OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN

โลกใต้น้ำคือโลกที่วิเศษ

แต่ถ้าไม่มีเวลาไปทะเล ก็ไปอควาเรี่ยมแทนละกันเนอะ

เราเคยไปโอซาก้าแล้ว คิดกรรมเด่นๆในโอซาก้าก็เคยทำมาหลายอย่าง เคยไปมาหลายแห่ง

การเดินทางครั้งนี้เราเลยอยากสถานที่ใหม่ที่ยังไม่เคยไปป

และสถานที่แห่งนั้นก็คือ อควาเรี่ยม

OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN จัดเป็นอควาเรี่ยมที่ใหญ่ติด 1 ใน อควาเรียมที่มีความยิ่งใหญ่ระดับโลก และถูกจัดเป็นอควาเรียมที่ดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่นและเอเชีย

เดินทางไปโอซาก้ารอบนี้เราไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชมโลกใต้ทะเลแบบที่ตัวเองไม่ต้องดำน้ำเอง เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลาไปทะเล และไม่ได้เรียนดำน้ำแบบเรา ฮ่าาาาา

วิธีการเดินทางมายัง OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN

  • สถานี: Osakako Station
  • ทางออก: ทางออกหมายเลข 1 (Exit 1)

จากทางออก 1 เดินตรงมาตามถนนมาเรื่อยๆ ให้สังเกตชิงช้าสวรรค์อันใหญ่โต แล้วก็เดินมาตามมาเลย เดินมาเรื่อยๆประมาณ 5 นาที เราก็จะเห็นตึกสีฟ้าสลับแดงตั้งสง่าอยู่ไม่ไกล

ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์

  • ผู้ใหญ่ ค่่าเข้าชม 2,300 เยน
  • ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ค่าเข้าชม 2,000  เยน
  • เด็กโต (อายุ 7-15 ปี)ค่าเข้าชม 1,200 เยน
  • เด็กเล็ก (อายุ 4 – 6 ปี) ค่าเข้าชม 600 เยน
    เด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเช้าชม

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.kaiyukan.com/language/thai/ticket.html

ส่วนตัวเราเองนั้นซื้อตั๋วผ่าน https://www.klook.com/th ราคาคนละ 657 บาท

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า ลิเดีย เป็นวัยรุ่น มีสถานที่ตั้งมากมายในโอซาก้าให้ไปเที่ยว ทำไมเลือกมาอควาเรี่ยม เพราะสถานที่แห่งนี้น่าจะเหมาะกับการเที่ยวในครอบครัวมากกว่า

จริงๆหลายๆครั้งที่เราออกเดินทาง ไปยังประเทศที่เราไม่คุ้นชิน เรากลับอยากลองทำอะไร ที่ตอนเราอยู่บ้านเราไม่ได้อยากทำ เช่นเดียวกัน การเดินทางไปโอซาก้าครั้งนี้ เราเลยชวนคุณแฟน ไปเที่ยวเล่นอควาเรี่ยมกันดีกว่า

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงให้ชมทั้งสัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ไม่มีกระดูกรวมไปถึงพืชพันธุ์ต่าง ๆ มากถึง 30,000 ชีวิต ราว 620 สายพันธุ์

โดยจะจัดสิ่งมีชีวิตประเภทต่าง ๆ เอาไว้ร่วมกันแบบใกล้เคียงกับระบบนิเวศน์ในธรรมชาติมากที่สุด คือเราจะได้ชมโลกใต้น้ำเสมือนเราได้ดำดิ่งแหวกว่ายลงไปเองประมาณนั้น

การเที่ยวชมอควาเรียมแห่งนี้ เราจะเริ่มเดินจากชั้นบนสุดก่อนแล้วค่อย ๆ เดินวนลงมาจนถึงชั้นล่างสุด ขณะที่เดินชมในแต่ละชั้นก็จะได้พบกับสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในระดับน้ำที่มีความลึกต่างกัน จึงมีโซนต่าง ๆ ให้เราได้ชม

ให้อารมณ์ค่อยๆดำดิ่งลงไปในท้องทะเลดึก

โซนที่ 1 : Aqua Gate อุโมงค์ใต้น้ำ

อุโมงค์นี้จะเป็นช่วงสั้นๆ ให้เราพอได้ตื่นเต้นที่กำลังจะดำดิ่งลงไปในโลกใต้ท้องทะเล

โซนที่ 2 : Japan Forest (ป่าญี่ปุ่น)

เมื่อผ่านอุโมงค์ใต้น้ำมาแล้ว เราจะได้เจอกับโซนป่าญี่ปุ่น โซนนี้ถูกสร้างให้คล้ายกับป่าริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นการจำลองระบบนิเวศป่าญี่ปุ่น

ส่วนใหญ่จะมีสัตว์บก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์น้ำ สัตว์หลายๆชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันและเกื้อกูลกัน

และสัตว์ที่ดูจะได้รับความสนใจมากที่สุดก็น่าจะเป็น นุ้งนาก ที่มีแต่นักท่องเที่ยวรุมถ่ายรูป

โซนที่ 3 : Aleutian Island หมู่เกาะอะลูเชียน

โซนนี้เป็นการจำลองหมู่เกาะอะลูเชียนของสหรัฐอเมริกา เกาะที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น สัตว์ที่อยู่ในโซนนี้มีทั้งสัตว์ปีก แล้วสัตว์น้ำ รวมถึงเจ้านกพัฟฟินด้วยนะ

โซนที่ 4 : Monterey Bay อ่าวมอนเทอเรย์

โซนนี้จะเป็นการจำลองอ่าวเทอเรย์ท่าชายฝั่งลิฟอร์เนีย มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ เราจะได้เห็นเจ้าแมวน้ำแหวกว่ายตามโขดหิน

โซนที่ 5 : Ecuador Rainforest ป่าฝนเขตร้อนเอกวาดอร์

โซนนี้จะเป็นการจำลองป่าฝนเขตร้อนของ เอกวาดอร์ ประเทศที่อยู่ทางใต้ของอเมริกา ที่ป่าฝนที่ตั้งอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตร ปลาที่อยู่ในเขตนี้มีมานานมากกว่า 1ล้านล้านปีเลยด้วยนะ

โซนที่ 6 : Antarctica ทวีปแอนตาร์กติกา

โดยโซนนี้ก็จะมีนุ้งกวิ้นน่ารักมากกกกกกกกกก ให้เราได้ชมการใช้ชีวิตของเพรนกวินแบบใกล้ชิด

ใครชอบนุ้งกวิ้นต้องไม่พลาดดดดด

โซนที่ 7 : Antarctica ทวีปแอนตาร์กติกา

โซนนี้เป็นโซนที่อยู่ของปลาโลมาลายเว้นแปซิฟิก

เราจะได้ชมน้องโลมาแหวกว่ายหน่ำใจมากกกกกกกกก

โซนที่ 8 : Great Barrier Reef เกรตแบร์ริเออร์รีฟ

โซนนี้เป็นการจำลองเกรตแบร์ริเออร์รีฟของประเทศออสเตรเลีย ที่มีแนวประการังมากถึง 5000 กว่าแนว โซนนี้เราจะได้ชมปะการังที่มีรูปร่างและสีสันที่หลากหลาย พร้อมด้วยเจ้าปลาสีสันสดใส โซนนี้เอาใจเด็กๆไปเล้ยยย

ไม่พอแค่นั้นเพราะภายในโซนนี้จะมีนิทรรศการสำหรับเด็กๆ แถมยังมีปลานีโม น่ารักๆ อีกด้วยนะ เด็กๆๆต้องชอบโซนนี้แน่นอน

โซนที่ 9 : Pacific Ocean (มหาสมุทรแปซิฟิก) โซนที่อยู่ของปลาฉลามวาฬซึ่งเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไฮไลท์ของควาเรี่ยมแห่งนี้ ก็คือตู้โชว์ขนาดใหญ่ที่สุดในอควาเรียมแห่งนี้ มีความลึกมาถึง 9 เมตร และจุน้ำถึง 5,400 ลูกบาศก์เมตร โดยมีพระเอกของตู้โชว์ขนาดยักษ์นี้ก็คือ เจ้าฉลามวาฬ เจ้าจุดตัวใหญ่ที่จะมาแหวกว่ายโชว์ตัวให้เราดูได้ชม

และโซนนี้คือโซนที่ทำให้เราลืมเวลาไปเลย เพลินมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

โซนนี้เป็นโซนที่มีที่นั่ง ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ นั่งชิลมากเวอร์ !!!

เพราะโซนนี้เองทำให้เรารู้สึกว่าความจริงแล้วอควาเรี่ยม ไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับครอบครัว แต่มันคือสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัน อควาเรี่ยมให้อารมณ์เหมือนกับมิวเซี่ยมที่มีชีวิต มันให้ทั้งความเพลิดเพลิน และความลึกซึ่งในตัวตน

โซนที่ 10 : Seto Island ทะเลเซะโตะใน

ทะเลเซะโตะใน เป็นโซนของทะเลที่โด่งดัง มีชื่อเสียงในฐานะต้นกำเนินของการประมงแบบเพาะเลี้ยง

โซนที่ 11 : Seasonal Exhibit แทงค์น้ำจัดแสดงพิเศษ

โซนนี้จะจัดแสดงสิ่งมีชีวิตที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังคัดสรรว่าน่าสนใจ โดยการแสดงก็จะวนเวียนเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ

คือตอนที่เราไป เราดันจำไม่ได้ว่าตู้นี้จัดแสดงอะไร แถมไม่ได้ถ่ายรูปอีกกกกกก

เก๊าขอโทษ เก๊ามัวแต่ตื่นเต้นกับน้องจุดตัวใหญ่ 555555555555555

โซนที่ 12 : Jellyfish แมงกะพรุน

ส่วนตัวเราชอบโซนนี้มากกกก มันดูมีอารายมากกกกกกกกกกกกกกก

โซนนี้เจ้าแมงกะพรุน มาในธีมกาแล็กซี่ แมงกะพรุนโปร่งใส เคลื่อนไหวตัวไปมา คล้ายดาวบนฟ้า

