 วีซ่าจีน5วีซ่าจีน6

หน้าที่ 4 วีซ่าจีน7วีซ่าจีน8


เมื่อกรอกแบบฟอร์มครบแล้ว มีเอกสารสำหรับใช้ในการขอวีซ่าครบแล้ว ก็ไปขอวีซ่ากันค่ะ

สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในประเทศไทยมีทั้งหมด 3 แห่ง 

  1. อยู่ในกรุงเทพ

ที่อยู่      1550 อาคารธนภูมิ ชั้น 5 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400  แฟกซ์ 02-207-5988,022075933 Call Center 02-207-5888

ค่าใช้จ่ายสำหรับการขอวีซ่าจีน (วีซ่าท่องเที่ยว) 1500 บาท / คน

2. อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่

ที่อยู่        111 ถ.ช่างหล่อ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100 

โทรศัพท์    +66-5328-0380; +66-5327-6457; +66-5327-6125  แฟ๊กซ์        +66-5327-4614

ค่าใช้จ่ายสำหรับการขอวีซ่าจีน (วีซ่าท่องเที่ยว) 1000 บาท / คน  (ไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์ยื่นขอวีซ่า)

3. อยู่ที่จังหวัดสงขลา

สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา

ที่อยู่         เลขที่ 9 .สะเดา สงขลา 90110 

โทรศัพท์  (074) 322034, 325045     แฟ๊กซ์       (074) 323772

ค่าใช้จ่ายสำหรับการขอวีซ่าจีน (วีซ่าท่องเที่ยว) 1000 บาท / คน  (ไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์ยื่นขอวีซ่า)


สำหรับชาวหาดใหญ่แบบเราไปขอวีซ่าได้ง่ายๆที่ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา ไปง่ายๆ สถานกงสุล อยู่ไม่ไกลจากศูนย์ราชการค่ะ  และเพื่อความรวดเร็วให้เตรียมเอกสารไปให้พร้อม  สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา ลักษณะคล้ายๆกับบ้านคนทั่วไป แต่จะมีธงชาติจีนประดับอยู่ค่ะ เมื่อไปถึงแจ้งพี่ยามว่ามาขอวีซ่า พี่ยามก็ให้แลกบัตรเอาไว้ให้ค่ะ แล้วให้เราเดินเข้าไปในตัวอาคาร จะมีลุงเจ้าหน้าที่หน้าด้าน ให้เราผ่านเครื่องสแกนเข้าไปแล้ว เอาของฝากไว้ในล็อกเกอร์ เอาเข้าไปได้แค่ เอกสาร ปากกา แค่นั้นค่ะ  เมื่อเข้ามาด้านในแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่คนไทยสองคน ช่วยในการตรวจเอกสารของเราค่ะ ถ้าเอกสารเรียบร้อยแล้วไม่เกิน 15 นาที ก็เสร็จค่ะ แล้วเจ้าหน้าที่จะออกบัตรให้เรา ซึ่งถ้าใครไม่ว่างมารับวันที่เจ้าหน้าที่แจ้งสามารถมารับหลังจากนั้นได้ค่ะ ( เราก็ไม่ว่าง กว่าจะได้ไปเอาวีซ่าก็เลทมาเกือบ 2 สัปดาห์เลยค่ะ) และเงินค่าวีซ่าให้จ่ายวันมารับวีซ่านะคะ   ช่วงเวลาในการไปขอวีซ่า คือช่วงเช้า 9.00-12.00 น  ช่วงบ่าย 14.30-16.00 น ส่วนเวลาที่จะมารับวีซ่าได้นั้นคือ 14.30-16.00 น เท่านั้นนะคะ 

วีซ่าจีนไม่ยากเลยค่ะ แค่เราเตรียมเอกสารไปให้พร้อม ไม่เกิน 15 นาที ก็เรียบร้อย รอ4วันก็ได้วีซ่าจีนมาครอง


ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com

หนีไปญี่ปุ่นกับเวียดนามแอร์ไลน์

เราเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ชอบเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น บวกกับปัจจุบันสายการบินหลายๆสายการบินออกโปรโมชั่น ยั่วใจขนาดนี้ ใครจะไปอดใจไหว (ข้ออ้างชัดๆๆ) และเมื่อกลางปีที่แล้ว (2559) ที่เราเจอตั๋วโปรโมชั่นราคาดีดี้ ของสายการบิน Vietnam Airline ที่ทำราคาโปรออกมาน่าสนใจมากๆค่ะ นักหนีเที่ยวแบบเราไม่ต้องคิดมากกดจองเลยจ้าาาาา (ใจง่ายตลอดดด) ซึ่งสายการบินนี้ไม่ค่อยจะมีกระทู้รีวิวสักเท่าไร เราเลยขอเอาประสบการณ์ของตัวเองมาแชร์ เผื่อว่าจะสามารถเป็นตัวเลือกให้กับคนที่อยากประหยัดงบไว้ช้อปปิ้งแบบเรากันค่ะ

16UTx-o
ทริปนี้เราเดินทางเมื่อวันที่ 10/5/59 กลับ 17/5/59  โดยการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางด้วย Vietnam Airline ครั้งแรกของเราค่ะ ตอนแรกก็หวั่นๆใจเพราะยังไม่เคยบินสายการบินนี้มาก่อน แต่เพราะได้ราคาโปรรวมภาษีโนนนี่สิริรวมอยู่ที่คนละ 8300 บาท จองผ่าน expedia ให้น้ำหนักกระเป๋าคนละ 30 kg (กระเป๋าไม่เกิน2ใบ)

0210

ซึ่งถามเราว่าราคา 8300 บาท มันถูกที่สุดรึป่าว ก็มันก็ไม่ค่ะ เพราะเชื่อว่ามีหลายคนเคยได้ราคาไปญี่ปุ่นจากโลวคอร์สให้ราคาต่ำกว่านี้แน่นอน แต่สำหรับเราว่าราคานี้คุ้มมาก เพราะโหลดกระเป๋าได้ 30 kg เลือกที่นั่งได้ เลือกอาหารได้ ไม่ต้องซื้อใดๆเพิ่มเลยค่ะ 

ขาไป Bangkok – Ho Chi Minh – Narita 

แน่นอนว่าถ้าบินสายการบินนี้เราต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเวียดนาม ส่วนเวลาที่จอดแวะก็แล้วแต่เราจะเลือกหาดูตามความชอบและเหมาะสมของเราเลยค่ะ 

แนะนำให้ทำ web check-in มาก่อนค่ะ เราจะได้เลือกที่นั่งได้ (เราจองผ่าน expedia จะเลือกที่นั่งจากกรุงเทพ-เวียดนาม ให้ตั้งแต่จอง) ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพ-โฮจิมินห์ประมาน 1 ชม 30 นาที พร้อมกับเสิร์ฟอาหาร 1 มื้อ  CG9-o ขาไปเราลืมถ่ายรูปภายในเครื่องจากกทม – โฮจิมินห์ มาค่ะ แต่ทีนั่งจะเป็นแบบ 3 – 3 มีจอร่วมที่ใช้ประมาณ 3 แถวต่อ 1 จอ ในส่วนของเบาะนั่งสบายดีคะ ไม่อึดอัด  โดยเที่ยวขาไป เราเลือกเวลาต่อเครื่อง 3.30 ชม ตอนเราไปเราลืมแลกเงินดองหรือเงินดอลล่าห์ไป เราเลยตัดบัตร visa ก็สามารถซื้อขนมกินเพลินๆระหว่างรอเครื่องได้ค่ะ และที่สนามบินมี wifi ให้เล่นฟรี แต่ความเร็วอาจจะขัดใจหน่อย 