คือถ่ายรูปออกมาสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

โซนที่ : 13 ให้เราได้สัมผัสกัน

โซนนี้จะเป็นโซนที่เราจะได้เห็นสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด อย่างเช้นเจ้าแมวน้ำอ้วนๆที่นอนอวดพุงให้นักท่องเที่ยวแบบเราได้ชมกัน

โซนที่ 14 : คาเฟ่ และ ร้านของที่ระลึก

ก่อนกลับแวะมาละลายทรัพย์กันที่ร้านของที่ระลึกที่มีแต่ของน่ารักกกกกกกก และอย่าลืมแวะทานซอฟครีมน้องวาฬด้วยนะ

OSAKA AQUARIUM KAIYUKAN

หากถามเราว่าควาเรี่ยมแห่งนี้เป็นสถานที่ห้ามพลาดรึป่าว

เราก็คงตอบว่าห้ามพลาดดดดดดดดดดดด

เพราะจากตอนแรกที่เราคิดว่าจะมาแค่สนุกๆ ใช้เวลาไม่นาน กลายเป็นว่าเราใช้เวลาอยู่ในอควาเรี่ยมแห่งนี้นานเป็นครึ่งวัน อควาเรี่ยมคือสถานที่ๆทุกคนในครอบครัวสามารถสนุกร่วมกันได้ วัยหนุ่มสาวแบบเรา มาเดทกันที่สถานที่แห่งนี้ก็ให้อารมณ์โรแมนติกไปอีกแบบนะ

สุดท้ายอวาเรี่ยมสำหรับเราคืออีกหนึ่งสถานที่ๆให้เราได้รู้สึกหลากหลายอารมณ์ ให้เราได้รู้สึกใกล้ชิดสิ่งมีชีวิตใน มันคือความสุนทรีย์ที่มีชีวิต มันคือความอาร์ตสีฟ้า

ตลาดโอ๊ะป่อย | สายน้ำ วัฒนธรรม ชีวิต

ตั้งแต่ต้นปี 2562 เป็นปีที่เราตั้งใจว่าจะเที่ยวไทยให้มากขึ้น

ออกเดินทางเพื่อทำความรู้จักประเทศตัวเองให้มากกว่าเดิม

และในช่วงที่เรางานยุ่งมากกกกกกกกกกกกกกก

อยากพักผ่อนแต่เวลาก็ดันมีน้อยกว่าเงินในกระเป๋าที่ว่าน้อยแล้วนะ

เห้อออออออออออออออออออออ

หาข้อมูลไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็ได้เจอกับ “ตลาดเช้าริมธาร” แห่งใหม่ของจังหวัดราชบุรี

“ตลาดโอ๊ะป่อย” เป็นชื่อภาษากระเหรี่ยง

คำว่า “โอ๊ะป่อย” แปลว่า “พักผ่อน”

ตลาดแห่งนี้เป็นการรวมตัวของชาวบ้านในชุมชน ต้องการที่จะบอกเล่าเรื่องราวของชนเผ่ากระเหรี่ยง ที่ปัจจุบันกำลังจะเลือนหาไป

ความน่าสนใจของ “ตลาดโอ๊ะป่อย” เป็นตลาดเช้าริมลำน้ำแม่น้ำภาชี เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ ธารมีน้ำไหลผ่านตลอดปี โดยบรรยากาศรอบๆปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้สถานที่แห่งนี้ร่มเย็น มันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆให้คนเมืองได้ออกมาชาตแบตพร้อมกับการสัมผัสวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้

ไฮไลท์ของที่นี่ ที่ทำให้เราและชาวคณะยอมตื่นเช้าขับรถออกมาจากกรุงเทพตั้งแต่ตี 5 ก็เพราะที่ตลาดแห่งนี้จะมีพระบิณฑบาตร ความพิเศษและเราถือได้ว่าเป็นอันซีนอีกอย่างเลย นั่นก็เพราะพระท่านจะยืนมาบนแพไม้ไผ่ที่มีผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน ถ่อแพมาตามลำน้ำ

ซึ่งพระถ่อแพมาบิณฑบาตร ไม่ใช่ประเพณีที่พึ่งสร้างขึ้นมา แต่เป็นประเพณีเก่าแก่ของที่นี่ แต่เมื่อถนน หนทางมันสะดวกขึ้นแบบในปัจจุบัน ประเพณีเลยเลือนหายไป

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่สำคัญ คือ ผู้ใหญ่บ้านซึ่งถือเป็นผู้นำชุมชน จะเป่าแตรที่ทำมาจากเขาสัตว์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกชาวบ้านให้รับรู้ ว่ามีพระท่านเดินทางมาบิณฑบาตรแล้วนะ

ประเพณีนี้ไม่ใช่ภาพที่เราจะหาชมได้ง่ายในปัจจุบัน แล้วมีหรอบันทึกนักหนีเที่ยวจะพลาดที่จะมาตักบาตรริมน้ำที่ตลาดโอ๊ะป่อยแห่งนี้

นักท่องเที่ยวแบบเรา ใครจะเอาของมาบิณฑบาตรมาเองตั้งแต่บ้านเลยก็ได้ หากใครไม่ได้เตรียมมาก็สามารถหาซื้อที่ตลาดได้แบบเรา ชุดละ 50 บาท เป็นอาหารแห้งที่มาในชะลอมอันขนาดเหมาะมือ

เมื่อถึงเวลาที่พระท่านเดินทางมาตามลำน้ำ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ประกาศเรียกเราให้ไปเข้าแถว เพื่อจะเข้าแถวตักบาตร

ก่อนจะพาทุกคนไปทัวร์ร้านค้าต่างๆในตลาด เราอยากเอาความน่ารักของตลาดแห่งนี้มานำเสนอก่อน

  • ที่นี่ชาวบ้านจะแต่งชุดแบบกระเหรี่ยง
  • ที่นี่มีชุดกระเหรี่ยงให้เราได้เช่าใส่ถ่ายรูปด้วยนะ
  • ที่นี่มีดนตรีไทยที่บรรเลงสดๆจากน้องๆชาวกระเหรี่ยง

เมื่อที่นี่ คือ ตลาด แน่นอนค่ะ สิ่งที่มี ตั้งแต่อาหารที่เป็นวัฒนธรรม อาหารทั่วไป ให้เราได้เลือกซื้อ เลือกรับประทานกันตามใจชอบเลย

ที่นี่ไม่ได้ขายแค่ของกินนะคะ ยังมีสินค้าฝีมือชาวบ้านให้เราได้เลือกซื้อกลับไปอีกด้วย

ยังมีแม่เฒ่าที่นับถือของหมู่บ้าน มาคอยผูกข้อมือให้กับนักท่องเที่ยวด้วยนะ

เราชื่นชมการบริหารงานของตลาดแห่งนี้ เพราะให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเด็กน้อยที่เป็นมัคคุเทศน์น้อย และคอยบริการช่วยเก็บขยะจากนักท่องเที่ยว ชาวบ้านในชุมชนมาเป็นพ่อค้าแม่ค้า มันเป็นภาพที่น่ารัก และทำให้คนที่ได้มองแบบเราก็สุขใจไปด้วย

กิจกรรมของตลาดโอ๊ะป่อย ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ เพราะที่นี่ยังมีบริการที่ให้นักท่องเที่ยวแบบเราได้ชื่นชมธรรมชาติด้วยการล่องแพไม้ไผ่

ค่าบริการเที่ยวละ 200 บาท

บอกเลยว่าคุ้มค่า คุ้มราคามากกกกกกกกกกกกกกกกกก

ได้ล่องแพไปตามลำน้ำที่ไหลเย็น สดชื่นมากกกกกกก แนะนำมาแล้วก็ควรล่องแพด้วย

ใครจะเล่นน้ำก็เตรียมชุดมาเปลี่ยนได้เลยนะ

แต่แนะนำว่าควรเล่นน้ำก่อนเที่ยง เพราะหลังจากนั้นจะมีมวลมหาประชนอีกล้นนนนนนนนน มาเล่นน้ำเต็มลำธารเลยจ้าาาาา

ใครที่รักในธรรมชาติ ชื่นชอบในวัฒนธรรม ประเพณีเก่าแก่ แถมยังเป็นการท่องเที่ยวชุมชน เที่ยวเมืองรองด้วยมุมมองใหม่แบบเราเอง เราแนะนำว่าตลาดโอ๊ะป่อย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆคุณควรไปเยือนให้ได้

ตลาดริมธาร โอ๊ะป่อย เปิดทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00

หากใครต้องการไปตักบาตร : แนะนำว่าควรไปให้ถึงก่อน 7.30- 8.00 น.

ที่ตั้ง : ตรงข้ามกับวัดป่าท่ามะขาม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

สอบถามรายเพิ่มเติมที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง โทร 092-371-7799

นาฬิกาหยุดเดิน ที่ “ปากพนัง”

เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้มาอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช การเดินทางครั้งนั้น เราเดินทางมายังปากพนัง เพื่อถามหากาแฟอร่อยๆ จากคาเฟ่ดีๆที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองแห่งนี้

แต่การเดินทางครั้งนั้นทำให้เราได้เจอมากกว่ากาแฟอร่อยๆ เราได้รู้ว่าปากพนังยังคงเป็นเมืองเก่าที่ยังคงเสน่ห์เหล่านั้นเอาไว้ แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงผ่านมากี่ปีแล้ว

แต่กลายเป็นว่า “ปากพนัง” คือเมืองที่นาฬิกาหยุดเดิน

ทริปนี้เป็นวันเดย์ทริปที่เราจะพาทุกคนหนีเที่ยวปากพนังกัน

เราจะพาไปทั้งเที่ยว ทั้งกิน

เอาให้เม็มกล้องเต็ม หนังท้องตึงกันไปเล้ยยยยยย

วิธีเดินทางมาปาากพนัง

หากใครมีรถส่วนตัวการเดินทางมายังอำเภอปากพนังนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากใครที่ไม่มีรถส่วนตัวแต่อยากมาเที่ยวปากพนัง เราแนะนำให้นั่งรถเมล์ นครศรีฯ – ปากพนัง โดยรถจะมาจอดที่ท่าเรือข้ามฟากพอดีคราวนี้เราก็จะสามารถเดินเที่ยวปากพนังต่อได้เลย


เรือข้ามฟาก 1 บาท

เรือข้ามฟาก 1 บาท เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว

ปัจจุบันเรือข้ามฟากปากพนังก็ยัง 1 บาท

เรือข้ามฟากที่ว่าไม่ได้เก็บเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด แต่มันคือวิถีชีวิตจริงๆของปากพนังที่ยังคงดำเนินอยู่

หากใครมาปากพนังด้วยรถเมล์ก็ให้นั่งเรือข้ามฝากไปอีกฝั่งแล้วเที่ยวเสร็จก็ค่อยนั่งกลับมา หรือหากใครขับรถส่วนตัว ก็ให้หาที่จอดที่รับฝากที่มีอยู่หลายแห่งทีเดียว แล้วลองนั่งเรือข้ามฟากไปกลับ แค่ 2 บาท แต่บรรยากาศมันเกินราคาที่เราจ่ายไปมากมายนัก


ตลาดร้อยปีปากพนัง ตลาดปลาที่อุดมสมบรูณ์

อยากเห็นวิถีชีวิตของเมืองใด ให้ไปเดินตลาดของเมืองนั้น

จากที่เรานั่งเรือข้ามฟากมาแล้วเราจะได้เจอกับตลาดปลาที่มีพื้นที่ไม่มากนัก แต่อัดแน่นไปด้วยแม่ค้า พ่อค้าที่นำสินค้าโดยเฉพาะอาหารทะเลสดๆ(ที่พึ่งขึ้นจากทะเล)มาขายกัน

คนปากพนังก็จับจ่ายใช้สอยกันอยู่ที่นี่ นักท่องเที่ยวอย่างเรานอกจากจะได้เดินดูความอุดมสมบูรณ์ของปากพนังผ่านสินค้าที่ขายอยู่ในตลาดแล้ว เรายังจะได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่จริงๆอีกด้วย

รูปใบนี้จากกล้องฟิล์ม


ใช้เท้าทำความรู้จัก

ถ้าอยากเห็นเมืองไหนเป็นอย่างไร ให้เราลองเดินสำรวจเมืองนั้น

และวันนี้เราก็จะใช้เท้าในการเดินสำรวจเมืองปากพนังกัน มันน่าจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของคนปากพนังได้มากขึ้น

เราจากตลาดร้อยปีมาเจอกับสี่แยกถนนชายน้ำ ซึ่งตึกเป็นตึกแรกที่สร้างด้วยปูนในปากพนัง และตรงนั้นแต่เดิมเป็นห้างแรกของปากพนังที่มีขายผ้า แต่ต่อมาได้มีนกนางแอ่นคู่หนึ่งมาทำรังภายในห้างแห่งนี้ เจ้าของตึกนี้เลยปิดกิจการแล้วเปลี่ยนให้ตึกแห่งนี้เป็นบ้านของนกนางแอ่นแทน

หากใครกลัวหลง ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะตลอดเส้นทางบนถนน ลุงป้าน้าอาชาวปากพนังน่ารักมาก พร้อมที่จะบอกทางช่วยเดินนักท่องเที่ยวต่างถิ่นแบบเราตลอดเวลา


ข้าวมันไก่ ช่างเฟอร์นิเจอร์

เราเริ่มต้นทริปวันนี้ด้วยข้าวมันไก่ช่างเฟอร์นิเจอร์ เราได้ข้อมูลมาจากเจ้าของพื้นที่ว่า ข้าวมันไก่เจ้านี้เดิมคุณลุงเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ แต่ปรับเปลี่ยนอาชีพมาขายข้าวมันไก่

แต่ที่ว่าเปลี่ยนอาชีพเนี่ยไม่ใช่ว่าคุณลุงพึ่งเปลี่ยนมาขายข้าวมันไก่นะคะ เพราะว่าถ้านับเวลามันถึงตอนนี้ลุงคุณก็ขายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี

เราเข้ามาในร้านสังเกตจากสายตาแบบเร็วๆก็รับรู้ได้ว่า ร้านนี้เป็นที่นิยมของคนท้องถิ่น นั่นยิ่งยอกย้ำให้รู้ว่ารสชาติต้องไม่ทำธรรมดาแน่ๆ

เราสั่งข้าวมันไก่ธรรมดามาหนึ่งจาน ราคา 40 บาท แต่ปริมาณน่าจะเท่ากับธรรมดา 2 จานที่อื่นเลยทีเดียว แถมไก่ที่โปะมาบนข้าวก็หนาเกือบจะ 3 เท่าของที่อื่นอีกกกกกก

รสชาติไม่ต้องพูดถึงเพราะอร่อยมากกกก ทุกอย่างพอดีเข้ากัน ไม่สงสัยแล้วละว่าทำไมลูกค้าถึงเต็มร้าน

แต่คุณลุงไม่ชอบให้ถ่ายรูปนะคะ เราเลยได้แค่รูปข้าวมันไก่และหน้าตัวเองมาแทน

พิกัดร้าน : ข้าวมันไก่ลุงจรัส อยู่บริเวณตลาดใหม่ ถนนพานิชสัมพันธ์ ตรงข้ามคลินิกแพทย์หญิงชมนาด

เวลาเปิด : 7.30-14.00 น. เปิดทุกวัน


Cafe de Porto

จากรีวิว 5 Cafe น่าเช็คอินนครศรีธรรมราช
https://neetiewdiary.com/2019/02/21/5cafe- ทำให้เราได้เจอร้านกาแฟดีๆ และมิตรภาพที่น่ารักของเฮียเจ้าของร้านแห่งนี้ ทำให้เมื่อเรามาปากพนังเรารู้สึกว่าตัวเองควรแวะมาทักทายเฮียเพ้ง เจ้าของร้าน Cafe de Porto ประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ที่เราควรมาทักทาย

เฮียให้ข้อมูลเป็นไกด์ไลน์สำหรับการเที่ยวปากพนังกับเราได้ดีมากก เพราะเฮียคือคนพื้นที่รู้จักร้านอร่อยๆมากมาย

ก่อนจะออกไปสำรวจปากพนังแบบจริงจังเราก็ขอกินกาแฟอร่อยๆของเฮียแกหน่อยและวันนี้เราก็ได้ลองเมนูมะม่วงปั่นน้ำปลาหวาน หือออออออออออออออออ อร่อยมากกกกกกก แนะนำว่าให้มาลอง

พิกัด: 15 ถนนพานิชสัมพันธ์ ปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โทร 081 893 4842

เวลาเปิด: 08:00 – 17:00 น.

รูปใบนี้จากกล้องฟิล์ม

ขนมไทย หน้าไปรษณีย์

เอาจริงๆคือเราไม่ได้ถ่ายรูปชื่อร้านเอาไว้เลยขออนุญาตตั้งชื่อใหม่เลยนะคะ

เราเดินสำรวจเมืองปากพนังไปเรื่อยๆ ก็มาเจอกับร้านขนมที่เป็นขนมไทยพื้นบ้าน แต่สิ่งเราถูกใจที่สุดก็น่าจะเป็นข้าวเหนียวหน้าสังขยาที่ห่อใบตอง ห่อละ 5 บาท

ใครแวะไปปากพนังแวะไปอุดหนุนกันได้นะคะ อร่อยมากด้วย

พิกัด : หน้าไปรษณีย์ปากพนัง

เวลาเปิด : ประมาณเที่ยงไปจนถึงขนมหมด


ร้านขนมหวาน 10 บาท

เราได้รับข้อมูลมาว่าให้มาลองกินขนมหวานอีกเจ้าที่อร่อยไม่แพ้ใคร แต่เจ้านี้ราคา 10 บาท มีขนมให้เลือกเยอะ รสชาติอร่อย

เมื่อได้รับข้อมูลจากเจ้าของพื้นที่มาแบบนี้มีหรอที่เราจะไม่มาลอง แล้วเราก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ ขนมอร่อยมากกกกกกก ขนมถ้วยละ 10 บาทแต่ถ้วยใหญ่มากกกก แถมคุณป้ายังใจดี น่ารักแถมให้เราอีก พร้อมกับพยามหาที่หลบร้อนให้เราได้นั่ง

เราว่านอกจากขนมอร่อย ราคาถูก มันคงไม่สามารถมัดใจลูกค้าไว้ได้ทั้งหมดหรอก ถ้าไม่รวมถึงอัธยาศัยที่ดีของคุณป้าที่มีต่อลูกค้าทุกคน

พิกัด : สี่แยกถนนชายน้ำ (เดินตรงมาจากตลาดร้อยปี)


ขนมหวาน 5 บาท

สิ่งแรกที่ทำให้เราประทับใจปากพนังก็คือร้านขนมหวาน 5 บาทของพ่อค้าที่ชื่อพี่เอ๋ ร้านนี้เป็นร้านรถเข็นที่อยู่เยื้องกับคลินิกหมอชมนาด

ครั้งแรกที่เรามาปากพนัง เราได้เห็นร้านนี้ มุมแบบนี้ เหมือนกับภาพถ่ายรุ่นพ่อแม่ที่เรามีโอกาสแค่ได้มองผ่านกระดาษที่ถูกถ่ายและอัดเอาไว้เหมือนหลายสิบปีก่อน เราไม่คิดว่าเราจะได้เห็นภาพร้านรถเข็น ที่ขายขนมหวานอยู่ริมถนนมีบ้านไม้หลังเก่าๆเป็นฉากหลัง พร้อมกับมีตัวประกอบของลูกค้าที่แวะเวียนกันมากินขนม มันเป็นฉากที่จัดเอาไว้สำหรับถ่ายละครอะไรสักเรื่อง

แต่มันไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จำลองใดๆ มันคือเรื่องจริงในปี 2019 ที่เรายังสามารถเห็นมันด้วยตาเปล่าของตัวเอง มันอยู่ที่ปากพนัง

ร้านนี้ขายขนมหวานวันละประมาณ 4-5 อย่าง ราคาถ้วยละ 5 บาท มันเป็นราคาที่เราไม่คิดว่าจะหาได้ง่ายๆในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ แต่ที่นี่ยังมี ราคาที่เมื่อหลายปีก่อนมันยังคงเป็นราคาเดียวกันกับในวันนี้