SMpcqyL-o

เครื่องจากโฮจิมิน – นาริตะ เครื่องลำใหญ่นั่งสบายเลยคะ แถวที่นั่งจะเป็น 2-4-2 มีจอส่วนตัวก่อนถึงนาริตะจะเสิร์ฟอาหารอีก 1 มื้อ (ซึ่งเราลืมถ่ายรูปมาอีกละ) ในส่วนของรสชาติอาหาร ความเห็นส่วนเราคือ ไม่ได้อร่อย แต่ก็พอกินได้ เชื่อว่าหลายคนไม่ชอบการบินต่อเครื่องเพราะกลัวไฟลท์ดีเลย์ ซึ่งในครั้งนี้เราก็เจอค่ะ ตามเวลาเราจะบินต่อไปนาริตะ เวลา 0.35 น แต่กลับกลายเป็นว่าทางสายการบินเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องเลทไปประมาน 30 นาที และให้ไปนั่งรอนิ่งๆอยู่บนเครื่องอีกประมาณ 1 ชม แต่ตอนนั้นเราง่วงมากๆ เลยไม่ได้ฟังว่าเหตุผลที่ดีเลย์เพราะอะไร สรุปว่าเรามาถึง นาริตะ เลทไป 1 ชม เลยค่ะ  ตามแพลนเที่ยวเราไม่ได้รีบไปไหนต่อ ไม่ต้องทำเวลาก็เลยไม่ซีเรียสกับเวลาที่เลทไป ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้ค่ะ ส่วนใครที่ต้องบินต่อเครื่องแบบนี้ต้องแพลนดีๆเรื่องเวลาให้สามารถยืดหยุ่นได้ เราจะไม่ต้องมากังวลลุ้นว่าจะทันมั้ย

ขากลับ Narita – Ha noi – Bangkok

ขากลับเราเลือกเที่ยวบินออกจาก นาริตะ 10.00 น. รอบนี้ไม่มีดีเลย์ ตรงเวลาเป้ะ ภายในเครื่องที่นั่งเป็นแบบ 3-3-3 มีจอส่วนตัว เหมือนเดิมค่ะเราทำ web check-in มาล่วงหน้าคะ แถวเราอยู่ฝั่งขวาเรานั่งแค่2คนแฟน อีกที่ว่าง นั่งสบายๆ 

51HE65-o2QS4H-oเราสูง 165 นั่งได้สบายๆ93SD237oJQn4-oหลังเครื่องขึ้นแตะระดับได้แล้วก็จะมีบริการขอว่าง7Z-oต่อมาก็เป็นเวลาขอมื้ออาหาร8wRjY75-o3Vd5k-o

รอบนี้เรามาต่อเครื่องที่ ฮานอย ค่ะ สนามบินใหม่มีร้านค้าและร้านอาหารให้เลือกซื้อได้เพลินๆค่ะ รอบนี้เรารอต่อเครื่อง 2.30 ชม รอบนี้ไม่เจอดีเลย์ เมื่อมาถึงสนามบินฮานอยก็มองหาป้าย transfer แล้วก็เดินตามไปเรื่อยๆเลยคะ จากนั้นก็สแกนกระเป๋าก่อนจะไปนั่งรอเครื่องที่ Gate เมื่อถึงเวลา 16.15 น. เราก็เดินทางกลับไทยกันจ้า 

51c4N6u-o3QhURF-o86ZWXXz3z-oบริการอาหารอีก 1 มื้อ

33i3f2FU-o

การบริการของแอร์ เราว่าโอเคนะ ขออะไรให้หมด ช่วยเหลือทุกอย่าง แต่อาจจะไม่ได้ยิ้มแย้มแบบคนไทย ในส่วนของอาหาร ไม่ได้ถึงกับอร่อยแต่ก็พอทานได้ (ความเห็นส่วนตัว) ถือว่าโอเคมากๆคะ กับราคาที่จ่ายไป  ซึ่งถ้ามีโปรราคานี้มากอีกเราไม่พลาดแน่นอนค่ะ

สรุป

ข้อดี

  • ราคา 8300 บาท รวมอาหารไปกลับ ทั้งหมด 4 มื้อ
  • โหลดกระเป๋าฟรีคนละ 30 kg
  • เลือกที่นั่งได้ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
  • เบาะนั่งสบายไม่เมื้อย
  • บริการแอร์อยู่ในระดับดี

ข้อเสีย

  • ต้องต่อเครื่อง ทำให้เวลาเดินทางยาวขึ้น
  • อาจจะเจอดีเลย์

 

สามารถเข้าไปดูเที่ยวบินและราคาโปรแบบนี้ได้ที่  

https://www.vietnamairlines.com/th/en/plan-book/book-flight-now/promotions/promotions-detail/thailand/TH-NEA/BKK-JP?utm_source=GDN&utm_medium=CPC&utm_campaign=IDM-TH-EN

ภาพหน้าจอ 2017-09-24 12


ติตตามบันทึกนักหนีเที่ยวได้ที่ 

Facebook : https://www.facebook.com/neetiewdiary/

Instagram : neetiewdiary

web : www.neetiewdiary.com