และอีกอย่างที่เราประทับใจร้านนี้ไม่ใช่แค่ความถูกหรือรสชาติ แต่คือภาพคนในท้องที่ที่แวะเวียนกันมากินขนมร้านประจำแห่งนี้เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำ

มันเป็นภาพที่น่ารักมาก

ขอบคุณที่ยังมีภาพแบบนี้ให้เราได้เห็น


ร้านโชว์ห่วย

“ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปแต่ทำไมร้านนี้ยังอยู่ที่เดิม” นั่นคือคำถามที่เกิดขึ้นในหัวของเรา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นร้านโชว์ห่วยแห่งนี้

ล่าสุดที่เราเคยเห็นร้านแห่งนี้น่าจะเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วละมั้ง ร้านโชว์ห่วยที่ขายของจริงๆ ทำมาหากินจริงๆ ที่ไม่ได้จัดเอาไว้ให้ดึงดูดนักท่องเที่ยว

เรากลับมาปากพนังคราวนี้ได้มีโอกาสคุยกับคุณป้าเจ้าของร้าน ถามถึงสาเหตุที่ทำไม คุณป้าถึงไม่ปรับเปลี่ยนมันไปตามสมัย ทำไมคุณป้ายังให้มันเป็นแบบเดิม

คุณป้าเล่าให้เราฟังว่า คุณป้าเป็นสะใภ้ที่แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ตอนมาร้านนี้มันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ถึงคราวเมื่อคุณป้าและสามีรับช่วงต่อซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว คุณป้าไม่อยากไปปรับไปเปลี่ยน อยากให้สิ่งที่พ่อแม่ทำมามันยังอยู่ “เขาทำมาแบบไหน ก็ให้มันเป็นไปแบบนั้น” คุณป้ายังเล่าต่อว่า “ลูกๆของป้าเรียนจบหมดแล้ว ป้าทำมาหากินไปแบบเรียบง่ายแบบนี้แหละ มันมีความสุขดี” คุณป้าพูดพร้อมกับแววตาที่ภูมิใจเมื่อพูดถึงร้านแห่งนี้

พิกัด : ห่างจากร้านข้าวมันไก่ประมาณ 100 เมตร


หนมลา หอยราก

ออกจากเมืองปากพนังมาหน่อย เราจะสามารถเจอของฝากที่ขายอยู่ริมถนน หนึ่งในของฝากขึ้นชื่อมีหนมลารวมอยู่ด้วย

หนมลาถือเป็นขนมที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวะนครศรีธรรมราชก็ว่าได้ และที่ปากพนังแห่งนี้มีกลุ่มแม่บ้านที่รวมตัวกันทำหนมลา ทั้งแบบเป็นแผ่นใหญ่ๆที่เห็นกันจนชินตา แต่ที่นี่ยังมีหนมลาที่มีการปรับเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ากับยุคกับสมัยมากขึ้น เพื่อที่จะได้เอาใจผู้บริโภค

เราสอบถามคุณป้าๆน้าๆที่กำลังทำขนมอยู่ในความว่า ที่นี่ไม่ได้ทำทุกวัน แต่จะทำตามออเดอร์ที่สั่งเข้ามา ทำเสร็จก็จะส่งไปยังที่ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าเหล่านั้นทำไปขายเป็นของฝากต่อไป พูดสรุปง่ายๆว่าที่นี่เป็นโรงงานทำหนมลานั่นแหละ

ส่วนตัวเราเคยเห็นวิธีการทำหนมลามาบ้างแบบผ่านๆ เวลาที่แม่ค้าโชว์ให้นักท่องเที่ยวดู แต่วันนี้เมื่อได้มาถึงแหล่งผลิตจริงๆ ทำให้เราได้รู้ว่า ลาแต่ละแผ่นกว่าจะอร่อย มันมีขั้นตอนเยอะพอสมควร มันทำให้เรารู้สึกว่า ขนมพื้นบ้านเหล่านี้มีที่มาที่ไป มีเรื่องราวอยู่ในนั้นมากกว่าความอร่อยที่เราได้สัมผัสที่ปลายลิ้น

พิกัด : ชุมชนบ้านหอยราก (096-7785455 คุณขวัญ)


ดินแดนฮิปเตอร์

ฮิปเตอร์คำที่บรรยายความเท่ๆเอาไว้

หลายๆเมือง หลายๆที่ พยามที่จะทำให้ตัวเองนั้นเป็นฮิปเตอร์ให้ได้ แต่สำหรับปากพนังเราไม่แน่ใจว่า นั่นคือความพยามที่จะเป็น หรือมันคือตัวตนที่ปากพนังเป็นกันแน่

ตลอดที่เราเดินเที่ยวเล่นในปากพนังเราได้เห็นบ้านเรือนที่ทาสีสวยๆ ชวนให้เราเข้าไปถ่ายรูป แต่เจ้าของบ้านเหล่านั้นเขาก็ทาสีแบบที่เขาชอบ ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดึงดูดใคร

ระหว่างทางเราเจอร้านตัดผมชายชื่อร้านว่า “มาหล่อที่ปากนัง” ชื่อร้านนี้ทำให้เราอมยิ้มไปทั้งวัน เราไม่แน่ใจว่าเจ้าของร้านคิดชื่อนี้ได้อย่างไร เพราะมันดูไม่เป็นชื่อร้านสักเท่าไหร่ แต่มันบอกได้ว่าเราควรจะเข้าร้านนี้หรือไม่

และหากคุณลองเดินเที่ยวไปทั่วๆปากพนัง คุณจะพบความเป็นฮิปเตอร์ของดินแดนแห่งนี้อีกมากมาย


ก่อนกลับแวะถ่ายรูปกับกังหันยักษ์

ก่อนเดินทางกลับ เราขับรถไปตามกังหันลมที่เห็นมาจากไกลๆ ขับมาเรื่อยๆก็ได้รู้ว่ากังหันที่เราเห็นอยู่นั้น มันใหญ่มากกกก และมีจำนวนเยอะมาก

ที่บริเวณนี้เป็นชายทะเลที่ไม่ได้มีไว้ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเล่น แต่การได้ขับรถดูกังหันไปเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นกิจกรรมที่เพลินดีเหมือนกันนะ

ใครมาปากพนังแล้ว ลองขับรถออกนอกเมืองมาอีกนิด แล้วคุณจะได้เจอกับกังหันใหญ่ยักษ์แบบเรา


ขอบคุณปากพนัง

เราไม่ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัวในปากพนัง

แต่เมื่อเราเดินทางไปปากพนัง มีกล้องถ่ายรูปที่เดินกดชัตเตอร์ไปเรื่อย นั่นก็บอกได้แล้วว่าเราดูไม่กลมกลื่นกับชาวบ้านปกติเอาซะเลย แต่ตลอดทางที่เราเดินเล่น เราได้รับรอยยิ้ม มิตรภาพต่างๆจากคนปากพนังมาตลอดทาง

คนที่นี่อบอุ่น มีมิตรไมตรีที่ดีต่อผู้มาเยือนอย่างเรา มันทำให้เรายิ่งหลงรักปากพนังเข้าไปอีก

และต้องขอบคุณปากพนังที่ทำให้รู้ว่าประเทศไทยของเรายังมีเมืองที่นาฬิกาสามารถหยุดเดินได้ ยังมีเมืองที่ยุคและสมัยทำอะไรไม่ได้อยู่จริง

สุดท้ายต้องขอบคุณเฮียเพ้ง สำหรับข้อมูลและความเอื้ออารีที่มีให้กับบล็อกเกอร์ตัวน้อยๆคนนี้

ขอบคุณนะคะ

Shanghai | มหานครต้องห้ามพลาด

ไป”เซี่ยงไฮ้”กับเรามั้ย

มีหลายคนอยากไปจีน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มที่เมืองไหนดี เราขอแนะนำให้เริ่มที่เซี่ยงไฮ้ มหานครอันศิวิไลย์ของจีน แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้อยู่จีน

ใครกำลังเดินทางไปเซี่ยงไฮ้แบบเรา แนะนำให้พุ่งตัวไปที่ Traveloka เลยจ้าาา โปรดี ราคาน่ารัก เขาจัดมาให้นักท่องเที่ยวแบบเราตลอดทั้งปี จะเดินทางทั้งที ตั๋วราคาดีดี๊ ช่วยให้นักหนีเที่ยวแบบเราสบายกระเป๋าไปเยอะ อย่ารอช้าพุ่งตัวไปเลยจ้าาาา

จองตั๋วเครื่องบินไปจีน https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-china

ทุกๆปลายปีเราจะต้องมานั่งหาว่าปีใหม่ที่จะมาถึงเราจะไปเคาท์ดาวน์ที่ไหนดี และทริปนี้เราจะเดินทางไปกับแฟน โดยคุณแฟนมีโจทย์ว่าขอปลายทางที่เราสองคนยังไม่เคยไปด้วยกัน

เอาไงดี มีเวลาประมาณ 5 วัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย ก็ไปมาแล้ว จะให้ไปเกาหลีตอนปลายปีก็คงไม่ไหว เพราะมันคงหนาวสั่นแน่นอน คิดไปคิดมาอยากไปไกลๆก็อยากไป แต่เวลาที่มีมันก็ไม่ได้มากพอ

สุดท้ายยยยยยยยยย หวยก็ไปออกที่เซี่ยงไฮ้ เมืองหลวงของชาติมหาอำนาจใหม่อย่างจีน

ถึงแม้เราจะเป็นโรคกลัวจีน (ตั้งขึ้นมาเอง) และโรคนี้ค่อยๆจางลงเมื่อเราไปจีนมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไงเซี่ยงไฮ้ก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่เราบอกตัวเองว่าต้องไปให้ได้

ทริคควรรู้ก่อนไปเซี่ยงไฮ้

  1. คนไทยถือพาสปอร์ตไทย จะเดินทางไปจีนต้องขอวีซ่าด้วยนะ
  2. ประเทศจีนใช้เงินสกุลหยวน อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 5 บาท = 1หยวน
  3. หากต้องใช้ app แผนที่แนะนำให้ใช้ Apple Map จะแม่นยำกว่า
  4. เซี่ยงไฮ้มีคาเฟ่ ร้านกาแฟ อยู่เยอะมากกกก และราคากาแฟค่อนข้างแพง เริ่มต้นที่แก้วละ 120 บาท
  5. เซี่ยงไฮ้มีร้านอาหารสากลเยอะมาก และราคาอาหารก็แพงมากเช่นกัน
  6. ไม่จำเป็นต้องซื้อบัตรเติมเงินสำหรับ MRT ใช้ซื้อบัตรรายเที่ยวง่ายกว่าเยอะ
  7. ค่าเดินทางด้วย MRT ราคาถูก 3-4 สถานีแค่ 3 หยวน (15บาท)
  8. ร้านค้าต่างๆในเซี่ยงไฮ้ส่วนใหญ่จะมีพนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ
  9. เซี่ยงไฮ้ไม่ใช่เมืองที่เหมาะแก่การช้อปปิ้ง เพราะราคาสินค้านำเข้าค่อนข้างแพง แต่ที่เซี่ยงไฮ้มักจะมีรุ่นและสีมากกว่าบ้านเรา
  10. ร้านค้าส่วนใหญ่จะรับบัตรที่มีสัญลักษณ์ Union Pay แนะนำทำ ATM ของธนาคารกรุงเทพเลือกแบบ Union Pay
  11. เราสามารถกดเงินสดจากตู้ ATM ได้ ให้มองหาตู้ที่มีสัญลักษณ์ Visa หรือ Master ที่ตรงกับบัตรของเรา มีค่ากด 100 บาท/ครั้ง และตู้ที่กดง่ายแนะนำของ China Bank และ ICBI
  12. ที่พักในเซี่ยงไฮ้ราคาไม่แพงอยู่นอกเมืองหน่อย แต่มีหลายแห่งอยู่ใกล้รถไฟฟ้า แนะนำให้เลือกที่ www.trip.com
  13. หากต้องการไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ เช่นตึก Shanghai Tower หรือ Disneyland ให้ซื้อตั๋วไปจากไทย เพราะประหยัดเวลาในการต่อคิวซื้อตั๋วได้เยอะมาก เราแนะนำ https://www.klook.com/th/

Visa 

คนไทยที่ถือพาสปอร์ตไทย จะเดินทางไปจีนต้องขอวีซ่านะคะ เราเคยเขียนวิธีการขอวีซ่าเอาไว้อย่างละเอียด  https://neetiewdiary.com/2017/10/10/how-to-visa-

Internet

ใครจะมีจีนต้องกังวลแน่ๆว่าไปจีนจะเล่นโซเชี่ยวไม่ได้ ไม่ต้องกังวลไปเลยค่ะ เพราะทริปนี้เราทดลองมากับตัวและเอาข้อมูลมาให้ทุกคนได้เลือกกันตามความเหมาะสม

  1. ซื้อซิมจากไทย : เราเลือกซิมจากค่ายทรู ราคา 399 บาท ใช้งานได้ 5 GB 8 วัน อันนี้เราสามารถซื้อได้ที่สนามบิน หรือ เซเว่น – ส่วนการใช้งานมีช่วงที่เน็ตหาย ใช้งานไม่ได้ เน็ตไม่เร็วเหมือนเอาไปใช้ที่จีนเมืองอื่น แต่ไม่ต้องโหลด VPN นะ
  2. ซื้อซิมจีนที่สนามบิน : เราไม่รู้ค่ายเหมือนกัน แต่ราคา 1200 บาท ใช้งานได้ไม่อั้น 10 GB ใช้งานได้ 1เดือน อันนี้ซื้อได้ที่สนามบินเซี่ยงไฮ้ตรงที่มีคนมารอรับผู้โดยสารขาเข้านะ – การใช้งาน เน็ตเร็วมากกกกก ไม่ติดขัดเล่นได้ตลอด ใครจะเล่นโซเชี่ยวต้องโหลดแอป VPN พนังงานจะช่วยโหลดให้เราค่ะ

แลกเงิน

เงินสกุลจีน 1 หยวน ประมาณ 5 บาท

ปกติเวลาที่จะเดินทางเรามักจะแลกเงินจากร้านแลกเงินสีเขียว แต่สนามบินดอนเมืองไม่มีเจ้านี้ แถมเราก็ไม่มีเวลาจะไปแลกมาก่อนด้วย เลยแลกที่บูทธนาคารไทยพาณิชย์ อัตราแลกแพงหน่อย แต่ก็แลกเท่าที่จำเป็นไปค่ะ เพราะเรามีบัตร atm ที่มีสัญลักษณ์ union pay เลยคิดว่าจะไปรูดหรือกดเอา

  • บัตรเครดิต หรือ เดบิท ที่มีสัญลักษณ์ union pay สามารถรูดได้ทุกร้านค้าในจีน
  • ATM ที่มีสัญลักษณ์ visa/master สามารถกดเงินที่ตู้ atm ที่มีสัญลักษณ์ตรงกับบัตรเราได้ง่ายๆเลยค่ะ แต่มีค่ากด 100 บาท/ครั้ง

Hotel

ทริปนี้เราใช้เวลาในการเลือกโรงแรมนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก เพราะเราเดินทางช่วงปีใหม่ โรงแรมแพงมากกกกกกก เรามีเกณฑ์ในการเลือกโรงแรมอยู่ 3 อย่าง คือ 1.ห้องสบายกำลังดี 2. ต้องอยู่ใกล้รถไฟฟ้าที่พอเดินถึง 3. ราคาไม่เกินคืนละ 2000 บาท

ใครที่จะเดินทางไปประเทศจีน เราแนะนำว่าให้ใช้ app : trip หรือ www.trip.com ในการจองโรงแรมจะดีมากกกก เพราะว่าโรงแรมมีให้เลือกเยอะมากกก แถมราคาถูกกว่าผ่านช่องทางอื่นๆด้วยนะ

ในที่สุดเราก็หาเจอโรงแรมที่เหมาะสมกับเราในทริปนี้ Tuke China Hotel

เราพักที่นี่ทั้งหมด 4 คืน ราคารวมแล้ว 5722 บาท ตกแค่คืนละ 1430 บาท/2คน

อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า Jiashan Road (ทางออก5) แค่ 350 เมตร

ทำเลดีมากกกกกกกกกกก คุ้มค่ามากกกกก ใกล้ Family Mart

อ่านรีวิวเกี่ยวกับโรงแรมแบบละเอียดได้ที่ : https://neetiewdiary.com/2019/01/20/tuke-china-hotel-shanghai-

การเดินทางจากสนามบินเข้า-ออกจากเมือง

เดินทางจากสนามบินเข้าเมือง

เนื่องจากทริปนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Thai Lion Air ซึ่งไปถึงสนามบินเซี่ยงไฮ้ ฟู่ตง ก็ดึกแล้ว รถไฟจะเข้าเมืองหมดแล้ว เราเลยใช้วิธีจองรถผ่านทาง https://www.klook.com/th/เราจองสำหรับเข้าเมืองแค่ขาเดียว ราคา 1300 บาท

โดยจะมีคนมารับเราพร้อมกับพิมพ์ป้ายชื่อ (ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอค่ะ) ซึ่งคนขับที่มารับเรา น่ารักมาก บริการช่วยเหลือดีมากค่ะ นั่งรถประมาณ 1 ชั่วโมงรถก็มาจอดหน้าโรงแรมที่เราจองไว้

ใครที่จะเข้าเมืองตอนดึกแบบเรา หรือมีผู้ใหญ่ หรือเด็กเล็ก เราว่าใช้บริการนี้ดีเลยค่ะ

การเดินทางจากเมืองเข้าสนามบิน

ขากลับจากในเมืองเราใช้วิธีเดินทางไปยังสนามบินด้วยรถไฟ Maglev รถไฟความเร็วสูงที่ใช้เวลาเดินทางจากต้นทางถึงปลายทางแค่ 8 นาที

สำหรับขาเข้าสนามบินเราจะต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานี Longyang เมื่อมาถึงแล้วให้มองหาป้าย Maglev Train สีเขียวๆ จะต้องเดินออกมาด้านนอกสถานีและให้มองหาบันไดเลื่อนทางขึ้นที่อยู่ใกล้กับ Mcdonald

ค่าเดินทางด้วยรถไฟ Maglev จะอยู่ที่เที่ยวละ 50 หยวน หรือ ประมาณ 250 บาท ใครจะถือแบบไป-กลับก็จะประหยัดกว่า เราสามารถจ่ายด้วยเงินสด หรือบัตรที่มีสัญลักษณ์ union pay

เมื่อได้ตั๋วมาแล้ว เราก็แค่ขึ้นมารอรถไฟที่ชานชลาค่ะ เมื่อรถไฟมาก็ต้องรอให้ผู้โดยสารที่มาจากสนามบินออกจากรถให้หมดก่อน แล้วจะมีพนักงานมาเปิดรั้วกั้นให้

และจากนั้นก็ใช้เวลาแค่ 8 นาทีเราก็มาถึงสนามบินแล้ว

เราแนบเวลาของรถไฟ Maglev มาให้ด้วยนะคะ เผื่อใครที่ไม่แน่ใจว่าตอนที่ตัวเองจะเดินทางจะสามารถใช้บริการรถไฟ Maglev เข้า-ออกสนามบินได้มั้ย

การเดินทางภายในเมือง (MRT)

การเดินทางในเซี่ยงไฮ้เราสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายและราคาประหยัดก็คือ การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน เหมือนกับเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ซึ่งราคาค่า mrt เซี่ยงไฮ้ ถือว่าค่อนข้างถูก นั่งประมาณ 3-4 สถานี ราคาอยู่ที่ประมาณ 3 หยวน หรือ 15 บาท เท่านั้นเอง

ประเภทซื้อตั๋ว MRT

มี 2 ตัวเลือก

  1. บัตรเติมเงิน (คล้ายๆบัตร rabbit บ้านเรา) ราคา 100 หยวน แต่จะสามารถใช้เงินด้านในแค่ 80 หยวน อีก 20 หยวนเป็นค่าประกันบัตร จะได้คืนเมื่อนำบัตรไปคืน
  2. บัตรรายเที่ยว คือจะต้องซื้อทุกครั้งที่เดินทาง ซึ่งเราแนะนำเป็นบัตรแบบนี้มากกว่า สะดวก ซื้อก็ไม่ได้ยุ่งยาก แทบจะไม่เคยต้องรอแถวเลย

วิธีการซื้อตั๋ว MRT รายเที่ยว

  1. โหลด app : mrt Shanghai เพื่อที่เราจะได้เช็คได้ว่าจุดหมายปลายที่เราต้องการจะไปนั้นราคาเท่าไร
  2. กรอกต้นทาง – ปลายทางที่เราต้องการเดินทางไป
  3. app จะคำนวนเส้นทาง สาย mrt ที่เราจะต้องไป พร้อมกับบอกราคาค่าโดยสารมาด้วย

4. เมื่อรู้ราคาค่าโดยสารที่เราจะต้องจ่ายแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการไปกดตั๋วจากตู้อัตโนมัติ ซึ่งหน้าแรกของตู้อัตโนมัติ จะมีแผนผังรถไฟฟ้าและด้านข้างเป็นตัวเลขราคาค่าโดยสาร ซึ่งเราแทบจะไม่ต้องเปลี่ยนภาษาเลย แค่จิ้มค่าโดยสารที่เราต้องการ

5. จากนั้นหน้าจอจะเปลี่ยนให้เราจิ้มจำนวนผู้โดยสาร แล้วก็หยอดเหรียญหรือแบงค์ตามราคาลงไปได้เลยค่ะ ตู้รับแบงค์สูงสุดแค่ 50 หยวน

6.แล้วเราก็จะได้ตั๋ว mrt ที่เราต้องการมา แค่นั้นเองงงงง เดินทางสัก 2-3 เที่ยว รับรองคล่องค่า ซื้อง่ายกว่าที่โตเกียวอีกนะจะบอกกก


Day 1

เช้านี้เราตื่นขึ้นมาพร้อมเริ่มทริปใหม่และเป็นทริปสุดท้ายของปี 2018

เช้าวันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่า ไม่หนาวมาก เรายังสามารถใส่โค้ชตัวเก่งออกมาเดินเที่ยวเล่นได้

ทริปนี้เราตั้งใจจะอยู่แค่ในเซี่ยงไฮ้ เพราะอยากให้เป็นทริปชิลๆที่ได้ละเมียดละไมชมเมืองไปเรื่อยๆ จะได้ค่อยๆทำความรู้จักเซี่ยงไฮ้ไปทีละนิด

ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักล่วงหน้าไว้เลยนะเซี่ยงไฮ้

หวังว่าเราและนายจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนะ

Starbucks Reserve Roastery 

Shanghai Roastery สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ตอนนี้) บนพื้นที่  2 ชั้น รวม 29,000 ตารางฟุต หรือประมาณสนามฟุตบอล 1 สนาม ใช้พนักงานทั้งหมด 400 คน

วิธีการเดินทาง : West Nanjing Road ทางออก 11

บรรยากาศภายในคึกคักมากกกกกกกกกก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวที่ผลัดกันมาเช็คอินตลอดทั้งวัน

จริงๆ Starbuck มีสาขาในเซี่ยงไฮ้เยอะมากกกกกกกก เยอะเป็นดอกเห็ดเลยจ้าาาาา แต่ไหนๆก็มาเซี่ยงไฮ้จะไม่มาแวะสาขาใหญ่ที่สุดในโลกก็ม่ายด้ายยยยยยยย

ส่วนที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลายๆคนมาเช็คอินที่สาขานี้ เพราะที่นี่มีส่วน Roasting Area ขนาดใหญ่ เป็นบริเวณที่โชว์การคั่วอย่างเต็มระบบเพื่อนำเมล็ดกาแฟมาใช้ในร้าน

และอีกส่วนที่เราชอบมาก็คือโซนขายของ Souvenir แต่ละอย่างทำเอาเราอยากได้ไปหมด แต่ก็มีสิ่งที่มาหยุดเอาไว้นั้นก็คือ ราคา !! แรงเหลือเกินนนนนนนนนนนน

สุดท้ายไหนๆก็มาแล้ว ต้องสั่งกาแฟมาชิมกันหน่อย แต่เช้าวันนี้อาการหนาว ลมแรง เราขอปลอบใจตัวเองด้วย คาปูชิโน่เย็น และ ช็อกโกแลตร้อน ในคราวเดียวกันไปเลย จริงๆก็อยากสั่งกาแฟที่มันมากกว่าคาปูชิโน่นะ แต่คนเยอะมากกกกกกกกกก ไม่ไหว สู้ไม่ไหว สั่งธรรมดาก็ดั้ยยยยยย

กาแฟมื้อนี้ สนนราคาอยู่ที่ 135 หยวน หรือ 675 บาทจ้าาา

บางทีก็สงสัยนี่เราอยู่จีนหรือนิวยอร์กนะ แพงเหลือเกิ้นนนนนนนน

Sumerian Coffee

ร้านกาแฟคุณภาพสำหรับคอกาแฟที่แท้จริง นอกจาก Sumerian จะเป็นร้านกาแฟที่มีกาแฟคุณภาพดีแล้วนั้น ที่ร้านยังมีเมล็ดกาแฟที่คัดสรรเอง คุณภาพเหมาะกับคนรักกาแฟอย่างแท้จริง

เราชอบร้านนี้ทั้งกาแฟรสชาติดี คุ้กกี้อร่อยมากกกก ตัวร้านเท่มากด้วยนะ ร้านตกแต่งแบบแคลิฟอร์เนีย ภายในร้านมีที่นั่งไม่มาก (วันที่ไปคนเต็มด้วย)

เอาเป็นว่าใครมาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ แถมเป็นคอกาแฟ ควรแวะมาจิบกาแฟเท่ๆ ที่ Sumerian นะ

วิธีการเดินทาง : West Nanjiang Road ทางออก1 เดินต่ออีกประมาณ 15 นาที

Disney Store

Disney Store แห่งนี้อยู่ใจกลางย่าน Lujiazui โดยจะอยู่ระหว่างหอคอย Oriental Pearl Tower และ ตึก Super Brand Mall

ด้านหน้าจัดสวนเป็นรูปมิกกี้เมาส์ ซึ่งจะเปลี่ยนดอกไม้ไปตามฤดูกาล และหอนาฬิกาขนาดใหญ่แบบเดียวกับที่ตั้งอยู่ภายในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้

ใครที่ไม่ได้ไปดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้แบบเรา แวะมาเดินดูสินค้าที่ดิสนีย์ สโตร์แทนก็ได้นะคะ

วิธีการเดินทาง : MRT Luijazui ทางออก 1

เราแนะนำว่าให้มาช่วงค่ำ เพราะที่นี่จะเปิดไฟสวยมากกกกกกกกกกกก

ภายในร้านค่อนข้างกว้าง ขายสินค้าหลากหลาย เราว่าที่นี่ขายตุ้กตาค่อนข้างเยอะ แถมน่ารักกว่าดิสนีย์สโตร์หลายๆประเทศที่ไปมา แต่ราคาสินค้าก็จะสูงหน่อยนะ แต่ความน่ารักคุ้มค่าแน่นอน

บริเวณสถานี Lujiazui

ไหนๆก็มาดิสนีย์ สโตร์ แล้วเราขอแวะถ่ายรูปเล่นด้วยเลยแล้วกัน (แต่วันที่ไปอากาศหนาวมากกกก ถ่ายมาได้น้อยนิด)

ย่านสถานี Lujiazui เป็นอีกย่านที่สำคัญของเซี่ยงไฮ้ เพราะบริเวณนี้เต็มไปด้วยตึกสำคัญๆต่างๆไม่ว่าจะเป็น SWFC (ตึกที่เปิดขวด) Jin Mao Tower (ตึกรูปทรงคล้ายเจดีย์) Shanghai Tower และอีกเยอะมากกกกกกกกกกก

ใครมาย่านนี้เราแนะนำว่าควรมาช่วงค่ำ เพราะที่นี่จะเปิดไฟสวยมากกกก เหมาะแก่การมาเดินเล่นยามค่ำคืน

Shanghai Street

ทุกครั้งที่เราได้เดินทางไปยังเมืองใหญ่ๆ สิ่งที่เราชอบมากกกกกคือการได้เดินดูเมือง ได้ถ่ายรูปไปตามถนนต่างๆของเมืองนั้น

เซี่ยงไฮ้ เป็นอีกเมืองที่ถนนสวยมากกก ถนนเกือบจะทุกเส้น จะมีต้นไม้ใหญ่อยู่ตลอดเส้น เราว่าเซี่ยงไฮ้ทำผังเมืองออกมาได้สวยมากจริงๆค่ะ

ยินดีที่รู้จักเซี่ยงไฮ้

วันแรกที่เราได้สัมผัสเซี่ยงไฮ้ เซี่ยงไฮ้ไม่เหมือนที่จินตนาการไว้ เมืองนี้สวยมากกกก สวยเกินกว่าจะเชื่อว่าเราเดินอยู่ในประเทศจีน แค่วันนี้วันแรกเราก็บอกได้เลยว่าเซี่ยงไฮ้ เป็นมหานครที่ควรมาสักครั้งในชีวิต เราเริ่มหลงรักเซี่ยงไฮ้ตั้งแต่วันแรกเข้าแล้ว


Day 2

พยากรณ์อากาศบอกเราว่า ฝนจะตกตลอดทั้งวัน เราเลยต้องใส่เสื้อผ้าที่หนาเพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกายให้พอ

วันนี้เรายังคงจะละเมียดละไมในการทำความรู้จักกับเซี่ยงไฮ้ไปเรื่อยๆเหมือนเดิม

Cafe Chez W

คาเฟ่เล็กๆที่น่ารักที่สุดในเซี่ยงไฮ้ (เท่าที่เราไปมาทั้งหมด) เป็นคาเฟ่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่ญี่ปุ่นก็ไม่ผิด คาเฟ่แห่งนี้เป็นบ้านขนาดสองชั้นหนึ่งคูหาที่มีหน้าตาน่ารัก

คาเฟ่แห่งนี้อยู่ในย่านสถานีรถไฟฟ้า South Shaanxi  ซึ่งเราต้องเดินต่ออีกประมาณ 15 นาที แต่คุ้มค่ากับการเดินแน่นอน เรารับรองงงง ใครต้องการเข้าไปดูความน่ารักของร้านแนะนำให้ดูในไอจี @cafechezw

วิธีการเดินทาง : South Shaanxi ทางออก1 เดินต่ออีก 15 นาที

ภายในร้านมีที่นั่งทั้งสองชั้น ชั้นล่างเป็นพื้นที่เล็กๆแต่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น ส่วนชั้นบนเราว่าที่ร้านตกแต่งออกมาได้น่ารักมากกกกก

เจ้าของร้านทำหน้าที่ทั้งดูแลร้าน บาริสต้า ทำขนม เอาเป็นว่าทุกอย่างของร้าน และที่สำคัญเจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยนะ

นอกจากร้านจะน่ารักมากแล้ว กาแฟและคุ้กกี้อร่อยมากกกกกกกกกกกก ใครไม่กินกาแฟ ช็อกโกแลตร้อนก็อร่อยนะ

ใครมาเซี่ยงไฮ้ เราแนะนำว่าควรมา Cafe Chez W ให้ด้ายยยยยย

17 Cafe

ปากซอยก่อนที่เราจะถึง Café Chez W เราจะเจอกับคาเฟ่อีกแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า 17 cafe

ภายในร้านมีสองชั้น คือชั้นหนึ่งและชั้นใต้ดิน ที่จะมีการตกแต่งเปลี่ยนธีม ไปทุก 3 เดือน เพื่อให้ลูกค้าลงไปถ่ายรูปเล่นได้ แต่วันที่เราไปมีลูกค้าของร้านอยู่เต็มเลยอดถ่ายรูปมา

วิธีการเดินทาง : South Shaanxi ทางออก1 เดินต่ออีก 15 นาที

ร้านนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะกาแฟอร่อยมากกกกกกกกกกกกกก มีเมนูภาษาอังกฤษนะ และเราอยากจะบอกว่ากาแฟคาเฟ่แห่งนี้เป็นกาแฟที่เราชอบมากกกกกกกกกกที่สุดของทริปเซี่ยงไฮ้

Taco Bell

หากใครเคยมาประเทศจีนเมืองอื่นมาก่อน จะรู้ว่าเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีค่าอาหารแพงมากกก เมื่อเทียบกับเมื่องอื่นๆในประเทศ แต่ด้วยค่าครองชีพในมหานครแห่งนี้ นักท่องเที่ยวอย่างเราก็ต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี

Taco Bell อาหารฟาสฟูดส์สไลต์เม็กซิโก สัญชาติอเมริกาเจ้านี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวแบบเรา ในมื้อที่ต้องการเซฟค่าอาหารและต้องการอิ่มท้องไปพร้อมกัน

Taco Bell มีสาขาอยู่ทั่วเซี่ยงไฮ้และมีเมนูภาษาอังกฤษ

Shopping in Shanghai

จากการได้สัมผัสเซี่ยงไฮ้มาสองวัน ทำให้เรารู้ว่าเซี่ยงไฮ้ไม่ใช่เมืองที่เหมาะสำหรับขาช้อปสักเท่าไหร่นัก เพราะราคาของในเซี่ยงไฮ้นั้นค่อนข้างแพงมากกก เหมือนกับเมืองหลวงอื่นๆของโลก แต่เซี่ยงไฮ้มีความพิเศษตรงที่ว่า ที่นี่อาจจะมีรุ่น สี หรือ ไซต์มากกว่าที่อื่น ดังนั้นเราแนะนำว่า ใครที่มาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ และต้องการที่จะมาช้อปปิ้ง หรือ ซื้อสินค้าแฟชั่นอะไรสักชิ้น ขอให้เช็คราคามาก่อน จะได้เปรียบเทียบได้

ใครมองหา Adidas เราแนะนำสาขา Eats Nanjing เพราะมีสาขาใหญ่ที่สุดและพนักงานพูดภาษาอังกฤษได้มากที่สุด

Shanghai Street

การเดินทางในเซี่ยงไฮ้ นอกจากที่เราจะใช้ MRT เดินทางเป็นหลักแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่เราใช้ในทริปนี้ก็คือการเดิน เราเดินเพื่อจะได้ทำความรู้จักเซี่ยงไฮ้ไปเรื่อยๆ และเมื่อเรายิ่งเดิน เราก็ยิ่งหลงรักเซี่ยงไฮ้มากขึ้นทุกที

เซี่ยงไฮ้วันที่สอง

ก่อนออกจากห้องวันนี้ พยากรณ์อากาศบอกเราว่า ฝนจะตกตลอดทั้งวัน แต่ป่าวเลยไม่มีฝนตก กลับมีหิมะที่โปรยปรายลงมาแทน

วันนี้เป็นวันที่สองที่เราทำความรู้จักเซี่ยงไฮ้ ตลอดเวลาที่เดินเที่ยว ตามหาคาเฟ่ดีๆที่แอบซ่อนอยู่บนถนนสายต่างๆ เซี่ยงไฮ้ก็ทำให้ผู้หญิงที่อ่อนไหวง่ายแบบเรา หลงรักหนักขึ้นไปอีก

เซี่ยงไฮ้มีเสน่ห์บางอย่าง มันเป็นเสน่ห์ที่เราอยากบอกว่าชีวิตนี้คุณควรมาสัมผัสมัน แล้วคุณจะเข้าใจ เพราะเราไม่สามารถที่จะอธิบายออกเป็นคำพูด หรือประโยคบอกเล่าได้ดีเท่าที่รู้สึกหรอก


Day 3

วันที่สามของการทำความรู้จักเซี่ยงไฮ้ และวันสุดท้ายของปี 2018

วันนี้พยากรณ์อากาศยังคงบอกเราว่า อากาศจะหนาวกว่าเดิม

ความจริงแล้ว เซี่ยงไฮ้ไม่ใช่เมืองที่เหมาะแก่การเคาท์ดาวน์ปีใหม่หรอก เพราะว่าแต่ละปีรัฐบาลจีนอาจจะจัดหรือไม่จัดงานเคาท์ดาวน์ก็ได้ ไม่แน่นอน และอีกอย่างคือเซี่ยงไฮ้เคยมีข่าวคนเหยียบกันตายช่วงคืนเคาท์ดาวน์อีกด้วยนะ เพราะมวลมหาประชาชนจีนนั้นเยอะมากจริงๆๆๆๆ

ดังนั้นเรามาเซี่ยงไฮ้ในครั้งนี้เราไม่ได้มาเพื่อเคาท์ดาวน์เราจึงไม่อาจจะพาทุกคนไปชมงานเคาท์ดาวน์ได้ แต่เรามาเพื่อทำความรู้จักมหานครอีกแห่งหนึ่งของโลกก็เท่านั้น

Aunn Cafe & Co.

คาเฟ่เท่ๆที่อยู่ในย่านวัด Jing’an (ร้านตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัด Jing’an เดินข้ามถนนมาก็ถึงเลย)

เป็นคาเฟ่ขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่ให้เลือกนั่งเยอะมากกก แต่ก็มีลูกค้าเยอะเช่นกัน เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่กาแฟอร่อย บาริสต้าน่ารัก แนะนำให้ควรมาเช็คอินที่นี่

วิธีการเดินทาง : MRT : Jing’an Temple ทางออก 1 ลอดสะพานข้ามถนนมาก็จะถึง

niiice cafe

คาเฟ่ที่สองของวันนี้ที่เราเจอด้วยความบังเอิญ คาเฟ่เล็กๆที่อยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะถึงโรงแรมที่เราพัก เราสะดุดตากับคาเฟ่แห่งนี้เพราะมีป้ายบอกไว้ด้านหน้าว่าเปิด 24 ชม.

คาเฟ่เล็กๆที่เราไม่ได้คาดหวังกับรสชาติของกาแฟแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เราเซอร์ไพร์มากกก เพราะเราลองสั่งเมนูชื่อ Hazelnut Latte อร่อยมากกกกก กาแฟหอมมมมากกก ใครที่แวะผ่านมาแถวสถานีรถไฟฟ้า Jiashan Road 

วิธีการเดินทาง : MRT : Jiashan Road ทางออก 5 ก่อนถึงโรงแรม  Tuke China Hotel

Chenghuang Miao (เฉิงหวงเมี่ยว)

เรารู้จักเฉิงหวงเมี่ยวครั้งแรกจากการเห็นรูปในอินสตาแกรม

เฉิงหวงเมี่ยว หรือ ที่คนไทยมักเรียกว่า เฉินหวังเมี่ยว ที่นี่เป็นตลาดเก่ากว่าร้อยปี เป็นอาคารไม้เก่าแก่สถาปัตยกรรมแบบจีนรวมอยู่หลายหลัง ที่นี่เหมาะกับการมาเดินเที่ยว ถ่ายรูปเล่นและมองหาของฝากราคาย่อมเยาว์

แต่ที่นี่ไม่ว่าเวลาไหน ช่วงใด มวลมหาประชาชนจีนเยอะมากกกกกกก ใครที่ไม่ชอบคนเยอะๆ ก็ทำใจไว้เลยค่ะ

วิธีการเดินทาง : MRT Yuyuan Garden ทางออก 1 เดินต่ออีกประมาณ 5 นาที

ใครมาเดินเที่ยวที่นี่ เราแนะนำเนื้อแกะย่าง ไม้ละ 15-20 หยวน จะราดหม่าล่าเพิ่มก็จัดไปตามชอบเลยค่ะ

และเราได้เจอกับร้านที่มีชื่อภาษาไทยว่า “ฉันยุ่งมาก” เป็นร้านขายน้ำมะม่วงปั้น ที่มีสาขาอยู่เยอะแยะไปหมด และแต่ละสาขาก็อาจจะสะกดชื่อถูกบ้างผิดบ้าง บางสาขาก็ทำเอาคนไทยอย่างเราก็ยังอ่านไม่ออกเลยทีเดียว

Shanghai Tower

เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์สูง 632 เมตร มีทั้งหมด 127 ชั้น (ยังไม่รวมชั้นใต้ดินอีก5ชั้น) เป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศจีน และสูงเป็นลำดับที่สองของโลก รองจากตึก Burj Khalifa ของดูไบ

ตึกส่วนใหญ่ที่อยู่ในย่านสถานีรถไฟฟ้า Lujiazui ล้วนแต่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวได้เกือบทุกตึกเลย แต่ไหนๆเราก็มาซี่ยงไฮ้แล้ว เลยขอขึ้นไปชมวิวมุมสูงตึกที่สูงที่สุดแล้วกันเนอะ

Shanghai Tower เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวได้ที่ชั้น 118 หรือใครอยากจะขึ้นไปสูงกว่านั้นก็ได้นะ เพราะชั้นสูงสุดอยู่ที่ชั้น 120-121 จะเป็นร้านอาหาร (แต่เราไม่ได้ขึ้นไป คนเยอะมากกกก)

ใครมาเซี่ยงไฮ้เราแนะนำว่าควรจะขึ้นมาชมวิวมุมสูงของเซี่ยงไฮ้สักครั้ง มันเป็นประสบการณ์ที่ดีอีกอย่างหนึ่งมากๆของการเดินทาง

ซึ่งใครที่จะขึ้นไปชมวิวตึกต่างๆ เราแนะนำว่าควรที่จะซื้อตั๋วไปตั้งแต่อยู่ไทย เพราะหากจะไปซื้อที่หน้างานละก็ …. แถวยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เสียเวลาเป็นวันแน่ๆ

ซึ่งเราใช้บริการผ่าน https://www.klook.com/th/จากนั้นก็แค่ปริ๊น voucher แลวมากดตั๋วจริงจากเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะมีพนักงานช่วยเหลือเราทุกขั้นตอน แทบไม่ต้องใช้คำพูดในการสื่อสารเลย

ค่าเข้าชมราคา : 180 หยวน (สำหรับผู้ใหญ่) 90 หยวน (สำหรับนักเรียนและผู้สูงอายุ)

วิธีการเดินทาง : MRT : Lujiazui ทางออก 6 เดินต่ออีกประมาณ 500 เมตร

ตู้กดน้ำส้มคั้น

ถ้ามีใครพูดว่าจีนไม่พัฒนา เราคงเป็นคนหนึ่งที่เถียงคอเป็นเอ็นแน่นอน

จีนมีทุกอย่างที่คุณจะนึกออกและก็มีทุกอย่างที่คุณก็นึกไม่ออกแน่ๆ

เราเจอตู้กดน้ำส้มคั้นครั้งแรกตอนไปคุนหมิง ตอนนั้นก็ไม่มีโอกาสได้ลอง เพราะยังไม่เชื่อใจจีนมากเท่าไหร่นัก (ก็พึ่งเคยมาจีนครั้งแรกนี่หน่า) และเราก็เจอตู้กดน้ำสั้มคั้นแบบเดียวกันอีกครั้งตอนมาเซี่ยงไฮ้ ไหนๆคราวนี้ก็มาจีนรอบที่สามแล้วก็ลองหน่อยเถอะ

เจ้าตู้กดน้ำส้มคั้นนี้ราคาน้ำส้มอยู่ที่แก้วละ 15 หยวน หรือประมาณ 75 บาท ซึ่งเมื่อเราหยอดเหรียญลงไปแล้ว ตู้ก็จะทำการคั้นน้ำจากส้มเป็นลูกๆให้เราเลย คือได้กินน้ำส้มคั้นสดๆกันเลย

ส่วนรสชาตนั้นเราว่าก็ไม่เลวร้ายนะ แต่เพราะแก้วที่เราได้เป็นส้มที่คุณภาพไม่ดีมากเท่าไหร่มั้ง เอาเป็นว่าใครมาจีนก็ควรลองสักครั้งหนึ่งนะ

Shanghai Street

วันสุดท้ายของปี เป็นวันที่คนจีนออกมาเที่ยวกันมากกว่าทุกวัน

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปีอีกหนึ่งปีที่เราเดินเล่นอยู่นอกบ้านและนอกประเทศที่ตัวเองเกิดมา มันก็สนุกดีนะ กับการได้เป็นแค่จุดเล็กๆของโลกใบนี้ ไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย ทุกอย่างก็ยังคงหมุนวนไปตามวิถีของมัน เพียงเราแค่เป็นจุดๆหนึ่งของโลกเท่านั้นเอง

Bye Bye 2018

วันสุดท้ายของปีกำลังจะผ่านไป

เราใช้เวลาในวันนี้ไปกับคนข้างๆที่อยู่ในสถานะคนรู้ใจกันมาเข้าปีที่ 7 ทะเลาะกันบ้าง งอลกันบ้าง ดีกันบ้าง ตามประสาคนที่รู้จักกันมานาน แต่ต้องขอบคุณเขาคนนี้ที่ยินดีจะเดินทางไปกับเราทุกที่ๆตัวเรานั้นอยากจะไป ขอบคุณที่ออกไปเห็นโลกพร้อมกันในหลายๆครั้งที่ผ่านมา

ขอบคุณวันเวลาที่ผ่านไปที่ทำให้ความทรงจำในวันที่ทั้งทุกข์และสุขของเราในปี 2018 นั้นเป็นอีกปีที่มีค่าในชีวิต ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านเรื่องราวการเดินทางของผู้หญิงคนนี้

ขอบคุณนะคะ


Day 4

วันนี้เป็นวันที่สี่แล้วที่เราเริ่มทำความรู้จักเซี่ยงไฮ้

วันนี้คือวันแรกของปี 2019 และเป็นอีกหนึ่งปีที่เราตื่นขึ้นมาในเมืองที่ไม่คุ้นเคย

ยิ่งรู้จักเซี่ยงไฮ้ ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่าเซี่ยงไฮ้นั่นมีเสน่ห์มากกกกก เหมือนผู้ชายตาตี๋ ผิวขาว ภายนอกก็สมาร์ทไม่ต่างกับผู้ชายหล่อคนอื่นๆ แต่ยิ่งรู้จักยิ่งทำให้เรารู้ว่าผู้ชายคนนี้มีอะไรน่าค้นหาอีกมากมาย

เราไม่แน่ใจว่าควรมีเวลากี่วันถึงจะทำความรู้จักเซี่ยงไฮ้ได้มากพอ

S.ENGINE COFFEE

คาเฟ่เท่ๆที่มีอยู่หลายสาขาทั่วเซี่ยงไฮ้ แต่เราอยากแนะนำสาขาใกล้ Xintiandi

S.ENGINE COFFEE เราชอบการออกแบบตกแต่งภายในร้านมากกกกก ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ร้านสวยนะ เพราะมีกาแฟหลากหลายให้เลือกชิม กาแฟ drip ขนมเค้กหน้าตาน่ารัก เยอะแยะไปหมด และที่สำคัญกาแฟอร่อยไม่ผิดหวัง

วิธีการเดินทาง : MRT : South Huangpi Road ทางออก 2 เดินต่ออีกประมาณ 5 นาที อยู่ตรงข้ามกับโครงการ Xintiandi

% Arabica Coffee

กาแฟที่มีโลโก้ % อันคุ้นตา และเราก็ขอเรียกว่า กาแฟ % ละกันเนอะ

Arabica Coffee กาแฟสัญชาติญี่ปุ่นที่กำลังโด่งดังในตอนนี้ ปัจจุบันกาแฟ % ได้ขยายสาขาไปยังหลายๆประเทศ (คาดว่าในอนาคตต้องมีประเทศไทยแน่ๆ)

ปัจจุบันกาแฟ % มีอยู่ 3 สาขาในเซี่ยงไฮ้ แต่เราแนะนำสาขา Arabica Shanghai Roastery สาขาที่อยู่ใกล้กับ The Bund ใครมาเซี่ยงไฮ้ เราแนะนำว่าควรแวะมา

กาแฟ % ไม่ได้ดังเพียงอย่างเดียว เพราะว่ากาแฟก็อร่อยมากด้วยนะ แต่ขอแนะนำว่าให้ไปตั้งแต่ร้านเปิด เพราะคุณอาจจะต้องรอกาแฟนานถึง 2 ชั่วโมงแบบเรา

วิธีการเดินทาง : East Nanjing Road ทางออก 5 หรือ 6 เดินต่ออีกประมาณ 10 นาที ไปทางเดียวกับ The Bund

Shanghai Natural History Museum

เรารู้จักมิวเซี่ยมแห่งนี้ครั้งแรกก็ตอนเห็นรูปจากรุ่นพี่คนหนึ่งอัพผ่านเฟสบุ๊ค มันคือรูปของไดโนเสาร์ ทำให้เรารู้ทันทีว่าไปเซี่ยงไฮ้เมื่อไหร่ เราจะไปมิวเซี่ยมแห่งนี้แน่นอน

Shanghai Natural History Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่มากกกกกกก ถ้าให้เดินทั่วคงใช้เวลาทั้งวัน มีสัตว์ต่างๆให้เราได้ศึกษา หรือแค่เดินดูเฉยๆก็เพลินมากแล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เหมาะทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ที่นี่ทำดีมากกกกกกกก มากกกกกก จนเราอยากแนะนำให้มา

ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ ราคา 30 หยวน (มาซื้อที่หน้าพิพิธภัณฑ์ได้เลย ไม่ต้องรอแถว)

วิธีการเดินทาง : MRT : Shanghai Natural History Museum

Xintiandi

ซินเทียนตี้เป็นกลุ่มอาคารเก่าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารหรู ที่นี่รวมเอาไว้มากมาย

เราเข้ามาเพื่อเดินเล่นและถ่ายรูปเท่านั้น เพราะตัวเราไม่อินกับอาคารสถานที่แบบนี้สักเท่าไร แต่ใครที่แวะมาแถวนี้แล้วก็แนะนำว่าควรมาเดินเล่น เพราะที่นี่เป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นที่ถ่ายรูปสวย

วิธีการเดินทาง : MRT : South Huangpi Road หรือ MRT : Xintiandi

East Nanjing Road

ถนนสายช้อปปิ้งเก่าแก่ที่สุดของเซี่ยงไฮ้ ที่นี่เปรียบเสมือนทามสแควร์ของนิวยอร์ก

ถนนแห่งนี้เป็